สมาชิกเข้าสู่ระบบ

การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่ีกำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 17-20 จบ)

การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่ีกำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 17)


          เมื่อปีพ.ศ.2546 กระทรวงศึกษาธิการได้นำรูปแบบการจัดองค์กรการบริหารราชการ "แบบแยกส่วน" ออกเป็น 5 แท่ง ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (ปัจจุบันแยกออกไปตั้งเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) โดยที่แต่ละ "แท่ง" มีผู้บริหารสูงสุดอยู่ในระดับเดียวกัน ทำให้เกิดการบริหารราชการแบบแยกส่วนงานกันทำไปตามภารกิจหน้าที่ของตนเอง รูปแบบการบริหารราชการระดับกระทรวงดังกล่าวถูกนำมาใช้แทนรูปแบบการบริหารราชการแบบ "กระทรวงและกรม" (ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารราชการที่ใช้อยู่ในทุกกระทรวง) เดิมกระทรวงศึกษาธิการประกอบด้วย "กรม" 14 กรม แต่ละกรมมี "อธิบดี" อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ "ปลัดกระทรวง" ในการบริหารราชการระดับกระทรวง แต่ละกระทรวงจะมี "ปลัดกระทรวง" เป็นผู้บริหารสูงสุด มีบทบาทหน้าที่ในการกำกับดูแลและบูรณาการทำงานในภาพรวมทั้งหมดของกระทรวง การจัดองค์กรการบริหารราชการในรูปแบบ "กระทรวงและกรม" นี้่ ในทางทฤษฎีถือเป็นรูปแบบการจัดองค์กรแบบ "Hollywood Model" กล่าวคือ เป็นการจัดองค์กรที่ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันหรือ "การทำงานเป็นทีม" มีการบูรณาการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำ ก่อนที่ีจะมีการส่งต่อไปถึงปลายน้ำ


          ในขณะที่การจัดองค์กรในรูปแบบการแยกส่วนการบริหารงานออกเป็น 5 แท่ง โดยที่แต่ละแท่งมีผู้บริหารองค์กรอยู่ในระนาบเดียวกัน และต่างก็มี "ความเป็นอิสระ" ไม่ขึ้นการบังคับบัญชาต่อกัน เป็นการจัดองค์กรที่ทำให้เกิดการแบ่งงานกันทำ "แบบแยกส่วนกันทำ" ตั้งแต่ต้นทาง ตามความชำนาญงานหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขา การจัดองค์กรการบริหารราชการแบบนี้ เปรียบได้กับสายพานการผลิตรถยนต์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งในทางทฤษฎีเรียกว่า "Detroit Model" ซึ่งทฤษฎีนี้ไม่สามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการภาครัฐได้ เพราะการบริหารราชการนั้นเป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่องไม่มีวันสิ้นสุด (Unless Job) และต้องมีการส่งต่องานกันเป็นทอดๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสำคัญ คือ "ประโยชน์สุขของประชาชนและความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ" ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2564 ดังนั้น "การจัดองค์กรภาครัฐ" จึงต้องเป็นการจัดองค์กรในลักษณะที่จะเอื้อให้เกิดการ "บูรณาการทำงานร่วมกันเป็นทีม"


          การบริหารจัดการองค์กรของภาคธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ในปัจจุบัน ในแต่ละหน่วยธุรกิจ (Business Unit) หรือแต่ละบริษัท จะมีการจัดโครงสร้างการบริหารจัดการองค์กรในรูปแบบ ที่ีจะทำให้เกิดการทำงานเป็นทีม ที่ีเรียกว่า "ทีมผู้บริหาร" โดยมี CEO หรือ Chief Executive Officer เป็นประธานหรือหัวหน้าฝ่ายบริหารสูงสุดขององค์กร ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย การตัดสินใจ และใช้อำนาจบริหารจัดการบริษัทอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งการมีอำนาจตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในบริษัทของ CEO คือ คุณลักษณะที่จำเป็นในการบริหารจัดการองค์กรในยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นยุคที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกด้าน ชนิดที่เกือบจะเรียกได้ว่า ไม่อาจมีใครคาดเดาหรือคาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างและเมื่อใด หรือจะมีความรุนแรง หรือมีผลกระทบต่อองค์กรหรือประชาชนมากน้อยเพียงใด และยังไม่อาจคาดการณ์ได้เลยว่าจะอยู่ไปอีกนานแค่ไหน เช่น การเกิดขึ้นของ "โรคไวรัสโควิด-19" ในขณะนี้ เป็นต้น สถานการณ์เช่นนี้จำเป็นที่ผู้บริหารสูงสุดในองค์กร จะต้องมีอำนาจการตัดสินใจที่ "เบ็ดเสร็จเด็ดขาด" และสามารถกระทำการได้อย่างทันท่วงที


          อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการองค์กรที่ีให้อำนาจการตัดสินใจแบบ "เบ็ดเสร็จเด็ดขาด" อยู่ที่ผู้บริหารสูงสุดหรือ CEO ในภาคธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่นั้น ไม่ได้แปลว่า เป็นการบริหารจัดการแบบ "เผด็จการ" โดยประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร หรือ CEO แต่อย่างใด เพราะ CEO จะมีทีมงานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือเฉพาะสาขามาคอยช่วยเหลือในการทำงาน ในลักษณะของการทำงานเป็นทีม โดยมี COO หรือ Chief Operating Officer ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินงานทั่วไปในองค์กร ตั้งแต่ระดับย่อยไปจนถึงระดับบริหาร หน้าที่หลักคือการแก้ไขปัญหาและลดแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นภายในองค์กร COO จึงเปรียบเสมือนเป็นมือขวาของ CEO นอกจากนี้ CEO ยังมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นผู้ช่วยเหลืองานด้านต่างๆอีกหลายคน ได้แก่ CFO หรือ Chief Financial Officer ทำหน้าที่ด้านการบริหารการเงิน มี CIO หรือ Chief Information Officer ทำหน้าที่ด้านการสื่อสารภายในองค์กร มี CMO หรือ Chief Marketing Officer ทำหน้าที่ด้านการตลาดภายในองค์กร และมี CTO หรือ Chief Technology Officer ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบด้านเทคโนโลยีการผลิตและพัฒนาสินค้า "ทีมผู้บริหาร" ของบริษัทหรือองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ดังกล่าว จะใช้วิธีการประชุมหารือร่วมกับ CEO ทุกครั้ง ก่อนการตัดสินใจกำหนดนโยบายและแผนดำเนินงานของบริษัท การบริหารจัดการองค์กรรูปแบบ "ทีมผู้บริหาร" ดังกล่าว ถูกนำมาใช้ในการบริหารจัดการองค์กรภาคธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่อย่างกว้างขวางทั่วโลก


          การจัดองค์กรการบริหารราชการแบบ "กระทรวงและกรม" ที่ีใช้อยู่ในทุกกระทรวง (ยกเว้นกระทรวงศึกษาธิการ) เป็นการจัดองค์กรบริหารที่เทียบเคียงได้กับรูปแบบการบริหารงานของบริษัทหรือหน่วยธุรกิจเอกชน (Business Unit)ในปัจจุบัน กล่าวคือ เป็นการจัดองค์กรที่ีถือเสมือนว่า "กระทรวง" เป็นหน่วยธุรกิจหน่วยหนึ่ง โดย "ปลัดกระทรวง" เปรียบเสมือน CEO หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุดของกระทรวง โดยมี "อธิบดี" ทุกกรมเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทำหน้าที่เป็น "ทีมผู้บริหาร" คอยให้คำปรึกษาแนะนำและช่วยเหลือปลัดกระทรวง ในการบริหารราชการภายในกระทรวงให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล


         กระทรวงศึกษาธิการได้ใช้รูปแบบการบริหารราชการแบบแยกส่วนเป็น "แท่ง" มานานกว่า 18 ปีแล้ว ผลปรากฏว่า "ตัวชี้วัดด้านคุณภาพการศึกษาโดยรวมยังไม่เป็นที่น่าพอใจ และการบริการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ" ทั้งที่มีจำนวนครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นจำนวนมาก และยังใช้งบประมาณในการบริหารจัดการปีหนึ่งเป็นเงินจำนวนมาก จึงมีคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบองค์กร "การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการ" เพื่อให้เป็นรูปแบบการบริหารจัดการที่เป็นสากล รวมทั้งการทำให้องค์กรการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการมีขนาดเล็กลงและมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น หรือจะรอให้ "การศึกษา" เป็นตัวถ่วงของการ "พัฒนา" ประเทศ ทำให้ประเทศไทยล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านไปเรื่อยๆเช่นนี้

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
        17 กรกฎาคม 2564

 

การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่กำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 18)

          เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2560 คณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง "คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา" ขึ้น เพื่อให้ทำการศึกษาและเสนอแนะแนวทางการปฎิรูปการศึกษาตามแผนการปฏิรูปประเทศ ต่อมาคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้นำเสนอผลการศึกษาพร้อมกับร่างกฎหมาย "พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่...) พ.ศ.... ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา แต่ในระหว่างที่กฎหมายฉบับนี้อยู่ในขั้นการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้มีผู้แทนครู ผู้บริหารการศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาจำนวนหนึ่ง ออกมาร้องคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยผู้ร้องคัดค้านอ้างว่า ถ้าไม่มีการแก้ไขร่างกฎหมายฉบับนี้ก่อนตราออกมาเป็นกฎหมาย จะเกิดผลกระทบต่อระบบการศึกษาของไทยอย่างรุนแรง เนื่องจากจะทำให้เกิดการ "ลดทอนคุณภาพครู คุณภาพสถานศึกษา และคุณภาพของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา" ลงไป สำหรับประเด็นที่ีมีการเรียกร้อง คือ

          1.ขอให้มีการทบทวนแก้ไขร่างกฎหมายในส่วนที่ีบัญญัติให้ครูต้องมี "ใบรับรองความเป็นครู" ใหม่ โดยขอให้กลับไปใช้คำว่า "ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู" ตามเดิม
          2.ขอให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำว่า "ครูใหญ่" ในร่างกฎหมายฉบับใหม่ ให้กลับไปใช้คำว่า "ผู้อำนวยการสถานศึกษา" เหมือนเดิม
          3.ขอให้มีการกำหนดให้ "ผู้บริหารการศึกษาระดับเขต" และ "ผู้บริหารสถานศึกษา" ต้องมี "ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ" เหมือนเดิม


          ในความเห็นของผม การกำหนดให้ครูมี "ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู" นั้น มีเหตุผลที่น่ารับฟังได้ในระดับหนึ่ง แต่การเรียกร้องให้ "ผู้บริหารการศึกษาระดับเขต" และ "ผู้บริหารสถานศึกษา" ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วยนั้น น่าจะไม่มีเหตุผลรองรับที่สมเหตุสมผลเท่าใดนัก อยากให้ช่วยกันคิดว่า ทำไมจึงไม่มีกฎหมายกำหนดให้ "ผู้บริหารการแพทย์และสาธารณสุข" (นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดและสาธารณสุขอำเภอ) และ "ผู้บริหารโรงพยาบาล" ของรัฐทั้งระดับจังหวัดและอำเภอทั่วประเทศ ต้องมี "ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ" ทั้งที่ีบุคลากรเหล่านั้นมีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพอนามัย และการช่วยชีวิตของผู้ป่วยทุกคนที่ีไปเข้ารับการรักษาพยาบาล ซึ่งหมายถึงการอยู่รอดปลอดภัย และความเป็นความตายของผู้ป่วยเหล่านั้นด้วย ถามต่อไปว่า ผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษามีความรับผิดชอบมากกว่าหรือสำคัญกว่าบุคลากรเหล่านั้นหรือ? นอกจากนี้ ทำไมจึงไม่มีกฎหมายกำหนดให้ "ตำรวจ อัยการ ศาล(ผู้พิพากษา)" ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ทั้งๆที่ผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าวอาจทำให้ "ประชาชน" หลายคนซึ่งต้องตกเป็น "ผู้ต้องหา" กลายเป็นคนที่ต้องสิ้นอิสระภาพ หรือติดคุกติดตะราง หรืออาจถูกตัดสินประหารชีวิตก็ได้ โดยที่ "ผู้ต้องหา" เหล่านั้นอาจจะไม่ใช่ผู้กระทำผิดที่แท้จริงก็เป็นได้ ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วด้วย


          อย่างไรก็ตามร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่...) พ.ศ....นับว่าเป็นร่างกฎหมายที่ีน่าเชื่อได้ว่า จะทำให้การบริหารจัดการศึกษาของไทยในอนาคต "มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ" มากกว่าในปัจจุบัน เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ มีบทบัญญัติหลายมาตราที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการศึกษาที่ีแตกต่างจากเดิมมากพอสมควร ได้แก่
          1.มาตรา 14 ได้บัญญัติไว้ว่า การจัดการศึกษาของสถานศึกษาของรัฐต้องอยู่บนพื้นฐานดังต่อไปนี้
          (1) มี "ความเป็นอิสระ" ในการบริหารสถานศึกษาและการกำหนดวิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้
          (2) วิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้ ต้องกำหนดให้เหมาะสมกับสภาพของผู้เรียนในสถานศึกษานั้น วิถีชีวิตของสังคมและพัฒนาการของเทคโนโลยีและของโลก
          นอกจากนี้ความในมาตรา 25 ยังได้บัญญัติเพิ่มเติมอีกว่า "ความเป็นอิสระ" ของสถานศึกษาตามมาตรา 14(1) ประกอบด้วย
          (1) ความเป็นอิสระในการบริหารสถานศึกษา
          (2) ความเป็นอิสระในการจัดกระบวนการเรียนรู้
          (3) ความเป็นอิสระในการบริหารการเงินและการใช้จ่ายเงิน
          (4) ความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล
          นอกจากมาตรา 14 และมาตรา 25 แล้ว ความในมาตรา 26 ยังได้บัญญัติไว้ด้วยว่า "การจัดสรรงบประมาณให้แก่สถานศึกษาของรัฐ ต้องจัดสรรให้เป็นเงินอุดหนุนทั่วไป ที่ีไม่กำหนดวัตถุประสงค์" (แทนการจัดสรรให้เป็นรายการตามแผนงานเดิม) นั่นแปลว่า "สถานศึกษา" มีอิสระที่จะนำ "เงินอุดหนุนทั่วไป" ที่ีได้รับการจัดสรร(เป็นเงินก้อน)ไปกำหนดรายการค่าใช้จ่ายได้เองตามบริบทของสถานศึกษาในแต่ละพื้นที่ นี่คือ ความเป็นอิสระในบริหารและการใช้จ่ายเงินงบประมาณของสถานศึกษาอย่างแท้จริง


          2.นอกจากจะให้สถานศึกษามีความเป็นอิสระในด้านการบริหารจัดการรวม 4 ด้านแล้ว ในมาตรา 27 ยังได้บัญญัติให้สถานศึกษาของรัฐมีรายได้ ดังต่อไปนี้
          (1) เงินอุดหนุนทั่วไป (ตามมาตรา 26)
          (2) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้สถานศึกษา (นี่แปลว่า ต่อไปสถานศึกษาสามารถรับเงินบริจาคได้โดยชอบด้วยกฎหมาย)
          (3) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับการส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือ อุดหนุน (ซึ่งหมายถึง ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บริษัท/ห้างร้าน และองค์กรสาธารณกุศลอื่นๆ เป็นต้น)
          (4) เงินที่ได้รับจากการจัดกิจกรรมหรือการให้บริการของสถานศึกษา (เช่น การนำนักเรียน/นักศึกษาออกไปรับจ้างทำของนอกสถานศึกษา เป็นต้น)
          (5) เงินหรือผลประโยชน์อื่นที่สถานศึกษาได้รับ (เช่น การให้เอกชนเข้ามาเปิดร้านขายอาหาร ร้านกาแฟ หรือร้านสะดวกซื้อในสถานศึกษา เป็นต้น)
          (6) ดอกผลของรายได้
          เงินรายได้ของสถานศึกษาทั้ง 6 ประเภทดังกล่าว กฎหมายกำหนดให้สถานศึกษาสามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ในการจัดการศึกษาได้ "โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน" นี่คือ ความเป็น "อิสระด้านการเงิน" ของสถานศึกษาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถือเป็น "ความท้าทาย" ของผู้บริหารสถานศึกษาในอนาคต ที่ีจะต้องมีความรู้ ความสามารถในการ "บริหารการเงิน" ขององค์กร เพื่อให้เกิด "ประโยชน์สูงสุด มีความโปร่งใส ปราศจากการทุจริต ประพฤติมิชอบ มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่า" จึงเห็นได้ชัดว่า "ผู้บริหารสถานศึกษา" ในวันข้างหน้าจะต้องเป็นผู้ที่รอบรู้ในหลายๆด้าน ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องการบริหารการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป


          ความเป็นอิสระของสถานศึกษาคือ "หัวใจของการบริหารจัดการศึกษา" ของสถานศึกษาทุกแห่งและทุกสังกัด เพราะจะทำให้ "ผู้บริหารสถานศึกษา" สามารถใช้ความรู้ ความสามารถในการบริหารสถานศึกษา ให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และสอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละพื้นที่ตั้งสถานศึกษานั้นๆ โดยที่ผู้บริหารสถานศึกษาไม่ต้องมัวแต่คอยจะรับฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาในส่วนกลาง ดังนั้นถ้าร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาและมีผลใช้บังคับเมื่อใด ก็จะเป็นบทพิสูจน์ความรู้ ความสามารถ และวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา ว่าจะบริหารจัดการศึกษาอย่างไร จึงจะทำให้คุณภาพการศึกษาของเด็กไทยดีขึ้น และการบริหารจัดการศึกษามีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่าและตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ผู้บริหารสถานศึกษาคงจะต้องปรับตัวครั้งใหญ่

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
           18 กรกฎาคม 2564

 

การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่ีกำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 19)

          ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่...) พ.ศ... นอกจากจะมีบทบัญญัติให้การรับรอง "ความเป็นอิสระ" ในการบริหารจัดการศึกษาและการจัดกระบวนการเรียนรู้ของสถานศึกษาแล้ว ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนในจังหวัดได้เข้ามา "มีส่วนร่วม" ในการจัดการศึกษาของสถานศึกษาใน 2 ระดับ คือ
          1.ระดับจังหวัด มาตรา 18 ของกฎหมายฉบับใหม่บัญญัติว่า "ประชาชนสามารถรวมตัวกันเป็นคณะบุคคล ซึ่งอาจเป็นสมัชชา สภา กลุ่ม หรือหมู่คณะ เพื่อให้การส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือ เสนอแนะ อุดหนุน หรือให้ความร่วมมือในการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในจังหวัดนั้นๆได้"
          2.ระดับสถานศึกษา มาตรา 23 ของกฎหมายฉบับใหม่บัญญัติว่า "สถานศึกษาของรัฐต้องจัดให้มีคณะกรรมการสถานศึกษา เพื่อทำหน้าที่กำกับ เสนอแนะหรือช่วยเหลือสถานศึกษาในการจัดการศึกษาให้บรรลุเป้าหมาย"
          นี่คือ "การมีส่วนร่วม" ของประชาชนในท้องถิ่นจังหวัดต่างๆที่ีจะเกิดขึ้นตามกฎหมาย (เดิมก็มี "สภาการศึกษาในบางจังหวัด และมีคณะกรรมการสถานศึกษาอยู่เกือบทุกสถานศึกษาแล้ว แต่เป็น "คณะบุคคล" ที่ียังไม่มีกฎหมายรับรอง) ในระยะต่อไปผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาคงจะต้องถูกท้าทาย จากความต้องการในการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น ถ้าประชาชนเห็นว่าการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของคนในท้องถิ่นนั้นๆ


          ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดทำ "หลักสูตรการศึกษา" ร่างกฎหมายฉบับใหม่ในมาตรา 55 ได้บัญญัติให้มีการจัดตั้ง "สถาบันหลักสูตรและการเรียนรู้" เป็นหน่วยงานของรัฐในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ "มีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ" โดยให้หน่วยงานดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่สำคัญ เช่น
          (1) พัฒนาและจัดทำต้นแบบหลักสูตร
          (2) จัดทำต้นแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย
          (3) ติดตามการใช้หลักสูตรและการจัดกระบวนการเรียนรู้
          (4) จัดให้มีแนวทางหรือวิธีการฝึกอบรมและพัฒนาครูใหญ่ ผู้ช่วยครูใหญ่ และครู
          นอกจากนี้ความในมาตรา 56 ยังได้บัญญัติเพิ่มเติมว่า "การจัดทำต้นแบบหลักสูตร ต้องจัดให้มีหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ หรือเหมาะสมกับผู้เรียนในภูมิภาค หรือที่มีวัฒนธรรม ความจำเป็น หรือความต้องการที่แตกต่างกัน" และที่สำคัญความในมาตรา 59 ยังมีบทบัญญัติเพิ่มเติมอีกว่า "หลักสูตรสถานศึกษาในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดกระบวนการเรียนรู้นั้น ต้องมีความยืดหยุ่น ที่ีผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความถนัด" นี่คือ ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


          หน่วยงานใหม่ที่ีจะเกิดขึ้นตามร่างกฎหมายฉบับใหม่  หน่วยงานแรก คือ "สถาบันหลักสูตรและการเรียนรู้" ซึ่งจะเป็นหน่วยงานอิสระที่มีหน้าที่หลัก คือ การทำงานทางด้านวิชาการ (คล้ายกับกรมวิชาการเดิมที่ีถูกยุบไป) ทั้งเรื่องการพัฒนาหลักสูตรต้นแบบ การจัดทำต้นแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย การติดตามการใช้หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ และการจัดทำแนวทางหรือวิธีการฝึกอบรมและพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครู เป็นต้น งานดังกล่าวจะถูกถ่ายโอนจากหน่วยงานเดิม(แต่ละแท่ง) ไปสู่หน่วยงานใหม่ที่มี "ความเป็นอิสระ" ในการบริหารจัดการมากหน่วยงานหนึ่ง เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้เป็นหน่วยงานที่มี "ฐานะเป็นนิติบุคคลและไม่เป็นส่วนราชการ" ผมจึงเชื่อว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่อง "การบริหารจัดการหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้" ที่ีทันสมัยและมีความคล่องตัวมากขึ้นในอนาคต หลักสูตรในอนาคตจะเป็นหลักสูตรที่ีผู้เรียนสามารถ "เลือกเรียน" ได้ตามความถนัดและความต้องการของผู้เรียน (นั่นคือ ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง) ไม่ใช่หลักสูตรที่ีผู้เรียนถูก "บังคับให้เรียน" เพียงหลักสูตรเดียว ที่ีกระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ใช้ในทุกสถานศึกษาและทุกพื้นที่ทั่วประเทศเช่นที่ีเป็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ "กระบวนการเรียนรู้" ในสถานศึกษาก็น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร น่าจะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย และสอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในแต่ละจังหวัดของประเทศไทยมากขึ้น


          นอกจากจะมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เกี่ยวกับ "หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้" ในการจัดการศึกษาตามกฎหมายใหม่แล้ว ในส่วนที่เกี่ยวกับ "สื่อการเรียนการสอนและตำราเรียน" ร่างกฎหมายฉบับใหม่ความในมาตรา 81 ยังได้บัญญัติให้รัฐจัดให้มี "การส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิตและพัฒนา สื่อการเรียนรู้ แบบเรียน ตำรา หนังสือทางวิชาการ ในรูปแบบสื่อเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาผู้เรียน ครู และส่งเสริมการศึกษาและเอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต" อีกด้วย นี่แสดงว่า ต่อไปนี้สื่อการเรียนรู้ แบบเรียน ตำรา และหนังสือทางวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการจะต้องพัฒนาเพื่อเปลี่ยนแปลงไปเป็นสื่อเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนในอนาคต สอดคล้องกับบริบททางสังคมและเทคโนโลยีที่ีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในโลกปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยไม่ว่าจะเป็นคนที่ยังอยู่ในระบบการศึกษา หรือคนที่ออกนอกระบบการศึกษาไปแล้วก็ตาม สามารถที่จะเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ทุกประเภทได้ตลอดเวลา และสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และประหยัด ไม่ว่าคนๆนั้นจะมีฐานะอย่างไร หรือว่าจะอยู่ในส่วนไหนของประเทศหรือของโลกก็ตาม นี่คือ โลกแห่งอนาคตที่ "แบบเรียนหรือตำราเรียน" ที่ีมีการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มหนังสือจะลดความสำคัญลง


          ในอนาคต "ผู้บริหารสถานศึกษา" ก็ดี "ครู" ก็ดีจะต้องปรับตัวเองครั้งใหญ่ ทุกคนจะต้องแสวงหาความรู้ที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทันโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และรู้จักการร่วมมือกันทำงาน "เป็นทีม" เพื่อร่วมกันคิดว่า จะนำต้นแบบหลักสูตรและต้นแบบการเรียนรู้ที่สถาบันหลักสูตรและการเรียนรู้จัดทำขึ้น ไปพัฒนาให้เหมาะสมกับสถานศึกษาของตนเอง เหมาะสมกับผู้เรียน หรือเหมาะสมกับบริบทในพื้นที่ได้อย่างไร และทำอย่างไรจึงจะทำให้การจัดการศึกษาในสถานศึกษาของตนมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพที่น่าเชื่อถือของสังคม

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
           19 กรกฎาคม 2564

การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่กำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 20-จบ)

          มาตรา 82 ของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่...) พ.ศ...ได้บัญญัติให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า "คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ" มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นรองประธานคนที่หนึ่ง (ถือว่าเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ ที่น่าจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายการศึกษาชาติในอนาคต เนื่องจากเดิมมี "คณะกรรมการสภาการศึกษา" ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน แต่คณะกรรมการใหม่จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน) คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจและหน้าที่ีตามมาตรา 87 ดังนี้
          1.เสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี
          2.พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแผนการศึกษาชาติ
          3.เสนอแนะเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา
          4.ติดตามดูแลการจัดการศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมายและแผนการศึกษาชาติ
          ในการปฏิบัติงานของ "คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ" กฎหมายมาตรา 90 ได้กำหนดให้มี "สำนักงานนโยบายการศึกษาแห่งชาติ" (เดิมคือ สภาการศึกษา) เป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มีฐานะเป็น "นิติบุคคล" มีหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ
          "คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ" เป็นองค์คณะบุคคลที่จะมาทำหน้าที่สำคัญ คือ การกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาของชาติในภาพรวมของประเทศ รวมทั้งการจัดทำแผนการศึกษาชาติ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเพราะจะทำให้สามารถกำหนดทิศทางในการพัฒนาเด็กและเยาวชนของประเทศ ให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในอนาคตได้ในทุกๆด้าน ซึ่งงานดังกล่าวเป็นงานที่จะต้องวางแผนบูรณาการทำงาน ตั้งแต่ต้นน้ำลงไปจนถึงปลายน้ำ


          เมื่อร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ... มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการศึกษา ทั้งเรื่อง "การกระจายอำนาจ" การบริหารจัดการศึกษาในด้านต่างๆไปให้กับสถานศึกษา เรื่องการเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดสรรงบประมาณ เรื่องการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ เรื่องการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน รวมทั้งเรื่องการจัดตั้ง "องค์กรที่เป็นคณะบุคคล" (คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ) ให้มาทำหน้าที่เสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาและจัดทำแผนการศึกษาชาติ และมีการจัดตั้งหน่วยงานอิสระ (สถาบันหลักสูตรและการเรียนรู้) ให้มาทำงานด้านวิชาการด้วย การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นดังกล่าว เชื่อว่าจะทำให้ "การบริหารราชการ" ของกระทรวงศึกษาธิการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำให้บทบาท อำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานราชการเดิมถูกลดทอนลงไปมากพอสมควร จนกระทั่งทำให้ต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กรการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ... จึงได้บัญญัติไว้ในมาตรา 66 ว่า "การจัดระเบียบบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการ ต้องไม่มีลักษณะที่ีทำให้การจัดการศึกษาถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ โดยไม่ต่อเนื่องหรือบูรณาการกัน"


          นอกจากนี้ความในมาตรา 99 ยังบัญญัติเพิ่มเติมไว้อีกว่า "ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดระเบียบบริหารราชการให้สอดคล้องกับหลักการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ โดยจะต้องดำเนินการให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการและหน่วยงานภายใน ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค เป็นไปอย่างมีเอกภาพและสามารถบูรณาการระหว่างส่วนราชการและหน่วยงานภายในกระทรวงและหน่วยงานอื่น เพื่อให้การจัดการศึกษาบรรลุเป้าหมายตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ให้การบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ"


          การปรับรื้อโครงสร้างองค์กรในระบบราชการทุกครั้ง ต้องมีคนภายในมีส่วน "ได้และเสีย" อย่างแน่นอน จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการที่ีจะเป็นผู้จัดทำ "ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่..) พ.ศ... (ที่จะนำเสนอต่อรัฐบาลและรัฐสภาในระยะต่อไป) จะได้พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อคนส่วนมากในองค์กรปัจจุบัน 


          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้พระราชทานพระบรมราโชวาทไว้ในวันข้าราชการพลเรือนปีนี้ว่า การปฏิบัติราชการนั้นข้าราชการต้องคำนึงถึง "ประโยชน์สุขของประชาชนและความเจริญมั่นคงของประเทศชาติ" เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ประมวลจริยธรรมของข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2552 ยังบัญญัติไว้ว่า "ข้าราชการต้องแยกเรื่องส่วนตัวออกจากตำแหน่งหน้าที่ และยึดผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน" ผมจึงหวังว่า บุคคลากรทางการศึกษาทุกคนจะได้ร่วมกันผลักดัน "ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ...(ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทในการปฏิรูปการบริหารและการจัดการศึกษาของชาติ ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 และสอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการศึกษาในอนาคต) ให้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาโดยเร็ว เพื่อที่จะทำให้เกิดการ "ปฏิรูปการศึกษาไทย" ครั้งใหม่ที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านประชากร ด้านเศรษฐกิจ ด้านเทคโนโลยี และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อทำให้ประเทศไทยก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงในอนาคต

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
           20 กรกฎาคม 2564

 

ที่มา ; LINE สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์

สรุปสาระสำคัญ 

บทความนำเสนอการวิเคราะห์การบริหารจัดการศึกษาของไทยภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยชี้ให้เห็นปัญหาการจัดโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการแบบ “5 แท่ง” ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งเป็นการแยกส่วนการบริหาร ทำให้แต่ละหน่วยมีความเป็นอิสระสูงและขาดการบูรณาการ ส่งผลให้การทำงานไม่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ต่างจากรูปแบบ “กระทรวงและกรม” แบบเดิมที่มีปลัดกระทรวงเป็นศูนย์กลางและเน้นการทำงานเป็นทีม (Hollywood Model)

บทความเปรียบเทียบกับแนวคิดการผลิตแบบอุตสาหกรรม (Detroit Model) ซึ่งเหมาะกับงานที่แยกส่วน แต่ไม่เหมาะกับงานภาครัฐที่ต้องต่อเนื่องและบูรณาการ พร้อมเสนอแนวคิดการบริหารแบบเอกชนที่ใช้ CEO และทีมผู้บริหาร (COO, CFO, CIO, CMO, CTO) ที่มีการตัดสินใจรวดเร็วและเป็นระบบ

นอกจากนี้ยังวิเคราะห์ร่างกฎหมายการศึกษาใหม่ที่มุ่งกระจายอำนาจให้สถานศึกษามีความเป็นอิสระ 4 ด้าน ได้แก่ บริหาร วิชาการ การเงิน และบุคลากร พร้อมเพิ่มรายได้หลากหลายรูปแบบ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการตั้งหน่วยงานใหม่ด้านหลักสูตรและนโยบายการศึกษา

บทสรุปชี้ว่าการปฏิรูปต้องเน้น “เอกภาพเชิงบูรณาการ + ความเป็นอิสระของสถานศึกษา” เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ทันโลกยุคเปลี่ยนแปลงเร็ว

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

รูปแบบการบริหาร “5 แท่ง” ของกระทรวงศึกษาธิการมีลักษณะสำคัญอย่างไร
ก. การรวมศูนย์อำนาจที่ปลัดกระทรวง
ข. การแยกส่วนงานตามความเชี่ยวชาญเฉพาะ
ค. การบริหารแบบเครือข่ายโรงเรียน
ง. การใช้ระบบตลาดแข่งขันเสรี

เฉลย: ข
เหตุผล: “5 แท่ง” คือการแยกหน่วยงานตามภารกิจ ทำให้แต่ละส่วนมีความเป็นอิสระสูง

 

ข้อ 2

รูปแบบ “Hollywood Model” เน้นหลักการใด
ก. การแข่งขันระหว่างหน่วยงาน
ข. การแยกงานอย่างเป็นอิสระ
ค. การบูรณาการทำงานเป็นทีมตั้งแต่ต้นน้ำ
ง. การใช้สายการผลิตแบบอุตสาหกรรม

เฉลย: ค
เหตุผล: Hollywood Model คือการทำงานร่วมกันแบบทีมและบูรณาการ

 

ข้อ 3

“Detroit Model” ในบทความหมายถึงอะไร
ก. การบริหารแบบรวมศูนย์
ข. การทำงานแบบสายพานแยกส่วน
ค. การบริหารแบบมีส่วนร่วม
ง. การบริหารแบบเครือข่ายชุมชน

เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นการแบ่งงานเป็นขั้นตอนเหมือนสายพานการผลิต

 

ข้อ 4

เหตุใด CEO ในองค์กรเอกชนจึงต้องมีอำนาจตัดสินใจรวดเร็ว
ก. เพื่อเพิ่มการตรวจสอบ
ข. เพื่อให้สอดคล้องกฎราชการ
ค. เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วของโลก
ง. เพื่อกระจายอำนาจให้มากที่สุด

เฉลย: ค
เหตุผล: โลกยุคใหม่เปลี่ยนแปลงเร็ว เช่น COVID-19 ต้องตัดสินใจทันที

 

ข้อ 5

COO ในองค์กรมีบทบาทสำคัญอย่างไร
ก. ดูแลการเงิน
ข. ดูแลการตลาด
ค. ดูแลการดำเนินงานและแก้ปัญหาภายใน
ง. กำหนดนโยบายองค์กร

เฉลย: ค
เหตุผล: COO คือผู้บริหารการปฏิบัติการและลดแรงเสียดทานองค์กร

 

ข้อ 6

แนวคิดสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาในบทความคืออะไร
ก. การรวมศูนย์อำนาจทั้งหมด
ข. การลดบทบาทผู้บริหารสถานศึกษา
ค. ความเป็นอิสระของสถานศึกษา
ง. การยุบหน่วยงานทางการศึกษา

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นให้สถานศึกษาบริหารเองได้ 4 ด้านหลัก

 

ข้อ 7

มาตรา 26 ของร่างกฎหมายการศึกษาใหม่เกี่ยวกับอะไร
ก. การแต่งตั้งครู
ข. การจัดสรรงบประมาณแบบเงินอุดหนุนทั่วไป
ค. การสอบครูผู้บริหาร
ง. การกำหนดหลักสูตรกลาง

เฉลย: ข
เหตุผล: ให้สถานศึกษาได้รับงบแบบก้อนและบริหารเองได้

 

ข้อ 8

รายได้ของสถานศึกษาตามมาตรา 27 ข้อใดถูกต้อง
ก. เงินงบประมาณรัฐเท่านั้น
ข. เงินบริจาคและรายได้จากกิจกรรม
ค. เงินจากการสอบเท่านั้น
ง. เงินกู้จากต่างประเทศ

เฉลย: ข
เหตุผล: ครอบคลุมเงินอุดหนุน บริจาค รายได้กิจกรรม และผลประโยชน์อื่น

 

ข้อ 9

“สถาบันหลักสูตรและการเรียนรู้” มีหน้าที่หลักข้อใด
ก. บริหารงบประมาณโรงเรียน
ข. พัฒนาหลักสูตรและต้นแบบการเรียนรู้
ค. คัดเลือกครูผู้บริหาร
ง. จัดสอบระดับชาติ

เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นพัฒนาหลักสูตรและรูปแบบการเรียนรู้ใหม่

 

ข้อ 10

เป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาตามบทความคืออะไร
ก. ลดจำนวนครู
ข. เพิ่มการควบคุมจากส่วนกลาง
ค. ยกระดับคุณภาพและบูรณาการระบบการศึกษา
ง. ลดงบประมาณการศึกษา

เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งให้ระบบมีคุณภาพ มีเอกภาพ และตอบโจทย์ประเทศ

ความเห็นของผู้ชม