สมาชิกเข้าสู่ระบบ

Transferable skills สกิลจำเป็นที่ไม่มีสอน แต่บริษัทต้องการ

สำหรับเด็กจบใหม่ที่กำลังจะหางานในยุค 4.0 นี้ นอกจากความรู้พื้นฐานตามสายงานนั้น ๆ หรือว่า Hard Skills ที่ทุกคนต้องมีแล้ว จะต้องมี Transferable Skills เพื่อใช้เป็นแต้มต่อให้มีโอกาสได้งานเพิ่มมากขึ้น แล้ว Transferable Skills คืออะไร แล้วทำยังไงถึงจะมีทักษะเหล่านี้ได้

Transferable Skills คือ ทักษะที่การทำงานที่สามารถนำไปใช้ต่อหรือต่อยอดไปได้เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร หรือเปลี่ยนสายงานไปทำอย่างอื่น ก็ยังจะสามารถนำ Transferable Skills ไปใช้ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพและโดดเด่นขึ้นได้ มีความพิเศษตรงที่จะทำให้เราเป็นคนที่ยืดหยุ่นสูง และเป็นที่ต้องการอยู่เสมอ ซึ่งแต่ก่อนมักจะเป็นสกิลที่จำเป็นสำหรับผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจ แต่เดี๋ยวนี้ที่เทคโนโลยีทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้ง่าย ทำให้ Transferable Skills เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่ต้องการสร้างความโดดเด่นให้กับตัวเอง

 

อะไรบ้างที่ถือว่าเป็น Transferable Skills

Creativity หรือ ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ที่สามารถนำไปสู่การสร้างแก้ปัญหาที่ฉลาดมากขึ้น หรืออาจเลยไปถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาได้

Critical Thinking หรือ ทักษะการคิดเป็นเหตุเป็นผล สามารถคิดวิเคราะห์ ลำดับความสำคัญได้ดี 

Problem Solving หรือ ทักษะการแก้ปัญหา ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แล้วปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้น สามารถวางแผนจัดการกับปัญหาและควบคุมอารมณ์ตัวเองได้

Communication หรือ ทักษะการสื่อสาร ที่สามารถสื่อสารได้เข้าใจง่าย และครบถ้วน ตรงประเด็น เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับทุกคน

Presentation Skills หรือ ทักษะการนำเสนอ ทั้งการนำเสนองานและไอเดีย เพื่อให้คนอื่นสามารถเข้าถึงได้และเข้าใจได้ง่าย และน่าสนใจ

Teamwork หรือ ทักษะการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันกับคนอื่นได้ดี ที่จะนำไปสู่การเสริมจุดเด่น และลบจุดด้อยให้กับทีม เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

Digital Literacy หรือ ทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งในแง่ของอุปกรณ์ เช่น คอนพิวเตอร์ มือถือ แท็บเล็ต รวมถึงโปรแกรมและ Social Media ต่าง ๆ โดยสามารถเข้าใจการทำงาน และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำงาน

Ability to learn new things หรือ ทักษะการเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ พร้อมเปิดรับความรู้ใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ มีความใส่ใจ และหมั่นหาความรู้ Upskill และ Reskill ของตัวเองอยู่เสมอ

          การสร้างต้นทุนชีวิตด้วย Transferable Skills เป็นสิ่งที่จะช่วยเสริมสร้างคุณค่าให้แง่ของการเป็นคนทำงานที่มีคุณภาพ และยังเป็นที่ต้องการของตลาด ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ถ้าหากคุณมี Transferable Skills อยู่ในตัวแล้ว เชื่อได้ว่า คุณจะไม่เป็นคนที่ตกงานแน่นอน และถ้าพร้อมไปต่อในเส้นทางงานที่คุณใฝ่ฝัน 

ที่มา ; jobsDB Thailand

 

ข่าวคล้ายกัน

10 ทักษะการทำงานที่ควรมีก่อนเรียนจบ

ใครว่าคนเรียนเก่งจบเกียรตินิยมจะทำงานได้เก่งกว่าคนอื่น ๆ ไปเสียหมดในความเป็นจริงแล้วความรู้ทางวิชาการอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอสำหรับการประสบความสำเร็จในการทำงาน มีทักษะอีกหลายอย่างที่เราควรมี ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอให้เรียนจบก่อนแล้วค่อยฝึกฝน ทักษะการทำงานเหล่านี้นอกจากจะช่วยให้เรียนและทำงานได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มคุณภาพให้ผลงานของเราได้อีกด้วย

ต้องการการสื่อสาร

 

          ในการทำงานเราจะต้องติดต่อกับผู้คนมากมาย ทั้งเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกค้า การสื่อสารที่ผิดพลาดอาจหมายถึงความเสียหายมูลค่าสูงต่อองค์กรทั้งด้านชื่อเสียงและรายได้ ดังนั้นต้องมีความชัดเจน ตรงประเด็นและสามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกับผู้รับสารที่ต่างกันได้ หากมีความไม่มั่นใจควรมีการทบทวนหรือยืนยันความเข้าใจให้ตรงกันก่อนเสมอ

การทำงานเป็นทีม

 

          ในที่ทำงานนั้นเราไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ จะต้องมีหัวหน้า มีเพื่อนร่วมงานและบางครั้งก็มีลูกน้อง ต่อให้เป็นงานในความรับผิดชอบของเราคนเดียวก็อาจจะยังต้องพึ่งพาข้อมูลและความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ ดังนั้นจึงต้องสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ รู้จักสร้างความสัมพันธ์ทั้งกับคนในทีมและระหว่างทีมหรือแผนกอื่น ๆ ด้วย

การเจรจาต่อรอง

          การต่อรองนี้ไม่ได้เพื่อให้เราได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องสามารถโน้มน้าวผู้อื่นให้ก้าวเข้ามาสู่จุดที่ทั้งเราและเขาได้ผลประโยชน์ร่วมกันหรือที่เรียกว่า win-win ทั้งนี้เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงานร่วมกันในระยะยาว หลักการนี้สามารถใช้ได้ทั้งกับเพื่อนร่วมงานในบริษัทเดียวกันและกับลูกค้าหรือคู่ค้านอกองค์กรอีกด้วย

การนำเสนอในที่สาธารณะ

          หากต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน นี่เป็นอีกหนึ่งทักษะที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย โดยเฉพาะเมื่อมีตำแหน่งสูงขึ้นยิ่งมีโอกาสต้องนำเสนอต่อหน้าทีมหรือลูกน้องเพิ่มขึ้นอีกมากเป็นเท่าตัว สำหรับใครที่กลัวเรื่องการพูดในที่สาธารณะ สามารถเริ่มฝึกได้จากการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นหรือถามคำถามในห้องเรียนหรือห้องประชุมเพื่อเรียกความมั่นใจให้ตัวเองก่อน

การแก้ปัญหา

          ปัญหาคือสิ่งที่คู่กับงานเป็นเรื่องธรรมดา อย่ากลัวเวลาที่ต้องเจอกับปัญหา ขอให้มองเป็นเรื่องของความท้าทายและการพัฒนาตัวเอง เราควรสามารถแก้ปัญหาทั้งเชิงวิเคราะห์และเชิงสร้างสรรค์ได้ดี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป และยิ่งผ่านการคิดแก้ปัญหามามากเท่าไร เราก็จะยิ่งมีทักษะมากขึ้นเท่านั้น

ความอดทนและการสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง

          อย่างไรก็ตามจะต้องมีบางครั้งที่เราเจอกับปัญหาต่างๆที่เข้ามาพร้อมกันซึ่งอาจทำให้เกิดความท้อแท้จนแทบอยากจะเลิกล้มความตั้งใจในการทำงานไปเลย แต่คนที่จะสร้างความแตกต่างได้นั้นจะต้องมีความอดทนที่จะค่อยๆคลี่คลายสถานการณ์จนแก้ไขได้ในที่สุด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะสามารถสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองก้าวต่อไปได้แม้ในวันที่อยากถอยหนีมากที่สุด

ความเป็นผู้นำ

ภาวะความเป็นผู้นำไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกับพนักงานระดับผู้บริหารเท่านั้น แต่เป็นคุณสมบัติที่ทุกคนควรมี การสร้างแรงจูงใจหรือให้กำลังใจกับเพื่อนร่วมทีม แบ่งงานให้แต่ละคนตามความเหมาะสมแทนที่จะรับมาทำคนเดียวทั้งหมด หรือทำตัวดีเป็นแบบอย่างแก่เพื่อนร่วมงานก็นับเป็นคุณสมบัติของผู้นำทั้งสิ้น

การบริหารเวลา

          เวลาในโลกของการทำงานไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่มีภาคเรียนและการปิดเทอม ทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากปราศจากการบริหารเวลาที่ดีและต้องทำงานทุกอย่างอย่างเร่งรีบแล้ว ผลงานอาจจะเสร็จก็จริงแต่คงยากที่จะโดดเด่นกว่างานของเพื่อนพนักงานคนอื่น และที่ร้ายที่สุดก็คืองานอาจจะกลายเป็นดินพอกหางหมูไปเรื่อยๆจนเกิดปัญหาตามมาในที่สุด

ความมั่นใจ

          ในการทำงานไม่มีการสอบซ่อม ดังนั้นความมั่นใจจึงเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะความมั่นใจจะช่วยให้ผลงานออกมาดีและมันจะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติต่อเมื่อเรามีความรู้จริงในงานที่เราทำ หรืออย่างน้อยต้องมีความเชื่อมั่นว่าเราสามารถทำได้จริง อย่าให้เป็นอย่างหลายคนที่มีความสามารถสูงแต่กลับถูกความกลัวและความประหม่าทำให้ไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างเต็มที่

ความสามารถทางคอมพิวเตอร์

          ในยุคปัจจุบันความสามารถทางคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนจะต้องรู้ แต่ถ้าเราสามารถใช้งานโปรแกรมต่างๆ โดยเฉพาะ MS Office ได้ในระดับกลางถึงสูงแล้ว จะช่วยให้เราทำงานได้ง่ายขึ้นมาก ทำให้เราสามารถลงมือทำงานได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเรียนรู้ใช้งานก่อน นอกจากนี้ความรู้ทางเทคโนโลยีอื่นๆอาจช่วยได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น google drive, i-cloud แม้กระทั่งการตัดต่อ video ต่างๆก็มีส่วนช่วยอย่างมากในการนำเสนอผลงานที่ดูมีคุณภาพและเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น 

          จะเห็นได้ว่าทักษะทั้ง 10 ที่กล่าวถึงไปนั้นไม่ใช่เรื่องยากหรือเป็นเรื่องไกลตัวเลย น้องๆที่กำลังเรียนอยู่ก็สามารถฝึกฝนและเพิ่มพูนทักษะทั้งหมดได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะผ่านทางการทำกิจกรรม การทำงานพิเศษ หรือแม้กระทั่งการเรียนหนังสือที่ต้องมีการทำงานเป็นกลุ่ม 

ที่มา ; JobsDB

สรุปสาระสำคัญ

บทความกล่าวถึง “Transferable Skills” หรือทักษะที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายอาชีพและสถานการณ์การทำงาน แม้จะเปลี่ยนสายงานก็ยังสามารถใช้ทักษะเดิมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานได้ โดยในยุค 4.0 ที่เทคโนโลยีเข้าถึงง่าย ทักษะเหล่านี้มีความสำคัญต่อทุกคน ไม่ใช่เพียงผู้บริหารเท่านั้น เพราะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความโดดเด่นในตลาดแรงงาน

ทักษะสำคัญประกอบด้วย ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) การแก้ปัญหา (Problem Solving) การสื่อสาร (Communication) การนำเสนอ (Presentation Skills) การทำงานเป็นทีม (Teamwork) ความเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy) และการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง (Lifelong Learning)

นอกจากนี้ยังรวมถึงทักษะการเจรจาต่อรอง ความเป็นผู้นำ การบริหารเวลา ความมั่นใจ และทักษะคอมพิวเตอร์ ซึ่งทั้งหมดช่วยให้ผู้เรียนและผู้ทำงานสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น เพิ่มโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ และลดความเสี่ยงการตกงานในอนาคต สรุปได้ว่า Transferable Skills คือ “ต้นทุนชีวิตสำคัญ” ที่ช่วยให้บุคคลเป็นผู้ทำงานคุณภาพและเป็นที่ต้องการขององค์กรในทุกยุคสมัย

ข้อสอบ

ข้อ 1

ข้อใดอธิบายความหมายของ Transferable Skills ได้ถูกต้องที่สุด
ก. ทักษะเฉพาะวิชาชีพที่ใช้ได้ในงานเดียว
ข. ทักษะที่ใช้ได้เฉพาะงานเทคโนโลยี
ค. ทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้หลายอาชีพและสถานการณ์
ง. ทักษะที่เรียนรู้ได้เฉพาะในมหาวิทยาลัย
เฉลย: ค
เหตุผล: Transferable Skills คือทักษะที่ใช้ข้ามสายงานได้ ไม่จำกัดอาชีพ

ข้อ 2

เหตุใด Transferable Skills จึงสำคัญในยุค 4.0
ก. เพราะใช้แทนความรู้วิชาชีพทั้งหมด
ข. เพราะเทคโนโลยีทำให้ต้องปรับตัวและแข่งขันสูงขึ้น
ค. เพราะลดความจำเป็นในการเรียนรู้
ง. เพราะทำให้ไม่ต้องทำงานเป็นทีม
เฉลย: ข
เหตุผล: ยุคดิจิทัลเปลี่ยนเร็ว ต้องมีทักษะปรับตัว

ข้อ 3

ข้อใดเป็นตัวอย่างของ Critical Thinking
ก. ทำงานตามคำสั่งทันที
ข. คิดวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของข้อมูล
ค. ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้
ง. พูดเก่งในที่ประชุม
เฉลย: ข
เหตุผล: Critical Thinking คือการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล

ข้อ 4

การแก้ปัญหาที่ดีควรมีลักษณะใด
ก. แก้เฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว
ข. หลีกเลี่ยงการตัดสินใจ
ค. วิเคราะห์และวางแผนทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและอนาคต
ง. ทำตามประสบการณ์เดิมเท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: Problem Solving ต้องครอบคลุมเชิงป้องกันและแก้ไข

ข้อ 5

ทักษะใดช่วยให้การทำงานร่วมกับผู้อื่นมีประสิทธิภาพสูงสุด
ก. Digital Literacy
ข. Teamwork
ค. Creativity
ง. Memory Skill
เฉลย: ข
เหตุผล: Teamwork คือการทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียว

ข้อ 6

ข้อใดสะท้อน Digital Literacy ได้ดีที่สุด
ก. การจดบันทึกด้วยมือ
ข. การใช้เทคโนโลยีและโปรแกรมต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
ค. การอ่านหนังสือจำนวนมาก
ง. การพูดในที่สาธารณะ
เฉลย: ข
เหตุผล: Digital Literacy คือการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

ข้อ 7

เหตุใดการเรียนรู้สิ่งใหม่ (Lifelong Learning) จึงสำคัญ
ก. เพื่อสอบให้ผ่านเท่านั้น
ข. เพื่อไม่ต้องเปลี่ยนงาน
ค. เพื่อพัฒนาตนเองให้ทันการเปลี่ยนแปลง
ง. เพื่อเพิ่มภาระงาน
เฉลย: ค
เหตุผล: โลกเปลี่ยนเร็ว ต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ข้อ 8

ผู้บริหารควรให้ความสำคัญกับทักษะใดมากที่สุด
ก. การใช้โซเชียลมีเดีย
ข. การท่องจำข้อมูล
ค. การเป็นผู้นำและบริหารทีม
ง. การทำงานคนเดียว
เฉลย: ค
เหตุผล: Leadership เป็นทักษะสำคัญของผู้บริหาร

ข้อ 9

การบริหารเวลาที่ดีส่งผลอย่างไร
ก. งานเสร็จเร็วแต่ไม่มีคุณภาพ
ข. งานล่าช้าแต่สมบูรณ์
ค. งานมีคุณภาพและตรงเวลา
ง. งานทำคนเดียวเท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: Time management ทำให้งานมีประสิทธิภาพ

ข้อ 10

ข้อใดสะท้อนแนวคิด “ความมั่นใจในการทำงาน” ได้ดีที่สุด
ก. ทำงานโดยไม่เตรียมตัว
ข. เชื่อมั่นในความรู้และความสามารถของตน
ค. หลีกเลี่ยงการแสดงออก
ง. ทำงานตามคนอื่นทั้งหมด
เฉลย: ข
เหตุผล: ความมั่นใจเกิดจากความรู้และการเตรียมพร้อม

ความเห็นของผู้ชม