
วันที่ 22 เมษายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและการส่งเสริมความรู้ทางการเงินผ่านระบบการศึกษา
ระหว่างนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และนายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย
บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันความรู้ทางการเงินเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างยั่งยืน ผ่านการ
1) พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับภาคการศึกษา (Financial Competency Framework for Educational Purpose) เพื่อเป็นแนวทางกำหนดการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่นักเรียนแต่ละระดับชั้นการศึกษา
2) กำหนดเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่จำเป็นและสำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร เครื่องมือ และสื่อการสอนต่าง ๆ และ
3) ผลักดันให้เกิดเครือข่ายครูแกนนำที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับและส่งต่อความรู้ทางการเงินภายในสถานศึกษาได้ในวงกว้างและยั่งยืน โดยอาศัยความเชี่ยวชาญและเครือข่ายสัมพันธ์ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของความร่วมมือตามบันทึกข้อตกลงนี้
การประสานความร่วมมือของ 6 หน่วยงานในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในภาคการศึกษา ที่จะปลูกฝังให้เยาวชนสามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่สำคัญของเยาวชนที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต การมีความรู้ ทักษะ และค่านิยมทางการเงินที่ถูกต้อง ซึ่งครอบคลุมการมีเป้าหมายทางการเงินที่เหมาะสม มีเงินออมและประกันภัยเพื่อคุ้มครองตนเองเวลาฉุกเฉิน มีเงินและการลงทุนเพียงพอในการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพในทุกช่วงวัยจนถึงวัยเกษียณ
รวมถึงมีการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม เป็นหนี้เท่าที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาคุณภาพชีวิต และสามารถชำระคืนได้ รวมถึงมีความรู้เป็นภูมิคุ้มกันจากภัยทางการเงินต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญให้ประชาชนคนไทยมีความเป็นอยู่ทางการเงินที่ดี (financial Well-Being) และช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป
กระทรวงศึกษาธิการ-สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง-ธปท.-ก.ล.ต.-คปภ. และ ตลท. ประสานความร่วมมือด้านทางวิชาการและการส่งเสริมความรู้ทางการเงินผ่านระบบการศึกษา
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 22 เมษายน 2567
สรุปสาระสำคัญ
เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง 6 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ก.ล.ต. ตลท. และ คปภ. ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อผลักดันความรู้ทางการเงินเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ 1) พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับการศึกษา 2) กำหนดเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่เหมาะสมกับแต่ละระดับการศึกษา และ 3) สร้างเครือข่ายครูแกนนำด้านการเงินในสถานศึกษา ความร่วมมือนี้มุ่งให้เยาวชนมีทักษะบริหารจัดการการเงิน มีวินัยทางการเงิน รู้จักออม ลงทุน มีประกันภัย ป้องกันหนี้เกินตัว และมีภูมิคุ้มกันทางการเงิน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยในระยะยาว ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนา “สมรรถนะทางการเงิน” (Financial Competency) ของคนไทยตั้งแต่ระดับโรงเรียน
ข้อสอบ
1. จุดมุ่งหมายหลักของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางการเงินครั้งนี้คือข้อใด
ก. ส่งเสริมการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย
ข. ผลักดันความรู้ทางการเงินให้เกิดในระบบการศึกษาอย่างยั่งยืน
ค. แก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศ
ง. ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทางการเงินในสถานศึกษา
2. การพัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับภาคการศึกษามีความสำคัญอย่างไร
ก. เป็นแนวทางกำหนดการเรียนการสอนด้านการเงินให้เหมาะกับระดับชั้น
ข. เป็นหลักเกณฑ์ใช้คัดเลือกครูแกนนำด้านการเงิน
ค. เป็นเครื่องมือกำหนดงบประมาณการสอนเศรษฐศาสตร์ในโรงเรียน
ง. เป็นแผนยุทธศาสตร์ของธนาคารแห่งประเทศไทย
3. หน่วยงานใดมีบทบาทหลักในการกำกับและส่งเสริมความรู้ทางการลงทุนในตลาดทุน
ก. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
ข. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ค. ธนาคารแห่งประเทศไทย
ง. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
4. ผลลัพธ์ที่คาดหวังระยะยาวจากโครงการนี้คืออะไร
ก. เยาวชนมีความรู้ทางการเงินและลดปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน
ข. ครูมีรายได้เพิ่มจากการอบรมทางการเงิน
ค. โรงเรียนได้รับงบประมาณสนับสนุนจากธนาคารพาณิชย์
ง. นักเรียนทุกคนมีบัญชีเงินฝากภายในปีการศึกษานั้น
5. จากบทความ หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องนำแนวคิดไปใช้ ควรดำเนินการในลักษณะใดมากที่สุด
ก. จัดตั้งหน่วยงานบริหารการเงินภายในโรงเรียน
ข. สร้างเครือข่ายครูแกนนำและบูรณาการความรู้ทางการเงินในหลักสูตร
ค. เพิ่มชั่วโมงเรียนวิชาคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์
ง. ประสานธนาคารในพื้นที่เพื่อจัดกิจกรรมเปิดบัญชีให้นักเรียน
คลิกเฉลย >>>