สมาชิกเข้าสู่ระบบ

‘เด็กไม่เกิน 6 ปี และสูงไม่เกิน 135 ซม.’ ต้องนั่งคาร์ซีต

วันที่ 8 พ.ค. ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2565 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก

โดยมาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 123 แห่งพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน อาทิ คนโดยสารที่นั่งแถวตอนหน้าและที่นั่งแถวตอนอื่น ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งตลอดเวลาในขณะโดยสารรถยนต์

          - คนโดยสารที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กหรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

          - คนโดยสารที่มีความสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่ง หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะนั่งแถวตอนใด 

ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือคนโดยสารมีเหตุผลทางสุขภาพอันไม่สามารถรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งได้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง แต่บุคคลนั้นต้องมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

ทั้งนี้มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท โดยพ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับในอีก 120 วันนับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 

คลิกประกาศ

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2565/A/028/T_0005.PDF 

มติชนออนไลน์ วันที่ 8 พฤษภาคม 2565

 

 

 

สรุปสาระสำคัญ 
พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 มีเป้าหมายเพิ่มความปลอดภัยของผู้โดยสารในรถยนต์ โดยแก้ไขมาตรา 123 กำหนดให้ผู้โดยสารทุกที่นั่งต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลาขณะโดยสาร ไม่จำกัดเฉพาะที่นั่งตอนหน้าอีกต่อไป เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กหรืออุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม และผู้โดยสารที่มีความสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยหรือมีมาตรการป้องกันอันตรายเพิ่มเติม ไม่ว่าจะนั่งตำแหน่งใด ทั้งนี้ หากมีเหตุผลทางสุขภาพที่ไม่สามารถคาดเข็มขัดนิรภัยได้ สามารถได้รับการยกเว้น แต่ต้องมีวิธีป้องกันอันตรายอื่นทดแทน กฎหมายกำหนดโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และมีผลบังคับใช้ภายใน 120 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้สะท้อนแนวคิด “ความปลอดภัยเชิงป้องกัน” โดยเน้นการลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุผ่านการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำด้านความปลอดภัยของผู้โดยสารทุกกลุ่มวัย และเปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจในกรณีจำเป็นด้านสุขภาพ

 

ข้อสอบ

ข้อ 1 ข้อใดเป็นสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้
ก. เพิ่มความเร็วรถในเขตเมือง
ข. บังคับคาดเข็มขัดเฉพาะคนขับ
ค. บังคับผู้โดยสารทุกที่นั่งคาดเข็มขัด
ง. ยกเลิกการใช้เข็มขัดนิรภัย
เฉลย: ค
เหตุผล: กฎหมายกำหนดให้ผู้โดยสารทุกที่นั่งต้องคาดเข็มขัด

ข้อ 2 เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ควรปฏิบัติอย่างไร
ก. นั่งตักผู้ใหญ่
ข. ใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก
ค. นั่งหน้าได้เสมอ
ง. ไม่ต้องคาดเข็มขัด
เฉลย: ข
เหตุผล: กำหนดให้ใช้ที่นั่งนิรภัยหรืออุปกรณ์ป้องกัน

ข้อ 3 ผู้สูงไม่เกิน 135 ซม. ต้องทำอย่างไร
ก. นั่งหลังเท่านั้น
ข. ไม่ต้องคาดเข็มขัด
ค. คาดเข็มขัดหรือมีอุปกรณ์ป้องกัน
ง. นั่งหน้าพร้อมผู้ขับ
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องมีมาตรการป้องกันความปลอดภัย

ข้อ 4 กรณีใดได้รับการยกเว้น
ก. ลืมคาดเข็มขัด
ข. รีบเดินทาง
ค. มีเหตุผลทางสุขภาพ
ง. นั่งเบาะหลัง
เฉลย: ค
เหตุผล: ยกเว้นเฉพาะกรณีสุขภาพ

ข้อ 5 โทษสูงสุดคือเท่าใด
ก. 500 บาท
ข. 1,000 บาท
ค. 2,000 บาท
ง. 5,000 บาท
เฉลย: ค
เหตุผล: กฎหมายกำหนดไม่เกิน 2,000 บาท

ข้อ 6 จุดมุ่งหมายหลักของกฎหมายคืออะไร
ก. เพิ่มรายได้รัฐ
ข. ลดอุบัติเหตุและความสูญเสีย
ค. ควบคุมการใช้รถ
ง. เพิ่มการจราจร
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นความปลอดภัยเชิงป้องกัน

ข้อ 7 หากครูพานักเรียนไปทัศนศึกษา ควรปฏิบัติอย่างไร
ก. ให้เด็กนั่งตามสะดวก
ข. ตรวจสอบเข็มขัดทุกคน
ค. ไม่ต้องสนใจ
ง. ให้เด็กยืน
เฉลย: ข
เหตุผล: สอดคล้องกฎหมายและความปลอดภัย

ข้อ 8 ผู้บริหารควรใช้กฎหมายนี้อย่างไรในโรงเรียน
ก. เพิกเฉย
ข. ลงโทษนักเรียนทันที
ค. สร้างนโยบายความปลอดภัย
ง. ยกเลิกกิจกรรม
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้เชิงนโยบายเพื่อความปลอดภัย

ข้อ 9 หากพบผู้ปกครองไม่ปฏิบัติตาม ควรทำอย่างไร
ก. เพิกเฉย
ข. แจ้งเตือนและให้ความรู้
ค. ประจาน
ง. ห้ามเข้าโรงเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นการให้ความรู้และป้องกัน

ข้อ 10 หลักคิดสำคัญของกฎหมายนี้คือข้อใด
ก. ลงโทษเป็นหลัก
ข. ป้องกันก่อนเกิดเหตุ
ค. เพิ่มการจราจร
ง. ลดจำนวนรถ
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นแนวคิดความปลอดภัยเชิงป้องกัน

 
 

 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น