
ยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจอย่าง ‘จีน’ เผชิญปัญหาสังคมสูงวัยที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ ระบบเงินบำนาญของจีนใกล้ถึงจุดแตกหักภายในทศวรรษหน้า นโยบายเลื่อนอายุเกษียณอาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรับมือวิกฤติครั้งนี้
เมื่อเอ่ยถึง “ความมั่นคง” หลังวัยเกษียณ “เงินบำนาญ” นับเป็นหลักประกันอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เรามีกินมีใช้ แม้จะไม่ได้ทำงานแล้วก็ตาม แต่ในปัจจุบัน เงินบำนาญที่ควรจะได้กลับเกิดความไม่แน่นอนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะใน “จีน” ยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจอันดับสองของโลกเผชิญสังคมสูงวัยที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางประชากรวัยแรงงานที่ลดลงเรื่อย ๆ
แน่นอนว่าสถานการณ์เช่นนี้ได้ทำให้ราวหนึ่งในสามของเขตปกครองระดับจังหวัดของจีน “เกิดภาวะขาดดุลเงินบำนาญ” โดยสถาบันบัณฑิตสังคมศาสตร์จีนประเมินว่า ระบบบำนาญจีนมีแนวโน้มขาดเงินหรือคือ “ถังแตก” ภายในปี 2035 หรืออีกราว 10 ปีข้างหน้า หากไม่มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง
วัยทำงานจีนอาจลดลงเกือบ 40%
ก่อนจีนจะมาสู่จุดที่เสี่ยงขาดแคลนเงินบำนาญ จีนเคยใช้นโยบายคุมกำเนิดเหลือลูกคนเดียวต่อหนึ่งครอบครัวมานานถึง 30 กว่าปีหรือราว 3 ทศวรรษ แม้จะช่วยควบคุมประชากรไม่ให้ล้นเกินได้ แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาคือ สมดุลประชากรชาย-หญิงที่เปลี่ยนไป รวมถึงต่อมาหนุ่มสาวจีนไม่ค่อยต้องการมีลูกตามเทรนด์ทั่วโลก รวมถึงเศรษฐกิจจีนก็ซบเซา ทำให้การอยากมีลูกของชาวจีนยิ่งลดลงไปอีก
ในปีที่ผ่านมา “จำนวนการเกิดของจีน” ลดลงเหลือ 9 ล้านคน และสหประชาชาติคาดการณ์ว่า ภายในปี 2050 ประชากรวัยทำงานของจีนจะลดลงจากปี 2010 เกือบ 40% หากอัตราการเกิดยังคงอยู่ที่ระดับปัจจุบัน
สวนทางกับ “กลุ่มคนสูงวัย” อายุขัยเฉลี่ยในจีนเพิ่มขึ้นเป็น 78 ปี ณ ปี 2021 จากประมาณ 44 ปีในปี 1960 และคาดว่าจะเกิน 80 ปีภายในปี 2050 โดยกลุ่มคนอายุ 60 ปีขึ้นไปของจีนจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 40% เป็นมากกว่า 400 ล้านคนภายในปี 2035 เทียบเท่ากับประชากรของสหราชอาณาจักรและสหรัฐรวมกัน เรียกได้ว่าเราอาจเห็นประชากรจีนมีแต่ผู้สูงอายุ
จีนเลื่อนวัยเกษียณ แต่อาจหยุดแนวโน้มไม่ได้มาก?
ด้วยปัญหาเสี่ยงขาดแคลนแรงงานดังกล่าว ทำให้สภานิติบัญญัติจีนปรับเพดานวัยเกษียณขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 46 ปี จากเดิมที่ผู้ชายเกษียณตอนอายุ 60 ปี ปรับขึ้นเป็น 63 ปีแทน ส่วนผู้หญิงที่ทำงานออฟฟิศจาก 55 ปี เป็น 58 ปี และผู้หญิงที่ทำงานในโรงงานจาก 50 ปี เป็น 55 ปี โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2025
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มอายุเกษียณอาจทำให้รัฐบาลได้ประโยชน์เพียงเล็กน้อยในระยะสั้น เนื่องจากการเพิ่มอายุเกษียณถือเป็น “ทางเลือก” สำหรับแรงงานหลายคน ซึ่งหมายความว่า พวกเขาสามารถเลือกได้ว่าจะ
ส่วนข้อกำหนดในการจ่ายเงินเข้าระบบบำนาญเป็นระยะเวลานานขึ้นเพื่อให้มีสิทธิได้รับบำนาญ ได้กลายเป็นข้อบังคับ โดยจะเพิ่มขึ้นจาก 15 ปี เป็น 20 ปี ซึ่งหมายความว่าแรงงานต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขใหม่นี้ไม่ว่าจะเกษียณอายุช้าหรือไม่
“การขยายระยะเวลาส่งเงินเข้ากองทุนบำนาญ โดยเฉพาะในบริบทปัจจุบันของเศรษฐกิจงานชั่วคราวและเศรษฐกิจนอกระบบ อาจทำให้แรงงานระดับล่างจำนวนมากลำบากมากขึ้นในการมีสิทธิ์รับเงินบำนาญ” สจวร์ต กีเทล-บาสเทน (Stuart Gietel-Basten) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งฮ่องกง กล่าว
เกี่ยวข้องกัน
หนุ่มสาวจีนคว่ำบาตร ‘ระบบบำนาญ’ หยุดจ่ายเงินกองทุน กังวลเงินหมดก่อนเกษียณ
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า “ระบบบำนาญ” ของจีนกำลังเผชิญกับวิกฤติรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการคาดการณ์ว่าระบบบำนาญอาจขาดสภาพคล่องภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งทศวรรษหรือในอีก 10 ปีเท่านั้น เมื่อมีรายงานว่าคนงานจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาว ได้หยุดชำระเงินเข้ากองทุนบำนาญ
คนรุ่นใหม่ในจีนกำลังกังวลว่า เงินที่ส่งเข้ากองทุนบำนาญไว้เพื่อใช้ในยามเกษียณอาจไม่เพียงพอ หรืออาจสูญหายไป เนื่องจากระบบบำนาญกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก
ทว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในจีนเท่านั้น ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็กำลังเผชิญกับปัญหาคล้ายกัน โดยระบบสวัสดิการสังคมที่ออกแบบมาเพื่อดูแลผู้สูงอายุเริ่มแสดงสัญญาณของความเปราะบาง
ในช่วงทศวรรษหน้า คาดว่าจะมีชาวจีนมากกว่า 20 ล้านคนเกษียณอายุในแต่ละปี ซึ่งจะทำให้จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดการณ์ว่าจะมีชาวจีนมากกว่า 400 ล้านคน ภายในปี 2035 จากประชากรทั้งหมด 1,400 ล้านคน ณ ปัจจุบัน หรือคิดเป็นกว่าหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งหมดที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรของสหรัฐอเมริกา และแคนาดารวมกัน
ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.68 เป็นต้นมา สภานิติบัญญัติของจีนเริ่มปรับเพิ่มอายุ เกษียณ ของชาวจีนเป็นครั้งแรกในรอบ 46 ปี และจะเป็นการปรับอายุขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะใช้ถึงปี 2040 จึงจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ
เป้าหมายสุดท้ายของแผน 15 ปีนี้คือ การปรับเพิ่มอายุเกษียณสำหรับผู้ชายจาก 60 เป็น 63 ปี สำหรับผู้หญิงที่ทำงานในโรงงานจาก 50 เป็น 55 ปี และสำหรับผู้หญิงที่ทำงานออฟฟิศจาก 55 เป็น 58 ปี
จีนกำลังเผชิญกับปัญหาแรงงานลดน้อยลง และงบประมาณเงินบำนาญที่ขาดแคลน ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจได้อย่างมาก นักเศรษฐศาสตร์เรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับอายุเกษียณของประเทศ ซึ่งปัจจุบันอายุเกษียณของจีนจัดว่าต่ำที่สุดในโลก ทั้งๆ ที่อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในปี 2023 อายุขัยเฉลี่ยของคนจีนเพิ่มขึ้นเป็น 78.6 ปี จากประมาณ 44 ปีในปี 1960
หนุ่มสาวจีนหลายล้านคนคว่ำบาตร ‘เงินบำนาญ’ หยุดจ่ายเงินเข้ากองทุน กังวลเงินหมดก่อนเกษียณ ทำกองทุนเสี่ยงเงินหมด - ขาดสภาพคล่องในอีก 10 ปี
ที่มา ; blockdit
เกี่ยวข้องกัน
ใช้ชีวิตสบายๆ หลังเกษียณไม่มีจริง
แม้ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาประเทศจีนจะมีการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ อย่างก้าวกระโดด ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ รูปแบบสังคม รวมทั้งอำนาจต่อรองทางการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ กลายมาเป็นชาติมหาอำนาจโลกที่ถูกจับตามองว่า นี่แหละคือคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดที่จะขึ้นมาโค่นบัลลังก์เบอร์หนึ่งอย่างสหรัฐอเมริกาในระยะเวลาอีกไม่กี่สิบปีหลังจากนี้
ประกอบกับการที่รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีหัวเรือใหญ่ที่ได้ตำแหน่งผู้กุมบังเหียนถาวรตลอดกาลไปจนกว่าจะสิ้นอายุไขอย่างประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ซึ่งมีนโยบายผลักดันการเติบโตของประเทศควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาความยากจน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามการโฆษณาชวนเชื่อแบบระบอบสังคมนิยมเอาไว้ว่า จะขจัดปัญหาความยากจนให้หมดไปจากแผ่นดินมังกร ซึ่งจะทำได้จริงหรือไม่ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่อาจยืนยันได้ เพราะการที่ข้อมูลด้านลบภายในประเทศนี้จะเผยแพร่ออกไป มักจะถูกการคัดกรอง กีดกัด ปกปิด หรือบิดเบือนเสมอ เพื่อให้ภาพลักษณ์แย่ๆ ของรัฐบาล หรือผลงานที่ล้มเหลวไม่เล็ดรอดออกมาสู่โลกภายนอกเพื่อเป็นเครื่องมือให้ชาติตะวันตกหรือคู่อริหยิบมาโจมตี
ท่ามกลางความเจริญที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในแง่ของเศรษฐกิจโดยรวม แต่ประเทศจีนกลับเผชิญปัญหาใหญ่เฉกเช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศที่อยู่ในเกณฑ์กำลังพัฒนาค่อนไปทางพัฒนาแล้วซึ่งก็คือ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประชากรในวัยสูงอายุ และความสามารถในการเก็บออมเงินเพื่อใช้จ่ายในวัยหลังเกษียณ จากระบบสวัสดิการแห่งรัฐที่เติบโตตามไม่ทันกับการพัฒนา
ประเทศโตเร็ว ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่สวัสดิการตามไม่ทัน
ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา จีนได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการพัฒนาชาติจากประเทศเกษตรกรรมสู่การเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก แต่เมื่อจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จีนกลับพบปัญหาใหญ่คือ การไม่มีระบบสวัสดิการของรัฐที่ครอบคลุมมากเพียงพอ
จากข้อมูลสำมะโนประชากรแห่งชาติครั้งที่ 7 พบว่าในปี 2020 มีชาวจีนราว 264 ล้านคนมีอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 18.7% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นใน 10 ปีผ่านมา ซึ่งเคยมีตัวเลขอยู่ที่ 178 ล้านคน หรือ 13.3%
ด้วยจำนวนบุคคลในวัยทำงานที่มีเข้าสู่ระบบระบบเพื่อบำเหน็จบำนาญสาธารณะลดลง และจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ความน่ากังวลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือ เงินกองทุนเพื่อการเกษียณอายุของรัฐจะประสบปัญหาขาดแคลนภายใน 20 ปีข้างหน้า เนื่องจากเงินสมทบจากคนในวัยทำงานมีจำนวนน้อยลงกว่าการจ่ายเงินให้กับผู้เกษียณอายุ
ขณะที่ในปี 2019 สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งประเทศจีน (CASS) คาดการณ์ว่ากองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งรัฐของจีนจะหมดเงินภายในปี 2035
จีนมีการกำหนดเกณฑ์บังคับการเกษียณอายุที่แบ่งออกตามเพศคือ ผู้ชายเกษียณอายุที่ 60 ปี ส่วนผู้หญิงที่ 55 ปี หรือ 50 ปี สำหรับผู้หญิงที่ทำงานราชการ
แต่รัฐบาลได้ประกาศแผนการเลื่อนอายุเกษียณเพื่อช่วยชดเชยวิกฤตด้านประชากร และกำลังค้นหาแนวทางให้ผู้สูงอายุมีอายุงานต่อไป
ในพื้นที่ชนบทมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุมากกว่าในเขตเมืองโดยมี 23.81% ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้น 10.6% จากปีก่อนหน้า
ตามข้อมูลจากศูนย์สำรวจและวิจัยด้านการเงินครัวเรือนของจีน มหาวิทยาลัยการเงินและเศรษฐศาสตร์ตะวันตกเฉียงใต้ ระบุว่า ในปี 2018 ประชากร 19.5% ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ยังคงยากจนอยู่
ความเหลื่อมล้ำของเงินบำนาญกระทบต่อความมั่งคั่งของประชากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างเขตเมืองและชนบท ได้บังคับให้คนจำนวนมากที่ใกล้ถึงวัยเกษียณในชนบทของจีนต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวต่อไป
จ้างคนแก่บริษัทไม่ต้องให้สวัสดิการ มีแต่งานทักษะต่ำ
เฉิน ชิงหลิง วัย 56 ปี และสามี ชาวมณฑลเหอหนาน ที่ต้องดิ้นรนหนีความอดอยากอพยพเข้ามาทำงานในเมืองหลวงด้วยวัยเกษียณ ทั้งคู่ต้องทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์เป็นเวลา 13 ชั่วโมงต่อวัน ในตำแหน่งคนงานทำความสะอาดทางเดินและห้องน้ำของอาคารสำนักงานในกรุงปักกิ่งเพื่อเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวของลูกชาย แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีเงินออมหรือเงินบำนาญที่จะใช้ชีวิตในวัยทองได้อย่างสบายใจ
“การไม่มีเงินสำรองที่ฉันสามารถเก็บไว้ได้ มันยาก แต่ฉันต้องทำงานที่นั่นเพื่อให้มีชีวิตอยู่”
เช่นเดียวกับ กัว โหย่วหมี วัย 55 ปี จากเมืองต้าถง มณฑลซานซี ที่ต้องมาทำงานเป็นพนักงาน รปภ.ที่แฟลตคอมเพล็กซ์แห่งหนึ่งในปักกิ่ง เนื่องจากเงินบำนาญหลังเกษียณที่ไม่เพียงพอเช่นกัน
“ฉันให้เงินลูกชายคนแรกของฉัน 400,000 หยวน หรือราว 2 ล้านบาท เมื่อเขาแต่งงานในปี 2014 และนั่นคือเมื่อ 7 ปีที่แล้ว มันจะแพงขึ้นก็ต่อเมื่อลูกชายคนที่สองของฉันแต่งงาน”
“ฉันขับแท็กซี่มา 20 – 30 ปี และไม่เคยวางแผนที่จะเกษียณอายุเลย ฉันไม่อยากคิดไปไกลเกินไป ตอนนี้ฉันต้องทำงานต่อไป เพื่อที่จะได้เลี้ยงตัวเองและเก็บเงินไว้ให้ลูกชายของฉัน”
หยาง กั๋วฟา ผู้บริหารบริษัทจัดหาแรงงานและช่วยคนชราและคนเกษียณอายุหางาน เล่าให้ฟังถึงความจริงอันน่าสะเทือนใจว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากมาจากพื้นที่ชนบท และขาดการศึกษา บางบริษัทเลยอาศัยความไม่รู้หนังสือจ้างงานพวกเขาเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
“บริษัทต่างๆ จ้างคนเหล่านี้ถูกกว่าคนหนุ่มสาว เพราะพวกเขาไม่ต้องจ่ายค่าประกันสังคม เงินผลประโยชน์พนักงาน หรือเงินสมทับเพื่อบำนาญ ผู้สูงอายุเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ชนบทและมักได้รับการว่าจ้างให้ทำงานที่มีทักษะต่ำ เช่น คนเฝ้าประตู คนทำความสะอาด คนเก็บสินค้า ฯลฯ”
ระบบสวัสดิการของประเทศจีนมีความแตกต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ ชาวจีนส่วนใหญ่พึ่งพาระบบบำนาญสาธารณะของรัฐบาล โดยจ่ายเงินเป็นรายปีเข้าสู่ Rural Social Endowment Insurance ซึ่งเป็นโครงการประกันสังคมของรัฐบาล
แต่พวกเขาจะได้รับเบี้ยคนชราน้อยกว่า 100 หยวน หรือ 538 บาทต่อเดือนเมื่ออายุครบ 60 ปี ซึ่งแทบจะไม่ครอบคลุมค่าอาหารสามมื้อในกรุงปักกิ่ง และไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายรายเดือน
ยกเว้นข้าราชการที่ได้รับเงินบำนาญระดับดีที่สูง และผู้คนที่มีความสามารถและทักษะสูงเท่านั้นที่จะยังคงมีผู้จ้างงานอยู่หลังเกษียณอายุแล้ว ผู้เกษียณอายุในเมืองบางคนก็ต้องเพิ่งพาลูกหลานดูแลในยามแก่เฒ่า
เงินบำนาญระหว่างคนเมืองกับชนบทอาจต่างกันถึง 10 เท่า
ภายใต้แผนบำเหน็จบำนาญ คนในวัยทำงานมีสัดส่วนการจ่ายเงินเข้าร่วมมากถึง 8% ของค่าจ้าง ในขณะที่เงินสมทบของนายจ้างก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ส่วนใหญ่ลดลงระหว่าง 14% – 20% ผู้เกษียณอายุในเมืองโดยเฉลี่ยสามารถรับเงินบำนาญได้ระหว่าง 2,500 – 4,900 หยวนต่อเดือน หรือราว 13,000 – 25,500 บาท
ในขณะที่บางคนเลือกที่จะทำงานหลังจากวัยเกษียณเพื่อหลีกเลี่ยงความเบื่อหน่ายและเข้าสังคม ส่วนใหญ่ยังคงต้องเผชิญกับรายได้ต่อเดือนที่ลดลงและภาระทางการเงินที่มากขึ้นเมื่อสุขภาพแย่ลง
คนทำงานในเมืองสามารถเกษียณอายุและรับเงินบำนาญได้เมื่อถึงอายุที่กำหนด แต่เงินบำนาญจะสามารถทำให้มีชีวิตที่ดีในวัยชราอย่างมีศักดิ์ศรีได้หรือไม่นั้นเป็นคำถามที่ไม่อาจหาคำตอบได้
ช่วงปี 2020 ผู้สูงอายุในกรุงปักกิ่งรับเงินบำนาญรายเดือนเฉลี่ยที่ 4,365 หยวน หรือ 22,758 บาท ขณะที่บ้านพักคนชราราคาระดับกลางในเมืองหลวงอาจมีราคามากกว่า 5,000 หยวนต่อเดือน หรือราว 26,000 บาท ราคานี้ยังไม่รวมค่าอาหาร และค่ารักษาพยาบาล ซึ่งอาจจะมากกว่านี้ก็ได้หากต้องการการดูแลเป็นพิเศษ
ขณะที่ค่าครองชีพโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 36,000 – 43,000 บาทต่อเดือน ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในประเทศและติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองที่ค่ารองชีพสูงที่สุดของเอเชีย
จาง จิง ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมเงินและผู้ก่อตั้ง "80 yanglao" แพลตฟอร์มที่ให้ความรู้ผู้คนเกี่ยวกับการเกษียณอายุและเงินบำนาญให้ข้อมูลว่า
จากผลสำรวจร่วมที่เผยแพร่โดยบริษัทประกันภัย AIA Group และ CASS เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พบว่าชนชั้นกลางในเขตเมือง 64.5% ไม่มีแผนการเกษียณอายุหรือไม่ได้ดำเนินการใดๆ อย่างเป็นรูปธรรม มีเพียง 28% เท่านั้นที่พน้อมก้าวไปสู่การเกษียณอายุ
ผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 30.8% กล่าวว่าพวกเขาพึ่งพาบุตรหลานของตนเพื่อดูแลพวกเขา
ชาติเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่เอเชียกำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน
การไม่สามารถเกษียณอายุเนื่องจากแรงกดดันทางการเงินไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของจีนเท่านั้น ในประเทศเกาหลีใต้ 34.1% ของผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปอยู่ในตลาดแรงงาน ตามข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อเดือนที่แล้วโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาระบุว่า ผู้สูงอายุหลายคนยังคงต้องทำงานเพื่อเอาชีวิตรอดอยู่และไม่อาจเกษียณอายุเพื่อใช้ชีวิตสุขสบายได้ โดยมีประชากรราว 43.4% ยังอยู่ในระดับความยากจน
หรือแม้แต่ในประเทศญี่ปุ่น ที่นับว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้วมากที่สุดของเอเชียก็เผชิญปัญหาเดียวกัน โดยประชากรมากกว่า 1 ใน 4 ของผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปยังคงต้องดิ้นรนทำงานอยู่เช่นกัน
จาง จิงเหว่ย นักวิจัยจาก Chongyang Institute for Financial Studies มหาวิทยาลัยเหรินหมิน กล่าวว่า หากไม่มีระบบสนับสนุนเงินบำนาญที่มีคุณภาพ ผู้คนจะไม่อยากที่จะแต่งงานและมีทายาท ผลกระทบที่ตามมาคืออัตราการเกิดของประชากรต่ำลงจนกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคต และผู้ที่จะต้องแบกรับภาระทางสังคมมากที่สุกคือกลุ่มชนชั้นกลางวัยทำงาน ที่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อสวัสดิการทางสังคมให้ทั้งเด็กและผู้สูงอายุ
อย่างไรก็ตาม หากผู้สูงอายุมีสวัสดิการที่ดี จากการเพิ่มเงินบำนาญหรือเบี้ยยังชีพให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน และสามารถเพลิดเพลินกับการใช้ชีวิตหลังเกษียณได้แบบไร้ความวิตกกังวล ผู้คนในกลุ่มอายุอื่นๆ ก็จะสามารถลดภาระทางสังคมที่ต้องแบกรับเอาไว้ได้ และมันจะส่งผลต่อพลังงานทั้งหมดของสังคมจะถูกปลดปล่อยออกมานั่นเอง
ชาวจีนไร้เงินเก็บไว้ใช้ยามแก่ ยังคงดิ้นรนทำงานหนัก แม้ประเทศพัฒนาไว แต่สวัสดิการพลเมืองตามไม่ทัน
ที่มา ; blockdit
เกี่ยวข้องกัน
ประชากรจีนลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 คนตายมากกว่าเด็กเกิดใหม่
รัฐบาลจีนรายงานเมื่อวันศุกร์ ว่าจำนวนประชากรของประเทศลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 3แล้ว สะท้อนถึงปัญหาด้านประชากรในประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งกำลังเผชิญทั้งปัญหาประชากรสูงอายุและการขาดแคลนแรงงานที่กำลังเพิ่มขึ้น
ตามตัวเลขพบว่าในช่วงสิ้นปี 2024 จีนมีประชากร 1.408 พันล้านคน ลดลง 1.39 ล้านคน เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยตัวเลขประชากรของจีน ก็สอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฮ่องกง ที่อัตราการเกิดลดลงอย่างมาก
สาเหตุของปัญหานี้คล้ายคลึงกันในหลายประเทศ ได้แก่
· ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้คนรุ่นใหม่เลื่อนการแต่งงานและการมีบุตรออกไป หรือเลือกที่จะไม่แต่งงานและไม่มีบุตรเลย
· ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น ในขณะอัตราการเกิดลดลง
หลังการปฏิวัติวัฒนธรรมและการเสียชีวิตของ เหมา เจ๋อตุง เจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์เริ่มกังวลว่าประชากรกำลังเพิ่มขึ้นจนเกินความสามารถของประเทศในการเลี้ยงดู จึงเริ่มใช้ "นโยบายลูกคนเดียว" ที่เข้มงวด แม้จะไม่ได้ออกเป็นกฎหมาย แต่ผู้หญิงต้องขออนุญาตหากต้องการมีบุตร และผู้ที่ฝ่าฝืนอาจถูกบังคับทำแท้ง มีมาตรการคุมกำเนิด การจ่ายค่าปรับมหาศาล และลูกที่เกิดมาอาจไม่ได้รับหมายเลขประจำตัวประชาชน ทำให้พวกเขาเป็นเหมือนบุคคลไร้สถานะ ทำให้ประชาชนไม่กล้ามีลูกมากกว่า 1 คน
ในอดีตรัฐบาลจีนยังพยายามปราบปรามการทำแท้งเลือกเพศที่มุ่งเป้าไปที่ทารกเพศหญิง แต่เนื่องจากการทำแท้งเป็นสิ่งถูกกฎหมายและสามารถเข้าถึงได้ง่าย ธุรกิจเครื่องตรวจอัลตราซาวด์ผิดกฎหมายจึงเฟื่องฟูอย่างมาก
ปัจจัยนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้อัตราส่วนทางเพศของจีนไม่สมดุล โดยมีจำนวนเด็กชายเกิดมากกว่าเด็กหญิงหลายล้านคนในทุกๆ เด็กหญิง 100 คน ทำให้เกิดปัญหาชายโสดจำนวนมาก โดยรายงานเมื่อวันศุกร์ระบุว่าอัตราส่วนเพศอยู่ที่ 104.34 ผู้ชายต่อ 100 ผู้หญิง
สิ่งที่น่าวิตกยิ่งกว่าสำหรับรัฐบาลคืออัตราการเกิดที่ลดลงอย่างมาก โดยประชากรจีนทั้งหมดลดลงครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษในปี 2023 และในปีเดียวกันนั้น อินเดียได้แซงหน้าจีน ขึ้นเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก
ปัญหาเหล่านี้รวมถึง ประชากรที่กำลังเข้าสู่วัยชราอย่างรวดเร็ว การลดลงของแรงงาน การขาดตลาดผู้บริโภคภายในประเทศ และการย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศ กำลังสร้างแรงกดดันอย่างรุนแรงต่อระบบของประเทศจีน โดยเฉพาะระบบประกันสังคมที่เปราะบางของจีน โดยมีชาวจีนจำนวนมากขึ้นที่ปฏิเสธการจ่ายเงินเข้ากองทุนบำนาญซึ่งขาดแคลนเงินทุน
ในปัจจุบัน ประชากรมากกว่า 1ใน 5 ของจีนมีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวเลขทางการระบุว่าอยู่ที่ 310.3 ล้านคน หรือ 22% ของประชากรทั้งหมด คาดการณ์ว่าภายในปี 2035 ตัวเลขนี้จะเกิน 30% ทำให้เริ่มมีการถกเถียงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอายุเกษียณทางการ ขณะเดียวกัน ด้วยจำนวนเด็กนักเรียนน้อยลง โรงเรียนและโรงเรียนอนุบาลบางแห่งที่ว่างเปล่าจึงถูกเปลี่ยนไปใช้เป็นสถานดูแลผู้สูงอายุแทน
ประเทศจีนเผยประชากรของประเทศยังลดลงต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ปัญหาใหญ่ที่ท้าทายความสามารถในการแก้ปัญหาของรัฐบาล
แหล่งข่าว : เอพี
ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ 17 ม.ค. 2568
เกี่ยวข้องกัน
เดนมาร์กประกาศแผนปรับอายุเกษียณรับเงินบำนาญเต็มจำนวน
-เดนมาร์กประกาศแผนปรับอายุเกษียณรับเงินบำนาญเต็มจำนวน → จาก 67 ปี → เป็น 70 ปี ภายในปี 2040
-แผนนี้จะค่อย ๆ ปรับขึ้นตามขั้นบันได → 68 ปีในปี 2030, 69 ปีในปี 2035 และ 70 ปีในปี 2040
-เหตุผลหลัก คือ รับมือ "สังคมผู้สูงอายุ" และทำให้ระบบเงินบำนาญยั่งยืน → สอดคล้องกับกฎหมายปี 2006 ที่ผูกอายุเกษียณกับ "อายุขัยเฉลี่ย"
-นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก Mette Frederiksen เผยว่า “เราไม่สามารถพูดไปเรื่อยว่า คนต้องทำงานไปอีก 1 ปีแล้วอีกปี...ได้ตลอดไป”
-มีการคาดการณ์ว่าหลายประเทศ (รวมถึงสหรัฐฯ) อาจต้อง พิจารณาขยับอายุเกษียณตาม เพื่อลดภาระงบประมาณและรับมือกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง
-ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีอายุเกษียณเต็มสิทธิที่ 67 ปี (เริ่มในปี 2025) สำหรับคนที่เกิดปี 1960 ขึ้นไป → อาจมีการถกเถียงใหม่ในอนาคต หากงบประกันสังคมและ Medicare ยังตึงตัวต่อเนื่อง
การที่รัฐบาลแต่ละประเทศต้องขยายการทำงานเพราะ ภาระที่ต้องดูแลผู้พ้นวัยทำงานมันสูงขึ้นเรื่อยๆเป็นภาระอย่างมาก ไหนจะสวัสดิการต่างๆที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี แต่รัฐกลับเก็บภาษีได้น้อยลง ทั้งจากจำนวนคนทำงานที่น้อยลงเนื่องจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การแต่งงานช้า มีลูกคนเดียว หรือการไม่อยากมีลูกเลย เหล่านี้เป็นปัญหาของแทบทุกประเทศ ทุกวันนี้คนไทยเสียภาษีกันน้อยมาก แต่อยากได้ของฟรีจากรัฐบาลมากมาย ดังนั้นประเทศไทยก็ต้องเดินเข้าสู่เส้นทางนี้ หนีไม่พ้นเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว แย่กว่านั้นคือ รัฐบาลคิดช้ามากๆไปด้วยซ้ำ ชาติอื่นๆมีเวลาเตรียมตัวมากกว่าเราหลายสิบปี รายได้ประชาชาติสูงกว่าหลายเท่ายังแย่เลย ปัจจุบันไทยมีแต่คนสูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังเอาตัวไม่รอดรอรัฐบาลมาดูแล
ปกติเงินหลักเกษียณ อย่างประเทศที่พัฒนาไปมาก ๆ แล้วเค้าจะเลี้ยงดูคนเค้าตลอดชีวิต แต่เราต้องพิจารณาว่าเงินเหล่านั้น มาจากไหน ซึ่งเท่าที่ดิฉันคิดคือ มี 2 ทาง คือ
1.เงินที่แต่ละคนจ่ายรายทางระหว่างทำงาน อาทิ กบข เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินกองทุนเพื่อการเกษียณ คือ พวกนี้ มันก็แล้วแต่คนบางคนเก็บมากเก็บน้อย แต่ละบริษัทอาจจะให้สมทบไม่เท่ากัน
2. เงินภาษี ซึ่งอาจจะแบ่งเป็น
2.1 เงินภาษีที่เก็บจากรายได้ ก็คือ คนทำงาน ทำงานจ่ายค่าเลี้ยงดูคนเกษียณ
2.2 เงินภาษีที่เก็บจากรายจ่าย ก็คือ พวกภาษีสินค้าและบริการ บางประเทศอาจจะเรียก GST ของเราคือ VAT
บ้านเราการออมภาคบังคับไม่ได้เริ่มจริงจัง เพราะถือว่ารายได้น้อยอยู่แล้วบังคับออมอีกคนก็จะด่าเอา ครั้นจะเสียภาษีมาก ๆ ก็ด่ากันอีก จริงๆ แล้วรัฐก็ฉลาดมากที่ให้มีพวกเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินกองทุนเพื่อการเกษียณ แล้วถ้าจ่ายพวกนี้เอาไปเครดิตภาษีคืนได้ จริงๆ ควรขึ้นภาษีรายได้ค่ะ เพื่อให้คนยิ่งอยากลงทุนในกองทุนต่างๆ เพื่อเอาไปลดภาษี พวกนี้จะได้ผลดีตอนเกษียณ
อย่างในยุโรป เค้านิยมจ่ายภาษีจากข้อ 2 กัน ตรงนี้ก็ดาบสองคม เมื่อคนเกิดน้อยลง คนทำงานจ่ายภาษีก็น้อยลง รัฐจะเอาเงินจากไหน ประกอบกับ คนมีอายุยืนยาวขึ้น แรงงานมีน้อยลง จึงใช้วิธีการขยายอายุการเกษียณ เพื่อที่จะไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายของรัฐและคนจ่ายภาษีมากจนเกินไป แต่ก็จะมีปัญหา คือ ถ้าไม่เกษียณ รายได้เขาจะสูง ตรงนี้อาจจะทำให้ต้นทุนต่างๆ สูงตามไปด้วย จึงจะเห็นได้ว่า ค่าครองชีพในประเทศพัฒนาแล้ว ยุโรป ญี่ปุ่นสูงมาก เพราะว่า ต้นทุนค่าแรงของเค้าสูงมากนั่นเอง
โครงการแบบนี้รัฐได้ประโยชน์ เนื่องจากผู้ครบอายุเกษียณรัฐต้องจ่ายเงินก้อน กบข.ให้คนละประมาณ 3 ล้าน ถ้าเกษียณเฉลี่ยปีละ 11,765 คน เท่ากับต้องจ่าย 35,295,000,000 บาท ยังไม่นับรวมบำนาญรายเดือนของผู้เกษียณสะสมที่เพิ่มขึ้นทุกปี การต่ออายุราชการ คิดว่าน่าจะเป็นการชลอการจ่ายเงินของรัฐและช่วยผู้สูงอายุให้ได้ทำประโยชน์ดีกว่ารับเงินบำนาญเฉยๆ และเก็บภาษีได้มากกว่าเด็กจบใหม่ที่เงินเดือนน้อยไม่ต้องจ่ายภาษี
คนจ่าย(จำนวน)น้อยลง คนรอรับเงินเยอะมาก สวัสดิการก็เยอะจัด
ตอนจ่ายสมัยหนุ่ม ๆ คิดว่าหักไปเยอะ ๆ ก็จะได้คืนตอนแก่
แต่พอแก่แล้ว ก็ต้องทำงานต่อไป ...และต่อไป ตายไปใครไม่มีลูกหลาน เงินก็น่าจะฝากไว้จนกว่าจะมีคนมาขอคืน....
น่าจะลองทำ ให้เป็นทางเลือก อายุครบ 60 ปีจะเลือกเกษียณก็ได้ รับบำเหน็จบำนาญปกติเหมือนเดิม หรือจะเลือกอยู่รับราชการต่อ ถ้าเลือกอยู่ต่อต้องผ่านการประเมินก่อน ถ้าผ่านก็อยู่ต่อ ไม่ผ่านก็เกษียณ น่าจะดีกว่าที่ให้คน 60 ปี ยังแข็งแรง มีไฟ มีความรู้และประสบการณ์ไปอยู่บ้านกินบำนาญเฉยๆ
ฟินแลนด์ ก็ขยาย ไม่มีใครอยากทำงานต่อ แก่แบ้ว ขอเวลาใช้เงินบำนาญที่เสียไปทุกเดือน ก่อนได้ไหม นี่ใช้งานคนแก่ทำงานปั้มภาษี ส่งให้ชาวบ้านทำสงคราม พอ 70 ใช้เงินบำนาญได้กี่ปี
ข้าราชการไทยควรเกษียณอายุ50ก็พอ และควรรับบำเหน็จ ส่วนบำนาญให้เฉพาะผู้พิการในหน้าที่ เชื่อว่าจะมีเงินเหลือหลายแสนล้านมาพัฒนาประเทศ
ต่อไปไทยต้องทำตาม ใช้แรงงานคนชราเพราะเด็กรุ่นใหม่เกิดน้อยมาก
มองอีกมุม ดึงเช็ง จ่ายคืนเบี้ย ดองเค็มไปได้อีกสิบปี ถึงตอนนี้ไม่มีเงินพอที่จะคืนเบี้ยฯ ก็ไม่ต้องห่วง ดึงเกมส์ต่อไปอีก10ปี และให้คนที่จะได้เงินจากเราตอนนี้ อดได้ เราก็ไม่ต้องจ่าย และให้เขาไถนาส่งเงินเพิ่มเข้ากองทุนมาอีก ...สิบปี ...
เป้าหมายจริงคืออันนี้หรือเปล่านะ โดยเฉพาะประเทศไทยมั่นใจแน่นอน
ลองไปดูเงื่อนไขการส่งเบี้ยดูครับ
- ส่งคนเดียวไม่มีนายจ้าง กับแบบนายจ้างสมทบเบี้ย คนละแบบผลประโยชน์คนละเรื่อง
- อีกสิบปีถ้า บ.ฯ เจ้งไป ใครจะเอาเราไปทำยา เราต้องส่งคนเดียว เข้าทางเลยครับ
- อีกสิบปี เราจะลากสังขารไปทำงานไหวตลอดรอดฝั่งหรือไม่?
- อีกสิบปีผู้บริหารกองทุนรุ่นนี้ก็ออกไปกันหมดแล้ว
-อีกสิบปี กติกาจะมีอะไรแปลกๆออกมาอีก
- อีกสิบปี ถ้ากองทุนเอาเงินไปลงที่อื่นแล้วขาดทุน แล้วยึดอายุเป็น 75 ปี ก็ไม่ยาก แต่มันยากที่คนส่งจะอยู่ถึงตอนนั้นหรือเปล่า
ถ้าบ้านเราปรับ สภาพการทำงานในองค์กรเพื่อเอื้อให้ทุกคนทำงานได้แบบมีความสุข และได้ทำงานเชิงปฏิบัติตามวัยและความสามารถของตน และมีการส่งเสริมสุขภาพที่ดีในขณะทำงาน ก็น่าจะทำได้ครับ
แต่สงสารเด็กจบใหม่ เมื่อไรจะได้บรรจุเข้ารับราชการ เพราะรอเกษียณ เอาแค่ 65 พอได้ แล้วยุบส่วนราชการที่ซ้ำซ้อนสิแน่จริง ยิ่งท้องถิ่นคนเยอะมาก แต่เทียบกับปริมาณงาน เงินเดือนเยอะจนไม่มีงบลงทุน
คงไม่ใช่เสียทีเดียว ตามหลักธรรมชาติประสพการณ์ยิ่งทำงานมานานยิ่งมีความเป็นงานมากขึ้น คนที่สามารถมีทั้งปัญญาและสุขภาพในเกณฑ์ปกติก็สมควรได้รับผลตอบแทนตามงานนั้นๆ อย่าไปคิดว่าอายุมากจะสู้อายุน้อยไม่ได้ เพราะการทำงานไม่ใช่จะใช้กำลังอย่างเดียวนะ
เหตุผล จริงๆ ครับ บุคคลเหล่านี้มีประการณ์ที่ดี ตรวจสุขภาพดี มุมผลคือ ใครสุขภาพดี + ผลงานดี ไปต่อ สัญญาปีต่อปี
สำหรับเมืองไทยอย่ายืดเลยครับ ทุกวันนี้เช้าเอน เพลนอน บ่ายแต่งหน้าเตรียมกลับบ้านกันล่ะ เช้าชามเย็นชามสุดๆ ยืดไปอีกสิบปีเท่ากับค้องผลาญภาษีไปอีก 10 ปีเลยอ่ะ
รัฐฉลาดส่วนใหญ่ตุยก่อนไม่ได้ใช้ จ่ายภาษีไปเท่านั้น
มันก็ ok นะ รองรับสังคมสูงวัย คน 60 สมัยนี้ไม่เหมือน 60 สมัยก่อนครับ มันเป็นจุดทางเลือก เพราะเราอาจจะไม่มีคนทำงานเพียงพอ ถ้าไม่เลือกคนไทยสูงวัย ก็ต้องเลือกคนต่างชาติ แต่ส่วนตัวคิดว่าควรบาลานซ์กันทั้ง 2 ทางเลือกครับ
โอเคนะ 70 ปี สมัยนี้ยังแข็งแรงเท่าอายุ 60 ปี แต่ถ้ามองในอีกแง่นึงถูกรัฐบาลหลอกใช้งานให้หาเงินเสียภาษีให้รัฐไปจน 70 เหลืออีกไม่กี่ปีก็ตายไม่ได้ใช้เงินบำนาญจากรัฐบาลเลย ที่ฝรั่งเศสเขาประท้วงกันเลยที่รัฐบาลให้เกษียณอายุเพิ่มขึ้นเป็น 64 ปีพวกเขาอยากจะเกษียณและกินบำนาญจากรัฐบาลแล้วแต่ดันต้องทำงานเพิ่มอีก 4 ปี รัฐบาลมันฉลาดให้เราเหลือเวลา การใช้ชีวิตน้อยลง หลังเกษียณรัฐบาลก็จ่ายเงินบำนาญน้อยลงเช่นเดียวกัน
เพราะประชากรมันลดลงไง อัััตรราการเกิดมันต่ำ ขาดแคลนวัยทำงาน
ใครทำก็ทำเถอะ เป็นเราพักแน่นอนถ้าเกษียณแล้วเอาเวลาไปท่องเที่ยวพักผ่อนก่อนตาย ไม่อยากตายคาเก้าอี้
อายุไขคนสมัยนี้เฉลี่ย 70 ขวบ เท่ากับไม่ได้เงินเกษียณเลย ส่งเงินมา 40 ปีกว่า
อายุขัยเฉลี่ยคนไทย 77 ปี ทำงานถึง 60 ได้ใช้เงินบำนาญ 17 ปี ถ้าทำถง 70 ปีแทบไม่ได้ใช้เงินเลย
บางคนตายก่อนจะเกษียณหรือเกษียณได้ไม่กี่ปีก็ตายผมว่าวางแผนเกษียณเองดีกว่า
เห็นด้วยกับการเพิ่มอายุการเกษียณแต่ควรเป็นไปในภาคของการสมัครใจและควรเป็นในด้านของวิชาการเช่นครูผู้สอน วิศวกร หมอ พยาบาล และตำแหน่งอื่นๆที่ต้องอาศัยความเชึ่ยวชาญ ชำนาญการเฉพาะด้าน ที่สำคัญคือไม่ควรต่ออายุให้ในตำแหน่งผู้บริหารครับ
อัตราการว่างงานเราต่ำกว่าเค้าครับ ส่วนขยายเวลาเกษียณยุโรป มักเกิดจาก เงินpensionมันสูงจนเค้าจ่ายไม่ไหว เลยขยายเวลาเกษียณ บ้านเรา ถ้าขยายเพราะกอดเก้าอี้แน่นครับ ตีกอล์ฟสบายๆเงินเข้ากระเป๋าทุกเดือน ส่วนตัวบ้านเราควรลดอายุเกษียณมากกว่า เคยมีโครงการเออรี่รีไทร์ด้วย
ผมก็สูงอายุมีพอเพียงแล้วแต่ยังเห็นเพื่อนอีกหลายคนยังแข็งแรงถ้ามีงานพอเหมาะเขาเอานะเป็นอาสาสมัคร อสมเช่นคลีนิคหมอเกษียณ พยาบาลเกษียณเข้าเวรรอบคำถึงเที่ยงคืนมีเงินค่าแรงจ่ายรายวันหมอท่านไหนว่างก็มารักษาคนป่วยอาการเบาจ่ายยาได้ด้วยสถานที่ก็โรงบาลนี้แหละ แบ่งเบาภาระหมอรอบกลางวันจะ
เราไม่เตรียมคนไว้เลย การกินอยู่ ออกกำลังกาย สนามกีฬาชุมชน... อื่นๆของเด็กตั้งแต่แรกเกิดต้องให้ความรู้
รัฐได้ภาษีแถมไม่ต้องจ่ายบำนาญ
ขาดแรงงาน ต้องอาศัยต่างด้าว เพราะบางงานคนไทยไม่ทำ คนไทยไม่ออกแรง ต่างด้าวมาขายของเป็นเจ้าของร้านค้าค่ะไม่ได้ใช้แรงงานทุกคน ที่สัมผัสมาคนไทยว่างงานเยอะก็จริง หลายงานหาคนไทยทำงานไม่ได้จริงๆ เพราะไม่ทำหรือทำกันน้อยโดยเฉพาะงานระดับล่าง ถ้าไม่จ้างต่างด้าวไม่งั้นระบบพัง งานเดินต่อไม่ได้
ทำงานจนตาย บำนาญเอาไว้ ฌาปนกิจศพตัวเองซั่นเบ๊าะ ตายไปแล้วกะเอาไปนำบ่ได๋
บ่เอานำดอกเดอ ปล่อยให้คนหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ได้ทำงานเพื่ออะไรใหม่ ๆ ตามยุคสมัย ออกไปใช้เงินกันบ้าง เฒ่าแล้วอย่างกหลาย 555 ตกลงจะเลี้ยงลูกหลานจนพวกเขาแก่เฒ่าเลยเหรอ หวงงานหวงยศตำแหน่งอยู่นะแหละ 555 (ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานจนตาย)
พลเมืองเขาน้อยกว่าเรามาก แต่ฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า อัตราการว่างงานต่ำ พลเมืองมีคุณภาพ รับผิดชอบต่อสังคม รัฐบาลมีเสถียรภาพ ..เราตรงข้ามกับเขาทุกภาคส่วน ถ้าขยายเวลาเกษียณแบบเขา..ปัญหาคงเพิ่มมากขึ้น ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ความคิด/ความรับผิดชอบน้อยลง(คนแก่) เด็กจบใหม่ว่างงานเพิ่มขึ้น (รัฐบาลไม่สามารถ พัฒนาเศรษฐกิจให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น) ปัญหาทางสังคม เพราะ มี สว.ท่วมประเทศ ..(ลูกหลานอยู่สบาย ไม่ดิ้นรน แบมือขอเงินปู่ย่า ตายาย สบายๆ)
สมัยนี้ การแพทย์ไปไกล การตรวจสุขภาพมากขึ้น อายุคนทำงานได้ ถึง70ปี ได้ครับ
จริงๆทำถูก เพราะคน อายุ 60 คือเพชรเม็ดงามที่กำลังจะเฉิดฉาย แต่เกษียณซะงั้นเลย
ประเทศเค้าลาพักร้อนได้ปีละ 25 วันไม่นับวันหยุดเสาร์อาทิตย์รวมๆหยุดได้ 5 สัปดาห์ ไม่ใช่แค่ไม่กี่วันแบบไทยนะครับ มีเวลาใช้ชีวิต 1 เดือนกว่าแบบได้เงินเดือนได้ทุกปี
ที่เบลเยี่ยมตอนนี้65 ขาดบุคลากรเยอะค่ะ แต่ส่วนมากพวกเกษียณเขาก็ทำงานintrim เพื่อไม่ให้เวลาว่างมาก ทำงานเพิ่มปีละกี่วันเงินเกษียณก็เพิ่มทุกปีค่ะ แต่ส่วนมากเดี่ยวนี้เงินเกษียณก็แทบไม่พอใช้ถ้าเช่าบ้านของแพงค่ะ
เยอรมันก็ขาดบุคลากรคะ เด็กรุ่นใหม่ทำงานไม่เหมื่อนรุ่นเก่า รุ่นเก่าเก่ง ขยัน อดทน แต่รุ่นใหม่นี้ความอดทนไม่มีเลย มีแต่อยากทำงานสบายๆ รัฐบาลเยอรมันทำให้คนขี้เกียจด้วยคะและบางส่วนก็นั่งกินเงินจากรัฐดีกว่าทำงาน
ตอนเข้า pension ที่เดนมาร์ก กว่าจะเกษียณได้ 72 รุ่นน้องใน บ เด็กจบใหม่ เกษียณได้ตอน 74 นี่ขนาดที่นี่อัตรการเกิดลดลงไม่เยอะมาก
เห็นเมืองไทยพอประกันสังคมบอกจะขยายเกษียณเป็น 65 ดี๊ด๊ากันใหญ่ บอกดี เพราะยังอยากทำงานเก็บเงินต่อ
ที่จริงมันคนละเรื่องกัน ยิ่งขยายลูกจ้างยิ่งเสียเปรียบ แทนที่จะได้เงินบำนาญเร็วๆกลับยืดออกไป แล้วมันไม่มีอะไรประกันว่านายจ้างจะจ้างต่อ ลองคิดดูถ้าการจ้างงานหยุดที่ 60 แต่ประกันสังคมเริ่มจ่ายให้ตอน 65 เท่ากับเราต้องรอเฉยๆไป 5 ปีทีเดียว มันดีตรงไหน
ส่วนบ้านเราต้องรีบเกษียณครับเพราะว่าเงินในกองทุนมันจะหมดแล้ว ดีไม่ดีบางคนตายก่อนได้เงินเกษียณอีก บ้านเราสุขภาพไม่ได้ดีเหมือนเมืองนอก บ้านเรา 50กว่าก็เริ่มจะเดินไม่ไหวแล้ว คุณภาพชีวิตมันต่างกันนะครับ 2 ประเทศนี้
กะว่าเงินpensions นี่ไม่ต้องใช้กันเลยสงสารคนทำงานส่วนพวกอพยพเคลมภาษีรัฐกินสบา
แต่ละชาติอาจไม่เหมือนกัน...ก่อนอื่น ต้องรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการทำงานในแต่ละวัยของคนในประเทศตน...เพราะคนยิ่งแก่...มักดื้อ..มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง...จนคิดว่ารุ่นเด็กกว่าจะทำไม่ดีกว่าตน....อยากอยู่ในตำแหน่งสูงๆไปจนตาย
ของไทย60ปีเหมาะที่สุดถ้ามากกว่านั้นคงไม่ทีใครอยากรับราขการ ขนาดยังไม่ถึงหกสิบปียังอยากลาออกกันทั้งโรงเรียน
คน60ปียังไม่แก่นะรับผมเกษียณราชการมาเมื่อปี65มาถึงวันนี้กันยา68ก็3ปีครับผมว่าผมไม่แก่นะยังทำงานตอนนี้ก็ยังทำงานเป็นFreelence กับบริษัทน้ำมันต่างประเทศทำได้แบบสบายๆครับ
ขยายอายุเกษียณ เพราะทำง่ายแค่ประกาศ แต่จะไปแก้ไขให้การทำงานที่ประสิทธิภาพคุ้มค่าเงินเดือน คงไม่มีใครคิดจะทำให้เกิดผล เพราะนี้คือประเทศไทย
จีนกำลังเผชิญวิกฤติ “สังคมสูงวัย” อย่างรุนแรง ส่งผลให้ระบบบำนาญมีความเสี่ยงขาดสภาพคล่องภายในปี 2035 หากไม่มีการปฏิรูปที่จริงจัง สาเหตุสำคัญมาจากนโยบายลูกคนเดียวในอดีตที่ทำให้ประชากรวัยแรงงานลดลง ขณะที่อัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง และจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าภายในปี 2035 จีนจะมีผู้สูงอายุมากกว่า 400 ล้านคน และแรงงานลดลงเกือบ 40%
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หลายพื้นที่ในจีนเกิดภาวะขาดดุลเงินบำนาญ ประชาชนบางส่วนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เริ่มไม่มั่นใจและหยุดส่งเงินเข้ากองทุนบำนาญ รัฐบาลจึงต้องปรับนโยบาย เช่น การขยายอายุเกษียณจาก 60 เป็น 63 ปีในผู้ชาย และปรับเพิ่มอายุเกษียณของผู้หญิง รวมถึงเพิ่มระยะเวลาส่งเงินสมทบจาก 15 ปีเป็น 20 ปี
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการมองว่ามาตรการเหล่านี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น และยังไม่เพียงพอ เพราะโครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง อีกทั้งยังมีความเหลื่อมล้ำของเงินบำนาญระหว่างเมืองและชนบทอย่างมาก ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากยังต้องทำงานต่อหลังเกษียณ
ปัญหานี้ไม่ใช่เฉพาะจีน แต่หลายประเทศในเอเชียและโลกก็เผชิญแนวโน้มเดียวกัน ซึ่งสะท้อนความท้าทายของระบบสวัสดิการในอนาคตที่ต้องสมดุลระหว่างความยั่งยืนทางการคลังและคุณภาพชีวิตของประชากร
สาเหตุสำคัญที่สุดของวิกฤติระบบบำนาญจีนคือข้อใด
ก. การขยายตัวของเศรษฐกิจเร็วเกินไป
ข. นโยบายส่งเสริมการย้ายถิ่นฐาน
ค. นโยบายลูกคนเดียวในอดีต
ง. การเพิ่มภาษีแรงงานต่ำเกินไป
เฉลย: ค
เหตุผล: นโยบายลูกคนเดียวทำให้โครงสร้างประชากรเสียสมดุล แรงงานลดลง ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น
แนวโน้มประชากรจีนในปี 2035 คาดว่าจะเป็นอย่างไร
ก. แรงงานเพิ่มขึ้น 20%
ข. ผู้สูงอายุลดลงครึ่งหนึ่ง
ค. ผู้สูงอายุเกิน 400 ล้านคน
ง. ประชากรทั้งหมดเพิ่มขึ้นเร็ว
เฉลย: ค
เหตุผล: ข้อมูลระบุว่าผู้สูงอายุจะมากกว่า 400 ล้านคนในปี 2035
ผลกระทบสำคัญต่อระบบบำนาญคือข้อใด
ก. เงินกองทุนเกินดุล
ข. ขาดสภาพคล่องหรือเสี่ยงถังแตก
ค. รายได้ภาษีเพิ่มขึ้น
ง. ไม่มีผู้รับบำนาญ
เฉลย: ข
เหตุผล: ระบบเสี่ยงขาดเงินภายในปี 2035 หากไม่ปฏิรูป
มาตรการหลักของรัฐบาลจีนเพื่อแก้ปัญหาคือข้อใด
ก. ลดภาษีแรงงาน
ข. ยกเลิกระบบบำนาญ
ค. เพิ่มอายุเกษียณและระยะส่งเงิน
ง. ลดจำนวนผู้เกษียณ
เฉลย: ค
เหตุผล: มีการปรับอายุเกษียณและเพิ่มระยะเวลาส่งเงินสมทบ
ปัญหาความเหลื่อมล้ำของเงินบำนาญหมายถึงข้อใด
ก. เมืองและชนบทได้รับเท่ากัน
ข. ชนบทได้มากกว่าเมือง
ค. รายได้บำนาญแตกต่างมากระหว่างพื้นที่
ง. ไม่มีระบบบำนาญในชนบท
เฉลย: ค
เหตุผล: เงินบำนาญเมืองสูงกว่าชนบทหลายเท่า
พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ในจีนเกี่ยวกับระบบบำนาญคือข้อใด
ก. เพิ่มการลงทุนกองทุน
ข. หยุดหรือไม่มั่นใจในการส่งเงิน
ค. สนับสนุนระบบมากขึ้น
ง. ไม่มีผลกระทบ
เฉลย: ข
เหตุผล: มีรายงานว่าคนรุ่นใหม่บางส่วนหยุดส่งเงินเพราะไม่มั่นใจ
ผลกระทบสำคัญของสังคมสูงวัยต่อเศรษฐกิจคือข้อใด
ก. แรงงานเพิ่มขึ้น
ข. ลดภาระรัฐ
ค. ขาดแรงงานและเพิ่มภาระสวัสดิการ
ง. ลดค่าครองชีพ
เฉลย: ค
เหตุผล: แรงงานลดลงแต่ผู้รับสวัสดิการเพิ่มขึ้น
ข้อใดสะท้อนข้อจำกัดของมาตรการเลื่อนอายุเกษียณ
ก. แก้ปัญหาได้ถาวร
ข. ไม่กระทบประชากร
ค. เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น
ง. ทำให้แรงงานเพิ่มทันที
เฉลย: ค
เหตุผล: บทวิเคราะห์ชี้ว่าเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว
แนวโน้มร่วมของหลายประเทศเกี่ยวกับระบบบำนาญคือข้อใด
ก. ไม่มีปัญหาทางการเงิน
ข. ระบบแข็งแรงขึ้นทุกประเทศ
ค. เผชิญสังคมสูงวัยเหมือนกัน
ง. ยกเลิกการเกษียณทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: หลายประเทศเช่นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เผชิญปัญหาเดียวกัน
แนวทางเชิงนโยบายที่เหมาะสมที่สุดจากบทความคือข้อใด
ก. ยกเลิกภาษีทั้งหมด
ข. เพิ่มประสิทธิภาพสวัสดิการและสมดุลโครงสร้างประชากร
ค. ลดจำนวนผู้สูงอายุ
ง. ห้ามเกษียณทุกอาชีพ
เฉลย: ข
เหตุผล: ต้องปรับระบบให้ยั่งยืนทั้งด้านการเงินและโครงสร้างประชากร