สมาชิกเข้าสู่ระบบ

Crisis Management รูปแบบใหม่จากฝ่ายบริหารราชการไทย

เป็ดนอกกะลา’ คือชุดเรื่องเล่าของเป็ดธรรมดาตัวหนึ่งที่อยู่อย่างเป็ด รู้อย่างเป็ด คิดอย่างเป็ด แต่มีความฝันและข้อสงสัยไกลกว่าภาชนะของตนเอง โดยวันนี้ เป็ดนอกกะลาเล่าถึงวิธีการแก้ดราม่าเรื่องเงินเดือนครู 3,000 บาทของ กพฐ. ที่แนะนำว่า อย่าเอาไปลงโซเชียลมีเดีย และไม่จำเป็นต้องโปร่งใส 

ดูเหมือนว่าสัปดาห์นี้ ข่าวเรื่องคลิปเสียงหยอกๆ ล้อเล่นกันของ คุณเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน กับ คุณจิราพร สินธุไพร กรณีมีคลิปเสียงเอาเงินโควตาลอตเตอรี่มาหาเสียง หลุดออกมา จะกลายเป็นข่าวที่สังคมให้ความสนใจมากที่สุด แม้ว่าคุณแรมโบ้อีสานจะยืนยันว่าพูดกันเล่นๆ หยอกกันขำๆ แบบนี้เป็นประจำอยู่แล้วก็ตาม และเป็นคลิปที่ตัดต่อบางส่วนออกไป (ซึ่งถ้าใครได้ฟัง ก็คงคิดเหมือนกันว่าล้อกันเล่นแบบไหน ไม่หัวเราะกันสักแอะ หรือเขาตัดตอนหัวเราะกันออก?) เอาเป็นว่าเขาล้อกันเล่น และจบไป

แต่มีอยู่ข่าวหนึ่งที่โดนกระแสข่าวคลิปเสียงของคุณแรมโบ้อีสานกลบไป และส่วนตัวเห็นว่าเป็นข่าวที่น่าจับตา แม้จะชวนให้ปวดหัวและท้อแท้ใจมากก็ตาม แต่จะปล่อยให้เรื่องนี้หายไปไม่ได้  

ข่าวที่ว่านั้นก็คือ ข่าวที่ นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้พูดถึงวิธีการแก้ดราม่าเรื่องเงินเดือนครู 3,000 บาท ด้วยการแนะนำว่า ก็อย่าเอาไปลงโซเชียลมีเดีย และไม่จำเป็นต้องโปร่งใส 

เรื่องของเรื่องคือเมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา มีการประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 3/2565 โดยเผยแพร่สดผ่านทาง YouTube OBEC Channel โดยตอนหนึ่งของการประชุม นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. ได้กล่าวถึงประเด็นทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโซเชียลมีเดียที่มักพูดถึงกันเกี่ยวกับแวดวงอาชีพครู นั่นคือเรื่องที่มีการเผยแพร่ประกาศรับสมัครครูอัตราจ้างในโรงเรียนแห่งหนึ่งด้วยอัตราค่าตอบแทนเงินเดือน 3,000 บาท (แถมยังบอกว่าเป็นงบบริจาค) โดยมีผู้นำประกาศนี้ไปลงในโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันไปในทางเดียวกัน ว่าเป็นค่าตอบแทนที่น้อยเกินไป 

โดยในการประชุมเลขาธิการ กพฐ. ได้กล่าวถึงประเด็นดราม่าเงินเดือนครูนี้ไว้ว่า 

 “อยากให้ท่านผู้อำนวยการเน้นย้ำเรื่อง การจ้างครูอัตราจ้าง ซึ่งผมเองก็ทราบดีว่า มีเงินผ้าป่า มีเงินระดมทรัพยากรเข้ามาเพื่อช่วยโรงเรียนเนี่ย เป็นสิ่งที่ดี แต่เราก็ไม่อยากเห็นดราม่า ในทางสื่อว่าจ้างครูเงินเดือน เดือนละ 3,000 เดือนละ 4,000 เดือนละ 5,000 บ้าง ซึ่งผมเข้าใจดีว่าในกลไกและวิถีของความเป็นจริง มันมีจริงในพื้นที่ มันมีจริงในการปฏิบัติ แต่วิธีการเนี่ย นะครับ ก็ไม่จำเป็นต้องโปร่งใสถึงขั้นที่ประกาศในอินเทอร์เน็ตหรือเว็บไซต์นะครับ เพราะมันเป็นการจ้างปกติ สามารถดำเนินการด้วยตัวของโรงเรียนเอง ถ้าจะเกิดให้เกิดความเป็นธรรม หรืออย่างไรเนี่ย ท่านก็อย่าคัดเอง ก็ให้กรรมการสถานศึกษาเป็นคนคัดมันก็จบ หรือจะคัดวิธีการยังไงที่ให้มันโปร่งใส แต่ไม่ต้องไปประกาศรับสมัครโดยทั่วไปนะครับ”

ใครได้ฟังที่ นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. พูดก็คงได้แต่เกาหัวแกรกๆ ด้วยความงงงวยว่า นี่พูดกันแบบนี้ ทำกันแบบนี้ ก็ได้หรอกหรือ 

การที่มีคนนำประกาศไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดียก็เพราะเขาเห็นว่าประกาศนี้มันมีปัญหาในตัวมันเอง นั่นคืออัตราเงินเดือนครูที่น้อยจนน่าใจหาย น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำต่อเดือนเสียอีก และต้องการบอกให้สังคมรับรู้ถึงปัญหานี้เพื่อหาคำตอบว่าเพราะอะไรเงินเดือนครูที่น้อยได้ขนาดนั้น (ยังไม่นับว่าเป็นเงินที่จัดสรรจากงบบริจาค ซึ่งเป็นความน่าเศร้าแบบสองเด้ง) 

เขาทำเพื่อสะท้อนปัญหาที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนออกมา คิดง่ายๆ ว่าถ้าป้ายประกาศรับสมัครครูอันนั้น ระบุเงินเดือนอัตราปกติที่สมเหตุสมผล เพียงพอให้ครูได้มีความเป็นอยู่ที่ปกติสุข เขาจะเอาโพสต์ลงโซเชียลมีเดียไหม? 

เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น แทนที่จะเร่งตรวจสอบหาสาเหตุว่า ทำไมโรงเรียนดังกล่าวถึงสามารถจ่ายค่าตอบแทนเงินเดือนครูได้แค่นั้น (และย้ำว่าเอามาจากงบบริจาค) งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งไม่ใช่น้อยๆ นั้นหายไปไหน ใช้จ่ายไปกับอะไร ทำไมถึงไม่จัดสรรมาให้เงินเดือนครูต่างจังหวัด แต่เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกลับบอกว่า อย่าเอาไปโพสต์ลงโซเชียลฯ ให้มันเป็นดราม่า

เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น แทนที่จะเร่งตรวจสอบหาสาเหตุว่า ทำไมโรงเรียนดังกล่าวถึงสามารถจ่ายค่าตอบแทนเงินเดือนครูได้แค่นั้น (และย้ำว่าเอามาจากงบบริจาค) งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งไม่ใช่น้อยๆ นั้นหายไปไหน ใช้จ่ายไปกับอะไร ทำไมถึงไม่จัดสรรมาให้เงินเดือนครูต่างจังหวัด แต่เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกลับบอกว่า อย่าเอาไปโพสต์ลงโซเชียลฯ ให้มันเป็นดราม่า คิดได้เท่านี้หรือ 

ซ้ำร้ายกว่านั้นยังบอกว่า การสรรหาคัดเลือกบุคลากรมาเป็นครูนั้น “ไม่จำเป็นต้องโปร่งใส” แม้จะบอกเต็มๆ ว่าไม่จำเป็นต้องโปร่งใสถึงขั้นประกาศลงอินเทอร์เน็ต และถ้ากลัวไม่เป็นธรรมก็ให้คนอื่นสรรหา จะเอากันแบบนี้จริงๆ หรือ

เวลาที่องค์กรเกิดปัญหาความเชื่อมั่นถูกสั่นคลอน วิธีหลักในการบริหารจัดการวิกฤติ หรือ Crisis Management ขององค์กรชั้นนำ ก็คือการเร่งสร้างความเชื่อมั่น กอบกู้ความศรัทธาจากผู้คน อะไรที่มันคลุมเครือก็ทำให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ปัญหามันติดขัดตรงไหน ก็ส่งคนไปแก้ไข ไปขุดคุ้ยหาต้นตอปัญหาแล้วสังคายนาเสีย ความผิดพลาดที่หลุดออกสู่สาธารณะไปแล้วก็กล่าวขอโทษอย่างจริงใจ น้อมรับความผิดและรับปากว่าจะปรับปรุงพัฒนาอะไรก็ว่ากันไป 

ไม่ใช่บอกในที่ประชุมระดับอำนวยการปฏิบัติว่า อย่าเอาไปโพนทะนาสู่สังคม และไม่ต้องทำให้โปร่งใสมากก็ได้ แบบนี้มันไม่ใช่การแก้วิกฤติ มันเป็นการปัดกวาดปัญหาต่างๆ ไปซ่อนใต้พรมต่อไปเหมือนที่เคยเป็นมา

ในฐานะประชาชน เราไม่ควรยอมรับว่าหน่วยงานราชการจัดการวิกฤติภายในองค์กรด้วยการใช้วิธีปกปิดแบบนี้ เราต้องช่วยกันจับตามอง ไม่ให้เรื่องนี้หายเข้ากลีบเมฆ

อาจไม่สนุก ไม่หวือหวาเท่ากรณีคลิปเสียงของคุณแรมโบ้ แต่เรื่องนี้มีความสำคัญมากในระดับที่เราอาจไม่คาดคิด เพราะมันสะท้อนสะท้อนแนวคิดเรื่อง Crisis Management ของฝ่ายบริหารและระบบราชการไทย ซึ่งเป็นแบบนี้มานานแล้ว และเห็นว่าสมควรจะต้องเปลี่ยนแปลงเสียที 

ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์

ความเห็นของผู้ชม