
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่องคดีทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ
จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ พบว่า ตัวอย่าง
· ร้อยละ 59.39 ระบุว่า คนในสังคมส่วนใหญ่ อยากรวย อยากมี อยากได้
· รองลงมา ร้อยละ 31.53 ระบุว่า คนในสังคมส่วนใหญ่ นับถือคนรวย คนมีอำนาจ คนมีอิทธิพล
· ร้อยละ 23.05 ระบุว่า ช่องโหว่ของกฎหมาย
· ร้อยละ 20.23 ระบุว่า ค่าครองชีพสูง เงินเดือนน้อย
· ร้อยละ 17.63 ระบุว่า การได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
· ร้อยละ 17.40 ระบุว่า ค่านิยมแบบนิยมพวกพ้องและเครือญาติ ความสัมพันธ์ในเชิงผลประโยชน์
· ร้อยละ 17.25 ระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายไม่จริงจัง ไม่เด็ดขาด และล่าช้า
· ร้อยละ 16.18 ระบุว่า ระบบอุปถัมภ์หรือความสัมพันธ์ระหว่างผู้อุปถัมภ์กับลูกน้อง
· ร้อยละ 8.93 ระบุว่า การได้รับผลประโยชน์มีความคุ้มค่ามากกว่าบทลงโทษทางด้านกฎหมาย
· ร้อยละ 7.25 ระบุว่า การแข่งขันทางการเมืองอย่างเข้มข้นเพื่อช่วงชิงตำแหน่งและผลประโยชน์ และกฎหมายเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจ ในสัดส่วนที่เท่ากัน
· ร้อยละ 7.18 ระบุว่า คดีทุจริตจำนวนมาก สุดท้ายคนผิดก็ลอยนวล
· ร้อยละ 6.95 ระบุว่า วัฒนธรรมความเกรงใจ
· ร้อยละ 6.41 ระบุว่า ระบบการควบคุมและตรวจสอบที่ขาดประสิทธิภาพ
· ร้อยละ 2.06 ระบุว่า ประชาชนเบื่อหน่ายเพิกเฉยต่อการต่อต้านการทุจริต และ
· ร้อยละ 2.67 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ในหน่วยงานต่าง ๆ พบว่า
· สำนักงานอัยการสูงสุด ตัวอย่าง ร้อยละ 33.36 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 28.17 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น ร้อยละ 16.79 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย ร้อยละ 14.73 ระบุว่า เชื่อมั่นมาก ร้อยละ 5.50 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 1.45 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ
· กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กระทรวงยุติธรรม ตัวอย่าง ร้อยละ 34.74 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 30.15 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อมั่น ร้อยละ 15.57 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย ร้อยละ 12.52 ระบุว่า เชื่อมั่นมาก ร้อยละ 5.65 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 1.37 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ
· สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตัวอย่าง ร้อยละ 34.05 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 28.47 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อมั่น ร้อยละ 18.63 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย ร้อยละ 11.07 ระบุว่า เชื่อมั่นมาก ร้อยละ 6.02 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 1.76 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ
· สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กระทรวงยุติธรรม ตัวอย่าง ร้อยละ 34.50 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 24.43 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อมั่น ร้อยละ 20.69 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย ร้อยละ 10.00 ระบุว่า เชื่อมั่นมาก ร้อยละ 8.47 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 1.91 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ
· กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตัวอย่าง ร้อยละ 39.08 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 22.14 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อมั่น ร้อยละ 22.06 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย ร้อยละ 8.78 ระบุว่า เชื่อมั่นมาก ร้อยละ 6.49 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 1.45 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ
· ตำรวจหน่วยอื่น ๆ (ที่ไม่ใช่ บก.ปปป.) ตัวอย่าง ร้อยละ 41.98 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 29.77 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย ร้อยละ 19.54 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อมั่น ร้อยละ 4.05 ระบุว่า เชื่อมั่นมาก ร้อยละ 3.13 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 1.53 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ที่มา ; msn
เกี่ยวข้องกัน
ป.ป.ช.ชี้มูลอดีต ผอ.ร.ร. ศึกษาสงเคราะห์พัทลุง ใช้รถหลวงนำขบวนขันหมากแต่งน้องเมีย
ป.ป.ช.พัทลุง แถลงผลงานโชว์มติ คกก.ชุดใหญ่ เสียงเอกฉันท์ชี้มูลอาญา-วินัยร้ายแรง 'ปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร' อดีตผอ.โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ฯ ใช้รถยนต์ส่วนกลางเพื่อประโยชน์ส่วนตน นำขบวนขันหมากงานแต่งน้องเมีย ส่งสำนวน อสส. ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนกม.-แจ้งให้ชดใช้ค่าเสียหายด้วย
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2567 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาค 9 และสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดในเขตพื้นที่ภาค 9 แถลงข่าวผลการดำเนินงานที่สำคัญ โดยในส่วนสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพัทลุง มีกรณีกล่าวหา นายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุงว่า มีพฤติการณ์นำรถยนต์ส่วนกลางของโรงเรียนเพื่อประโยขน์ส่วนตน นำไปใช้นำขบวนขันหมากงานแต่งงานของน้องภรรยา
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่า การกระทำของนายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร ผู้ถูกกล่าวหา มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานกระทําการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 84 วรรคสาม และมาตรา 94 วรรคสอง
คณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นควรให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับนายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
พร้อมทั้งให้แจ้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
"...จากการไต่สวนข้อเท็จจริง พบว่า นายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร ผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้ขออนุญาตใช้รถและเป็นผู้อนุญาตการใช้รถคันดังกล่าวด้วยตนเอง โดยนำไปใช้ในลักษณะเดียวกันกับรถประจำตำแหน่งและนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งสิ้น 62 ครั้ง โดยเป็นการขออนุญาตใช้รถเพื่อทำกิจกรรมเกี่ยวกับการชกมวย จำนวน 31 ครั้ง ขออนุญาตไปชุมชนสัมพันธ์ จำนวน 29 ครั้ง นำไปแห่ขันหมากน้องภรรยา จำนวน 1 ครั้ง และนำไปเพื่อร่วมเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมศพ จำนวน 1 ครั้ง..."
ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดคดีกล่าวหานำรถยนต์หลวงไปใช้ส่วนตัว ระบุพฤติการณ์เบื้องต้น คือ การนำรถยนต์ส่วนกลางของโรงเรียน นำนักเรียนไปชกมวยในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งที่การชกมวยดังกล่าวนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนหรือกิจกรรมของโรงเรียน รวมทั้งนำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้นำขบวนขันหมากงานแต่งงานของน้องภรรยา ตามข้อมูลการแถลงข่าวของ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพัทลุง ที่สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) นำเสนอไปแล้ว
ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดที่มาที่ไปคดี และมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฉบับเต็มการชี้มูลความผิด นายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุง ในคดีกล่าวหานำรถยนต์หลวงไปใช้ส่วนตัวดังกล่าว
@ ที่มาที่ไปคดี
สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพัทลุงได้รับเรื่องกล่าวหา นายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุง ว่ามีพฤติการณ์นำรถยนต์ส่วนกลางของโรงเรียน นำนักเรียนไปชกมวยในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งที่การชกมวยดังกล่าวนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนหรือกิจกรรมของโรงเรียน รวมทั้งนำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้นำขบวนขันหมากงานแต่งงานของน้องภรรยา
ประเด็นการขออนุญาตใช้รถเพื่อทำกิจกรรมเกี่ยวกับการชกมวย จำนวน 31 ครั้ง ซึ่งกีฬาชกมวยจะไม่อยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุงโดยตรง แต่ก็ได้ปรากฏพยานหลักฐานว่ากีฬาชกมวยเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งอยู่ในตัวเลือกกลุ่มกีฬา กรณีที่ผู้ถูกกล่าวหานำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้รับส่งในการนำนักเรียนไปทำกิจกรรมชกมวย เปรียบมวย จึงยังไม่ใช่กรณีที่ผู้ถูกกล่าวหากระทำไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนโดยแท้ แต่เนื่องจากการนำนักเรียนไปชกมวยนอกสถานที่นั้น ไม่มีหนังสือราชการเชิญให้โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เข้าร่วมทำกิจกรรมมวยอย่างเป็นทางการ จึงเห็นควรส่งประเด็นการนำรถยนต์ส่วนกลางพานักเรียนไปชกมวยนอกสถานที่แก่สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นต้นสังกัด กำชับไม่ให้มีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นอีก
ประเด็นการขออนุญาตไปทำกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ จำนวน 29 ครั้ง พิเคราะห์แล้วเห็นว่าถึงแม้ตามบทบาทอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหาจะระบุไว้ว่า ผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับชุมชน แต่อำนาจหน้าที่ดังกล่าวผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องบริหารกิจการของสถานศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบายและวัตถุประสงค์ของสถานศึกษา แต่จากพยานหลักฐานกลับปรากฏว่าตามวันเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาขออนุญาต ใช้รถยนต์ส่วนกลางเป็นช่วงการขออนุญาตใช้รถทุกวันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดราชการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2558 จนกระทั่งถึงเดือนมกราคม 2560 แม้ว่ามีการจัดกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์จริง แต่ไม่ได้ดำเนินกิจกรรมเป็นประจำ โดยจะจัดกิจกรรมตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานบุญงานประเพณีทางศาสนา ซึ่งมิใช่การจัดกิจกรรมในทุกวันเสาร์-อาทิตย์
ทั้งนี้ ในการขออนุญาตใช้รถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าวไปทำกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์นั้น ไม่ได้ปรากฏพยานหลักฐานเอกสารรายงานในการทำกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ในแต่ละครั้งแต่อย่างใด ซึ่งการนำไปใช้ทั้งในพื้นที่จังหวัดพัทลุง และอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา รวม 29 ครั้งนั้น เป็นการกระทำที่ผู้ถูกกล่าวหานำรถยนต์ส่วนกลางของทางราชการไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน และเป็นการใช้รถยนต์ส่วนกลางของทางราชการนอกเหนือจากการใช้เพื่อกิจการอันเป็นส่วนรวมของส่วนราชการ หรือเพื่อประโยชน์ของทางราชการอันเป็นเหตุให้โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุง และระบบราชการได้รับความเสียหาย
ประเด็นการนำรถยนต์ส่วนกลางไปแห่ขันหมากน้องภรรยา ที่บ้านทุ่งเสม็ด ตำบลกำแพง จังหวัดสตูล ตั้งแต่เวลา 06.00 – 24.
ประเด็นการนำรถยนต์ส่วนกลางไปแห่ขันหมากน้องภรรยา ที่บ้านทุ่งเสม็ด ตำบลกำแพง จังหวัดสตูล ตั้งแต่เวลา 06.00 – 24.00 น. จำนวน 1 ครั้ง และร่วมเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมศพ ที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่เวลา 08.00 – 24.00 น. จำนวน 1 ครั้ง พิเคราะห์แล้วเห็นว่าเป็นการที่ผู้ถูกกล่าวหานำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยแท้ และเป็นการใช้รถยนต์ส่วนกลางของทางราชการนอกเหนือจากการใช้เพื่อกิจการอันเป็นส่วนรวมของส่วนราชการ หรือเพื่อประโยชน์ของทางราชการ
ทั้งนี้ ได้ปรากฏจากพยานหลักฐานว่าตลอดระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาใช้รถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าวไปทำกิจการเพื่อประโยชน์ส่วนตนนอกเหนือจากกิจการอันเป็นส่วนรวมของทางราชการนั้น ผู้ถูกกล่าวหาได้ดำเนินการเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงจากงบประมาณของโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุงมาโดยตลอด อีกทั้งการที่ผู้ถูกกล่าวหานำรถยนต์ของทางราชการไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนและใช้รถยนต์คันดังกล่าวเสมือนรถประจำตำแหน่งเป็นระยะเวลานาน ย่อมทำให้รถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าวมีความเสื่อมสภาพ เป็นเหตุให้โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุง และระบบราชการได้รับความเสียหาย
@ มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่า การกระทำของนายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร ผู้ถูกกล่าวหา มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานกระทําการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 84 วรรคสาม และมาตรา 94 วรรคสอง
คณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นควรให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับนายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
พร้อมทั้งให้แจ้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
ผลการต่อสู้คดีทางอาญา และวินัยร้ายแรง ของ นายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร จะออกมาเป็นอย่างไร ต้องคอยติดตามดูกันต่อไป
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา