สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M069_เล็งคลอดเกณฑ์ ตั้งยุบรวมเลิกโรงเรียนให้อำนาจ สพท.-กศจ.

ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กพฐ.เมื่อเร็วๆ นี้ เห็นชอบอนุมัติรวมสถานศึกษา 5 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนบ้านจำคามตอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เชียงราย เขต 2 โรงเรียนวัดศรีปรีดานุเคราะห์ สพป.ลำปาง เขต 1 โรงเรียนบ้านแดนพนา สพป.น่าน เขต 2 โรงเรียนบ้านโนนโพธิ์ สพป.อำนาจเจริญ และโรงเรียนบ้านสุโสะ สพป.ตรัง เขต 1 และเลิกสถานศึกษา 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดกกสับ โรงเรียนวัดสามแยก และโรงเรียนบ้านหนองผุก

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นว่าการจัดตั้ง ยุบ รวม เลิกสถานศึกษา อำนาจในการยุบ รวม เลิกสถานศึกษา เป็นอำนาจของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา แต่ที่เป็นปัญหา และทำให้มีอุปสรรคมาตลอด คือตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าด้วยการจัดตั้ง รวม หรือเลิกสถานศึกษา พ.ศ.2550 ในการรวมสถานศึกษา ในระเบียบไม่ได้กำหนดให้โรงเรียนหลักเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการการศึกษา โดยเฉพาะการรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนที่มารวม จึงทำให้เกิดกรณีโรงเรียนที่ถูกประกาศรวมแล้ว ดำเนินการรับนักเรียน และขอยกเลิกการรวมสถานศึกษาในเวลาต่อมา ดร.เอกชัย กล่าว

ในส่วนของการจัดตั้งสถานศึกษา ก็พบปัญหาเช่นกัน ระเบียบเดิมกำหนดเกณฑ์การจัดตั้งสถานศึกษาโดยยึดเพียงจำนวนนักเรียนที่จะเข้าเรียน โดยไม่ได้กำหนดให้มีแผนการจัดชั้นเรียน ซึ่งทำให้ไม่สามารถทราบ และวางแผนล่วงหน้าได้ ว่าอนาคตจะมีนักเรียนในเขตพื้นที่บริการเข้าศึกษามาก น้อย และคุ้มค่าต่อการลงทุนสร้างสถานศึกษาเพียงใด นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการเลิกสถานศึกษา ที่ระเบียบเดิมกำหนดให้สถานศึกษาต้องแจ้งผู้ปกครอง นักเรียน และชุมชน ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 ปี ก่อนวันเปิดภาคเรียนแรกของปีการศึกษาถัดไป ทำให้สถานศึกษาต้องเสียงบในการบำรุงรักษาอาคาร บุคลากรให้ครบกำหนด ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา จึงเสนอให้ที่ประชุม กพฐ.พิจารณาเห็นชอบก่อนครบกำหนดเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งที่ประชุมมองว่าการจัดตั้ง ยุบ รวม เลิกสถานศึกษา ควรมอบอำนาจให้ สพท.และ กศจ.ผู้ที่รู้บริบทของพื้นที่เป็นผู้จัดการ

ดร.เอกชัยกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ไขปัญหานี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้หารือที่คณะกรรมกฤษฎีกา ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเห็นว่า อำนาจในการยุบ รวม เลิกสถานศึกษาเป็นของ กศจ.และ สพท.ตามคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 ซึ่งการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของ กศจ.และ สพท.จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ที่ออกตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ ศธ.พ.ศ.2546 เพื่อมอบอำนาจให้ กศจ.และ สพท.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนได้โดยเร็ว

ขณะนี้ สพฐ.อยู่ระหว่างปรับปรุงร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดตั้ง ยุบ รวม หรือเลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ก่อนจะส่งร่างรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้เสีย โดยผ่านเว็บไซต์ หน่วยงานกลาง และการประชุมผู้อำนวยการ สพท.มีประเด็นสำคัญในการรับฟังความคิดเห็น เช่น การกำหนดองค์ประกอบของแผนการจัดตั้งสถานศึกษา การยุบชั้นเรียน การลดระยะเวลาการรวมสถานศึกษา การกำหนดระยะเวลาเลิกสถานศึกษา เป็นต้น คาดว่าการรับฟังความเห็นจะเริ่มในเดือนมิถุนายน และต้นเดือนกรกฏาคม จะสามารถรวบรวมข้อคิดเห็นเสนอรัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณาร่าง และส่งสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนการออกกฎกระทรวงต่อไปดร.เอกชัย กล่าว 

มติชนออนไลน์ วันที่ 18 พฤษภาคม 2564

สรุปสาระสำคัญ

บทความกล่าวถึงมติคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ที่อนุมัติ “รวมสถานศึกษา” 5 แห่ง และ “เลิกสถานศึกษา” 3 แห่ง พร้อมสะท้อนปัญหาเชิงนโยบายและกฎหมายในการบริหารจัดการโรงเรียน โดยประเด็นสำคัญคือ อำนาจในการยุบ รวม เลิกสถานศึกษา ถูกกำหนดให้เป็นของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ตามคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 แต่ยังติดข้อจำกัดจากระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2550 ซึ่งไม่ชัดเจนเรื่องบทบาทโรงเรียนหลักหลังการรวม ทำให้เกิดปัญหาการรับนักเรียนซ้ำซ้อนและการขอยกเลิกการรวมในภายหลัง

นอกจากนี้ การจัดตั้งสถานศึกษาใหม่ยังยึดเพียงจำนวนผู้เรียน โดยไม่มีแผนชั้นเรียน ทำให้ขาดการวางแผนระยะยาวและความคุ้มค่า ขณะที่การเลิกสถานศึกษาต้องแจ้งล่วงหน้า 1 ปี ส่งผลให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการดูแลทรัพยากรเดิม สพฐ.จึงเร่งปรับปรุงร่างกฎกระทรวงใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเน้นการกำหนดแผนจัดตั้ง การยุบชั้นเรียน การลดระยะเวลาการรวมและเลิกสถานศึกษา และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย ก่อนเสนอรัฐมนตรีพิจารณา เพื่อให้การบริหารจัดการสถานศึกษามีประสิทธิภาพ สอดคล้องบริบทพื้นที่ และลดข้อขัดแย้งเชิงปฏิบัติ

ข้อสอบ

ข้อ 1 ข้อใดเป็นสาระสำคัญของปัญหาการ “รวมสถานศึกษา” ตามบทความ
ก. ขาดงบประมาณสนับสนุน
ข. ไม่มีบุคลากรเพียงพอ
ค. ระเบียบไม่กำหนดบทบาทโรงเรียนหลักชัดเจน
ง. ผู้ปกครองไม่ยินยอม

ข้อ 2 อำนาจในการยุบ รวม เลิกสถานศึกษา ตามคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 เป็นของใคร
ก. สพฐ.
ข. กศจ. และ สพท.
ค. กระทรวงมหาดไทย
ง. โรงเรียนต้นสังกัด

ข้อ 3 ปัญหาการจัดตั้งสถานศึกษาใหม่คืออะไร
ก. ไม่มีอาคารเรียน
ข. ไม่มีครูเพียงพอ
ค. ใช้เกณฑ์จำนวนนักเรียนอย่างเดียว
ง. ไม่มีหลักสูตร

ข้อ 4 การเลิกสถานศึกษาตามระเบียบเดิมส่งผลอย่างไร
ก. ลดงบประมาณทันที
ข. เพิ่มจำนวนนักเรียน
ค. ต้องใช้งบดูแลต่อเนื่อง
ง. ครูถูกย้ายทันที

ข้อ 5 แนวทางแก้ปัญหาหลักของ สพฐ. คืออะไร
ก. เพิ่มงบประมาณ
ข. ปรับปรุงกฎกระทรวง
ค. ลดจำนวนครู
ง. ยุบโรงเรียนทั้งหมด

ข้อ 6 เหตุผลที่ควรมอบอำนาจให้ สพท. และ กศจ. คืออะไร
ก. มีงบประมาณมากกว่า
ข. ใกล้ชิดพื้นที่และเข้าใจบริบท
ค. มีครูมากกว่า
ง. เป็นหน่วยงานส่วนกลาง

ข้อ 7 หากโรงเรียนที่ถูกรวมยังรับนักเรียนเอง จะเกิดผลอย่างไร
ก. ระบบมีประสิทธิภาพ
ข. เกิดความซ้ำซ้อน
ค. นักเรียนเพิ่มขึ้น
ง. งบประมาณลดลง

ข้อ 8 ข้อใดสะท้อนแนวคิดการบริหารเชิงประสิทธิภาพ
ก. ยึดกฎเดิมทุกกรณี
ข. กระจายอำนาจสู่พื้นที่
ค. เพิ่มขั้นตอนอนุมัติ
ง. รวมศูนย์อำนาจ

ข้อ 9 การกำหนด “แผนชั้นเรียน” มีประโยชน์อย่างไร
ก. เพิ่มงานเอกสาร
ข. ใช้ควบคุมครู
ค. ช่วยวางแผนระยะยาว
ง. ลดนักเรียน

ข้อ 10 หากเป็นผู้บริหาร ควรตัดสินใจอย่างไรเมื่อมีนโยบายรวมโรงเรียน
ก. ปฏิเสธทันที
ข. ปฏิบัติตามโดยไม่วิเคราะห์
ค. วิเคราะห์บริบทพื้นที่และผู้มีส่วนได้เสีย
ง. เลื่อนการตัดสินใจ

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม