
ในยุคที่ “ความมั่นคง” อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการทำงาน ข้าราชการรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกลับเลือกเดินออกจากระบบที่เคยถูกมองว่าเป็นปลายทางของความสำเร็จ
แล้วอะไรคือเหตุผลเบื้องหลังการลาออกครั้งใหญ่? แรงกดดันจากโครงสร้างงาน ภาระที่เกินกำลัง หรือภาวะสุขภาพจิตที่ไม่มีใครดูแล
ตัวเลขที่บอกเล่าเรื่องใหม่ของระบบราชการไทย
เมื่อคนที่เคยสอบเข้าราชการด้วยแรงบันดาลใจเต็มเปี่ยม ตัดสินใจยื่นใบลาออกภายในเวลาไม่ถึงสองปี คำถามที่เกิดขึ้นอาจเริ่มจากเหตุผลส่วนตัว แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งกว่านั้น เหตุใดระบบที่เคยเป็นเครื่องหมายของความมั่นคง จึงไม่สามารถรักษาคนรุ่นใหม่ไว้ได้
กรณีของอดีตปลัดอำเภอคนหนึ่งซึ่งผ่านการโยกย้ายจากภาคสนามเข้าสู่ส่วนกลาง แล้วเปลี่ยนจากงานบริหารสู่บทบาทสนับสนุนกลางกระทรวง เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างการทำงานที่ตึงตัว ขาดความยืดหยุ่น และไม่เปิดทางให้วางแผนอนาคตในสายอาชีพเฉพาะทาง จนสุดท้ายเขาเลือกเริ่มต้นใหม่ในตำแหน่งนิติกรที่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตมากกว่า
ปีงบฯ 2566 มีข้าราชการลาออกกว่า 7,000 คน จาก 5 กระทรวงหลัก โดยกระทรวงสาธารณสุขและมหาดไทยสูงสุด ชี้ระบบที่แข็งตัว ยืดหยุ่นน้อย อาจไม่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ แม้สอบเข้ายาก แต่ไม่ใช่ทุกคนจะอยากอยู่ต่อ
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่กรณีเฉพาะ และข้อมูลจากสำนักงาน ก.พ. ก็บ่งชี้แนวโน้มเดียวกันอย่างชัดเจน
เมื่อสถิติบ่งชี้ว่า “ลาออก” ไม่ใช่เรื่องเล็ก
ปีงบประมาณ 2566 ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ระบุว่า ข้าราชการพลเรือนสามัญใน 5 กระทรวงหลัก ได้แก่ สาธารณสุข มหาดไทย เกษตรและสหกรณ์ การคลัง และคมนาคม ลาออกจากระบบรวมกันมากกว่า 7,000 คน จากจำนวนการสูญเสียทั้งหมดกว่า 15,000 คน
กระทรวงสาธารณสุขมีจำนวนผู้ลาออกสูงที่สุดถึง 5,268 คน ซึ่งมากกว่าผู้เกษียณอายุในกระทรวงเดียวกันเกือบ 40% รองลงมาคือกระทรวงมหาดไทย 1,020 คน และเกษตรและสหกรณ์ 616 คน ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงเป็นสถิติ แต่กำลังส่งสัญญาณว่าความมั่นคงที่ระบบเคยภาคภูมิใจ อาจไม่เพียงพอต่อแรงจูงใจของคนทำงานยุคใหม่อีกต่อไป
งานมั่นคงในระบบที่ไม่เอื้อต่อความมั่นใจ
อาชีพข้าราชการเคยเป็นเป้าหมายในฝันของครอบครัวไทย ด้วยภาพของรายได้ที่แน่นอน สวัสดิการระยะยาว และความก้าวหน้าที่มั่นคง แต่ในยุคที่คนรุ่นใหม่เติบโตมากับโอกาสหลากหลายและแนวคิดเรื่องชีวิตที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ความมั่นคงเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ
ระบบราชการที่ยังยึดโยงกับโครงสร้างแนวดิ่ง ลำดับขั้นที่เข้มงวด และเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งตามอายุงาน กลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโต โดยเฉพาะในสายงานเฉพาะทางที่ต้องการความคล่องตัวและการเรียนรู้แบบต่อเนื่อง ภาระงานภาคสนามที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีการปรับอัตรากำลังคน ยังผลักภาระลงสู่พนักงานระดับล่างที่กลายเป็น “แรงงานหลัก” โดยไม่มีช่องว่างให้พัฒนา
สุขภาพจิต กับระบบที่ไม่เคยเตรียมรับมือ?
ภายใต้ระบบที่เน้นประสิทธิภาพเชิงคำสั่ง เวลางานที่ไม่มีขอบเขต และการประเมินผลแบบตายตัว ปัญหาสุขภาพจิตของข้าราชการกลายเป็น “เรื่องที่ไม่มีใครพูดถึง” ความเครียดสะสม ความรู้สึกหมดไฟ และภาวะซึมเศร้ากลายเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานที่ไม่มีพื้นที่ให้พักใจ หรือแม้แต่ระบายความรู้สึก
ในหลายหน่วยงานยังไม่มีระบบคัดกรองภาวะทางอารมณ์ ไม่มีทีมสนับสนุนด้านจิตวิทยาองค์กร และไม่มีมาตรการป้องกันเชิงรุกเพื่อดูแลสุขภาพจิตของบุคลากร ส่งผลให้ผู้ป่วยซึมเศร้าหรือผู้มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเสี่ยง ถูกปล่อยให้รับมือเพียงลำพัง จนสุดท้ายอาจต้องลาออก หรือในบางกรณีร้ายแรงถึงขั้นไม่สามารถกลับมาทำงานได้
แม้มติ ครม. กลางปี 2566 ที่ให้ยกเลิก “โรคจิต” และ “โรคอารมณ์ผิดปกติ” ออกจากบัญชีโรคต้องห้ามในการรับราชการ จะเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการยอมรับผู้ป่วยจิตเวชในระบบ แต่คำถามที่ตามมาคือ ระบบราชการมีเครื่องมือเพียงพอหรือยัง หากเจ้าหน้าที่เริ่มมีอาการในระหว่างปฏิบัติงาน
แม้การสอบเข้ารับราชการจะเป็นเส้นทางที่แข่งขันสูง ต้องผ่านการเตรียมตัวอย่างหนักหลายเดือนหรือหลายปี แต่เมื่อเข้าสู่ระบบจริง หลายคนกลับพบว่าความฝันไม่เป็นอย่างที่คิด บางคนตั้งใจใช้ระบบเป็นเวทีเรียนรู้เพื่อไปต่อในสายอาชีพเฉพาะทาง เช่น ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการ หรือเนติบัณฑิต แต่กลับไม่มีเวลาเตรียมตัว เพราะภาระงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด
การตัดสินใจลาออกของคนกลุ่มนี้จึงไม่ได้เกิดจากความใจร้อน แต่เป็นการยอมรับว่า หากอยู่ต่อไป อาจต้องแลกด้วยโอกาสในระยะยาวของชีวิต
ความมั่นคงที่ไม่พอดีกับทุกคน
การลาออกของข้าราชการรุ่นใหม่ไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่เห็นคุณค่าของระบบ หากแต่เป็นการเลือกเส้นทางที่สอดคล้องกับชีวิตตัวเองมากกว่า บางคนเปลี่ยนไปทำงานในองค์กรระหว่างประเทศ บางคนเลือกสายงานที่ให้เวลาส่วนตัวมากขึ้น หรือบางคนเลือกเป็นฟรีแลนซ์เพื่อควบคุมทิศทางชีวิตและงานด้วยตนเอง
พวกเขาไม่ได้หนีจากภารกิจเพื่อสังคม แต่กำลังเลือกบริบทที่เอื้อให้สามารถทุ่มเทได้อย่างแท้จริง
ระบบที่ดี ต้องรักษาคนไว้ได้โดยไม่ต้องบังคับ
การลาออกที่เพิ่มขึ้นในหลากหลายกระทรวง จึงไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลอีกต่อไป แต่นับเป็นเครื่องเตือนว่า ระบบจำเป็นต้องทบทวนตนเองอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่ปรับค่าตอบแทนหรือสวัสดิการ แต่ต้องยกระดับวัฒนธรรมองค์กรให้เข้าใจความหลากหลายของคนทำงานมากขึ้น
ระบบราชการยุคใหม่ควรเป็นพื้นที่ที่ให้คนรู้สึกว่า “อยู่แล้วเติบโต” ไม่ใช่แค่ “อยู่เพราะต้องอยู่” มีเส้นทางที่ยืดหยุ่น มีการดูแลสุขภาพจิตอย่างเป็นระบบ และมีความไว้วางใจระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างแท้จริง
เพราะท้ายที่สุด หากระบบไม่สามารถรักษาคนที่ยังอยากอยู่ไว้ได้ ก็ย่อมเสี่ยงที่จะสูญเสียไม่เพียงแต่บุคลากร แต่รวมถึงคุณค่าของระบบนั้นไปด้วยเช่นกัน
ที่มา ; tnnthailand 26 พ.ค. 2025
ความคิดเห็นต่อบทความนี้
ระบบชั้นยศ ทำให้ผู้อยู่ระดับล่าง ถูกกระทำ และส่งต่อการถูกกระทำ ไปยังรุ่นต่อๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุด ยุคสมัยเปลี่ยนไป แต่ระบบนี้ยังคงอยู่ อย่าหาความยุติธรรมในระบบราชการ มีแต่ตาชั่งที่ตายแล้วเท่านั้นยุติธรรม นายอำเภอเกษียณ กล่าวไว้
ระบบล้าสมัย กว่างานจะออกขั้นตอนเยอะ แค่คำบางคำก็ต้องแก้ คนที่มีอำนาจก็ไม่มีความรู้ ผ่านภาคก. มาแต่สมองล้าหลัง เจ้าขุนมูลนาย เส้นสายเยอะ ลูกท่านหลานเธอ
ระบบเจ้าขุนมูลนายระบบชนชั้นระบบนินทาว่าร้าย และระบบคอรัปชั่นตรงนี้ต้องยอมรับเลยว่าทุกหน่วยงานจริงๆ
ระบบนินทาว่าร้าย ระบบคอรัปชั่น
คนรุ่นใหม่ขี้เกียจไม่สู้งานแต่ต้องการอพไรง่าย(บางคน)
ทำดีแทบตาย ลูกหลานนายได้ตำแหน่ง นั่นแหละเหตุผลหลักๆ
เงินเดือนไม่ตอบโจทย์ค่าครองชีพในปัจจุบัน ไม่มีโอกาศหางานเพิ่ม
ระบบที่คร่ำครึ ยึดติดกับความเป็นมูลนาย ไม่เอาเป้าหมายเป็นที่ตั้ง ไม่รักษาคนดีมีความสามารถ
เท่าที่เห็นคือมีรายจ่ายส่วนตัวเยอะ เพราะเริ่มต้นบรรจุกว่าเงินเดือนจะขึ้นจนมีระดับรายได้ที่สูง ต้องใช้เวลาพอสมควร หลายๆ คนรอไม่ไหวเพราะค่าใช้จ่ายมารออยู่แล้ว ก็ต้องเบนเข็มไปในเส้นทางอื่น
เขาตั้งใจทำงาน แต่ผลของงาน ไม่ได้อย่างคิด ทุกอย่างอยู่ที่นาย ไปขัดผลประโยชน์นายหรือยายไม่ชอบ ก็อยู่ยาก ออกดีกว่า
ขั้นตอนเยอะ ยุ่งยาก
เอาที่ตนเองถนัดตามปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
คนรุ่นใหม่มีทางเลือกและมีช่องทางการหาเงินที่ตนเองถนัด มีอิสระและใช้ชีวิตในแบบตนเองโดยไม่ยึดติดเหมือนคนรุ่นก่อนๆ และค่านิยมแนวคิดตามยุคตามสมัยก็เปลี่ยนไปด้วย
ใครจะอยากรักษาต่างด้าว เหนื่อยจะตาย เป็นขี้ข้าต่างด้าวหรอ บุคลากรการแพทย์ไทยอ่ะ รพ.มีแต่ขาดทุน หมอแถวชายแดน เหลือกี่คน
คนรุ่นใหม่คงไม่ชอบการคอร์รัปชั่น ไม่นิยมระบบเจ้าขุนมูลนายแบ่งพรรคแบ่งพวกละมั้ง
- เข้าไปเป็นทาสรุ่นใหญ่
- เจอหัวหน้าวัยทอง
- เงินเดือนกระดืบๆ
- คุณมีวินัยไหม
- เล่นมือถือทั้งวัน สั่งงานยากรึเปล่า
ทุกอย่างมีสาเหตุ
ที่เหมือนการปะทะ
ของสองแนวคิดเก่า/ใหม่ ครับ.
ลุงป้าจะให้หมอบกราบคลานอยู่นั่น จะให้ร่วมโกงให้ได้
เงินเดือนน้อย
-บางคนเบื่อการทุจริต
-งานไม่ท้าทาย
ความกดดันเยอะทั้งเรื่องงาน เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน คนที่ปรับตัวไม่ได้หรือไม่อยากปรับตัวก็ลาออก แต่คนออกไม่เยอะเท่าคนเข้าหรอก
อย่าขาดความอดทน ต้องทนนาย ทนเพื่อนร่วมงาน และนโยบายเบื้องบนที่สั่งกันมาเป็นทอดๆให้ได้ ได้บำนาญ สุขสบายภายแก่
งานราชการผมว่าภูมิต้านทานเยอะกว่าเอกชนประมาณ 10 กว่าปีฐานเงินเดือนก็อยู่ฐานบนไม่เครียดทำให้ถูกต้องตามระเบียบราชการมีบำนาญสบายๆ
ส่วนตัวว่าสอบเข้าไม่ยากมากนะครับแต่เข้าไปแล้วอยู่รอดไม่มีแผลจน60ปีนี่ยากกว่า
ความกดดึงจากผู้ใหญ่ที่จ้องแต่จะกินเงินหลวงเราต้องทำตามเขาทุกอย่างคิดต่างต้องออกอย่างเดียว
ถ้าคนที่ไม่ ไปผูกพันกับหนี้สินรุงรัง หลายคน เลือกที่จะออก แต่ส่วนมากจะหนี้ท่วมหัว ต้องรอจนเกษียณ จะได้เงินบำนาญมาช่วย
มันกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ผมเกษียณมาแล้ว 6 ปี รับบำนาญ เดือนละ สี่หมื่นเศษอยู่ได้ตามอัตภาพ ไม่รวยแต่มีกินไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเกิดโควิดก็มีเงินใช้เหมือนเดิม
บางท่านเบื่อระบบครับ ได้แก่
1.ระบบ"อาวุโส สำคัญกว่าความสามารถ" บางทียังมีแนวคิดแบบ "อยู่ก่อนเก่งกว่า" ไม่ว่าจะทำงานเก่งแค่ไหนอาจจะถูกมองข้าม
เด็กใหม่ต้องระวังคำพูด และการแสดงออก เพราะอาจจะถูกมองว่าไม่"รู้จักที่ต่ำที่สูง"
2. วัฒนธรรม"สั่งแล้วต้องทำ" แม้ไม่เข้าใจ คำสั่งบางอย่างไม่มีเหตุผลชัดเจน แต่ต้องทำให้ได้ เพราะ"รับคำสั่งมาแล้ว" การโต้แย้งหรือเสนอความคิดเห็นอาจถูกตีความว่า "ไม่เคารพผู้บังคับบัญชา"
3. การแบ่งพรรคแบ่งพวกภายในหน่วย บางหน่วยมีระบบ"ใครอยู่สายไหนก็ได้ดี"
ถ้าไม่มีคนหนุนหลัง หรืออยู่ผิดกลุ่ม อาจถูกกันออกจากโอกาสที่ดีๆได้ เรื่องเล็กๆอาจกลายเป็นประเด็นใหญ่ ถ้าคน "อยู่ผิดฝั่ง"
4. งานซ้ำซ้อนไร้สาระแต่ต้องทำให้ครบ บางครั้งมีงานเอกสาร ที่ไม่ตรงตามภารกิจจริง แต่ต้องทำ "เพราะระบบสั่ง" บางงานเหมือนทำไว้ให้ตรวจผ่านไปวันๆ ไม่มีการใช้จริง แต่ถ้าขาด จะโดนว่า หรือตำหนิ
5. ความเครียดสะสมจากความกดดันเงียบๆ ภายนอกดูนิ่งสุภาพ แต่หลายคน"กดดัน ในใจ" ไม่กล้าระบายไม่กล้าบ่น เพราะกลัวเสียภาพลักษณ์ หรือมีผล ต่ออนาคต
ไม่อยากพัวพันกับองค์กรที่คอรัปชั่น
คนตงฉินอยู่ยาก เลียแข้งเลียขาอยู่หน้า โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอบตด้วยวัดเทศบาล ต้องขึ้นตรงกับนายก ถ้าทำไม่ถูกใจโดนกดดันให้ย้ายเดี๋ยวให้ลาออก วันสุดท้ายมันก็อยู่ที่ผู้บริหารเหมือนเดิม ใครที่บอกว่า นักการเมืองไม่สามารถกดดันข้าราชการได้ไม่จริง เจอมากับตัว
ไม่มีความอดทน มาสู่โลก ภายนอกจะรู้ว่า คิดผิด ที่ลาออก
เบื่อ พวก อารัดเอาเปรียบ สั่งๆไม่เคยลงมาปฏิบัติเอง จะรู้ได้อย่างไร (หน้าเอา-เงินเอา) ผลประโยชร์รับเต็มๆ มาลงผู้ที่รับคำสั่งให้ปฏิบัติฯ และเกิดเหตุผิดพลาด
คนรอบข้างฯ หีวหน้าบ้าๆบอๆฯ
Toxic
ระบบมันล้าหลัง ไม่ตอบโจทย์กับคนรุ่นใหม่
ต้องอดทน ใหม่ๆ 5 ปีแรก จะเหนื่อย ถ้าคนหัวเดียวกระเทียมลีบ พอสัก 15 ปีภูมิคุ้มกันมี
พอเป็นC5 ,C6
เราก็จะทดสอบรุ่นต่อไป และ พอC7(หัวหน้าฝ่าย แต่ทุกวันนี้คือชำนาญการพิเศษ สมัยผมC7)
พวกนี้ประมาณว่าขึ้นสวรรค์
ขาข้าง1อยู่ในคุก
งานหนัก กฎระเบียบเยอะ เงินเดือนน้อย หลวงแบ่งไว้จ่ายหลังเกษียณ ถ้าอายุยืนดี มั่นคงช่วงปลาย แต่ถ้าเสียชีวิตเร็วก็ไม่คุ้มตายก็จบได้บำเหน็จตกทอดนิดหน่อย หวังรวยอย่ามาเป็น ส่วนเรื่องโกงกิน ใครกล้าก็โดนลงโทษไป หลักฐานมัดทุกขั้นตอนชัดเจน ไม่โกงไม่ต้องกลัว ทำงานของเราไป
อยู่ให้เข้าหลักเกณฑ์ได้บำนาญแล้วลาออกไปหางานใหม่ทำครับสบายใจหรือนอนอยู่บ้านเฉยๆกินบำนาญเดือนหมื่นกว่าบาท
เพราะระบบที่ลูกรักมันดูแย่ คนทำงานดูแย่แต่คนเดินไปเดินมาดูมีคุณค่าเกินจริง
คนไม่โกงก็จะบังคับให้โกง ไม่เซ็นเท่ากับ กระด้างกระเดื่อง
ระบบเน่าในคนตรงอู่ยอกยาก คนเอาใจใครไม่เก่งก็อู่ยอยาก ไม่สื่อตรงกินไม่เป็นก็อู่อยาก ขยันเกินไปก็อู่ยอยาก และอื่นๆอีกมากมายผมเจอกับตัวมาแล้วสรุปออกมาขับรถรับจ้างดีกว่าครับ
ระบบที่คนในนั้นคิดว่าตัวเองเป็นเทวดายโสแบบว่ากูรนี่ยิ่งใหญ่ทั้งที่จริงๆล้าหลังชิบหาย ทำดีไอเดียเจ๋งเกินหน้าเกินตาสายเลียไม่ได้จะเป็นภัยตามมาสรุปมันคือระบบขยะที่ช่องโว่ซิกแซ๊กเพียบ ประเทศพัฒนายากติดตรงนี้แหละ ล้าหลัง
คนเก่งจริง ไอเดียเลิด ทำงานยากติดพวกหัวโบราณตามไม่ทัน ยังมีอีกเยอะเขียนหนังสือได้เป็นเล่มๆ555
เลียไม่เก่ง พูดจาขวานผ่าซาก เลยอยู่ไม่ได้
บรรจุรับราชกาลเเรกๆเงินเดือนน้อยไม่พอใช้จ่าย หลังๆมาเวลาให้ครอบครัวแถบไม่มี หลังและหลังมาอีกถึงจุดอิ่มตัวอยากออกไปใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้ค้มค่า ครับ
งานราชการผมก็ชอบนะ แต่ด้วยระบบคนข้างในนี่แหละ ทำให้เลือกที่จะไม่ทำ หัวโขน หัวหมาอะไรก็ไม่รู้
ทำมา 7 ปี หน่วยงานทางภาษี เงินเดือนสี่หมื่นนิดๆ ก็พออยู่ได้โดยไม่ลำบากมากนัก เนืัองานโอเคแต่ไม่ชอบระบบการโยกย้ายเลย
เด็กฝากเยอะรู้มากอยู่ไม่ได้เก่งเกินก็อยู่ไม่ได้
ไม่มีความก้าวหน้า ถูกครอบงำทั้งความคิดและการแสดงออก
ระบบราชการอ่ะเนอะ ใครทำกะเบื่อ ถ้าไม่มีข้อผูกมัดอะไรก็ต้องเซกู๊ดบาย สวัสดิการดี สุขภาพจิตร่างกายแย่ เลือกเอา
เจ้านายมันเยอะ กูก้ายกูเบื่ออะไรก็กูนิ
เงินเดือนน้อย บางหน่วยบางแผนกงานเยอะ ต้องทำตามคำสั่งไม่ว่าจะผิดหรือถูก ฝีมือมีมาก ทำงานดี หัวหน้าก็ได้หน้า ทำงานดี=เสมอตัว ทำผิดโดนด่า คนเก่งวิชามีความสามารถอยากออกหมด
ทำมา 10 ปี สังคมสูงเงินเดือนต่ำ ส่วนมาก อวดตนแข่งกัน ส่วนใหญ่กู้
ข้าราชการถึงจะเงินเดินน้อย แต่สวัสดิการมากมาย สมัยยุค 90's เบิกค่าเล่าเรียนลูกได้จนถึงปวส. (ปัจจุบันไม่รู้) อีกทั้งเจ็บป่วยเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ทั้งตัวเองและบิดามารดา ยามเกษียณเงินบำนาญน้อยนิดแต่เลี้ยงเราไปจนตาย
หลายคนที่ลาออกไปเพราะไม่ชอบระบบ แต่พอลาออกไปแล้วกว่าจะคิดได้เมื่อยามเกษียณ ขนาดรัฐสาหกิจที่เขาว่ามีความมั่นคงแล้ว ยามเกษียณก็ยังสู้ราชการไม่ได้
มีช่องทางให้ทำกิน ได้ connection ในระบบราชการเเล้ว
สั่งการมาจากคนนั่งห้องแอร์ คนปฏิบัติ จะทำง่าย หรือ ยาก หรือ มีความพร้อมไหม๊ ไม่เกี่ยว
ต้องทำความเข้าใจก่อนครับว่า คำว่า “มั่นคง” หรือ “สอบเข้ายากมาก” เป็นความคิดของ “บางคน” ไม่ใช่ “ทุกคน” ต่อเมื่อสอบเข้าไปแล้ว จึงรู้ว่า สอบเข้ายากมาก หรือ มั่นคง ”จริงไหม?“ เช่นนั้นแล้ว จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คน ”อยู่ต่อ“ หรือ ”ลาออก“
ทั้งนี้ เมื่อลาออกจากราชการแล้ว ยังสามารถขอกลับเข้ารับราชการได้ ภายใน 5 ปี
น้อยใจนายโชคชะตา
ก่อนอื่นต้องถามว่ามั่นคงเพื่อใครด้วย ก็เหมือนกับที่เราต้องทำดีให้ถูกทางนั่นแหละ ครอบครัวไม่อยู่พร้อมหน้า จากที่เคยอยู่พร้อมหน้า เรามีส่วนผิดไหมตอนแรกผิด แต่พอคืนดีนี้แล้วนี่สิ ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่มี power พอที่จะอยู่ใกล้ๆกัน ถ้าหากครอบครัวส่งเสริมให้อยู่ห่างๆหรือไปชายแดนตั้งแต่ทีแรก อันนั้นก็อีกเรื่องนึงเอ้ยมีอายุให้ไปให้กำลังใจไม่ต้องห่วงข้างหลัง อันนี้ทำได้ เพราะก่อนหน้านั้นก็เคยอยากทำแบบนั้น ตอนนี้ก็เหลืออย่างใจสู้ สู้คนเดียวก็เสียวได้ เรื่องความอัตคัดตอนเป็นทหารไม่ใช่ที่แรก แต่เราฝึกมาจากสมัยเด็กแล้ว จ่ากองรุ่นพี่ ยังเคยบอกว่าถ้าไปฝึกในป่าเอาผมไปด้วยรับรองเอาตัวรอดได้สบายเลย ก็ต้องนึกถึงเขาที่ให้เกียรติความอัตคัดของเราที่ฝึกมาตั้งแต่เด็ก และแล้วก็มีคนพูดว่าเรามาช่วยพัฒนาหมู่บ้าน ก็คือเป็นฟันเฟืองสำคัญพอได้อยู่ ถึงขนาดมีคนอิจฉาแถวบ้านนะ กลัวเราสร้างบ้านหมดน้อยกว่า ทั้งที่เราหาคนเดียว แต่อันนี้ขอใช้สิทธิส่วนบุคคล ถ้าเกิดเราไปทำคนเดียวให้เท่ากับคนทำหลายคน อันนี้มันเกินตัวเราจะลำบากหนักเข้าไปอีก รอต้องเอาแค่พอไปได้ทั้งที่รู้ว่าหลายคนมันทำไม่ได้แน่ ครูที่โรงเรียนฝึกมาลง facebook บอกหลายๆคนว่าจงทำเรื่องธรรมดาให้ดีมันก็จะดี จริงเลยคนเฒ่าคนแก่ลุงป้าน้าอาชอบเพราะเราบริการดี และเครื่องแบบก็ดี ผมมีความรู้พอประมาณว่าเครื่องหมายมันไม่เหมือนกันซักกะที่ ใครไม่เชื่อไปดูได้ตามหน่วยระหว่างหน่วยคนละหน่วยนะ เพราะฉะนั้นมันคนละสังคมคนละฝ่ายคนละพวก นายเขาก็ไม่ดูแลพวกเรานายเราก็ไม่ได้ดูแลพวกเขา และเคยอยู่ที่เก่าบอกว่าอย่าเปรียบเทียบระหว่างคนละที่ว่าใครดีกว่ากันมันไม่ใช่... ก็เท่ากับว่าเราก็ทำดีได้ในสังคมของเรานั่นเอง
รับนโยบายความชั่วของหัวหน้างานไม่ไหวครับ
ปัญหาภายในเยอะคับ
ทำไมหลายคนถึง “ลาออกจากราชการ”? มาลองคิดแบบทฤษฎีย้อนกลับกันครับ
เวลาเห็นคนออกจากงานราชการ หลายคนงงว่า “ทำไมออก? งานมั่นคง เงินก็เรื่อยๆ สวัสดิการก็เยอะ”
แต่ถ้าเราลองเริ่มจากปลายทางคือ “การลาออก” แล้วไล่ย้อนกลับดูว่าอะไรคือสาเหตุที่ผลักให้คนตัดสินใจแบบนั้น เราจะพบปัจจัยหลายอย่างที่รวมๆ กันแล้ว “หนักไม่ใช่เล่น” ครับ:
1. ถูกส่งไปทำงานไกลบ้าน โดยไม่มีสิทธิเลือก
คนที่เพิ่งบรรจุใหม่แทบไม่มีทางเลือกว่าจะไปที่ไหน ส่วนใหญ่โดนส่งไปต่างจังหวัด
บางคนบ้านอยู่ภาคกลาง แต่โดนส่งไปภาคอีสาน ภาคใต้ ต้องห่างจากบ้านหลายร้อยกิโล
ถ้ายังโสดอาจยังโอเค แต่ถ้ามีครอบครัวแล้ว จะกลายเป็นภาระทั้งทางกายและใจ
2. เวลาส่วนตัวกับครอบครัว “แทบไม่มี”
วันศุกร์เย็นรีบเดินทางกลับบ้าน
วันอาทิตย์เย็นต้องเดินทางกลับที่ทำงาน
เหลือเวลาอยู่กับบ้านจริงๆ ไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ถ้าคู่ชีวิตไม่เข้าใจ ก็จะมีความขัดแย้งเพิ่มขึ้น
3. รายได้ช่วงเริ่มต้น “ไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริง”
เงินเดือนเริ่มต้นไม่สูง
ไม่มีโบนัสเหมือนเอกชน
เงินจะเริ่มดีขึ้นก็ต่อเมื่อทำงานไป 4-5 ปีขึ้นไป
ใครที่มีภาระหนี้หรือมีลูกเล็กจะรู้สึกอึดอัดมาก
4. โอกาสเติบโต “ช้าและถูกจำกัด”
การเลื่อนขั้นต้องรอรอบ รอเกณฑ์ รอคนเกษียณ
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลงานล้วนๆ แต่ขึ้นกับระบบอาวุโส
บางคนทำดีมากแต่ต้องรออีกหลายปีถึงจะได้ขยับ
5. ระบบราชการ “เปลี่ยนแปลงยาก” และ “ไม่ยืดหยุ่น”
อยากทำอะไรใหม่ๆ ก็ต้องผ่านขั้นตอนเยอะมาก
ความคิดสร้างสรรค์มักโดนเบรกด้วยระเบียบ
งานหลายอย่างทำตามระบบ ไม่ได้เน้นผลลัพธ์เท่าเอกชน
6. สภาพแวดล้อมบางแห่ง “เฉื่อยชา-ไม่กระตุ้น”
บางหน่วยงานมีวัฒนธรรมแบบ “เช้าชามเย็นชาม”
ไม่ใช่ว่าไม่ทำงานนะครับ แต่เป็นงานที่ไม่ได้มีแรงกระตุ้นหรือท้าทาย
คนที่ไฟแรงจะรู้สึกว่า “ไม่ใช่ที่ของเรา” แล้วก็เลือกเดินออกมา
ผู้นำที่ดีในสายตาม GEN Z
อธิบายแล้วเข้าใจ ไม่จู้จี้ขี่บ่น อย่าเยอะ
ฟัง รับฟิดแบกตรงๆบ้าง อย่าเอาแต่พูด
ไม่ต้องเยี่ยม เป็นของจริง พาทีมไปไกล
รับบบทุจริต คนที่อยู่ได้ มี 4 ประเภท
1. ดี ทนอยู่กับคนในระบบชั่ว (คนดีมักจะลาออ)
2. ชั่ว พอใจอยู่ในระบบชั่วกับคนชั่ว
3. ดี พอใจอยู่ กับระบบดีและคนดี
4.ชั่ว แต่พอใจอยู่ในระบบดี กับคนดี (คนชั่วมักจะลาออก)
บางคนเข้ามาเพื่อเรียนรู้ บางคนเข้ามาเพื่อมีงานทำ บางคนเข้ามาเพื่อที่จะช่วยพัฒนา บางคนเข้ามาเพื่อความหวัง สุดท้ายไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ สุดท้ายก็ต้องลา
หลักคุณธรรมเป็นแค่ทฤษฎี ไม่มีอยู่จริงในระบบราชการไทย
สังคมข้าราชการไม่น่าอยู่อย่างที่เราคิด ต้องมีความอดทนสูงกับข้าราชการด้วยกัน
งานราชการ เป็นงานที่มีเกียรติ และมีศักดิ์ศรี แต่เดี๋ยวนี้พวกเขาส่วนใหญ่ เป็นผู้ทำลาย องค์กรของเขาเอง โดยการทุจริตคอรัปชั่น เล่นพักเล่นพวก
ก็พวกคนดีไง ถ้าทำตัวชั่วไม่ได้เป็นแกะดำก็จะโดนแกล้งสารพัด ลาออกดีกว่า...เรื่องง่ายๆที่ บัฟโฟโล่ ยังเข้าใจ มีนะญาติที่เป็นคนดีรับราชการไม่ถึงปีก็ออกนะเพราะอยู่ยากหากไม่โกงกินไม่เอาใจนายเหรอไม่ขายตัวให้นายกรณีเป็นหญิงสวย
อาจไปทำส่วนตัว ขอเกษียณก่อนกำหนด แต่ยังได้บำนาญ สวัสดิการอยู่ ไม่แปลก คนเราย่อมหาสิ่งที่ดีกว่าเสมอ
ต้องเป็นคนประเภทเดียวกันค่ะ ถึงจะอยู่ด้วยกันได้ ส่วนคนที่ลาออกมานั้นแสดงว่าเขาเป็นคนดีค่ะ
เขาคิดแล้วว่าออกแล้วจะได้อะไร ลาออกตอนไหนถึงได้บำนาญ ขอกลับเข้าราชการอีกก็ยังได้ เงินเดือนเดิมตำแหน่งเดิม ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ครับ
มีอีกกรณีหนึ่งที่ชิงลาออกก่อนเพื่อให้ได้เงินบำนาญ รู้ตัวเองว่ามีคดีร้ายแรงเลยชิงลาออก ก่อนที่จะโดนไล่ออก จะทำให้ขาดคุณสมบัติที่จะได้รับบำนาญ
ถ้าเกี่ยวกับการเงินก้เสี่ยงติดคุกมากสมัยนี้ถ้ารู็ว่าทางข้างหน้าคือ คัก ก้ควรลาออก ครับ สมัยนี้เช้คกันเข้มมาก
ได้ครับ พี่ ดีครับผม ถูกต้องครับ นาย ได้เสมอครับ ท่าน
วงการนี้ คนดี คิดดี อยู่อยาก พวกที่อยู่ได้ก็มีแต่คนที่เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ไหลไปตามน้ำเอาตัวเองไห้รอดไปวันๆ
100 คน 100 อย่าง แล้วแต่คน ถ้าคิดว่าไม่ไหวก็ออก ถ้าไม่ออกก็ต้องเปลี่ยนแนวความคิด ทำยังไงให้มันพอดี บางคนบอกระบบไม่ดี เมื่อระบบไม่ดี ก็ต้องดูว่าไม่ดีตรงไหน แก้ไขได้ไหม พยายามแก้ส่วนที่ไม่เกินมือ แก้แล้วไม่ได้ก็ไม่ต้องแก้ มาแก้ที่ตัวเอง ทำไงให้ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจกับระบบ ถ้าทำยังไงก็แก้ไม่ได้ ไม่มีความสุขจะอยู่ทำไม แต่ทุกสิ่งอย่างมีทั้งดีมีทั้งเสีย ก็ต้องชั่งน้ำหนักเอา ทำงานราชการสิ่งไหนเกินมือก็ไม่ต้องทำ เพราะมันเป็นที่ระบบ ทำเกินมืออาจอันตรายผิดระเบียบกฎหมายได้ เป็นหน้าที่ของผู้บริหารจนไปถึงรัฐบาล และสภาที่ต้องไปแก้ สมมติว่า ทุกคนคิดเหมือนกันหมดว่าระบบไม่ดี ลาออกไปหมด (ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้) แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ความวินาศสันตโรจะบังเกิด บางคนบอกทำไมไม่ทำอย่างงู้นอย่างงี้...อารมณ์เหมือนตอนก่อนเลือกตั้งว่าคนนั้นคนนี้ทำไม่ทำอย่างงั้นอย่างงี้ พอมาถึงตัวเองมานั่งโต๊ะ เปิดงานมาหน้าหงาย พูดไม่ออก เพราะมันมีปัญหาซุกอยู่เยอะมาก เยอะจนไม่รู้จะทำยังไง อะไรแบบนั้น
ทำก่อน บอกยังไม่ได้สั่ง
ไม่ทำ ก็บอกคิดไม่เป็น
จะเอาไงฟระ
ช่วยงานหัวหน้าเต็มที่
บอกว่าไม่ขอสองขั้นให้นะ เดี๋ยวจะถูกนินทาว่าให้คนใกล้ตัว ไอ้คนไม่ค่อยช่วยงานเลยได้ดีไป เจอมากะตัวเลย
ปลาใหญ่กินปลาน้อย งานไม่รำอย่างเดียวก็มี
หลากหลายเหตุผลค่ะ ถ้าทำเพื่อตัวเอง หรือทำตามหน้าที่ เพื่อประชาชน ไม่ใช่แค่ให้ใครคนใดคนหนึ่งได้ผลประโยชน์ มันก็น่าทำต่อค่ะ
เหตุผลที่มีคนลาออกจากราชการ แม้จะเป็นงานที่มั่นคงและสอบเข้ายาก มีหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่
ระบบราชการมีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อน ทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายและเครียด
ระบบอุปถัมภ์และการแข่งขันแย่งชิงตำแหน่ง รวมถึงปัญหาคอร์รัปชัน ทำให้ขาดความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการทำงาน
เงินเดือนและสวัสดิการบางครั้งไม่สอดคล้องกับภาระงานหรือความคาดหวัง
ต้องการเปลี่ยนสายงานหรือหาความก้าวหน้าในอาชีพที่มากขึ้น
เหตุผลส่วนตัว เช่น ต้องการศึกษาต่อ ปฏิบัติธรรม หรือดูแลครอบครัว
ความเครียดและภาระงานหนัก โดยเฉพาะในบางกระทรวง เช่น กระทรวงสาธารณสุขที่มีอัตราลาออกสูงมาก
และการแต่งตั้งข้าราชการเกี่ยวพันกับนักการเมืองตามความใกล้ชิดทางการเมือง อวยคนในเครือข่าย เช่น "ลูกน้องคนสนิท", "เด็กในทีม ส.ส."
แทรกแซงกระบวนการโยกย้าย/เลื่อนตำแหน่ง เช่น ตั้งอธิบดี, ปลัด, ผู้ว่าฯ โดยไม่ผ่านกระบวนการคุณธรรม
แทรกแซงในหน่วยงานอิสระหรือรัฐวิสาหกิจ เช่น การแต่งตั้งบอร์ดเพื่อควบคุมผลประโยชน์ทางธุรกิจ และทำให้มีการกระทำความผิดทุจริตต่างๆ คนที่ไม่ต้องการทำความผิดก็จะลาออก
ทำงานสบาย งานมั่นคง สวัสดิการดี แต่ต้องเจอหหัวหน้าหลายประเภท มาปีนี้หัวหน้าชอบทำงานรอดตัวไป ถ้าเราเป็นคนทำงาน วันไหนเจอหัวหน้าปรเภทงานไม่ต้องเอาใจนายเป็น เข้าทางถูก แบบนั้นอยู่ได้นาน งานไม่เหนื่อย กว่าจะถูกไล่ออกอีกนาน ประจบไม่เป็น ทำแต่งานอยู่ได้ไม่นาน ทั้งหัวหน้าลูกน้องก้อกินเงินเดือนของหลวงเหมือนกัน แต่ถ้าบริษัทเจ้านายคือ เจ้าของบริษัทงานไม่เดินรอบเดียวออกไม่มีเด็กใครเพราะเขาจ่ายเงินเดือนคนเดียว
เหตุผลที่บางคนลาออกจากราชการ แม้งานมั่นคงและสอบเข้ายาก คืองานมั่นคงแต่ไม่ตอบโจทย์ชีวิต – ไม่มีความสุข ไม่มีแรงบันดาลใจ ระบบราชการอืด – เปลี่ยนแปลงยาก อิสระน้อย รายได้น้อย – เทียบกับโอกาสนอกระบบ ไม่ใช่สิ่งที่รักจริงๆ – เคยฝืนเพราะค่านิยมครอบครัว/สังคม และอยากมีอิสระ – ทำธุรกิจส่วนตัว ใช้ชีวิตในแบบที่เลือกเอง ครับ
คนดีอยู่ไม่ได้ เพราะเพื่อนรอบๆตัวและพวกตำแหน่งสูงกว่าพากันทุจริตหมด ถ้าไม่เข้าพวกก็จะโดนแกล้ง โดนบีบ งานราชการมันถึงเละเทะขึ้นทุกวัน ภายในหน่วยงานโดยเฉพาะพวกตำแหน่งใหญ่ คิดว่าตัวเองเป็นเทวดา ปัญญาน้อยแต่ตำแหน่งสูง งานไม่มีคุณภาพ เอาหน้ากันเป็นทอดๆ สาระพัดพิมพ์ทั้งวันก็ไม่หมด สรุปง่ายๆคือถ้าคุณกินกับพวกเขา พร้อมที่จะรับผิดแทน คุณถึงอยู่ได้ ประเทศล้าหลังเพราะข้าราชการเลยประเทศไทย ถ้ายังไม่มีบทลงโทษที่ถึงชีวิต ไม่มีทางที่การโกงกินจะหมดไป และคนดีๆจะไม่เหลือในระบบราชการ
หัวหน้างานลอยตัว ไม่ทำงานเอาแต่ความดีความชอบ.โยนความผิดให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ไร้ซึ่งคุณธรรม เอาแต่ใจตัวเองชอบทำผิดระเบียบแล้วโยนปัญหา
เขาสร้าง และลิขิตมาแล้ว ว่าใครไปทำอะไร คิดแบบไหนไปแบบที่คิด ชีวิตเปลี่ยน ใครว่าไม่ดีออกไป คนที่ว่าดีอยู่ต่อ อย่าไปบูลลี่ กัน สักวัน ตนเองจะรู้ดีที่สุด
คนที่เคยเสียโอกาส และลำบากสุดๆในชีวิต ครั้งหนึ่งเข้าใจ ทำไปในหน้าที่ไห้ดีที่สุด รัฐจ้างมาค่าจ้างก็ไม่น้อยนะ
ระบบลูกรัก ระบบโยนขี้ ระบบรากจูง 3ระบบนี้ใครรับไม่ได้ ก็ตามนั้นครับ อย่าด่าผมนะครับ เพราะผมเจอมาแล้ว
แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นการสแกนนิ้วเข้าทำงาน ผมว่าช่วยได้นะครับ
คนในออกมานานแล้วจ้า อยู่ที่เราชอบ สนุกมีความสุขกับสิ่งเราเป็น ไม่มีอะไรดี อะไรไม่ดี
อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมร้าบมาน ตามความคิด สติเราให้ทัน และทำสิ่งน้าน ให้ดีที่ฉุด
อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ ท้อแต่ไม่ถอย เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม ถ้ายอมรับจุดนี้ได้ ก้ออยู่ได้ครับผม ฝากไว้เป็นแนวทาง ถูกหรือผิดต้องประสบการณ์จริงครับผม
ทำไม่เป็น
คนไปอบรมคือเจ้าของงาน
งานข้าราชการส่วนเยอะ คือทํางานตามความต้องการที่ผิด ที่มีผลประโยชน์เอื้อ เช่น เซนใบอนุญาตให้ต่างด้าวอาศัยอยู่ได้ และมีนก็เป็นผลกระทบกับคนในชาติตน มีเบื้องหลังที่ผิดศีลธรรม เช่น ผู้ชายข้าราชการบางคน ชีวิตดูมีฐานะดี เพราะอะไร? จะบอกว่าพ่อแม่มีฐานะก็อาจจะ แต่พวกที่บ้านไร้ฐานะ เพราะอะไร?
เพราะทําเรื่องผิดศีลธรรม เช่นแอบคบมีอะไรกับผู้หญิงมีฐานะในละแวก ต่อให้เขามีครอบครัวแล้ว มีคู่แล้วก็ตาม
แต่ความอยากมี โลภ อยากได้ มันทําให้คนยอมผิดศีลธรรมในครรลองชีวิต ผิดจริยธรรม ถูกจับได้ ก็ไม่ผิด
ใช้ความเหลื่อมของอาชีพ เป็นตัวนิยมในสังคม พูดได้ว่า
พวกที่ลาออกเอง คือพวกคนดี ที่เขาไม่ยอมต่อความเลว
ของสังคมอาชีพข้าราชการ ทํามาหากินสุจริต อาจไม่รวย ไม่ฟุ่มเฟ้อ แต่ก็ไม่ผิด และอยู่แบบสบายใจ ดูอย่างตึก.สตง
ก่อนมันจะพัง ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ได้รถ ได้บ้าน ได้เงินไปใช้กันเป็นแถบ พอเป็นเรื่องมา พากันมีปัญหา ร้อนอกร้อนท้อง หนีตาลายกันไปหมด หนีความผิดกันระนาด
อาชีพข้าราชการ ไม่ใช่งานเพื่อคน ชาวบ้านหรอก แค่มันเพื่อผลประโยชน์ของพวกข้าราชการเอง อาชีพทางโลก
เป็นไปตามแบบทางโลก โลภ ทะเยอทะยาน ต้องการ
เป็นเรื่องของคนธรรมดาอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้เป็นนักบวช
สาเหตุที่ข้าราชการ ลาออก ไม่พ้นเรื่องเงิน
ที่อดทนทำๆกันอยู่ เพราะติดหนี้ลาออกไม่ได้ก็มี เช่นหนี้สหกรณ์ หนี้ธนาคาร หนี้นอกระบบ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ถ้าอยากอยู่แบบไม่มีปัญหาเรื่องเงิน ต้องอยู่แบบสมถะจริงๆ อันนี้หมายถึงข้าราชการชั้นผู้น้อยนะ
ส่วนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีอัตราความก้าวหน้าตามลำดับ เขาอยู่ได้ตามสายงานไปเรื่อยๆ จนเกษียณ
เพราะเขามีเงินตำแหน่ง มีเงินทางอื่นที่ช่วยเหลือเขาหลายทาง เขาไม่ต้องเป็นหนี้ก็สามารถมีอะไรได้
มันก็อยู่ได้ยันเกษียณนั่นแหละ
นี่คือความเหลื่อมล้ำ
ไม่พูดถึงค่าของคนอยู่ที่คนของใครนะ
อันนี้คือความจริงที่ผมอยู่มา 15 ปี
เพื่อสุขภาพจิตที่ดี
ทำราชการมันไม่รวยหรอกค่ะ ก็เราคือลูกจ้างของรัฐบาลทำงานให้รัฐบาลและค่าตอบแทนคือได้เงินเดือน มันก็เหมิอนทำงานเอกชนนั่นแหละ แต่เมื่อเราเกษียณอายุแล้วเราก็ได้รับเงินบำนาญเป็นรายเดือนเพื่อเลี้ยงชีพแค่นั้นเอง ถ้าอยากรวยต้องออกไปทำธุรกิจ มันมีรวยกับเจ๊ง แต่ทำราชการเราต้องเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถซื้อที่ดินมันก็ซื้อได้แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
ที่มา ; fb TNN
บทความกล่าวถึงปรากฏการณ์ข้าราชการรุ่นใหม่ลาออกจากระบบราชการไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ระบบราชการจะเคยถูกมองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง แต่ในปัจจุบันกลับไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนทำงานยุคใหม่ได้อย่างเพียงพอ สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างองค์กรที่แข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น ระบบการทำงานแบบลำดับขั้นที่เน้นอาวุโสมากกว่าความสามารถ ภาระงานที่หนักและเพิ่มขึ้น รวมถึงโอกาสความก้าวหน้าที่จำกัดและล่าช้า
นอกจากนี้ ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด ภาวะหมดไฟ และการขาดระบบดูแลบุคลากรอย่างเป็นระบบ ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการลาออกมากขึ้น ข้อมูลปีงบประมาณ 2566 พบว่ามีข้าราชการลาออกมากกว่า 7,000 คนใน 5 กระทรวงหลัก โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าปัญหารายบุคคล
คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความยืดหยุ่น และความหมายของงาน มากกว่าความมั่นคงเพียงอย่างเดียว หลายคนเลือกออกไปทำงานเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ หรืออาชีพอิสระ บทความจึงเสนอว่าระบบราชการจำเป็นต้องปฏิรูปทั้งด้านโครงสร้าง วัฒนธรรมองค์กร การดูแลสุขภาพจิต และเส้นทางความก้าวหน้า เพื่อรักษาบุคลากรคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบในระยะยาว
สาเหตุสำคัญเชิงโครงสร้างที่ทำให้ข้าราชการลาออกมากขึ้นคือข้อใด
ก. เงินเดือนสูงเกินไป
ข. ระบบอาวุโสและขาดความยืดหยุ่น
ค. จำนวนตำแหน่งว่างมากเกินไป
ง. การทำงานแบบเอกชนเข้ามาแทน
เฉลย: ข.
เหตุผล: บทความเน้นระบบลำดับขั้นและความยืดหยุ่นต่ำเป็นปัญหาหลัก
ข้อมูลปี 2566 สะท้อนข้อใดได้ชัดที่สุด
ก. ข้าราชการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข. ระบบมีประสิทธิภาพสูง
ค. การลาออกเพิ่มขึ้นในหลายกระทรวง
ง. ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระบบ
เฉลย: ค.
เหตุผล: มีการลาออกกว่า 7,000 คนใน 5 กระทรวง
ข้อใดเป็นปัจจัยด้านจิตวิทยาที่ทำให้ลาออก
ก. การเกษียณอายุ
ข. ภาวะหมดไฟและความเครียด
ค. การเลื่อนตำแหน่งเร็ว
ง. เงินโบนัสสูง
เฉลย: ข.
เหตุผล: บทความกล่าวถึง mental health และ burnout
แนวคิดของคนรุ่นใหม่ต่อการทำงานคือข้อใด
ก. เน้นความมั่นคงเท่านั้น
ข. ยอมรับระบบเดิมโดยไม่มีข้อสงสัย
ค. ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความยืดหยุ่น
ง. ไม่ต้องการทำงานราชการเลย
เฉลย: ค.
เหตุผล: คนรุ่นใหม่เน้น work-life balance มากขึ้น
ปัญหาหลักของโอกาสความก้าวหน้าในระบบราชการคืออะไร
ก. ก้าวหน้าเร็วเกินไป
ข. ขึ้นอยู่กับอาวุโสและขั้นตอน
ค. ไม่มีตำแหน่งให้เลื่อน
ง. ใช้ระบบเอกชนทั้งหมด
เฉลย: ข.
เหตุผล: การเลื่อนตำแหน่งไม่ยึดผลงานเป็นหลัก
การลาออกของข้าราชการควรถูกมองอย่างไรตามบทความ
ก. ปัญหาส่วนบุคคลเท่านั้น
ข. ความล้มเหลวของบุคคล
ค. สัญญาณปัญหาเชิงระบบ
ง. เรื่องปกติที่ไม่สำคัญ
เฉลย: ค.
เหตุผล: เป็นปัญหาโครงสร้าง ไม่ใช่แค่รายบุคคล
แนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาคือข้อใด
ก. เพิ่มการควบคุมเข้มงวด
ข. ลดจำนวนข้าราชการ
ค. ปฏิรูปโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กร
ง. หยุดรับข้าราชการใหม่
เฉลย: ค.
เหตุผล: ต้องปรับระบบให้ทันสมัยและยืดหยุ่น
กระทรวงใดมีอัตราการลาออกสูงสุด
ก. กระทรวงการคลัง
ข. กระทรวงคมนาคม
ค. กระทรวงสาธารณสุข
ง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เฉลย: ค.
เหตุผล: สาธารณสุขสูงสุดกว่า 5,000 คน
ผลกระทบสำคัญของระบบที่ไม่ดูแลบุคลากรคืออะไร
ก. เพิ่มประสิทธิภาพงาน
ข. ลดงบประมาณรัฐ
ค. สูญเสียบุคลากรคุณภาพ
ง. เพิ่มจำนวนผู้สมัครงาน
เฉลย: ค.
เหตุผล: คนเก่งลาออกทำให้ระบบเสียศักยภาพ
เป้าหมายสำคัญของระบบราชการยุคใหม่ควรเป็นข้อใด
ก. อยู่รอดโดยไม่เปลี่ยนแปลง
ข. ให้คนอยู่เพราะจำเป็น
ค. ทำให้คนรู้สึกเติบโตและมีความสุขในการทำงาน
ง. เพิ่มขั้นตอนการทำงานให้มากขึ้น
เฉลย: ค.
เหตุผล: ต้องสร้างระบบที่รักษาคนได้ด้วยความสมัครใจ