
ประเด็นการปรับสร้างศึกษา-การพัฒนายกระดับคน-หรือการรื้อสร้าง “การศึกษาใหม่” ให้ทันโลกวันนี้นั้น ไม่อาจเคลื่อนไหวอยู่แค่การสร้างวาทกรรมเปลือกกระพี้ให้ฟังดูดี-ดูฉลาด-น่าตื่นเต้นเท่านั้น! แต่เป็นเรื่องของการลงมือปฏิบัติที่ต้องเจาะลึกถึงฐานราก-แก่นแกนความคิดฝังลึกหรือมายด์เซ็ท ที่มันเป็นแก่นแกนกำหนดกรอบทิศทาง-ความคิด-การปฏิบัติทั้งปวง ที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนการศึกษา-การพัฒนาบุคลากร จนเป็นมรดกที่ฝังลึกในระบบการศึกษาและสถาบันการศึกษามานับศตวรรษ
ความคิดฝังลึกหรือมายด์เซ็ตที่ว่านี้ มีอิทธิพลต่อการศึกษาที่ทำให้เคลื่อนไหวละล้าละลังอยู่ในปัจจุบันอย่างน่าฉงน! ซึ่งคงต้องทบทวนเรื่องนี้กันขนานใหญ่ทีเดียว เพราะในโลกแห่งความจริงนั้น สังคมใดจะปรับสร้างเศรษฐกิจ-ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ก้าวหน้านั้นต้องอาศัยคุณภาพคน-คุณภาพการศึกษา-การพัฒนาคนเป็นสำคัญ! ถ้าการศึกษา-การพัฒนาคนไม่ปรับเปลี่ยน เศรษฐกิจ-สังคม-คุณภาพชีวิตก็ไม่อาจยกระดับก้าวหน้าขึ้นได้
ในคลื่นริ้วความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในวันนี้ โลกเคลื่อนไปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพล ทำให้คุณภาพชีวิต-การพัฒนาสังคม-การยกระดับเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงปรับตัวเร็ว-ไร้ขีดจำกัดตลอดเวลา สภาวะเช่นนี้การศึกษา-การพัฒนาคนจะปรับเปลี่ยนแค่เปลือกผิวอย่างเลื่อนลอยไม่ได้! แต่ต้องจริงจังมุ่งรื้อสร้างความคิด-สะสางระบบ-ปรับสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ขึ้นใหม่ ซึ่งมิติสำคัญที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงที่สุดคือ “ความคิดฝังลึก” (mindset) ของกลุ่มคนและสถาบันการศึกษารวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งระบบ!
ปัจจุบันภาพรวมความคิดฝังลึก-มายด์เซ็ตของคนในระบบการศึกษา-สถาบัน-สถานศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเป็นฐานคิดแบบโลกเก่า-แบบเดิม ที่มองตนเป็นศูนย์กลางจักรวาล-เก่งกว่า-เหนือกว่าคนทั่วไป มีความเป็นขุนน้ำ-ขุนนางสูง ฯลฯ ขาดการมองโลกแวดล้อมใหม่รอบตัวที่เปลี่ยนไปเกือบจะสิ้นเชิงแล้ว โลกใบใหม่ต่างจากโลกใบเก่ามาก! ซึ่งด้วยสภาพความเปลี่ยนแปลงของโลกใบใหม่ผนวกกับความคิดฝังลึกที่ชี้นำการศึกษาวันนี้! ส่งผลให้เราไม่อาจพึ่งระบบและสถาบันการศึกษาแบบเดิม รวมทั้งไม่อาจพึ่งพาผู้คนที่คิดทำแบบเดิมๆอีกต่อไปหากคาดหวังถึงอนาคต! ซึ่งในคลื่นความเปลี่ยนแปลงวันนี้ มีสภาวะและระดับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว-รุนแรง-ก้าวหน้า ต่างกันลิบกับโลกใบเดิม ที่การศึกษาทั้งระบบหมกตัวอยู่!
ความคิดฝังลึก-มายด์เซ็ตเดิม เป็นความคิดยุคอนาล็อกที่วนอยู่ในกองตำราแบบเดิม-วิธีคิดแบบเดิม-ในความเคลื่อนไหวของภาคการผลิตและบริการแบบเดิม ที่มีโครงสร้างการพัฒนาวิธีคิดการจัดการในแบบแรงงานแบบเข้มข้น (labor incentive) เป็นระบบการบริหารจัดการคนบนฐานความรู้ความเข้าใจยุคเดิม มีลำดับชั้นในองค์กรที่มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพตามสูตรคณิตศาสตร์ธุรกิจแบบเก่า เติบโตแบบมีจังหวะขั้น-เป็นเส้นตรง (liner growth) เป็นภาพรวมของวิทยาการความก้าวหน้าในโลกศตวรรษที่ผ่านมา!
วันนี้การงาน-กระบวนการจัดการคน-องค์กร-รวมถึงการศึกษา-การพัฒนาคนต่างไปจากเดิม ดูได้จากสังคม-วิธีคิดในการบริหารยุคใหม่แบบจีน ได้จัดปรับตัวเอง-สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเข้มข้นช่วงปลายศตวรรษที่ 20 นำสังคมจีนสู่โหมดใหม่ด้วยความคิด-วิสัยทัศน์ใหม่-สร้างตัวใหม่-ปรับตัวก้าวกระโดด จนสังคมจีนโดยรวมเปลี่ยนจากโลกความยากจนสู่โลกที่ก้าวหน้ายุคใหม่! สร้างสิ่งแวดล้อม-การศึกษา-การพัฒนาใหม่ ที่เชื่อมต่อคุณภาพชีวิต-เศรษฐกิจ-สังคมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทั้งกระบวนระบบ จนแทบไม่เหลือร่องรอยการผลิต-การพัฒนาแบบของคอมมิวนิสต์-สังคมนิยมไว้เลย จะเหลืออยู่ก็แต่การเมือง-การปกครองเท่านั้นที่ยังคงสืบทอดอยู่ แต่การจัดการทางเศรษฐกิจ-สังคมโดยรวม คนรุ่นใหม่ปรับใช้เทคโนโลยีทดแทนหมดแล้ว!
บทเรียนจากจีนและการเผชิญกับอนาคตที่ไล่ล่าอยู่ในวันนี้ ชี้บอกชัดเจนว่ามายด์เซ็ตแบบโลกอนาล็อกไม่อาจนำใช้กับโลกดิจิตอลได้เลย! โลกใหม่-สังคมเศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิตใหม่นั้น เป็นวิถีที่เคลื่อนอยู่ในกระบวนระบบ Digital literacy พึ่งพาความก้าวหน้าของนวัตกรรมเทคโนโลยี-ข้อมูล-ปัญญาประดิษฐ์- IoT-การสื่อสารยุค 5G ฯ ที่มาประสานกลไกความเคลื่อนไหวอัตโนมัติด้วยอัลกอริทึม เชื่อมโยงให้คนบริหารจัดการระบบและทำงานกับหุ่นยนต์-แขนกลในระบบอัจฉริยะได้อย่างน่าอัศจรรย์ ฯลฯ
วิทยาการเก่าๆ ที่สร้างความเข้าใจเดิมๆ -บทท่องจำเก่า-ความรู้-ความคิดเห็นแบบเก่า-แนวปฏิบัติเก่า ฯลฯ จำเป็นต้องปรับล้าง-รื้อสร้างระบบวิธีคิด เพื่อสร้างความเข้าใจ-วิธีคิดชุดใหม่ในการมองโลกและจัดการระบบความรู้ใหม่ เพื่อเข้าถึงระบบสังคม เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และการสื่อสารใหม่ที่เท่าทันโลกที่เปลี่ยนไป!
การประกอบการและการอยู่ในระบบการผลิต-ระบบโรงงาน-และการงานที่เปลี่ยนไปของผู้คนยุคใหม่ ไม่เหมือนการงานในโลกเก่าอีกต่อไป ระบบโรงงานอัจฉริยะในการผลิตแบบอุตสาหกรรม 4.0 นั้นเป็นการผลิตที่เชื่อมต่อทั้งระบบในโครงสร้างการผลิต-บริการ ที่เคลื่อนไหวอัตโนมัติตามที่มีการออกแบบไว้ทั้งระบบ ใช้บุคลากรจำกัดและมีภาระงานต่างจากโลกเดิมๆ ที่ใช้คนจำนวนมาก งานหลักๆ นอกจากเรื่องการออกแบบที่เป็นฐานหลักของระบบแล้ว ก็มีงานขับเคลื่อน (drive) ควบคุมระบบ (control) นอกนั้นก็เป็นพวกซ่อมบำรุง ฯลฯ ซึ่งกลไกอัจฉริยะจะแสดงผลวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจและผลการประกอบการแบบเรียลไทม์ ช่วยให้จัดปรับการผลิตและบริการเชื่อมถึงผลลัพธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบดังกล่าวช่วยลดต้นทุนรวมได้กว่าร้อยละ 30 ซึ่งเป็นความก้าวหน้าของระบบเศรษฐกิจ และช่วยลดการบริโภคทรัพยากรลงมหาศาล ทั้งช่วยให้สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตดีกว่าโลกใบเก่ามากมาย นี่คือสภาพชีวิต-การงานในโลกใบใหม่!
การพัฒนาบุคลากรและการสร้างศึกษายุคใหม่จึงต้องรื้อสร้างความคิดฝังลึกใหม่ ที่มองทะลุเห็นความเปลี่ยนแปลงของการพัฒนาบุคลากรและการศึกษา ในโลกใหม่ที่มีฐานคิด-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี-และการจัดการที่เปลี่ยนไปจากวิธีคิดและภาพจำเก่าๆ วันนี้การเรียนรู้ ตำรา ทักษะ และประสบการณ์ใหม่ เปลี่ยนจากบทการจัดการแรงงานแบบเข้มข้นสู่ระบบออโตเมชั่น บนฐานข้อมูลการจัดการในโลกการสื่อสารยุค 5G ไปแล้ว ทำให้ทักษะยุคใหม่ต้องหันมาสนใจเรื่องการออกแบบ-การขับเคลื่อน-และการควบคุมกลไกการผลิตและบริการ ที่มีความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยี-นวัตกรรมที่สื่อสารข้อมูลเชื่อมต่อกันจากระบบคลาว์ดที่เชื่อมต่อถึงกันทั้งโลก ฯลฯ
ความคิดความเข้าใจเรื่องการพัฒนาคนและการศึกษาต้องปรับรากฐานความคิดใหม่ที่ไม่เหมือนโลกเก่าที่เราเคยชิน ตามประโยคที่บอกว่า เราไม่อาจใช้ความรู้ของอดีต-มาจัดการศึกษาในปัจจุบัน-เพื่อสร้างอนาคตที่ก้าวหน้าได้ นี่คือความสำคัญที่มีต่อเรื่องความคิดฝังลึกที่ต้องรื้อสร้างกันใหม่อย่างจริงจังให้ทันกาล!
ที่มา ; salika
สรุปสาระสำคัญ
บทความชี้ว่า “การปฏิรูปการศึกษา” ที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการสร้างวาทกรรมหรือปรับเปลี่ยนเชิงผิวเผิน แต่ต้องรื้อสร้าง “ความคิดฝังลึก (mindset)” ซึ่งเป็นรากฐานที่กำหนดทิศทางการจัดการศึกษาและการพัฒนาคนมายาวนาน หากไม่เปลี่ยน mindset การพัฒนาคนก็ไม่เกิด ส่งผลให้เศรษฐกิจและสังคมไม่ก้าวหน้า ในโลกปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และข้อมูล การศึกษาไม่สามารถยึดติดกับแนวคิดแบบเดิมที่เป็นลักษณะอนาล็อก เน้นแรงงานเข้มข้น โครงสร้างลำดับชั้น และการเติบโตแบบเส้นตรงได้อีกต่อไป
บทความยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงของจีนที่สามารถปรับ mindset และระบบการพัฒนา จนก้าวสู่ความทันสมัยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเกิดทั้งระบบ โดยเฉพาะการศึกษา ซึ่งต้องสร้างทักษะใหม่ เช่น การออกแบบ การควบคุม และการทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติและข้อมูลขนาดใหญ่
ดังนั้น การศึกษาใหม่ต้องเปลี่ยนฐานคิดไปสู่โลกดิจิทัล ปรับระบบการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อม และทักษะให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี เช่น AI, IoT และ 5G เพื่อพัฒนาคนให้สามารถดำรงชีวิตและทำงานในโลกอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย้ำว่าการใช้ความรู้แบบเดิมไม่สามารถสร้างอนาคตใหม่ได้ จำเป็นต้อง “รื้อสร้างความคิด” อย่างจริงจัง
สาระสำคัญที่สุดของบทความคือข้อใด
ก. การเพิ่มงบประมาณทางการศึกษา
ข. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ค. การเปลี่ยนแปลงความคิดฝังลึก (mindset)
ง. การเพิ่มจำนวนครู
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นว่าการเปลี่ยน mindset เป็นรากฐานของการปฏิรูปทั้งหมด
เหตุใดการศึกษาแบบเดิมจึงไม่สามารถพัฒนาสังคมได้
ก. ขาดครูคุณภาพ
ข. ใช้แนวคิดและระบบเดิมที่ไม่สอดคล้องโลกใหม่
ค. งบประมาณไม่เพียงพอ
ง. นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: ระบบเดิมเป็นแบบอนาล็อก ไม่ทันโลกดิจิทัล
ข้อใดสะท้อน “mindset โลกเก่า” ได้ชัดเจนที่สุด
ก. การเรียนรู้ผ่าน AI
ข. การทำงานร่วมกับหุ่นยนต์
ค. การยึดตำราและลำดับชั้นองค์กร
ง. การใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นลักษณะเด่นของระบบอนาล็อก
บทเรียนจากประเทศจีนในบทความคือข้อใด
ก. การคงระบบเดิม
ข. การเน้นเกษตรกรรม
ค. การปรับ mindset และใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อน
ง. การลดบทบาทการศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: จีนพัฒนาโดยปรับแนวคิดและระบบใหม่
ทักษะสำคัญในโลกใหม่ควรเน้นข้อใด
ก. การท่องจำ
ข. การออกแบบและควบคุมระบบ
ค. การใช้แรงงานจำนวนมาก
ง. การทำงานซ้ำๆ
เฉลย: ข
เหตุผล: โลกใหม่เน้น automation และการออกแบบระบบ
ข้อใดเป็นลักษณะของอุตสาหกรรม 4.0
ก. ใช้แรงงานจำนวนมาก
ข. ระบบอัตโนมัติและข้อมูลเรียลไทม์
ค. การผลิตแบบดั้งเดิม
ง. ไม่ใช้เทคโนโลยี
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นจุดเด่นของโรงงานอัจฉริยะ
หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการปฏิรูป ควรเริ่มจากข้อใด
ก. ซื้ออุปกรณ์ใหม่
ข. เปลี่ยนหลักสูตรทันที
ค. ปรับ mindset ของบุคลากร
ง. เพิ่มชั่วโมงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: mindset เป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลง
ข้อใดเป็นผลลัพธ์ของระบบอัตโนมัติในเศรษฐกิจใหม่
ก. เพิ่มต้นทุน
ข. ใช้แรงงานมากขึ้น
ค. ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
ง. ลดคุณภาพสินค้า
เฉลย: ค
เหตุผล: ระบบอัจฉริยะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
ข้อใดสะท้อนแนวคิด “ใช้ความรู้เก่าสร้างอนาคตไม่ได้”
ก. ใช้ตำราเดิมสอน
ข. ปรับวิธีคิดและเรียนรู้ใหม่
ค. ยึดระบบเดิม
ง. เน้นข้อสอบแบบเดิม
เฉลย: ข
เหตุผล: ต้องเปลี่ยนความรู้และวิธีคิดให้ทันโลก
แนวทางพัฒนาการศึกษาที่เหมาะสมที่สุดคือข้อใด
ก. เน้นการแข่งขันสอบ
ข. ปรับเฉพาะหลักสูตร
ค. ปรับทั้ง mindset ระบบ และเทคโนโลยี
ง. เพิ่มกิจกรรมเสริม
เฉลย: ค
เหตุผล: การเปลี่ยนแปลงต้องเป็นระบบครบทุกมิติ