
ผศ.ดร.รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร อดีตคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในฐานะนักวิชาการที่ทำงานด้านการพัฒนาทุนมนุษย์เปิดเผยว่า จากปรากฎการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคม ส่งผลให้คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาว ตลอดจนเด็กและเยาวชน ทั้งใน และนอกสถานศึกษา หันไปให้ความสำคัญกับโลกดิจิทัล หรือโซเชียลมีเดีย ตลอดจนความเป็นส่วนตัว โดยไม่ค่อยจะให้ความสำคัญ หรือสนใจกับความเป็นไทย ตลอดจนการมีส่วนร่วมกับความรับผิดชอบต่อตนเอง และสังคมมากนัก จากผลดังกล่าว หากพิจารณาในมิติของผลกระทบ จะพบว่ามีปัญหาตามมาอย่างหลากหลาย
ผศ.ดร.รัฐพงศ์กล่าวอีกว่า ดังนั้น เพื่อไม่ให้เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติ ต้องก้าวเดินไปในเส้นทางที่สังคมไม่พึงปรารถนา จึงวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาให้ความสำคัญกับมิตินี้อย่างจริงจัง และต่อเนื่อง ที่สำคัญ ถึงแม้ในระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลทุกชุดจะมีนโยบาย และยุทธศาสตร์ สำหรับการปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนตระหนัก และให้ความสำคัญกับความเป็นไทย รวมทั้ง ความเป็นผู้มีจิตอาสามาอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่กลับพบว่าการดำเนินการที่ผ่านมา ยังไม่ค่อยจะตอบโจทย์มากนัก
“วันนี้คงจะถึงเวลาที่รัฐบาลโดยกระทรวงหลักอย่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะต้องลงมาให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษา ที่ส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา ตระหนัก และเข้าใจในความเป็นไทย ตลอดจนมิติที่เกี่ยวข้องให้มากกว่าที่ผ่านมา” ผศ.ดร.รัฐพงศ์ กล่าว
ผศ.ดร.รัฐพงศ์กล่าวต่อว่า ในประเด็น หรือมิติที่ ศธ.และ อว.สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม คือการกำหนดนโยบาย หรือขอความร่วมมือให้สถานศึกษาในสังกัด ยกระดับการจัดการศึกษา หรือจัดกิจกรรมที่สามารถบูรณาการผ่านการเรียนการสอนในรายวิชาที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะการเรียนรู้ในมิติที่สอดคล้องกับวิถีไทย ตลอดจนความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง และสังคม เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนของชาติตระหนัก และพร้อมที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง หรือมีจิตอาสาในการสร้างสรรค์ และพัฒนาสังคมในอนาคตร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การเร่งเพาะพันธุ์ หรือสร้าง DNA ที่ดีงาม ซึ่งสอดคล้องกับปรากฎการณ์ตลอดจนบริบทโลกในปัจจุบัน จึงถือได้ว่าเป็นบทบาทหน้าที่ขององค์กรภาครัฐ โดยเฉพาะ 2 องค์กรหลัก ไม่ว่าจะเป็น ศธ.และ อว.ที่จะต้องผนึกพลังร่วม และก้าวเดินไปด้วยกัน
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 2 พฤษภาคม 2567
สรุปสาระสำคัญ
ผศ.ดร.รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร อดีตคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีทำให้เยาวชนหันไปสนใจโลกดิจิทัลและความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันกลับละเลยความเป็นไทย จิตอาสา และความรับผิดชอบต่อสังคม ส่งผลให้เกิดปัญหาทางค่านิยมและพฤติกรรมในวงกว้าง จึงเสนอให้รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างจริงจังและต่อเนื่อง แม้จะมีนโยบายในอดีต แต่ยังไม่สัมฤทธิ์ผลเพียงพอ แนวทางสำคัญคือการยกระดับการจัดการศึกษาและบูรณาการความเป็นไทย ความรับผิดชอบ และจิตอาสาในทุกวิชาและกิจกรรม เพื่อสร้าง “DNA แห่งความเป็นไทย” ในเยาวชนให้มีจิตสำนึกดี เป็นพลังในการพัฒนาชาติให้สอดคล้องกับบริบทโลกปัจจุบัน โดยรัฐต้องเป็นผู้นำในการผนึกกำลั
งระหว่างสองกระทรวงหลัก เพื่อสร้างความร่วมมืออย่างยั่งยืนในการพัฒนาทุนมนุษย์ของชาติ
ข้อสอบ
จากบทความ แนวทางสำคัญที่ ผศ.ดร.รัฐพงศ์ เสนอให้ดำเนินการคือข้อใด
ก. จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้านวัฒนธรรมในโรงเรียน
ข. เพิ่มงบประมาณกิจกรรมวัฒนธรรมท้องถิ่น
ค. บูรณาการความเป็นไทยและจิตอาสาในรายวิชาและกิจกรรมการเรียนรู้
ง. สร้างหลักสูตรใหม่เฉพาะเรื่องความเป็นไทย
ปัญหาหลักที่บทความกล่าวถึงคืออะไร
ก. เยาวชนไม่สนใจการเรียนหนังสือ
ข. เยาวชนให้ความสำคัญกับโลกดิจิทัลมากกว่าความเป็นไทย
ค. ระบบการศึกษาขาดแคลนครูผู้สอน
ง. รัฐบาลไม่มีนโยบายด้านวัฒนธรรม
“DNA แห่งความเป็นไทย” ที่กล่าวถึง หมายถึงสิ่งใด
ก. การสร้างจิตสำนึกและค่านิยมที่ดีงามให้เยาวชน
ข. การอนุรักษ์วัฒนธรรมโดยไม่เปลี่ยนแปลง
ค. การใช้เทคโนโลยีเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม
ง. การยกระดับหลักสูตรระดับอุดมศึกษา
หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการดำเนินการตามแนวทางในบทความ ควรทำสิ่งใดก่อน
ก. จัดทำแผนบูรณาการความเป็นไทยในหลักสูตรสถานศึกษา
ข. สร้างกิจกรรมเฉพาะกลุ่มสำหรับเด็กที่สนใจเท่านั้น
ค. ขออนุมัติจากกระทรวงก่อนเริ่มดำเนินการ
ง. เชิญหน่วยงานภายนอกมาบรรยาย
การผนึกกำลังระหว่าง ศธ. และ อว. สะท้อนแนวคิดด้านการบริหารการศึกษาข้อใด
ก. การบริหารแบบรวมศูนย์
ข. การบริหารเชิงบูรณาการและมีส่วนร่วม
ค. การบริหารโดยอิงงบประมาณ
ง. การบริหารแบบเน้นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ
คลิกเฉลย >>>