สมาชิกเข้าสู่ระบบ

พฤติกรรมที่ทำสมองตาย ยิ่งทำหลายอย่างพร้อมกันก็ยิ่งเสี่ยง

เปิดลิสต์พฤติกรรมเสี่ยงต่อภาวะ สมองเสื่อม และ สมองตาย หากไม่อยากทำร้ายสมองโดยไม่ตั้งใจ ต้องมาเช็กว่าพฤติกรรมแบบไหนเข้าข่าย พร้อมรู้วิธีป้องกัน 

อาการ “สมองเสื่อม” และ “สมองตาย” เกิดขึ้นจากพฤติกรรมเชิงลบในชีวิตประจำวันของคนเรา ที่เผลอทำซ้ำๆ จนกลายเป็นนิสัย ซึ่งส่งผลให้ทำร้ายสมองโดยไม่รู้ตัว โดยพฤติกรรมเชิงลบนั้น อาจมีได้ตั้งแต่พฤติกรรมการกินอาหารผิดเวลา การทำงานหลายอย่างพร้อมกัน การใส่หูฟังนานๆ หลายชั่วโมงต่อวัน รวมไปถึงเรื่องจิตใจและความเครียด แล้วแบบไหนเข้าข่ายเสี่ยงเป็น พฤติกรรมทำร้ายสมอง บ้าง? 

มีข้อมูลจาก ผศ.ดร.ก.บ.ศุภลักษณ์ เข็มทอง บุญเปลื้อง อาจารย์สาขากิจกรรมบำบัดจิตสังคม คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล ได้อธิบายถึงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ผ่านทางช่อง Mahidol Channel ไว้ดังนี้

 

  • กินอาหารผิดเวลา ไม่สอดคล้องกับ “นาฬิกาชีวิต”

โดยทั่วไปสมองของเราจะทำงานตาม “นาฬิกาชีวิต” ในร่างกาย โดยช่วงเวลา ตี 5 - 9 โมงเช้า สมองจะตื่นตัวและต้องการพลังงานเพื่อใช้ทำงาน คนเราจึงควรกินมื้อเช้าไม่เกิน 9 โมงเช้า โดยเน้นอาหารที่มีไฟเบอร์และน้ำตาลน้อย เช่น ข้าวซ้อมมือ ผัก ผลไม้ 

ส่วนช่วงเวลา 10 โมงเป็นต้นไป สมองจะเริ่มอยากพักผ่อน จึงไม่ควรกินอาหารที่มีน้ำตาลสูงเกินไป เพราะสมองไม่ได้นำมาใช้งาน หากกินอาหารน้ำตาลสูงช่วงเวลานี้ จะเกิดการสะสมในสมอง ส่งผลให้เส้นประสาทอักเสบ, เริ่มง่วงทั้งที่ไม่ควรง่วง, จำอะไรไม่ค่อยได้, เสี่ยงต่อสมองทำงานผิดปกติ เป็นต้น

 

  • มีพฤติกรรม “เนือยนิ่ง” นานเกิน 30 นาที

หากเราอยู่นิ่งๆ โดยไม่ขยับร่างกายเลยเป็นเวลาติดต่อกันเกิน 30 นาที ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะ “เนือยนิ่ง” เพราะขาดการขยับร่างกาย ทำให้ปอดไม่ได้รับออกซิเจนที่เพียงพอ ส่งผลให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอตามไปด้วย จึงทำให้สมองเกิดความเหนื่อยล้า มีอาการมึน เบลอ คิดไม่ออก ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

 

  • ใช้คอมพิวเตอร์โดยใส่หูฟังเป็นระยะเวลานาน

สมองของคนเรามักจะโฟกัสไปที่เสียง (การฟัง) มากกว่าการมองเห็น เมื่อเราใส่หูฟัง สมองจะทำงานเพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้เพิ่มความเครียดให้สมอง ส่งผลให้สมองใช้งานหนักเกินไป และเสี่ยงต่ออาการสมองเหนื่อยล้า หากมีพฤติกรรมนี้สะสมนานๆ เข้า ก็อาจลดประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้

 

  • สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ชา กาแฟ มากเกินไป

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อสมองโดยตรง ทำให้เกิดอาการ “สมองมึน” เพราะแอลกอฮอลล์เข้าไปแย่งออกซิเจน แย่งน้ำในเซลล์สมอง ในกรณีร้ายแรงหากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 2 แก้วภายใน 1 ชั่วโมง มีส่วนทำให้เซลล์สมองตายได้ด้วย 

ขณะที่ควันจากการ “สูบบุหรี่” จะไปกีดกันไม่ให้ออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ทำให้สมองสามารถขาดออกซิเจน ในกรณีรุนแรงอาจถึงขั้นสมองเป็นอัมพาตได้ ส่วน “คาเฟอีน” หากดื่มมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงทำให้เซลล์ “สมองอักเสบ” ได้มากขึ้น เพราะมีผลให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองน้อยลง 

 

  • การทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (Multi-tasking)

จริงอยู่ที่คนรุ่นใหม่ต้องการทำงานแบบ Multi-tasking เพื่อเพิ่ม Productivity ในการทำงาน แต่จริงๆ เเล้ว การทำงานหลายอย่างพร้อมกัน จะกลายเป็นว่าทำได้ไม่ดีสักอย่าง เพราะสมองจะเกิดอาการเหนื่อยล้า คิดงานไม่ออก สมองช้าลง หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิอ่อนเพลีย มีภาวะเครียดสะสม ความจำแย่ลง การทำงานของสมองลดลง และอาจเสี่ยงทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ (สมองเสื่อม) ก่อนวัยอันควร 

อย่างไรก็ตาม มีวิธีป้องกันและแก้ไขพฤติกรรมเหล่านี้ในเบื้องต้นนั่นคือ ระหว่างวันช่วงหลังเที่ยงอาจงีบนอนสัก 15 นาที - 1 ชั่วโมง เเต่ทางที่ดีที่สุดคือควรเข้านอนก่อน 5 ทุ่ม เเละนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้สมองสดชื่นแจ่มใส หรือลองฝึกลมหายใจด้วยทฤษฎี 4x4 คือ การวาดนิ้วเป็นรูปสี่เหลี่ยม พร้อมนับ 1-4 ทำทั้งหมด 4 รอบ ช่วยเพิ่มสมาธิ หายใจได้เต็มปอด ทำให้สมองได้รับออกซิเจนได้เพียงพอ และช่วยผ่อนคลายความวิตกกังวลได้ด้วย 

อ้างอิง : Mahidol Channel 

ที่มา ; Blockdit

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น