สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M311_ความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของ รมว.ศธ.

15 กันยายน 2565, พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย อาคารราชวัลลภ  นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงข่าวความก้าวหน้าการขับเคลื่อน 5 นโยบายเร่งด่วนของ รมว.ศธ. “ตรีนุช เทียนทอง” โดยมีผู้บริหารองค์กรหลัก ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ศธ. เข้าร่วม ถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ ETV และเฟซบุ๊ก “ศธ.360 องศา”

  • สถานศึกษาปลอดภัย (MOE Safety Center)

        นายชนะ สุ่มมาตย์ ผู้อํานวยการศูนย์ความปลอดภัย ศธ. กล่าวว่า รมว.ศธ. ให้ความสําคัญกับความปลอดภัยของนักเรียนเป็นอันดับแรก เน้นย้ำ อยู่บ้านปลอดภัยอย่างไร อยู่โรงเรียนปลอดภัยอย่างนั้น” โดยได้จัดตั้งศูนย์ความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ “MOE SAFETY CENTER” โดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เป็นแอปพลิเคชันในการแจ้งเหตุความไม่ ปลอดภัย เพื่อใช้กับทุกส่วนราชการที่มีสถานศึกษาในสังกัด สามารถติดตามแก้ไขได้ถึงต้นตอของ ปัญหา สามารถติดตามความคืบหน้า มีความเป็นธรรมและโปร่งใสแก่ทุกฝ่าย

มีการรายงานการแก้ไข ปัญหาแบบ Real time และที่สำคัญสามารถเก็บเป็นฐานข้อมูล (Big Data) ที่จะนํามาวางแผนและกำหนดนโยบายการพัฒนาสถานศึกษาบนความปลอดภัยในแต่ละพื้นที่ มีการพัฒนาบุคลากรทาง การศึกษาในทุกสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการ ให้มีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานระบบ เพื่อรับแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยที่มีผลต่อนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงให้ความสําคัญกับการอบรมครูผู้สอนให้มีความรู้และทักษะที่จะนําไปสื่อสารกับเด็กในวัยเรียนด้วยการจัดทำโครงการพัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อสร้างความปลอดภัยแบบคู่ขนานกัน จัดกิจกรรม SAFE สถานศึกษาปลอดภัย เพื่อสร้างการรับรู้ถึงช่องทางการรับแจ้งเหตุภัยอันตราย รวมถึงแนวทางและมาตรการป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปรามไม่ให้ภัยร้ายต่าง ๆ เกิดขึ้น กระจายการจัดกิจกรรมไปทั่วประเทศ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นกับนักเรียนและเยาวชน ใน 4 ด้าน ได้แก่ 1. ภัยที่เกิดจากการใช้ความรุนแรงของมนุษย์ 2. ภัยที่เกิดจากอุบัติเหตุ 3. ภัยที่เกิดจากการถูกละเมิดสิทธิ์ และ 4. ภัยที่เกิด จากผลกระทบต่อสุขภาวะทางกายและจิตใจ ซึ่งความเสี่ยงความไม่ปลอดภัยเหล่านี้สามารถเกิดขึ้น ได้โดยไม่คาดคิด

ศธ.มีความมุ่งมั่นในการจัดให้มีรูปแบบ วิธีการ กระบวนการในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้เกิดความปลอดภัยในทุกด้านทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ทั้งนี้หากผู้ปกครองหรือนักเรียนพบเจอความไม่ปลอดภัยสามารถแจ้งได้ที่ระบบ MOE Safety Center ผ่าน 4 ช่องทางทั้ง Application MOE Safety Center, http://www.MOESafetyCenter.com, LINE @MOESafetyCenter และ Call Center โทร. 02 126 6565 

  • การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา

        นายทวีสิทธิ์ ใจห้าว รองศึกษาธิการภาค 8 กล่าวว่า ปัจจุบันครู 9 แสนคน ทั่วประเทศ หรือประมาณ 80% มีหนี้รวมกัน 1.4 ล้านล้านบาท เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู จำนวน 8.9 แสนล้านบาท รองลงมาคือธนาคารออมสิน 3.49 แสนล้านบาท รวมทั้งธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคาร สงเคราะห์และสถาบันการเงินอื่น ๆ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯมีเป้าหมายต้องการยุบยอดหนี้ของครูให้ลดลง ลดภาระหนี้โดยรวมให้น้อยลง รวมถึงบริหารจัดการทางการเงินให้ครูมีรายได้ต่อเดือน เหลือไม่น้อยกว่า 30% ของเงินเดือน

        กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาฯ ใน 7 ประเด็น ได้แก่

        -ลดดอกเบี้ยเงินกู้ โดยการเจรจาขอความร่วมมือจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ มีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ จำนวน 70 แห่ง ปรับลดอัตรา ดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยร้อยละ 0.3 โดยมีผู้ได้รับประโยชน์ จำนวนกว่า 4 แสนราย รวมภาระหนี้สินที่ลดลงกว่า 2.2 พันล้านบาท

       -ควบคุมยอดหนี้ไม่ให้เกินความสามารถในการชําระหนี้ โดยไม่ให้เกินศักยภาพที่จะ ชําระคืนได้ด้วยเงินเดือน

       -ชะลอการดำเนินการทางกฎหมายได้ดำเนินการชะลอการดำเนินการทางกฎหมาย กับลูกหนี้ที่ผิดชําระ ซึ่งในระหว่างการชะลอการฟ้องนี้ ศธ.ได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลครูและเจรจาหาแนวทางการช่วยเหลือที่เหมาะสม ล่าสุดได้ร่วมกับธนาคารออมสิน สถาบันการเงินและสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ จัดงาน “มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู สร้างโอกาสใหม่ ให้ครูไทย” นำร่องที่จังหวัดกำแพงเพชร ในวันที่ 4 ตุลาคมนี้

     -จัดตั้งสถานีแก้หนี้ครูทั่วประเทศ ระดับจังหวัด 77 แห่งระดับเขตพื้นที่การศึกษา 245 แห่ง และระดับส่วนกลาง 236 แห่ง รวม 558 สถานีแก้หนี้ฯ ทำหน้าที่เป็นคนกลางช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย ประนอมหนี้และ ปรับโครงสร้างหนี้ อีกทั้งกระทรวงศึกษาธิการได้เปิดให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงทะเบียนผ่าน http://td.moe.go.th โดยมีจำนวนผู้ลงทะเบียนกว่า 4 หมื่นราย มูลค่าหนี้กว่า 5.8 หมื่นล้านบาท

     -ปรับโครงสร้างหนี้ โดยการรวมหนี้มาไว้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯ หรือสถาบันการเงิน ที่ให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่า เพื่อให้ครูมียอดชําระต่อเดือนน้อยลง และเหลือ เงินเดือนหลังหักชําระไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30

     -กําหนดให้สามารถหักเงินสวัสดิการช.พ.คในกลุ่มแรก(ร้อยละ70ของเงินเดือน) เพื่อให้สามารถใช้เงิน ช.พ.ค เป็นหลักประกันเงินกู้ได้ ปัจจุบันมีครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 365,579 ราย ที่ใช้ ช.พ.ค เป็นหลักประกันเงินกู้ส่งผลให้ผลให้ครูไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อทำประกัน ลดค่าใช้จ่ายลงกว่า 2.3 พันล้านบาท

      -ติดอาวุธให้ความรู้และทักษะด้านการเงินแก่ครูโดยร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและ ประสานงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สถาบันการเงิน และหน่วยงานภาครัฐด้านการเงินที่เกี่ยวข้อง ให้ความรู้วางแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครู เพื่อให้ครูสามารถวางแผน มีวินัยในการบริหาร การเงิน และการใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาและคุณภาพสังคม โดยผลการดําเนินงาน มีผู้ลงทะเบียนกว่า 9 หมื่นราย ซึ่งผ่านการอบรมแล้วกว่า 2 หมื่นราย

      ทั้งนี้ รมว.ศธ.ได้ร่วมมือกับกองทุน กบข. จัด ”โครงการสินเชื่อ กบข. เพื่อการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ” เพื่อช่วยเหลือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา แก้ไขปัญหาหนี้สิน ผู้ถูกฟ้องร้อง ผู้มีหนี้สินวิกฤติ หรือมียอดเงินเดือนเหลือไม่ถึงร้อยละ 30 และเป็นสมาชิก กบข. สามารถกู้เงิน กบข. ในส่วนของเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ตอบแทนมาลดยอดหนี้ได้ ชำระเฉพาะดอกเบี้ยร้อยละ 0.50-1.00 บาท ต่อปี

  • อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ

        นายวิทวัต ปัญจมะวัต รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน สอศ. กล่าวว่า โครงการอาชีวะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตกําลังคนของประเทศ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” เป็นการตอบสนองนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการ ผลิตและพัฒนากําลังคนของประเทศ การติดตามและให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่ออกกลางคัน

        รวมทั้งการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของนักเรียนในกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ นักเรียนที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยมุ่งหมายให้นักเรียนกลุ่มเป้าหมายได้รับการศึกษาแบบไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น โดยมอบทุนเรียนฟรีต่อเนื่อง 3 ปี มีหอพัก อาหาร 3 มื้อ รวมทั้งอุปกรณ์ การเรียน ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง รวมทั้ง ส่งเสริม การมีรายได้ระหว่างเรียนด้วย ปัจจุบันมีสถานศึกษาอาชีวศึกษาภายใต้โครงการ 88 แห่ง มีนักเรียนในโครงการ จำนวน 4,074 คน ทั่วประเทศ

  • โรงเรียนคุณภาพ

         โฆษก ศธ. กล่าวว่า ศธ.เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการศึกษา ดูแลโรงเรียนกว่า 3.4 หมื่นแห่ง โดย รมว.ศธ.ได้ให้ความสำคัญในการยกระดับพัฒนาสถานศึกษาเดิมให้เป็นโรงเรียนคุณภาพ ซึ่งขณะนี้ได้มีกลุ่มเป้าหมายเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา จำนวน 10,480 แห่ง ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 1,155 แห่ง และโรงเรียนพื้นที่ ห่างไกลทุรกันดาร หรือโรงเรียน Stand Alone จำนวน 1,303 แห่ง รวมทั้งสิ้น 12,938 แห่ง

        โดยได้เน้นขับเคลื่อนยกระดับเรื่องสำคัญ ได้แก่ เพิ่มจำนวนครูให้ครบชั้นครบวิชาเอก, มีจำนวนนักเรียนที่เหมาะสมกับการดูแลของครูแต่ละชั้นแต่ละห้องเรียน, มีงบประมาณในทุกด้านเพียงพอ, อาคารสถานที่เรียนปลอดภัยมีครุภัณฑ์อุปกรณ์อินเทอร์เน็ต ที่เอื้อต่อการเรียนรู้และทันสมัย, เน้นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ ลดอัตราการแข่งขัน และหากเป็นโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ต้องให้โรงเรียนสามารถดำรงอยู่ได้ โดยมีงบประมาณและอัตรากําลังครูอย่างเหมาะสม ขณะนี้ได้โรงเรียนคุณภาพที่เป็นโรงเรียนหลักแล้ว จำนวน 183 แห่งทั่วประเทศ โดยโรงเรียนแต่ละแห่งจะมีโรงเรียนระดับประถมศึกษา และโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา เป็นโรงเรียนเครือข่ายครอบคลุมโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด

  • พาน้องกลับมาเรียน/กศน.ปักหมุด “รุกถึงที่ ลุยถึงถิ่น”

        โฆษก ศธ. กล่าวว่า จากความร่วมมือของทุกภาคส่วนทำให้ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายที่ตกหล่นและออกกลางคันทั้งหมดในทุกสังกัดของ ศธ. (สพฐ./สอศ./สช./กศน.) เหลือเพียง 121,642 คน ซึ่งขณะนี้ติดตามพบตัวแล้ว จำนวน 98,060 คน สามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา จำนวน 51,766 คน ไม่ประสงค์กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา จำนวน 30,755 คน เนื่องจากสาเหตุ เช่น จบการศึกษาภาคบังคับและไม่ประสงค์เข้าเรียนต่อ, อายุพ้นเกณฑ์และไม่ประสงค์จะ เรียนต่อ ความจําเป็นทางครอบครัว ย้ายถิ่นที่อยู่ การคมนาคมไม่สะดวก เสียชีวิต เป็นต้น และส่งต่อหน่วยงานอื่น อาทิ สถานศึกษาพิเศษ-สงเคราะห์ จำนวน 15,539 คน, อยู่ระหว่างการติดตาม จำนวน 5,628 คน, ติดตามแล้วยังไม่พบตัว จำนวน 17,954 คน

       ทั้งนี้ รมว.ศธ.ได้กำชับหน่วยงานในสังกัด และขอความร่วมมือทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้ามาโอบอุ้มดูแลกลุ่มเป้าหมายถึงถือเป็นกลุ่มที่เปราะบาง ส่วนใหญ่ขัดสนมีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ เพราะสิ่งสำคัญกว่าการพากลุ่มเป้าหมายกลับเข้ามาในระบบการศึกษาแล้ว ผู้บริหาร ครู ตลอดจนประชาชนทุกคนที่เป็นผู้ปกครอง จะต้องดูแล ให้กำลังใจ ส่งเสริม สนับสนุนพวกเขาเหล่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้หลุดออกนอกระบบการศึกษาอีก โดยตั้งเป้ากลุ่มเป้าหมายต้องกลับเข้าระบบการศึกษาทุกคนภายในปี 2565 นี้

         “ทั้ง 5 เรื่อง 5 ความพยายาม 5 นโยบาย 5 ความเต็มใจ ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะมอบสิ่งดี ๆ ให้กับนักเรียน รวมทั้งครูและบุคลากรทางการศึกษา ตั้งแต่สถานศึกษาปลอดภัย, การแก้ปัญหาหนี้สินครู, อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ, โรงเรียนคุณภาพ, พาน้องกลับมาเรียน/กศน.ปักหมุด นั้น เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ รมว.ศธ.ได้เน้นย้ำ อยากให้มีผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ต้องขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันจัดงานแถลงข่าวขึ้น ขอบคุณไปยังสื่อมวลชนทุกแขนงที่ช่วยส่งสารให้พี่น้องประชาชนชาวไทยได้รับรู้ถึงความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนงานของ ศธ.ที่ทำเพื่อเด็กและเยาวชน เพื่อที่พวกเขาเหล่านั้นจะเติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพสามารถนำพาประเทศสู่การแข่งขันกับนานาอารยประเทศได้ต่อไป” 

ที่มา ; ศธ. 360 องศา 

สรุปสาระสำคัญ 

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงความก้าวหน้าการดำเนินงาน 5 นโยบายหลักเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตครูและโอกาสทางการศึกษาของนักเรียน ดังนี้:

  1. สถานศึกษาปลอดภัย (MOE Safety Center): ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลรับแจ้งเหตุไม่ปลอดภัย 4 ด้าน (รุนแรง, อุบัติเหตุ, ละเมิดสิทธิ์, สุขภาวะ) เน้นการแก้ไขแบบ Real-time และใช้ Big Data วางแผนป้องกัน

  2. การแก้ไขหนี้สินครู: มุ่งให้ครูเหลือเงินเดือนไม่น้อยกว่า 30% ผ่าน 7 มาตรการ เช่น ลดดอกเบี้ย, ปรับโครงสร้างหนี้, จัดตั้งสถานีแก้หนี้ 558 แห่ง และใช้เงิน ช.พ.ค. เป็นหลักประกัน

  3. อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ: สนับสนุนกลุ่มเปราะบางและผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้เรียนอาชีวะโดยไม่มีค่าใช้จ่าย มีที่พักและอาหารฟรี เพื่อสร้างทักษะอาชีพ

  4. โรงเรียนคุณภาพ: ยกระดับโรงเรียนกว่า 1.2 หมื่นแห่ง (รวมโรงเรียน Stand Alone) ให้มีครูครบชั้น ครบวิชาเอก มีงบประมาณและทรัพยากรที่ทันสมัยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

  5. พาน้องกลับมาเรียน/กศน. ปักหมุด: ติดตามเด็กหลุดระบบให้กลับเข้าเรียน โดยเน้นการดูแลสภาพจิตใจและเศรษฐกิจเพื่อป้องกันการหลุดซ้ำเป้าหมายคือคืนโอกาสทางการศึกษาให้ครบทุกคน
     

แนวข้อสอบ 

ข้อที่ 1: ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา หากท่านพบว่าระบบ MOE Safety Center รายงานเหตุความรุนแรงในโรงเรียนซ้ำซากในจุดเดิม ท่านควรตัดสินใจใช้ข้อมูล Big Data ในลักษณะใดจึงจะสอดคล้องกับนโยบาย "ป้องกัน ปลูกฝัง ปราบปราม" มากที่สุด?

ก. รายงานหน่วยเหนือเพื่อขอเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

ข. นำสถิติมาวิเคราะห์ช่วงเวลาและสถานที่เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมและจัดกิจกรรมเชิงรุก

ค. ลงโทษนักเรียนที่ก่อเหตุขั้นสูงสุดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างตามหลักการปราบปราม

ง. ปิดช่องทางการเข้าถึงจุดอับนั้นทันทีเพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ 

ข้อที่ 2: มาตรการแก้ไขหนี้สินครูที่กำหนดให้ "ต้องมีเงินเดือนเหลือไม่น้อยกว่าร้อยละ 30" สะท้อนถึงหลักการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในข้อใดชัดเจนที่สุด?

ก. การสร้างแรงจูงใจด้วยค่าตอบแทนที่สูงขึ้น

ข. การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีพเพื่อรักษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

ค. การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับสถาบันการเงิน

ง. การส่งเสริมวินัยทางการเงินโดยการจำกัดวงเงินกู้ 

ข้อที่ 3: หากท่านดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกล (Stand Alone) และประสบปัญหา "ครูไม่ครบชั้น" ท่านควรเลือกใช้แนวทางใดตามนโยบาย "โรงเรียนคุณภาพ" เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน?

ก. ขอระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองเพื่อจ้างครูอัตราจ้างเพิ่ม

ข. บริหารจัดการเครือข่ายโรงเรียนคุณภาพเพื่อใช้ทรัพยากรและบุคลากรร่วมกัน

ค. ยุบรวมโรงเรียนเข้ากับโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองทันทีเพื่อลดภาระงบประมาณ

ง. เน้นการเรียนการสอนแบบทางไกล (DLTV) 100% โดยไม่ต้องใช้ครูสอนจริง 

ข้อที่ 4: ในการดำเนินโครงการ "พาน้องกลับมาเรียน" หากพบว่านักเรียนไม่ประสงค์กลับเข้าเรียนเนื่องจากต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัวที่ขัดสน ข้อใดเป็นการตัดสินใจที่แสดงถึง "การโอบอุ้มดูแลกลุ่มเปราะบาง" ได้ตรงประเด็นที่สุด?

ก. บังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับ เพื่อกดดันให้ผู้ปกครองส่งเด็กเรียน

ข. ประสานงานส่งต่อให้ กศน. หรืออาชีวะที่มีโครงการ "เรียนฟรี มีรายได้ระหว่างเรียน"

ค. จดชื่อนักเรียนไว้ในระบบว่า "ติดตามแล้วไม่ประสงค์เรียน" เพื่อปิดเคสตามตัวชี้วัด

ง. ให้ทุนการศึกษาแบบให้เปล่ารายปีโดยไม่มีเงื่อนไขการเข้าเรียน 

ข้อที่ 5: ภัยด้าน "สุขภาวะทางกายและจิตใจ" ในนโยบายสถานศึกษาปลอดภัย ครอบคลุมสถานการณ์ในข้อใดที่ผู้บริหารยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ?

ก. การแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่และความเครียดสะสมของนักเรียน

ข. อาหารกลางวันไม่ครบ 5 หมู่

ค. สนามเด็กเล่นไม่ได้มาตรฐาน

ง. การแข่งขันทางวิชาการที่สูงเกินไป

ข้อที่ 6: สถานการณ์ด้านความปลอดภัย (MOE Safety Center) สถานศึกษาของท่านได้รับแจ้งเหตุผ่านระบบ MOE Safety Center ว่ามีนักเรียนถูกละเมิดทางเพศโดยบุคลากรในโรงเรียนผ่านทางโซเชียลมีเดีย เหตุการณ์นี้เริ่มลุกลามเป็นกระแสในสื่อท้องถิ่น ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา ท่านควรดำเนินการตามลำดับความสำคัญ (Priority) อย่างไรให้ถูกต้องตามหลักการ "ป้องกัน ปลูกฝัง ปราบปราม"?

ก. แถลงข่าวตอบโต้สื่อเพื่อรักษาชื่อเสียงโรงเรียน แล้วจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

ข. สั่งระงับการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของครูทุกคนในโรงเรียนเพื่อป้องกันเหตุซ้ำซ้อนตามหลักการป้องกัน

ค. รายงานเหตุในระบบ Real-time คุ้มครองผู้เสียหายทันที และดำเนินการทางวินัย/กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

ง. เรียกประชุมผู้ปกครองทั้งโรงเรียนเพื่อทำความเข้าใจและขอความร่วมมือไม่ให้แชร์ข้อมูลออกสู่ภายนอก 

ข้อที่ 7: สถานการณ์การแก้หนี้สินครู ครูในโรงเรียนท่านหนึ่งมีภาระหนี้ล้นพ้นตัว จนถูกฟ้องล้มละลายและมีคำสั่งอายัดเงินเดือน ทำให้เงินเดือนที่ได้รับจริงเหลือเพียง 10% ของเงินเดือนทั้งหมด ส่งผลให้ครูผู้นั้นเกิดภาวะเครียดรุนแรงและขาดสอนบ่อยครั้ง ท่านควรใช้กลไกใดตามนโยบาย ศธ. ในการแก้ปัญหานี้เป็นอันดับแรก?

ก. รายงานต้นสังกัดเพื่อให้ออกจากราชการเนื่องจากเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

ข. ประสาน "สถานีแก้หนี้ระดับเขตพื้นที่" เพื่อเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ให้เหลือเงิน 30%

ค. ให้เพื่อนครูช่วยระดมทุนบริจาคเพื่อนำไปชำระหนี้ในส่วนที่ถูกฟ้องร้องเพื่อชะลอการบังคับคดี

ง. แนะนำให้ครูลาออกแล้วไปสมัครเป็นสมาชิก กบข. เพื่อนำเงินสะสมมาล้างหนี้ทั้งหมด 

ข้อที่ 8: สถานการณ์โรงเรียนคุณภาพ (เครือข่ายและการใช้ทรัพยากร) โรงเรียนของท่านถูกกำหนดให้เป็น "โรงเรียนแม่ข่าย" ในโครงการโรงเรียนคุณภาพ แต่โรงเรียนลูกข่ายในเครือข่ายมักส่งนักเรียนมาทำกิจกรรมที่โรงเรียนท่าน โดยไม่ส่งครูมาช่วยดูแลเนื่องจากอ้างว่าครูไม่ครบชั้น ท่านจะบริหารจัดการสถานการณ์นี้อย่างไรตามแนวคิดการลดความเหลื่อมล้ำ?

ก. รายงานเขตพื้นที่ขอระงับการเป็นโรงเรียนแม่ข่ายเนื่องจากภาระงานล้นมือ

ข. เรียกเก็บค่าบำรุงกิจกรรมจากโรงเรียนลูกข่ายเพื่อนำมาจ้างบุคลากรสนับสนุนเพิ่ม

ค. ประชุมบอร์ดบริหารเครือข่ายเพื่อวางแผนการใช้ "ทรัพยากรบุคคลร่วมกัน" (Shared Resources) เช่น ครูวิชาเอกหมุนเวียนสอน

ง. แจ้งโรงเรียนลูกข่ายว่าหากไม่ส่งครูมาด้วย จะไม่สามารถร่วมกิจกรรมได้เพื่อความปลอดภัย 

ข้อที่ 9: สถานการณ์อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ มีนักเรียนมัธยมต้นในโรงเรียนของท่านที่มีฐานะยากจนมาก (กลุ่มเปราะบาง) และมีแนวโน้มจะลาออกเพื่อไปใช้แรงงานในเมือง ท่านจะใช้ข้อมูลจากนโยบาย "อาชีวะอยู่ประจำ" มาแนะแนวเพื่อการตัดสินใจตัดสินใจอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวเด็ก?

ก. แนะนำให้เด็กทนเรียนให้จบ ม.3 แล้วค่อยไปทำงานตามที่เด็กต้องการ

ข. ประสานสถานศึกษาอาชีวะ 88 แห่งในโครงการ เพื่อส่งต่อเด็กเข้าเรียนแบบ "ทุนเรียนฟรี มีที่พัก มีอาหาร" ตลอด 3 ปี

ค. ให้ทุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนของโรงเรียนต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องส่งต่อให้หน่วยงานอื่น

ง. แนะนำให้เด็กเข้าเรียน กศน. ควบคู่ไปกับการทำงานในโรงงานเพื่อไม่ให้เสียสิทธิการเรียน 

ข้อที่ 10: สถานการณ์พาน้องกลับมาเรียน (การติดตามเชิงรุก) จากการลงพื้นที่ปักหมุด ท่านพบนักเรียนที่หลุดจากระบบมาแล้ว 1 ปี ปัจจุบันเด็กมีภาวะ "ติดเกมและซึมเศร้า" ไม่ยอมออกจากบ้านมาพบครู ในฐานะผู้บริหาร ท่านควรเลือกใช้กลยุทธ์ใดในการตัดสินใจแก้ปัญหานี้ตามแนวทาง ศธ.?

ก. มอบหมายให้ครูฝ่ายปกครองไปนำตัวเด็กมาที่โรงเรียนเพื่อเข้าสู่กระบวนการลงโทษ

ข. ใช้ทีมสหวิชาชีพ (นักจิตวิทยา/นักสังคมสงเคราะห์) เข้าโอบอุ้มสภาพจิตใจก่อน แล้วจึงวางแผนการเรียนที่ยืดหยุ่น

ค. จำหน่ายชื่อเด็กออกจากระบบทันทีเนื่องจากขาดเรียนเกินกำหนดเพื่อลดตัวเลขเด็กตกหล่น

ง. รอให้เด็กมีความพร้อมและติดต่อกลับมาเองตามความประสงค์ของผู้เรียน 

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น