
วันที่ 5 เมษายน 2565 รายงานฉบับใหม่โดยองค์การยูเนสโก องค์การยูนิเซฟ และธนาคารโลก พบว่าเด็กนักเรียนในเกือบทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะถดถอยทางความรู้ ซึ่งเป็นผลมาจากการปิดโรงเรียนอย่างต่อเนื่องในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19 โดยเฉพาะเด็กจากครอบครัวยากจน เด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เด็กพิการ เด็กเล็ก ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหานี้รุนแรงที่สุด
รายงานฉบับดังกล่าว ซึ่งเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยมีนางสเตฟาเนีย จิอานนีนี ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านการศึกษา องค์การยูเนสโก พร้อมนายโรเบิร์ต เจนกินส์ ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษา องค์การยูนิเซฟ
และนายเจมี ซาเวดรา ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษา ธนาคารโลก ออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อเรียกร้องให้นานาประเทศออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยให้เด็กทุกคนได้กลับมาเรียนหนังสือ และชดเชยความรู้ที่ถดถอย ซึ่งอาจส่งผลกระทบในระยะยาวต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ ตลอดจนการเรียนรู้และหน้าที่การงานในอนาคตของเด็ก ๆ
คำแถลงการณ์ร่วมระบุว่า นับตั้งแต่มีการปิดโรงเรียนในเดือนมีนาคม 2563 เด็กนักเรียนทั่วโลกสูญเสียชั่วโมงเรียนไปมากกว่า 2 ล้านล้านชั่วโมง และเด็ก ๆ มากกว่า 4 ใน 5 ประเทศมีการเรียนรู้ที่ถดถอย ทักษะขั้นพื้นฐานในทุกมิติที่เด็ก ๆ ได้สะสมไว้กำลังหายไป เด็ก ๆ ลืมวิธีการอ่านและเขียน บางคนจำไม่ได้แม้แต่ตัวอักษร เด็กเล็กในเกือบทุกประเทศซึ่งกำลังจะเริ่มเข้าเรียนต่างไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะเหล่านี้เลยเนื่องจากการศึกษาปฐมวัยที่ขาดหายไป
คำแถลงการณ์ร่วมระบุต่อไปว่า ตั้งแต่หกเดือนแรกหลังการแพร่ระบาด เป็นที่ทราบกันแล้วว่าเด็กอย่างน้อย 1 ใน 3 คนทั่วโลกถูกตัดขาดจากการศึกษาโดยสิ้นเชิงเพราะไม่สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ทางไกล
เรารู้ดีว่าเด็กและเยาวชนประมาณ 24 ล้านคน มีความเสี่ยงที่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา เรารู้ว่าแรงงานเด็กและการแต่งงานในวัยเด็กจะเพิ่มขึ้น แม้ข้อมูลต่างๆ จะถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการมากพอที่จะช่วยให้เด็ก ๆ ฟื้นฟูสิ่งที่พวกเขาต้องเสียไป
ในประเทศไทย การปิดโรงเรียนอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อเด็กนับล้านคน โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเปราะบางที่เข้าไม่ถึงการเรียนออนไลน์ ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2563 พบว่าครอบครัวในประเทศไทยเกือบครึ่งหนึ่งไม่พร้อมที่จะให้ลูกเรียนออนไลน์ โดยร้อยละ 51 ไม่มีอุปกรณ์สำหรับการเรียนออนไลน์, ร้อยละ 26 ไม่มีอินเทอร์เน็ต และพ่อแม่ผู้ปกครองร้อยละ 40 ไม่มีเวลาที่จะดูแลลูกในการเรียนออนไลน์
นอกจากนี้ รายงานของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเมื่อเดือนที่แล้ว ระบุว่า แม้ว่าจะมีความพยายามในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ต หรือการผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ตลอดจนการลดขนาดห้องเรียนในโรงเรียนลง แต่การแพร่ระบาดได้ส่งผลกระทบทางลบต่อภาพรวมของคุณภาพการเรียนการสอน จำนวนเด็กที่ขาดเรียนก็เพิ่มขึ้นทั้งในการเรียนในห้องเรียน และการเรียนออนไลน์
องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กำลังทำงานกับพันธมิตร เช่น กระทรวงศึกษาธิการและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อให้มั่นใจว่าโรงเรียนจะเปิดเรียนได้อย่างปลอดภัยและเด็ก ๆ จะสามารถเรียนตามบทเรียนได้ทัน
ภายใต้ความร่วมมือในโครงการนำร่องในโรงเรียน 40 แห่งในจังหวัดสมุทรสาคร ยูนิเซฟได้สนับสนุนพันธมิตรในการประเมินภาวะความรู้ถดถอยของเด็ก ๆ และจัดอบรมครู ตลอดจนจัดเตรียมสื่อการเรียนการสอนและทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้ซ่อมเสริมที่ตรงกับความต้องการของเด็กแต่ละคนและสามารถฟื้นฟูการเรียนรู้ที่ถดถอยของเด็ก ๆ ได้ ทั้งนี้ จะมีการถอดบทเรียนจากโครงการนำร่องนี้เพื่อใช้วางแผนฟื้นฟูภาวะถดถอยทางความรู้ในโรงเรียนทั่วประเทศต่อไป
นางคยองซัน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยได้มุ่งดำเนินการเพื่อระบุเด็ก ๆ ที่ไม่กลับเข้าเรียนและเด็กที่มีความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการศึกษาอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ดังนั้น ยูนิเซฟจึงมุ่งมั่นทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและพันธมิตรอื่น ๆ ในการทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเด็ก ๆ จากการเรียนรู้ที่ถดถอยและการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และในโอกาสที่ภาคการศึกษาใหม่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เราต้องดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่า เด็ก ๆ จะได้รับการสนับสนุนในทุกด้านเพื่อให้พวกเขากลับมาเรียนตามบทเรียนได้ทันและเรียนรู้มากยิ่งกว่าที่พวกเขาเสียไป แต่เราต้องรีบเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน มิฉะนั้นแล้วเด็กทั้งรุ่นอาจจะต้องเผชิญกับผลกระทบที่แก้กลับคืนมาไม่ได้
รายงานของยูเนสโก ยูนิเซฟ และธนาคารโลก ระบุเพิ่มเติมด้วยว่า มีประเทศที่ได้ทำการสำรวจไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่ออกมาตรการฟื้นฟูการเรียนรู้ที่ถดถอยของเด็ก ๆ ในขณะเดียวกันงบประมาณด้านการศึกษายังคงลดลงต่อเนื่องอย่างน่าใจหาย โดยเฉลี่ยประเทศต่าง ๆ จัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาเพียงร้อยละ 3 จากแผนฟื้นฟูโควิด-19 โดยประเทศรายได้ต่ำหรือค่อนข้างต่ำจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาเพียงแค่ร้อยละ 1 เท่านั้น
องค์การยูเนสโก องค์การยูนิเซฟ และธนาคารโลก ร่วมกันออกรายงานฉบับใหม่ ชี้โควิด-19 ทำ เด็กทั่วโลกเผชิญภาวะถดถอยทางความรู้ ประมาณ 24 ล้านคนเสี่ยงหลุดจากระบบ
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 5 เมษายน 2565
ข่าวเกี่ยวกัน
โควิดทำเด็กเล็กความรู้ถอถอย วางนโยบายหนังสือ 3 เล่มในบ้านเด็ก
วันนี้ (5 เม.ย. 2565) ที่สถานีกลางบางซื่อ ภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 โดยแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสมาคมผู้จัดพิมพ์และภาคีเครือข่าย กว่า 10 องค์กร จัดเสวนา “พลังการอ่านฟื้นวิกฤติเด็กปฐมวัย” รวมพลังชุมชนเมือง สร้างวิถีวัฒนธรรมการอ่านเพื่ออนาคต
น.ส.สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า หนังสือสำหรับเด็กจำเป็นอย่างยิ่งต่อความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาการของเด็ก จากข้อมูลพบว่า มีเด็กปฐมวัยเพียง 3 ใน 10 คนเท่านั้น ที่มีหนังสือเด็กอยูที่บ้านอย่างน้อย 3 เล่ม สถานการณ์เหล่านี้ยิ่งเหลื่อมล้ำมากขึ้นในครอบครัวที่มีรายได้น้อย ทั้งนี้ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด พบว่า มีเด็กไทยกว่า 1.1 ล้านครัวเรือนที่ไม่มีหนังสือเหมาะสมวัยในบ้าน ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าเด็กปฐมวัย 0 – 6 ปีมีพัฒนาการล่าช้า 32.50%
เร่งนโยบายหนังสือฟรีในบ้านเด็ก อย่างน้อย 3 เล่ม
ยิ่งในภาวะวิกฤติโรคโควิด 19 ยิ่งซ้ำเติมภาวะความรู้ การเรียนถดถอย (learning Loss) ทั้งนี้ มีข้อมูลน่าสนใจพบว่าหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพคือการกำหนดเวลาอ่านทุกวัน (Daily Reading) เพียงวันละ 20 นาที ช่วยฟื้นฟูความรู้ที่สูญหายให้กลับมา ดังนั้น สสส. จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายได้รณรงค์ทั้งในเชิงนโยบายและปฏิบัติการทางสังคมเพื่อส่งเสริมการอ่านหนังสือในเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สมองพัฒนาสูงสุด กว่า 80% ของชีวิตมนุษย์
“เราทำงานมานาน เห็นปัญหาสั่งสมในสังคมไทย โดยเฉพาะเกิดการระบาดของโควิด 19 ยิ่งเห็นความเหลื่อมล้ำ เปราะบางในวิกฤติเด็กเล็กชัดเจนมาก ขาดมาตรการดูแลพัฒนาเด็กในช่วงโควิด ทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหาได้ผลเร็วมากที่สุด คือรัฐบาลต้องเร่งให้มีนโยบายหนังสือฟรีในบ้านเด็ก อย่างน้อย 3 เล่ม” น.ส.สุดใจ กล่าว
ด้าน นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา กล่าวว่า การอ่านเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นความรู้พื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรมี เพราะจะนำไปสู่การเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ
ข้อเสนอแนะผู้กำหนดนโยบายส่งเสริมการอ่าน
ดังนั้น ผู้กำหนดนโยบายต้องมีความเข้าใจ และส่งเสริมการอ่านดังนี้
1. ส่งเสริมให้มีหนังสือเล่มแรกแก่หญิงที่ไปฝากครรภ์ เพื่อให้รู้เรื่องการดูแลตัวเอง ดูแลลูกในครรภ์ การดูแลหลังคลอด โดยจัดสรรงบให้กับสถานที่รับฝากครรภ์เป็นผู้จัดหาและส่งถึงมือ
2. จัดสรรหนังสือเล่มที่ 2 ให้กับเด็กก่อนปฐมวัยผ่านแม่ โดยคำนึงถึงแม่ที่อาจจะไม่ได้มีความรู้เท่ากันทุกคน
3. เด็กปฐมวัยส่วนใหญ่จะอยู่กับพ่อ แม่ และชุมชน ดังนั้นในชุมชนควรคิดถึงนโยบายห้องสมุดที่มีหนังสือหรือสื่อสำหรับแม่
4. ศูนย์เด็กเล็กต้องจัดให้มีมุมหนังสือที่เหมาะสำหรับเด็กปฐมวัยอย่างแท้จริง ทั้งนี้ที่ผ่านมาคิดว่าในระดับพื้นที่น่าจะมีหลายแห่งที่ทำแล้ว แต่ควรผลักดันเป็นนโยบายระดับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลเคยมีแนวคิดที่จะทำแต่ไม่เป็นรูปธรรมเพราะรวมศูนย์ไว้ที่กรมวิชาการเลยเกิดยาก
การอ่านช่วยเสริมเด็กมีจินตนาการ พัฒนาสมอง
นายเฉลิมพล โชตินุชิต รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า การอ่านจะช่วยให้เด็กมีจินตนาการ เกิดพัฒนาการทางสมอง เราจึงมีโครงการมหัศจรรย์ 2500 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่สมองเติบโตที่สุดก็จะพยายามสนับสนุนสิ่งที่จะมาเสริมพัฒนาการเด็กในช่วงนี้
ทั้งนี้ กทม.มีศูนย์สำหรับดูแลเด็กโดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาส รวมๆ เกือบ 700 แห่ง มีชุมชนร่วมดูแล มีการอบรมครูผู้ฝึกสอน มีการจัดสรรงบประมาณค่าวัสดุอุปกรณ์ หนังสือที่เหมาะสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน เครื่องเล่น หัวละ 100 บาทต่อคนต่อปี และกำลังแก้ระเบียบอุดหนุนงบฯ เพิ่มราวๆ 600 บาท
นอกจากนี้ ยังร่วมกับกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติทำกล่องวิเศษที่มีเครื่องเล่น ชุดการอ่านอยู่ในนั้น มีการดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นกลุ่มเปราะบาง วัยใส ส่งเสริมให้มีความรู้ มีทักษะ เพราะแม่ถือเป็นหนังสือเล่มแรกสำหรับลูก และมีโครงการครูข้างถนนค้นหาเด็กเร่ร่อนเข้ามาดูแลแบบวันต่อวัน จัดทำคู่มือเดย์ บาย เดย์ให้เด็กก่อนวัยเรียนให้มีมาตรฐานเดียวกัน
แนะส่งเสริมการอ่านเด็กปฐมวัย พัฒนาคุณภาพชีวิต
ส่วนนางชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ และกรรมการแผนคณะที่ 8 สสส. แผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา (แผน10) กล่าวว่า สถานการณ์การอ่านหนังสือปัจจุบันไม่ได้น้อยลง แต่มีลักษะการอ่านเปลี่ยนไป จากการอ่านตัวอักษรในหนังสือ มาเป็นการอ่านในรูปแบบดิจิทัล แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ให้คุณค่าเหมือนกัน เป็นการนำเข้าสรรพสิ่ง ประสบการณ์ที่อยู่รอบตัวเรา ลงลึกถึงความรู้สึกของผู้อ่าน ก่อให้เกิดความตระหนักรู้ใหม่
อย่างไรก็ตาม การอ่านอักษรในเครื่องมือดิจิทัลเป็นการอ่านเร็ว อ่านสั้นๆ และมีหลายสิ่งมาเร้าความสนใจ ดังนั้นที่เราต้องการคืออ่านให้ครบถ้วน แต่ก็ต้องเรียกร้องคนเขียน เขียนให้ครบถ้วนด้วย สิ่งสำคัญตนมองว่า วิถีการอ่านต้นตอมาจากระบบการศึกษาที่วางหลักสูตรความรู้มากเกินไป เด็กต้องเรียนหนักตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้รู้สึกว่าโลกการอ่านเป็นโลกที่เคร่งเครียด ทำให้เราไม่สามารถกระตุ้นให้เด็กอยากอ่านหนังสืออย่างแท้จริง มองการอ่านเป็นเรื่องที่ถูกบังคับ ต้องปรับตรงนี้ให้เด็กรู้สึกสนุกกับการอ่าน
นางอังคณา ขาวเผือก คณะทำงาน สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) และเครือข่ายสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน กทม. กล่าวว่า ในพื้นที่เด็กปฐมวัยมีปัญหาการอ่านค่อนข้างเยอะ ประกอบกับการระบาดของโควิด 19 เด็กไม่ได้ไปโรงเรียนจึงทำให้ไม่ค่อยได้จับหนังสือ การอยู่กับโทรศัพท์อาจจะเป็นหนึ่งในการเรียนรู้ แต่ก็เป็นภัยเงียบที่กระทบการอ่านและพัฒนาการของเด็กได้ ดังนั้นจึงอยากเสนอให้ กทม.ให้ความสำคัญกับการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กร่วมกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียน กทม.ควรส่งเสริมให้มีหนังสือสำหรับเด็กเข้าไปอยู่ในชุมชน เพื่อให้เด็กหรือพ่อแม่ สามารถหยิบยืมหนังสือนั้นเพื่อนำไปพัฒนาลูกได้ รวมถึงส่งเสริมให้แต่ละบ้านมีหนังสือ 3 เล่ม และอีกสิ่งสำคัญคือครูในศูนย์เด็กเล็กปัจจุบันมีการจ้างแบบลูกจ้างรายวัน ทำให้เวลาเจอโครงการดีๆ อยากเข้าร่วมเพื่อพัฒนาทักษะก็ต้องลางานขาดรายได้ ดังนั้นหากสามารถเพิ่มสวัสดิการครูตรงนี้ก็จะได้มีเวลาทุ่มสรรพกำลังในการดูแลเด็กด้วย
ทั้งนี้ ขณะนี้ทางเครือข่ายชุมชนพัฒนาเด็กด้วยการอ่านเปิดรับข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อรวบรวมเสนอต่อว่าที่ผู้ว่ากทม.ผู้สนใจสามารถส่งข้อมูลได้ที่เพจ “อ่านยกกำลังสุข”
เวทีรวมพลังคนเมือง ชี้โควิดทำเด็กเล็กถดถอยทุกด้าน วอนว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. วาง นโยบายหนังสือ 3 เล่มในบ้านเด็ก หยุดภาวะ learning Loss เปิดพื้นที่ชุมชนร่วมดูแล
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 05 เม.ย. 2565
ข่าวเกี่ยวกัน
อ่านยาใจ สร้างภูมิคุ้มกันใจเพื่อเด็กปฐมวัย
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ธนาคารจิตอาสา มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง (Peaceful Death) ศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน จัดงาน “อ่านยาใจ : ภูมิคุ้มใจเพื่อเด็กปฐมวัย” บทสนทนาและนิทาน สื่อเรียนรู้ความสูญเสียและปลุกพลังบวกเพื่อเด็ก เพื่อเตรียมความพร้อม เตรียมความรู้รับมือกับโรคอุบัติใหม่ หรืออุบัติการณ์อื่นๆ อย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ ช่วยเปิดโอกาสในการพัฒนาสุขภาวะเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาขีดความสามารถของมนุษย์
ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตล่าสุดแล้วกว่า 20,387 คน ที่น่ากังวล คือ สมาชิกครอบครัวที่ต้องสูญเสียกะทันหัน โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ต้องสูญเสียปู่ ย่า ตา ยาย พ่อแม่ ยังไม่มีการรับมือได้อย่างเหมาะสม หากผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดกับเด็กไม่มีการพูดคุย อธิบาย หรือตอบคำถามให้เด็กเล็กเข้าใจ อาจส่งผลให้เด็กเกิดความกังวล ความเศร้า ความหวาดกลัว เสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว
ส่งเสริมการอ่านเพิ่มพลังบวกเด็กปฐมวัย
สสส. เห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น จึงร่วมมือกับภาคีเครือข่ายส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน พัฒนาองค์ความรู้ สร้างสรรค์นวัตกรรมหนังสือและสื่อที่มีคุณภาพ โดยพัฒนาหนังสือนิทาน และกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เพื่อเป็นเครื่องมือและกระบวนการเสริมสร้างศักยภาพและสุขภาวะเด็กปฐมวัย โดยสื่อสารถึงความสูญเสียและปลุกพลังบวกให้กับเด็กๆ มุ่งสร้างครอบครัวอบอุ่น และชุมชนเข้มแข็ง สอดคล้องตัวชี้วัดของประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อม เตรียมความรู้ในการรับมือกับโรคอุบัติใหม่ หรืออุบัติการณ์อื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การสูญเสียบุคคลในครอบครัวโดยไม่ได้กล่าวลาด้วยกระบวนการไว้อาลัยที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอย่างเคร่งครัด ทำให้กระบวนการการดูแลสุขภาพจิตคนในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยที่สูญเสียปู่ ย่า ตา ยาย และพ่อแม่เพราะโควิด-19 เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ดูแลเด็กต้องใส่ใจ เนื่องจากเด็กปฐมวัยยังไม่เข้าใจว่าการเสียชีวิตเป็นจุดสิ้นสุดของชีวิต
การใช้สื่อนิทานเล่าเรื่องราวการสูญเสียกับเด็กปฐมวัยจึงเป็นวิธีการที่มีประโยชน์มากในการปรับสภาพจิตใจของเด็กเล็กให้พร้อมรับมือกับปฏิกิริยาการสูญเสียก่อนบอกถึงการสูญเสียบุคคลใกล้ชิดอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าเด็กปฐมวัยจะยังคงมีพฤติกรรมในการปลอบตัวเองอยู่บ้าง อาทิ ดูดนิ้ว โยกตัว ร้องไห้งอแง แต่หากพฤติกรรมอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังคงอยู่นาน หรือทำให้ผู้ดูแลกังวลควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในสถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือโทรศัพท์ผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง
อ่านยาใจ ภูมิคุ้มกันเพื่อเด็กปฐมวัย
นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ช่วงปฐมวัยเป็นรากฐานแห่งความมั่นคงของชีวิตมนุษย์ หากผู้ใหญ่ในครอบครัวตระหนักและเข้าใจ ทุกภาคส่วนร่วมเข้ามาดูแล พัฒนา ปกป้อง คุ้มครอง เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก โดยไม่เลือกปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กฯ โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤตของสถานการณ์ที่ไม่ปรกตินี้ จะช่วยบรรเทาความเครียดที่เกิดขึ้นกับคนในครอบครัว และช่วยลดปัญหาความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับเด็กในระยะยาวได้
นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า วิกฤตโควิด-19 ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงและก่อผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนไทยอย่างมาก โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็กที่ยังไม่มีความเข้าใจเรื่องการสูญเสีย รวมถึงวิธีการจัดการความเครียด จึงต้องการพลังบวกจาก คนใกล้ชิด การจัดงาน “อ่านยาใจ : ภูมิคุ้มใจเพื่อเด็กปฐมวัย” บทสนทนาและนิทาน สื่อเรียนรู้ความสูญเสียและปลุกพลังบวกเพื่อเด็กครั้งนี้ ได้พัฒนาเครื่องมือที่ทรงพลังทั้ง หนังสือนิทานภาพชุด “ภูมิคุ้มใจเพื่อเด็กปฐมวัย” และกิจกรรมสร้างสรรค์ อาทิ กิจกรรม “ภูมิคุ้มใจและจิตวิทยาการดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบในสถานการณ์เปราะบาง” กิจกรรม “สานพลังการอ่านสร้างทักษะ Resilience kid” ที่จะทำให้พ่อ แม่ ครูผู้ดูแลและพัฒนาเด็ก รวมถึงบุคคลใกล้ชิด ได้นำไปปรับใช้สร้างกระบวนการเรียนรู้ รวมถึงปลุกพลังบวกของเด็ก สำหรับผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดตามได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ “อ่านยกกำลังสุข” โทร.02-424-4616, 080-259-0909 และเว็บไซต์ www.happyreading.in.th
สสส.ผนึกภาคีเครือข่ายส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน จัดกิจกรรม “อ่านยาใจ : สร้างภูมิคุ้มใจเด็กปฐมวัย” ผ่านเฟซบุ๊ก “อ่านยกกำลังสุข” พร้อมเปิดตัวนิทานภาพ “ภูมิคุ้มใจเพื่อเด็กปฐมวัย” ปลุกพลังบวกเด็กเล็ก มองความสูญเสีย-พลัดพรากอย่างเข้าใจ
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 25 พ.ย. 2564
สรุปสาระสำคัญ
รายงานฉบับใหม่ขององค์การยูเนสโก ยูนิเซฟ และธนาคารโลก เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2565 ชี้ให้เห็นว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 และการปิดโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ได้ก่อให้เกิด “ภาวะถดถอยทางความรู้ (Learning Loss)” ในเด็กนักเรียนเกือบทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะเด็กจากครอบครัวยากจน เด็กในพื้นที่ห่างไกล เด็กพิการ และเด็กปฐมวัย ซึ่งได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เด็กทั่วโลกสูญเสียชั่วโมงเรียนมากกว่า 2 ล้านล้านชั่วโมง และมีเด็กอย่างน้อย 1 ใน 3 ถูกตัดขาดจากการศึกษาโดยสิ้นเชิงเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงการเรียนทางไกล ส่งผลให้เด็กประมาณ 24 ล้านคนเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา
ในประเทศไทย การเรียนออนไลน์ไม่สามารถทดแทนการเรียนในห้องเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากครอบครัวจำนวนมากขาดอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต และเวลาของผู้ปกครอง ทำให้คุณภาพการเรียนรู้ถดถอยและอัตราการขาดเรียนเพิ่มขึ้น ยูนิเซฟ ประเทศไทย จึงร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและภาคีเครือข่าย ดำเนินโครงการฟื้นฟูการเรียนรู้ เช่น การประเมินภาวะความรู้ถดถอย การอบรมครู และการจัดการเรียนรู้ซ่อมเสริมรายบุคคล พร้อมถอดบทเรียนจากโครงการนำร่องเพื่อนำไปขยายผลทั่วประเทศ รายงานยังสะท้อนปัญหาสำคัญคือ หลายประเทศยังขาดมาตรการฟื้นฟูที่จริงจัง และใช้งบประมาณด้านการศึกษาในแผนฟื้นฟูโควิดในสัดส่วนที่ต่ำมาก ซึ่งอาจสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อเด็กทั้งรุ่นในระยะยาว
ข้อสอบ
ข้อ 1 สาเหตุเชิงโครงสร้างที่ทำให้ภาวะถดถอยทางความรู้รุนแรงขึ้นในกลุ่มเด็กเปราะบางคือข้อใด
ก. หลักสูตรไม่สอดคล้องกับบริบทโลก
ข. การขาดแคลนครูผู้สอนเฉพาะทาง
ค. การไม่สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ทางไกลอย่างเท่าเทียม
ง. การประเมินผลที่เข้มงวดเกินไป
ข้อ 2 หากท่านเป็นผู้บริหารสถานศึกษา มาตรการใดสอดคล้องกับข้อเสนอของยูเนสโก ยูนิเซฟ และธนาคารโลกมากที่สุด
ก. เร่งสอนเนื้อหาให้ครบตามหลักสูตร
ข. จัดการเรียนรู้ซ่อมเสริมตามความต้องการรายบุคคล
ค. เพิ่มการสอบวัดผลเพื่อคัดกรองผู้เรียน
ง. ลดเวลาเรียนและเพิ่มกิจกรรมเสริม
ข้อ 3 ข้อใดสะท้อนผลกระทบระยะยาวของ Learning Loss ได้ชัดเจนที่สุด
ก. คะแนนสอบลดลงชั่วคราว
ข. ความเครียดของครูเพิ่มขึ้น
ค. กระทบต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ และอาชีพในอนาคตของเด็ก
ง. การใช้งบประมาณด้านการศึกษาสูงขึ้น
ข้อ 4 ข้อมูลการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาในแผนฟื้นฟูโควิดของหลายประเทศสะท้อนปัญหาใด
ก. การบริหารงบประมาณที่มีประสิทธิภาพสูง
ข. การให้ความสำคัญกับการศึกษายังไม่เพียงพอ
ค. การลงทุนด้านเทคโนโลยีมากเกินไป
ง. การกระจายอำนาจด้านการศึกษา
ข้อ 5 บทเรียนจากโครงการนำร่องของยูนิเซฟในประเทศไทย ชี้ว่าการแก้ปัญหา Learning Loss ที่ยั่งยืนควรเน้นสิ่งใด
ก. การเรียนออนไลน์เต็มรูปแบบ
ข. การเพิ่มชั่วโมงเรียนให้มากขึ้น
ค. การพัฒนาครูและสื่อการสอนควบคู่การประเมินผู้เรียน
ง. การลดจำนวนนักเรียนต่อห้องเพียงอย่างเดียว
คลิกเฉลย >>>
