
การล้างมลทินฯมีผลลบให้ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยแต่ไม่ได้ลบล้างการกระทำความผิด
เป็นอุทาหรณ์ข้าราชการให้ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ถูกที่ชอบด้วยระเบียบกฎหมาย ซื่อตรงต่อหน้าที่ ไม่ทุจริตหรือคดโกง
เป็นคดีขึ้นศาลปกครอง กรณีข้าราชการที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ต่อมามีคำสั่งย้อนหลังให้ไล่ออกจากราชการในวันสุดท้ายของการรับราชการก่อนเกษียณ และหน่วยงานได้สั่งจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญไปแล้ว ต่อมาหน่วยงานต้นสังกัดเห็นว่าไม่มีสิทธิ์ได้จึงฟ้องเพื่อเรียกคืนบำเหน็จบำนาญและสิทธิประโยชน์อื่นที่ได้ไป
เมื่อหน่วยงานทางปกครองมีคำสั่งลงโทษไล่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกจากราชการ โดยให้คำสั่งดังกล่าว มีผลย้อนหลังไปจนถึงวันสิ้นปีงบประมาณที่เจ้าหน้าที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และมีผลทำให้คำสั่งของหน่วยงานที่ อนุมัติให้จ่ายบำนาญปกติ เงิน ช.ค.บ. และบำเหน็จดำรงชีพให้แก่เจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ พ.ศ. 2494 เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ซึ่งหน่วยงานต้นสังกัดมีสิทธิเรียกคืนเงิน จากเจ้าหน้าที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิอันมีลักษณะเป็นลาภมิควรได้ตามมาตรา 406 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ โดยให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ตกอยู่ในฐานะไม่สุจริตตั้งแต่ที่ได้ทราบข้อเท็จจริงแล้วว่าตนถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางวินัยก่อนออกจากราชการ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ตนตกเป็นผู้ไม่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงต้องคืนเงินที่ได้รับไปแล้วเต็มจำนวนตามมาตรา 412 แห่งประมวลกฎหมาย เดียวกัน พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย
และแม้ว่าเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะอยู่ในข่ายมีสิทธิได้รับการล้างมลทินตามมาตรา 5 แห่ง พระราชบัญญัติล้างมลทินฯ ก็ตาม แต่การล้างมลทินมีผลเพียงเป็นการลบล้างประวัติการถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์ทางวินัย โดยถือว่าไม่เคยถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์ทางวินัยเท่านั้น หามีผลลบล้างการกระทำความผิดที่จะทำให้คำสั่งไล่ออกจากราชการกลายเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ประกอบกับการล้างมลทินไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น
การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับการล้างมลทินในภายหลังจึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะเรียกร้องเงินหรือสิทธิประโยชน์ใด ๆ จากทางราชการได้
กรณีนี้หน่วยงานทางการปกครองฟ้องศาลปกครองชั้นต้น โดยพิพากษาให้ (เจ้าหน้าที่ผู้ถูกไล่ออก)คืนเงินบำนาญพร้อมดอกเบี้ยให้หน่วยงานปกครอง และศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้อง
ที่มา ; สำนักงานศาลปกครอง