
นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มีบทบัญญัติให้การจัดการศึกษา ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสารและการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพ หรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแล หรือด้อยโอกาส ต้องจัดให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิ และโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ
แต่ในปัจจุบันจากการสำรวจ ติดตาม การศึกษา และวิจัย ของหน่วยงานสำคัญต่างๆ เช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) และสถาบันอุดมศึกษา พบว่า มีเด็กจำนวนมากที่ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา ต้องออกจากระบบการศึกษา และไม่จบการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด
นายอรรถพลกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สามารถสรุปปัญหา และสาเหตุที่เด็กหลุดจากระบบการศึกษาได้เป็นหลายๆ กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเด็กที่มีความจำเป็น หรือมีเงื่อนไขส่วนตัวบางอย่าง ที่ไม่สามารถเข้าเรียนตามระบบได้ เช่น ครอบครัวยากจน กำพร้า กลุ่มเด็กอพยพย้ายถิ่นตามผู้ปกครอง กลุ่มที่มีปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียน กลุ่มที่มีปัญหาพฤติกรรม ที่ส่งผลให้ถูกพักการเรียน หรือให้ออกจากสถานศึกษา ด้วยปัญหาดังกล่าวนี้ ส่งผลให้เด็กเหล่านี้มักจะรู้สึกแปลกแยกจากสังคม ยังมีกลุ่มเด็กที่ไม่ถนัดด้านวิชาการ เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เด็กที่มีความต้องการพิเศษ เด็กในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น พื้นจังหวัดชายแดนใต้ เด็กที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือปัญหาที่เราทราบในปัจจุบัน ได้แก่ ระบบมาตรฐานการเรียนการสอน การแข่งขันทางการศึกษาที่สูงขึ้น ปัญหาการเรียนในชั้นเรียน เพื่อนกลั่นแกล้ง หรือบูลลี่ และการเกิดสภาวการณ์โรคระบาด เช่น สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่ส่งผลให้เด็กหลายๆ คน ไม่สามารถเรียนผ่านระบบออนไลน์ ด้วยปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน หรือทรัพยากรที่จำเป็นในการศึกษา
“ปัจจุบันสถานการณ์ปัญหาเด็กออกกลางคัน ยังคงมีความรุนแรงมากขึ้น และจากข้อมูลของ กสศ.พบว่า ในแต่ละปี ประเทศไทยมีเด็กออกกลางคันมากถึง 2% จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด เมื่อนับรวมกับเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยกว่า 1.2 ล้านคนแล้ว ดังนั้น จะพบว่าในเด็กไทยทุกๆ 100 คน จะมี 16 คน ที่ไม่ได้เรียนหนังสือ นอกจากนี้ จากรายงานวิจัยของยูนิเซฟ พบว่า ความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ของเด็กไทย มีแนวโน้มลดลงกว่า 30% ปัญหาเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อทางเลือกในการดำเนินชีวิต การทำงาน ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวในอนาคตของเด็กกลุ่มนี้” นายอรรถพล กล่าว
นายอรรถพลกล่าวต่อว่า น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จึงสั่งการให้หน่วยงานในกำกับ ศธ.เร่งแก้ปัญหาเด็กออกนอกระบบ หรือปัญหาเด็กออกกลางคันโดยเร่งด่วนอย่างเป็นรูปธรรม ในส่วนของ สกศ.ซึ่งทำหน้าที่เข็มทิศของประเทศด้านการศึกษา ได้ดำเนินการติดตาม และวิจัยด้านการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง และได้จัดทำโมเดลการศึกษาข้ามภูมิภาค Trans-Regional Education (TRE) ในทุกระดับชั้น เพื่อเป็นแพลตฟอร์มการศึกษาทางเลือกที่มีคุณภาพ ให้กับผู้เรียนเมื่อพร้อมจะเข้าศึกษา โดยเรียนในรูปแบบโมดูล (Module) เป็นรายวิชา เมื่อจบวิชานั้นๆ แล้ว ก็เก็บสะสมหน่วยการเรียนรู้ หรือธนาคารหน่วยกิต ที่สามารถเรียนเมื่อมีความพร้อม และนำประสบการณ์จากการทำงาน มาเทียบเป็นหน่วยกิตของรายวิชา และสะสมหน่วยกิตไว้กับธนาคารหน่วยกิต ซึ่งสามารถเรียนจบที่สถานศึกษาไหนก็ได้ทั่วประเทศ ขณะนี้อยู่ในระหว่างเลือกสถานศึกษาที่จะเป็นแพตล์ฟร์อม TRE ที่ให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงระบบการศึกษาได้ง่ายขึ้น
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 18 มกราคม 2565
ข่าวเกี่ยวกัน
นายกฯ ตั้งเป้าเด็กหลุดจากระบบการศึกษาต้องเป็น 0
เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2565 ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ – พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” ระหว่าง 3 หน่วยงานหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
พร้อมด้วย 11 พันธมิตร ประกอบด้วยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรุงเทพมหานคร และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษา เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาคนและความรู้ให้พร้อมสู่ศตวรรษที่ 21 โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จึงมีความยินดีที่ทุกส่วนราชการให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนของไทย โดยพยายามทำให้เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา รวมถึงเด็กที่ยังไม่มีโอกาสได้เข้ารับการศึกษาเลย ทั้งเด็กปกติและเด็กผู้พิการ เพื่อให้ทุกคนได้รับการศึกษาที่ดี มีมาตรฐานอย่างเสมอภาค และเท่าเทียมกันทั่วประเทศ
โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เนื่องจากขณะนี้มีเด็กตกหล่นที่หลุดออกจากระบบการศึกษามากกว่าแสนคน รัฐบาลและทุกหน่วยงานต้องช่วยกันทุกวิถีทางที่จะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กเหล่านี้ ก่อนอื่นต้องทำให้เขาเข้าใจว่าจะศึกษาไปทำไม เพราะหลายคนที่ออกจากระบบการศึกษาไม่ใช่เฉพาะปัญหา Covid-19 แต่อาจมีเหตุผลความจำเป็นของที่บ้าน เกี่ยวกับผู้ปกครอง เพื่อน หรือสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งเป็นบริบทโดยรวมที่เราต้องหาข้อมูลเหล่านี้ แล้วทำการแก้ปัญหาไปทีละจุด โดยตั้งเป้าตัวเลขเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาต้องเป็นศูนย์
สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้ คือ ขอให้ดูแลครอบครัวผู้ปกครองของเด็กด้วยว่ามีความพร้อมหรือไม่ เมื่อนำเด็กกลับเข้ามาในระบบตอนนี้แล้วต่อไปจะหลุดออกไปอีกหรือเปล่า ซึ่งจุดนี้จะเป็นสิ่งยืนยันว่าภารกิจที่เราทำจะสำเร็จหรือไม่ เนื่องจากผู้ปกครองบางคนถึงแม้ได้รับค่าใช้จ่ายจากรัฐบาล แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะขาดแรงงานในบ้านที่จะหางานทำช่วยพ่อแม่
ดังนั้น จึงฝากเป็นข้อสังเกตด้วยว่า หากกลับเข้าระบบมาแล้ว ต่อมายังหลุดออกไปอีกในกรณีซ้ำคนเดิม แสดงว่าอาจมีปัญหาที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าที่เห็นเบื้องต้น
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า วันนี้เป็นโอกาสหนึ่งที่เราจะลงทุนสร้างทรัพยากรที่สำคัญของประเทศในทางตรง แต่การใช้เงินอย่างเดียวคงแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด และไม่มีเงินเพียงพอ จึงต้องหาวิธีการที่เหมาะสม โดยร่วมกันคิดในฐานะที่เป็นผู้นำทางการศึกษา ขอให้แต่ละหน่วยงานใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ส่งเสริมภารกิจที่มีความสำคัญกับประเทศชาติ ในวันนี้ทุกหน่วยงานได้ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันแล้ว ถือเป็นของขวัญสำคัญที่รัฐบาลทำเพื่อคนไทยทั้งประเทศ
พร้อมย้ำว่า การให้โอกาสทางการศึกษากับคนไทยนั้นเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก เราจะต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง หาวิธีการที่เหมาะสม เนื่องจากการนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษานั้น หากนำเข้าสถานที่เดิมหรือโรงเรียนที่ไม่มีคุณภาพ ก็ไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้น ต้องพิจารณาอีกด้วยว่าการจะใช้เงินกองทุนใดก็ตามเพื่อสนับสนุนผู้เรียน ต้องให้ได้เรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพด้วย ซึ่งนโยบายของการกระทรวงศึกษาธิการ คือ การสร้างโรงเรียนดีมีคุณภาพ เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว ผลประโยชน์ย่อมเกิดกับคนในชาติ
นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของมิติผู้เรียนนั้น ต้องสอนนักเรียนให้รู้จักมีความคิดที่ดี มีหลายเรื่องต้องเรียนรู้ทั้งจากในห้องเรียน จากนอกห้องเรียน จากโลกออนไลน์ โดยเรียนรู้ในสิ่งที่เกิดประโยชน์แล้วนำมาคิดว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพื่อเขาจะได้เตรียมตัวไปสู่อนาคต ซึ่งการสร้างโอกาสในการศึกษาต้องเน้นทั้งโอกาส และคุณภาพของการศึกษาที่นักเรียนควรจะได้รับ โดยมีเป้าหมายว่าเรียนไปเพื่ออะไร สร้างความคิดสร้างแรงบันดาลใจให้กับเขา จะทำให้เกิดการพัฒนาตัวเอง พัฒนาพื้นที่ พัฒนาชุมชน เมื่อเขาโตขึ้นจะมีชีวิตอยู่ได้ มีงานทำและไม่เป็นภาระของครอบครัวในอนาคตต่อไป
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ศธ. เล็งเห็นถึงปัญหานี้ จึงได้มีการแก้ปัญหาเชิงรุกผ่านโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” ด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง สพฐ. สช. อาชีวศึกษา กศน. และพันธมิตร 11 หน่วยงาน ซึ่งถือเป็นความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่และนับเป็นครั้งแรกที่จะบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้ทราบถึงจำนวนเด็กในปัจจุบัน ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา และจะมีการลงติดตามถึงบ้าน เพื่อตามเด็กเหล่านี้กลับสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง
จากสถิติจำนวนนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาปี 2564 โดยแบ่งตามสังกัด ได้แก่ สังกัด สพฐ. จำนวน 78,003 คน สังกัด สป. จำนวน 50,592 คน สังกัด สอศ.จำนวน 55,599 คน และผู้พิการในวัยเรียนสังกัด พม. จำนวน 54,513 คน รวมแล้วมีนักเรียนหลุดจากระบบการศึกษามากถึง 238,707 คน ซึ่งหลังจากดำเนินการเชิงรุกตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา สามารถตามนักเรียนกลับมาเรียนได้ 127,952 ยังมีเด็กที่หลุดจากระบบจำนวน 110,755 ราย
“ศธ.มีการพัฒนาเครื่องมือติดตามนักเรียนเหล่านี้ ด้วยแอปพลิเคชันที่ชื่อ “ตามน้องกลับมาเรียน” เพื่อให้เกิดการทำงานที่สะดวกรวดเร็ว และยังสามารถเก็บเป็นฐานข้อมูลของปัญหาที่เกิดกับแต่ละครอบครัวได้อย่างละเอียด และจะได้เป็นแนวทางในการให้ความช่วยเหลืออย่างตรงจุดกับทุกกรณีกันต่อไป โดยเบื้องต้นจะให้โรงเรียนต้นสังกัดติดตามนักเรียน จากนั้น ศธ.จะเข้าช่วยเหลือและสนับสนุนให้กลับเข้าสู่สถานศึกษาที่เหมาะสมตามบริบทของแต่ละกรณี แต่หากโรงเรียนต้นสังกัดติดตามไม่ได้ ก็จะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรที่ได้มีการทำ MOU ให้ช่วยติดตาม เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนให้กลับเข้าสู่สถานศึกษาที่เหมาะสมต่อไป เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กไทยได้กลับมามีโอกาสที่ดีในชีวิตกันอีกครั้ง”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “ตรีนุช เทียนทอง” นำ ศธ. ผนึกกำลัง 11 หน่วยงานหลัก ครั้งประวัติศาสตร์ ลงพื้นที่ทั่วประเทศ พาเด็กตกหล่นกลับโรงเรียน ผ่านโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” ตามนโยบายรัฐบาล “จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” คืนโอกาส สร้างอนาคตให้เด็ก พุ่งเป้าแก้ปัญหาระยะยาวให้ประเทศ
ที่มา ; ศธ 360 องศา
สรุปสาระสำคัญ
บทความสะท้อนสถานการณ์ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ และไม่เก็บค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาสและเด็กที่มีความต้องการพิเศษ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการสำรวจของ กสศ. สกศ. ยูนิเซฟ และสถาบันอุดมศึกษา พบว่าเด็กไทยจำนวนมากยังหลุดจากระบบการศึกษา ด้วยสาเหตุหลากหลาย ทั้งปัญหาความยากจน ครอบครัว การย้ายถิ่น การตั้งครรภ์ในวัยเรียน ปัญหาพฤติกรรม ความไม่ถนัดทางวิชาการ ความพิการ สถานการณ์ความไม่สงบ และผลกระทบจากโควิด-19 ส่งผลให้เด็กกว่า 1.2 ล้านคนไม่ได้รับการศึกษา และเด็กไทย 16 ใน 100 คนไม่ได้เรียนหนังสือ อีกทั้งทักษะการอ่านออกเขียนได้ลดลงกว่า 30%
รัฐบาลจึงเร่งขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเชิงระบบผ่านนโยบาย “พาน้องกลับมาเรียน” โดยบูรณาการความร่วมมือ 14 หน่วยงาน ใช้การติดตามเชิงรุก ลงพื้นที่ถึงครอบครัว ควบคู่การพัฒนาแพลตฟอร์มการศึกษาทางเลือก เช่น โมเดล Trans-Regional Education (TRE) และแอป “ตามน้องกลับมาเรียน” เพื่อให้เด็กกลับเข้าสู่การศึกษาที่เหมาะสม มีคุณภาพ และไม่หลุดซ้ำ โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวคือ เด็กหลุดจากระบบต้องเป็นศูนย์
ข้อสอบ
สาระสำคัญของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้คือข้อใด
ก. การเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ข. การจัดการศึกษาโดยรัฐเป็นหลัก
ค. การให้สิทธิและโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาค
ง. การควบคุมมาตรฐานการศึกษาจากส่วนกลาง
ข้อใด “ไม่ใช่” สาเหตุเชิงโครงสร้างที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา ตามบทความ
ก. ความยากจนของครอบครัว
ข. ระบบการแข่งขันทางการศึกษาที่สูง
ค. การขาดแคลนทรัพยากรการเรียนรู้
ง. การขาดแรงจูงใจของครูผู้สอน
โมเดล Trans-Regional Education (TRE) มีจุดเด่นสำคัญที่สุดในข้อใด
ก. ลดระยะเวลาเรียน
ข. เรียนแบบออนไลน์ทั้งหมด
ค. เรียนแบบโมดูลและสะสมหน่วยกิตตามความพร้อม
ง. เน้นการเรียนสายอาชีพเท่านั้น
แนวคิดหลักของโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” ที่แตกต่างจากการแก้ปัญหาแบบเดิมคือข้อใด
ก. ใช้งบประมาณเพิ่ม
ข. ติดตามเชิงรุกถึงระดับครอบครัว
ค. เพิ่มบทลงโทษทางกฎหมาย
ง. ใช้โรงเรียนเดิมเป็นหลัก
หากนักเรียนกลับเข้าสู่ระบบแล้วแต่หลุดซ้ำ สิ่งใดสะท้อนปัญหาเชิงนโยบายมากที่สุด
ก. งบประมาณไม่เพียงพอ
ข. การติดตามยังไม่ต่อเนื่องและไม่รอบด้าน
ค. นักเรียนขาดความพยายาม
ง. โรงเรียนไม่มีคุณภาพ
โรงเรียนขยายโอกาสแห่งหนึ่งในพื้นที่ชนบท พบว่านักเรียนระดับ ม.ต้น หลุดออกจากระบบอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลากหลาย ได้แก่ ฐานะยากจน ต้องทำงานช่วยครอบครัว ย้ายถิ่นตามแรงงาน การตั้งครรภ์ในวัยเรียน และผลกระทบจากโควิด-19 แม้โรงเรียนจะดำเนินโครงการพาน้องกลับมาเรียนและรับนักเรียนกลับเข้าสู่ระบบแล้ว แต่ยังเกิด “การหลุดซ้ำ” ผู้บริหารต้องกำหนดนโยบายและแนวทางแก้ปัญหาเชิงระบบให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และนโยบายระดับชาติ
บทบาทของผู้บริหารที่ “ตรงเจตนารมณ์ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ” มากที่สุดคือข้อใด
ก. บังคับใช้ระเบียบอย่างเคร่งครัด
ข. จัดการเรียนรู้รูปแบบเดียวให้ทุกคน
ค. ออกแบบระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นตามบริบทผู้เรียน
ง. เพิ่มชั่วโมงเรียนเพื่อชดเชยผลสัมฤทธิ์
หากต้องการลด “การหลุดซ้ำ” สิ่งใดควรเป็นมาตรการหลัก
ก. เพิ่มบทลงโทษผู้ปกครอง
ข. ติดตามเฉพาะช่วงเปิดเทอม
ค. ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงรุกแบบรายกรณี
ง. ปรับหลักสูตรให้เข้มข้นขึ้น
การดำเนินงานใดสะท้อน “การแก้ปัญหาเชิงระบบ” มากที่สุด
ก. รับเด็กกลับเข้าเรียนทันที
ข. เยี่ยมบ้านเฉพาะกรณีเร่งด่วน
ค. บูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานท้องถิ่นและสหวิชาชีพ
ง. เปิดเรียนออนไลน์แทนทั้งหมด
โมเดล Trans-Regional Education (TRE) เหมาะกับนักเรียนกลุ่มใดมากที่สุด
ก. นักเรียนเรียนเก่ง
ข. นักเรียนทั่วไปในเมือง
ค. นักเรียนที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่
ง. นักเรียนที่ต้องการสอบแข่งขันสูง
ผู้บริหารควรใช้ “แอปตามน้องกลับมาเรียน” เพื่อวัตถุประสงค์ใดเป็นหลัก
ก. รายงานผลต่อเขตพื้นที่
ข. ควบคุมการมาเรียน
ค. ติดตาม วิเคราะห์ และป้องกันการหลุดซ้ำ
ง. บันทึกผลการเรียน
คลิกเฉลย >>>