สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ตัวชี้วัดดัชนีครูไทย ปี 2567 คะแนนดีขึ้น

16 มกราคม 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 3,089 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 16-26 ธันวาคม 2567 ตัวชี้วัด 20 ประเด็นบ่งบอกถึง “ความเชื่อมั่นต่อครูไทย” ทั้งในด้านส่วนตัว การพัฒนาตนเองและการพัฒนาวิชาชีพในรอบปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 สรุปเรียงลำดับจากความเชื่อมั่นสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้

1. ประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่น “ดัชนีครูไทย” ปี 2567  เต็ม 10 ได้ 7.94 คะแนน (ปี 63 7.35 คะแนน , ปี 64 7.75 คะแนน , ปี 65 7.52 คะแนน , ปี 66 7.90 คะแนน) 

2. ประชาชนให้คะแนน 20 ตัวชี้วัด “ดัชนีครูไทย” โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้

อันดับ 1 บุคลิกภาพดี แต่งกายเหมาะสมกับอาชีพ 8.22 คะแนน

อันดับ 2 มีความเมตตา มีจิตใจโอบอ้อมอารี 8.18 คะแนน

อันดับ 3 มีเป้าหมาย ประเมินและปรับปรุงพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง 8.14 คะแนน

อันดับ 4 ทันสมัย ทันเหตุการณ์ รู้ข้อมูลใหม่ ๆ 8.11 คะแนน

อันดับ 5 รักในวิชาชีพครู มีอุดมการณ์ความเป็นครู 8.10 คะแนน

อันดับ 6 ขยันขันแข็ง อดทน เสียสละ ซื่อสัตย์ สุจริต 8.09 คะแนน

อันดับ 7 มนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับผู้อื่นได้ 8.08 คะแนน

อันดับ 8 ใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสม 8.06 คะแนน

อันดับ 9 ดูแลตนเองทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจ 8.04 คะแนน

อันดับ 10 ความรู้ความสามารถในการสอนและการถ่ายทอดความรู้ 8.01 คะแนน

อันดับ 11 ช่วยเหลือนักเรียน เพื่อนร่วมงาน ชุมชน สังคม และประเทศชาติ 8.00 คะแนน

อันดับ 12 มีความเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าเปลี่ยนแปลง 7.94 คะแนน

อันดับ 13 สามารถทำงานเป็นทีมได้ 7.87 คะแนน

อันดับ 14 ปรับตัวได้เร็ว แก้ปัญหาได้ดี มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 7.82 คะแนน

อันดับ 15 อบรม พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง 7.80 คะแนน

อันดับ 16 การประพฤติปฏิบัติตนถูกต้องตามหลักคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพครู 7.75 คะแนน

อันดับ 16 มีความน่าเชื่อถือ เป็นแบบอย่างที่ดี 7.75 คะแนน

อันดับ 18 มีทัศนคติที่ดี เข้าใจและคำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียน 7.68 คะแนน

อันดับ 19 ควบคุมอารมณ์ได้ดี แสดงออกอย่างเหมาะสม 7.60 คะแนน

อันดับ 20 ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่เป็นหนี้เป็นสิน 7.54 คะแนน

 

3. “จุดเด่น-จุดด้อย” ของ “ครูไทย” วันนี้ คือ

#“จุดเด่น”

1. ขยัน อดทน ทุ่มเท เสียสละ 60.70%

2. เข้าใจผู้เรียน เข้าใจการเปลี่ยนแปลง 52.13%

3. ใช้เทคโนโลยีในการสอน 51.31%

#“จุดด้อย”

1. ขาดงบประมาณสนับสุนน 55.33%

2. ภาระงานมาก ไม่มีเวลา 53.42%

3. มีปัญหาหนี้สิน 50.15%

 

4. ประชาชนคิดว่า “เรียนดี มีความสุข” มีความสำคัญต่อคุณครูและนักเรียนอย่างไร

1. นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย 63.32%

2. ช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น 58.60%

3. ทำให้บรรยากาศการเรียนเต็มไปด้วยความสุข สนุกสนาน 56.65%

 

5. ตลอดปี 2567 สิ่งที่ประชาชนภูมิใจในตัวครู คือเรื่องใด

1. เข้าใจผู้เรียน รับฟังความเห็น ให้คำปรึกษา 51.57%

2. พัฒนาการสอนให้ทันสมัย นำเทคโนโลยีมาใช้ 48.53%

3. ทุ่มเทในการสอนและถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียน 45.40%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากคะแนนดัชนีความเชื่อมั่นต่อครูไทย 5 ปี พบว่า คะแนน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้คะแนนในปี 2565 ลดลง เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ครูต้องปรับตัวสู่การสอนออนไลน์ ซึ่งมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่การฟื้นตัวในปี 2566 และ 2567 ก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามของครูในการพัฒนาตนเอง โดยในปี 2567 คะแนนอยู่ที่ 7.94 คะแนน สูงที่สุดในรอบ 5 ปี สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับและความเชื่อมั่นในบทบาทของครูจากประชาชน แม้จะเผชิญกับข้อจำกัด เช่น ขาดงบประมาณ และภาระงานที่หนักเกินไป แต่ครูไทยก็ยังมีศักยภาพและปรับตัวได้ดี ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรเร่งส่งเสริมการพัฒนาครูในทุกมิติ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน

ด้าน ผศ.ดร.วีณัฐ สกุลหอม คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจดัชนีครูไทย  ปี 2567 แสดงให้เห็นว่า แม้คะแนนความเชื่อมั่นจะเพิ่มขึ้นเป็น 7.94 คะแนน แต่ยังมีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ที่ได้คะแนนระดับกลางค่อนต่ำ ที่น่าห่วงคือปัญหาหนี้สินของครูที่สะท้อนผ่านคะแนนต่ำสุดต่อเนื่อง 5 ปี (7.54 คะแนน) รวมถึงการควบคุมอารมณ์ (7.60 คะแนน) และทัศนคติต่อความแตกต่างของผู้เรียน (7.68 คะแนน) สถาบันผลิตครูควรต้องปรับกระบวนการผลิตและพัฒนาครูให้มีความเข้มแข็งทั้งด้านวิชาการ ทักษะชีวิต และการจัดการทางการเงิน พร้อมกับผลักดันให้มีการปรับระบบการศึกษาที่ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นและสนับสนุนทรัพยากรให้เพียงพอ เพื่อให้ครูสามารถขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” และสร้างผู้เรียนที่ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ที่มา ; แนวหน้า

เกี่ยวข้องกัน

ปัญหาของครูทั่วโลกมิใช่มีแค่เรื่องเงิน 

16 ม.ค. 68 วันครูแห่งชาติก็เวียนกลับมาอีกครั้ง แน่นอนว่าทุกโรงเรียนจะต้องมีกิจกรรมไหว้ครูเพื่อให้นักเรียนแสดงความเคารพต่อบุคลากรผู้เป็น “เรือจ้าง” ขณะเดียวกัน นี่ก็ควรจะเป็นโอกาสพูดคุยถึงปัญหาต่าง ๆ ที่ถาโถมชีวิตครูในไทยและทั่วโลกเช่นกัน 

จากรายงานขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว คาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2573) ทั่วโลกจะต้องการบุคลากรครูเพิ่ม 44 ล้านคน และแค่ภูมิภาคแอฟริกาใต้สะฮารา (Sub-Saharan Africa) เพียงภูมิภาคเดียว จะต้องการครูกว่า 15 ล้านคนหรือคิดเป็น 1 ใน 3 จากตัวเลขประเมินทั้งหมด ส่วนในประเทศไทยนั้น ปัจจุบันโรงเรียนกว่า 20,368 แห่งทั่วประเทศขาดครูรวมกัน 56,820 คน แม้ค่าเฉลี่ยประเทศของครูต่อจำนวนนักเรียนจะอยู่ที่ 5.2 ต่อ 100 คน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของยูเนสโกก็ตาม

ถึงครูจะยังคงเป็นอาชีพหนึ่งใน 10 อาชีพในฝันของกลุ่มเด็กอายุ 15 ปีทั่วโลก แต่เมื่อปี ค.ศ. 2018 โครงการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ระบุว่า มีเยาวชนที่อยากจะเป็นครูไม่ถึงร้อยละ 2 ในหลายประเทศรวมถึงเดนมาร์กและสวิตเซอร์แลนด์ สิ่งนี้สอดคล้องกับสถานการณ์จำนวนครูที่ลดลง (teacher attrition) ที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา อย่างเช่นในอังกฤษ ครูใหม่ที่ผ่านการประเมินจำนวน 2 ใน 3 จะยังคงเป็นครูอยู่หลังจากปีที่ 6 ของการทำงาน และมีครูเพียงร้อยละ 40 ที่ปฏิบัติงานเกินกว่า 25 ปี

สำหรับหลายคนโดยเฉพาะเด็กจบใหม่นั้น อัตราค่าจ้างเริ่มต้นของครูเมื่อเทียบกับอาชีพอื่น ๆ เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาว่าจะเป็นครูหรือไม่ อีกทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจสังคมที่ยากลำบากขึ้นก็ส่งผลต่อการตัดสินใจด้วย

ทว่าในความเป็นจริง เงินไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียวที่กระทบต่อจำนวนครูทั่วโลก เงินเดือน” อาจไม่สัมพันธ์กับ “ความพอใจ” ในการเป็นครูเสมอไป

ช่องว่างระหว่างรายได้ครูในแต่ละประเทศนั้นยังคงห่างกันมาก ในบางประเทศ ครูอาจได้รับเงินเดือนมากกว่าคนที่ประกอบอาชีพอื่น ๆ ด้วยวุฒิเท่ากัน 1.5-2 เท่าอย่างเช่นในสิงคโปร์ ลักเซมเบิร์ก โคลัมเบีย และแอฟริกาใต้ ขณะที่ในประเทศอย่างฮังการีหรือสหรัฐฯ ครูได้รับเงินเดือนน้อยกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับคนในอาชีพอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน 

ส่วนในไทยนั้น มีความพยายามในการปรับอัตราเงินเดือนครูให้เทียบเท่ากับวิชาชีพอื่น ๆ ระหว่างปี พ.ศ. 2547-2556 และเมื่อปีที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน มีมติเห็นชอบปรับเพิ่มเงินอุดหนุนฯ เงินเดือนครู จาก 15,000 บาท เป็น 18,150 บาท อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ห่างไกลบางแห่ง ยังคงมีครูอัตราจ้างที่ได้รับเงินเดือนต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่

ทั้งนี้ยูเนสโกชี้ว่า เงินเดือนครูที่สูงในประเทศหนึ่งนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะเพียงพอต่อการดำรงชีวิตในประเทศนั้น หากนำเงินมาปรับเป็นดอลลาร์สหรัฐตามทฤษฎีความเสมอภาคของอำนาจซื้อ (PPP: purchasing power parity) หากใช้เกณฑ์นี้วัด เงินเดือนของครูในประเทศแทบแอฟริกันใต้สะฮาราที่ดูเหมือนจะสูงนั้น จะน้อยกว่าเงินเดือนของคนจากอาชีพอื่น ๆ ที่มีวุฒิและคุณสมบัติเทียบเคียงกัน ยิ่งไปกว่านั้น แม้ครูในบางประเทศจะได้รับเงินเดือนสูงและมีอำนาจซื้อมาก แต่พวกเขาอาจไม่พึงพอใจกับอาชีพของตนเอง 

 

ตัวอย่างเช่นในซาอุดีอาระเบีย ปี ค.ศ. 2021 (พ.ศ. 2564) เงินเดือนครูจะมีอำนาจซื้ออยู่ที่ 7,514 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 90,168 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยอำนาจซื้อต่อหัวต่อปี (ประมาณ 55,768 ดอลลาร์) ทว่าครูในซาอุดีอาระเบียกลับมีความพอใจต่ออาชีพอยู่ในอันดับที่ 37 จาก 38 ประเทศและเขตเศรษฐกิจที่ศึกษาโดยการสำรวจนานาชาติด้านการสอนและการเรียนรู้ หรือทาลิส (TALIS: Teaching and Learning International Survey) เมื่อ 7 ปีก่อน อีกทั้งจีน อังกฤษ และโปรตุเกสนั้นยังติดอยู่ใน 10 อันดับรั้งท้ายของการศึกษาจากทาลิสชิ้นนี้

ภาระงานหนัก โควิด และความไม่เท่าเทียมล้วนผลักครูออกจากงานสอน

นอกจากรายได้และความพึงพอใจต่อวิชาชีพแล้ว ภาระงานหนัก โควิด-19 และความไม่เท่าเทียมในหลายมิติก็ผลักครูออกจากงานสอนมากขึ้นและอาจทำให้พวกเขาอยากเปลี่ยนอาชีพในที่สุด  

  • แม้การดูแลแนะแนวนักเรียนและการพูดคุยกับผู้ปกครองนั้นจะยังอยู่ในขอบข่ายงานของครู แต่ในหลายกรณีงานเหล่านี้ก็เสี่ยงที่จะสร้างความเครียดต่อครูได้ ในญี่ปุ่นนั้น ความรับผิดชอบต่อความสำเร็จของนักเรียนและการรับฟังความกังวลของผู้ปกครองก็กดดันครูมากขึ้นกว่าเดิม ครูในเกาหลีใต้ก็ประสบสถานการณ์ที่คล้ายกันจนต้องออกมาประท้วงและเรียกร้องให้มีการคุ้มครองทางกฎหมายหากพ่อแม่ของนักเรียนกลั่นแกล้งหรือฟ้องร้อง อีกทั้งครูราว 1 ใน 3 จาก 9,000 คนในสหรัฐฯ ยังเคยเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางคำพูดหรือการข่มขู่ ทั้งจากนักเรียนและผู้ปกครอง
  • งานธุรการและการประเมินต่าง ๆ ก็เป็นภาระงานที่สร้างความเครียดแก่ครูด้วยเช่นกัน จากการสำรวจโรงเรียน 8 แห่งในสวีเดน การประเมินและการตรวจสอบส่งผลกระทบถึงความพึงพอใจต่อการทำงานของครู ทั้งยังปิดโอกาสที่ครูจะได้สำรวจทดลองสิ่งใหม่ ๆ ส่วนในไทยเอง ระหว่างการแถลงนโยบายเมื่อ 2 ปีก่อน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้กล่าวถึงแนวทางปรับลดภาระของครูโดยเฉพาะการปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะ อย่างไรก็ตาม ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ จากศูนย์วิจัยนโยบายสาธารณะ 101 PUB ให้ความเห็นว่า แนวทางดังกล่าวนั้นไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและการบริหารแบบรวมศูนย์ อันเป็นต้นตอของภาระงานต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน
  • สถานการณ์โควิด-19 เมื่อ 5 ปีก่อนได้เปลี่ยนวงการการศึกษาไปทั่วโลก ครูจำนวนไม่น้อยนั้นขาดทักษะทางเทคโนโลยี หรือต้องเสียเวลาส่วนตัวเพิ่มขึ้นในการเตรียมเนื้อหาให้เข้ากับรูปแบบการสอนที่เปลี่ยนไป จากการสำรวจครู 900 คนในประเทศลาตินอเมริกา 9 ประเทศ พบว่าพวกเขาต่างประสบปัญหาการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และต้องใช้เวลามากขึ้นในการถามตอบข้อสงสัยของนักเรียนและผู้ปกครอง อีกทั้งบทความวิชาการของสหรัฐฯ เมื่อ 2 ปีก่อนเผยว่า ครูประสบกับผลกระทบด้านลบทางสุขภาพจิตจากสถานการณ์โรคระบาดมากกว่าเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และพนักงานประจำสำนักงาน
  • ความไม่เท่าเทียมในมิติต่าง ๆ ก็กีดกันครูและโอกาสทางการศึกษาของเด็กด้วยเช่นกัน อย่างเช่นในไทย เนื่องจากไทยไม่ได้ลงนามเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 ทำให้ผู้ลี้ภัยที่เข้ามาในราชอาณาจักรไม่ได้รับการรับรองสถานะทางกฎหมาย อีกทั้งกระทรวงศึกษาธิการไม่มีอำนาจโดยตรงในการจัดการศึกษาแก่ผู้หนีภัยภายในพื้นที่พักพิง เว้นแต่จะขออนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยเสียก่อน และแม้โลกจะมีครูผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ แต่ความรุนแรงทางเพศและการเลือกปฏิบัติต่อครูผู้หญิงนั้นยังคงเกิดขึ้นโดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง เช่น มาเลเซีย อินเดีย เคนยา และอาร์เจนตินา นอกจากนี้ การขาดผู้หญิงในบทบาทครูก็ทำให้เด็กผู้หญิงอยากเข้าสู่ระบบการศึกษาน้อยลง

 

แค่เพิ่มเงินเดือนจูงใจ ไม่เพียงพอต่อการสร้างครู

แน่นอนว่าการเพิ่มเงินเดือนให้เหมาะสมกับค่าครองชีพและอายุงาน ยังคงสำคัญในการดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาประกอบอาชีพครู ในคาซัคสถาน มีการปรับเพิ่มเงินเดือนครูขึ้นร้อยละ 25 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020-2023 (พ.ศ. 2563-2566) จนขึ้นเป็น 2 เท่า ทำให้ครูรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนและเล็งเห็นความสำคัญมากขึ้นจากรัฐ 

การให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมก็อาจเป็นแนวทางจูงใจให้ครูออกไปสอนในพื้นที่ห่างไกล ในชิลี รัฐให้โบนัสครูที่มีศักยภาพสูงถึงร้อยละ 16 จากเงินเดือนประจำหากออกไปทำงานในโรงเรียนที่ล้าหลัง แม้จะรักษาจำนวนครูไว้ในระบบได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 แต่วิธีการดังกล่าวไม่ได้ดึงดูดให้ครูกลุ่มนี้ออกไปสอนในโรงเรียนเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งสองกรณีจากคาซัคสถานและชิลีสะท้อนให้เห็นว่า การเพิ่มเงินเดือนไม่ใช่วิธีการสามารถทำได้ทันทีและเห็นผลทันตาเพื่อแก้ปัญหาครูขาดแคลน

ดังนั้น จึงต้องมีวิธีการและมาตรการอื่นที่ช่วยพัฒนาการศึกษาทั้งระบบและเพิ่มศักยภาพของครูไปพร้อมกัน กล่าวคือ

  • ประการแรกคือการสร้างวัฒนธรรมและบรรยากาศในโรงเรียนให้เป็นมิตรและปลอดภัย การศึกษากลุ่มตัวอย่างในระดับชั้นมัธยมต้นของสวีเดนพบว่า สภาพการทำงานมีส่วนสำคัญต่อความพึงพอใจในอาชีพครู รวมถึงการร่วมมือกันของครูและระเบียบวินัยของนักเรียนด้วย อีกทั้งผู้บริหารโรงเรียนก็สามารถช่วยส่งเสริมความเป็นมืออาชีพของครูได้ผ่านการกระจายอำนาจการตัดสินใจ ในฟินแลนด์ การสร้างเสริมภาวะความเป็นผู้นำนั้นก่อให้เกิดความร่วมมือและทำให้สถานะอาชีพครูมั่นคงขึ้น
  • ประการที่สอง ควรนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์มาใช้วางแผนการศึกษาและการจัดตารางทำงานของครูอย่างมีประสิทธิภาพอย่างเช่นในฝรั่งเศสและเกาหลีใต้ ถัดมา การจับคู่ต่างรุ่นก็อาจช่วยลดปัญหาครูลาออกได้ จากกรณีตัวอย่างจากเกาหลีใต้ เมื่อครูใหม่และครูที่มีประสบการณ์มาจับคู่ทำงานร่วมกัน เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดทั้งสองฝ่าย ช่วยให้ครูใหม่ซึมซับการเรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพ และเติมไฟให้ครูเก่าด้วย
  • อีกแนวทางหนึ่งคือ การจัดโครงการพัฒนาทางอาชีพ (PD: professional development) ให้แก่ครู งานวิเคราะห์ชิ้นหนึ่งในปี ค.ศ. 2018 (พ.ศ. 2561) ใน 14 ประเทศ เช่น กัมพูชา จอร์แดน อินเดีย ไนเจอร์ และรัสเซีย ระบุว่า โครงการพัฒนาอาชีพต่าง ๆ จะต้องเสนอแนวทางไปสู่โอกาสต่าง ๆ ทางอาชีพ ต้องมีเนื้อหาและสื่อประกอบชัดเจน ต้องอบรมเจาะเฉพาะวิชาใดวิชาหนึ่ง ต้องจัดการอบรมแบบตัวต่อตัว นอกจากนี้ยังต้องฝึกฝนและติดตามพัฒนาการระหว่างครูด้วยกันเอง และขนาดของโครงการไม่ควรใหญ่เกินไป หากดำเนินงานได้ครบตามลักษณะดังกล่าว ก็จะส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนได้ในท้ายที่สุดอีกด้วย

ทั้งนี้ ไม่มีคำตอบหรือวิธีการตายตัวในการแก้ปัญหาจำนวนครูขาดแคลน ที่สุดแล้ว เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่ดีและมีประสิทธิภาพ สิ่งที่สำคัญยิ่งคือความจริงใจและความตรงไปตรงมาระหว่างทุกภาคส่วน ทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง ไปจนถึงผู้ออกแบบนโยบายและผู้มีอำนาจ และไม่ควรมองว่าครูเป็นเพียง “เรือจ้าง” แต่เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญต่อการพัฒนาคนให้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพและคิดเชิงวิเคราะห์เป็น 

ที่มา ; ThaiPBS 15 ม.ค. 68

สรุปสาระสำคัญ 

ผลสำรวจ “สวนดุสิตโพล” ปี 2567 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อครูไทยอยู่ที่ 7.94 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในรอบ 5 ปี แสดงถึงการยอมรับบทบาทครูที่ดีขึ้น แม้ยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด ได้แก่ บุคลิกภาพดี มีเมตตา มีการพัฒนาตนเองต่อเนื่อง ทันสมัย รักวิชาชีพ และมีความรับผิดชอบสูง ขณะที่คะแนนต่ำอยู่ในด้านการควบคุมอารมณ์ ทัศนคติต่อความแตกต่างของผู้เรียน และปัญหาหนี้สินครู

จุดเด่นของครูไทยคือความขยัน อดทน ทุ่มเท และใช้เทคโนโลยีได้ดี แต่จุดด้อยสำคัญคือภาระงานมาก ขาดงบประมาณ และปัญหาทางการเงิน ทั้งนี้ประชาชนเห็นว่า “เรียนดี มีความสุข” ช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและบรรยากาศการเรียนรู้

ในระดับโลก ปัญหาครูขาดแคลนไม่ได้เกิดจากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงภาระงาน ความเครียด ระบบบริหาร และความไม่เท่าเทียม จึงจำเป็นต้องแก้เชิงระบบ เช่น ลดภาระงาน ใช้เทคโนโลยี ส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพ และสร้างสภาพแวดล้อมโรงเรียนที่ดี เพื่อยกระดับคุณภาพครูและผู้เรียนอย่างยั่งยืน โดยมองครูเป็น “ทรัพยากรมนุษย์สำคัญ” ไม่ใช่เพียงผู้ถ่ายทอดความรู้เท่านั้น

 

ข้อสอบปรนัย 

ข้อ 1

ผลคะแนนความเชื่อมั่นต่อครูไทยปี 2567 อยู่ในระดับใด
ก. 7.35
ข. 7.75
ค. 7.94
ง. 8.22
เฉลย: ค
เหตุผล: ข้อมูลระบุคะแนนปี 2567 เท่ากับ 7.94 สูงสุดในรอบ 5 ปี

 

ข้อ 2

ข้อใดเป็น “จุดเด่น” ของครูไทยตามผลสำรวจ
ก. มีหนี้สินสูง
ข. ภาระงานมาก
ค. ขาดงบประมาณ
ง. ขยัน อดทน เสียสละ
เฉลย: ง
เหตุผล: จุดเด่นคือคุณลักษณะเชิงพฤติกรรมเชิงบวก เช่น ขยัน อดทน เสียสละ

 

ข้อ 3

ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุดอันดับ 1 คือข้อใด
ก. ความรู้การสอน
ข. บุคลิกภาพและการแต่งกาย
ค. การใช้เทคโนโลยี
ง. การควบคุมอารมณ์
เฉลย: ข
เหตุผล: อันดับ 1 คือบุคลิกภาพดี แต่งกายเหมาะสม (8.22 คะแนน)

 

ข้อ 4

ข้อใดเป็น “ปัญหาหลักของครู” ที่พบในบทความ
ก. ขาดความรู้วิชา
ข. ขาดแรงจูงใจเพียงอย่างเดียว
ค. ภาระงานมากและงบประมาณไม่เพียงพอ
ง. ไม่มีผู้เรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: จุดอ่อนสำคัญคือภาระงานและงบประมาณ

 

ข้อ 5

แนวคิด “เรียนดี มีความสุข” มีความสำคัญอย่างไร
ก. ลดจำนวนครู
ข. เพิ่มการแข่งขัน
ค. ยกระดับคุณภาพการศึกษา
ง. ลดเวลาเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งพัฒนาคุณภาพการศึกษาและประสิทธิภาพการเรียนรู้

 

ข้อ 6

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ครูลาออกทั่วโลกคือข้อใดมากที่สุด
ก. ไม่มีนักเรียน
ข. เงินเดือนต่ำเท่านั้น
ค. ภาระงานและความเครียดหลายมิติ
ง. ไม่มีเทคโนโลยี
เฉลย: ค
เหตุผล: ไม่ใช่เงินอย่างเดียว แต่รวมภาระงาน ความเครียด และระบบ

 

ข้อ 7

แนวทางแก้ปัญหาครูขาดแคลนที่เหมาะสมคือข้อใด
ก. เพิ่มสอบครู
ข. เพิ่มงานครู
ค. ลดภาระงานและใช้เทคโนโลยี
ง. ลดจำนวนนักเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: แนวทางเชิงระบบคือการลดภาระและใช้เทคโนโลยีช่วย

 

ข้อ 8

ข้อใดสะท้อน “ทักษะศตวรรษที่ 21” ของครู
ก. ความจำดี
ข. สอนตามตำรา
ค. ใช้เทคโนโลยีและปรับตัว
ง. ทำงานเอกสาร
เฉลย: ค
เหตุผล: ทักษะศตวรรษที่ 21 เน้นเทคโนโลยีและการปรับตัว

 

ข้อ 9

สิ่งที่ประชาชน “ภูมิใจในครูไทย” มากที่สุดคือข้อใด
ก. ผลสอบนักเรียน
ข. เข้าใจและให้คำปรึกษาผู้เรียน
ค. การลงโทษนักเรียน
ง. การแข่งขันวิชาการ
เฉลย: ข
เหตุผล: อันดับสูงสุดคือการเข้าใจผู้เรียนและให้คำปรึกษา

 

ข้อ 10

ข้อใดเป็นแนวทางพัฒนาครูที่ยั่งยืนที่สุด
ก. เพิ่มเงินเดือนอย่างเดียว
ข. ลดครูให้เหลือน้อยลง
ค. พัฒนาเชิงระบบ เช่น PD และสภาพแวดล้อมโรงเรียน
ง. เพิ่มเอกสารประเมิน
เฉลย: ค
เหตุผล: การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องครอบคลุมระบบ ไม่ใช่เงินอย่างเดียว