
เมื่อวันที่ 5 เม.ย.รศ.ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เปิดเผยว่า ในการประชุมกมว.เมื่อเร็วๆนี้ที่ประชุมได้พิจารณาร่างมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาและการศึกษา ซึ่งมีความเห็นว่าอาจจะต้องพิจารณาทบทวนกรณีผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษา แต่จะต้องมีประสบการณ์การบริหารการศึกษา โดยจากนี้คณะอนุกรรมการฯ ชุดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะนำความเห็นนี้ไปดำเนินการปรับปรุงร่างมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาและการศึกษา เมื่อแล้วเสร็จจะเสนอให้ที่ประชุมสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ แห่งประเทศไทยพิจารณา และขั้นตอนต่อไปก็จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นแบบกลุ่ม (Focus Group) โดยเชิญผู้อำนวยการ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เข้าร่วม เมื่อได้ข้อสรุปทั้งหมดแล้ว ก็จะนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม กมว. ก่อนจะเสนอให้คณะกรรมการคุรุสภาพิจารณาและประกาศเป็นข้อบังคับต่อไป
"สาเหตุที่เราต้องปรับร่างมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาและการศึกษา เพื่อที่จะทำให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และเน้นเรื่องสมรรถนะให้มากขึ้น อีกทั้งร่างนี้ฯจะเป็นแนวทางให้มหาวิทยาลัยนำไปใช้ในการออกแบบหลักสูตร ซึ่งการปรับในครั้งนี้จะสอดคล้องกับร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติพ.ศ...ที่กำหนดให้คำว่า ผู้อำนวยการสถานศึกษา ใช้คำว่า หัวหน้าสถานศึกษาแทน และจะใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพกับหัวหน้าสถานศึกษาไม่ได้ ดังนั้นจากนี้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาจะไม่มี และผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา จะต้องมีประสบการณ์การบริหาร และผ่านการดำรงตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าสถานศึกษา"ประธาน กมว.กล่าวและว่า เรื่องนี้จะช่วยแก้ปัญหามหาวิทยาลัยที่เร่งเปิดหลักสูตรบริหารสถานศึกษา เพื่อรับผู้เรียนจำนวนมากจนไม่มีประสิทธิภาพ และปัญหาที่ครูจบใหม่ ศึกษาต่อเพื่อให้ได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อจะสอบเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน
ที่มา ; เดลินิวส์ จันทร์ที่ 5 เมษายน 2564
ข่าวเดียวกัน
กมว. เปลี่ยนชื่อตำแหน่ง ผอ.รร. ใช้ ‘หัวหน้าสถ
านศึกษา’
นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกมว. เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้รายงานข้อมูลการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพซึ่งจัดขึ้นปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาปรากฎว่า มีผู้สอบผ่านวิชาครู ไม่ถึงร้อยละ40 เป็นที่น่ากังวล ขณะที่การสอบวิชาเอก โดยเฉพาะเอกภาษาอังกฤษไม่ถึงร้อยละ50 สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการเรียนการสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู หรือป.บัณฑิต ไม่มีคุณภาพ เพื่อเป็นการแก้ปัญหา ที่ประชุมจะสรุปผลสอบเป็นรายสถาบัน เพื่อดูอัตราการสอบผ่านของนักศึกษา เพื่อให้สถาบันนำตัวเลขไปปรับปรุงการเรียนการสอนต่อไป นอกจากนี้ที่ประชุมยังหารือมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารการศึกษาและสถานศึกษา
นายเอกชัย กล่าวต่อว่า โดยที่ประชุมยังหารือ การจัดทำมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษาใหม่ อาจจะต้องมีการทบทวน ให้ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาไม่จำเป็นต้องจบปริญญาโทบริหารการศึกษาควรจะเปิดกว้างให้ผู้ที่จบปริญญาโทสาขาอื่นหรือจบปริญญาตรีแต่มีประสบการณ์ด้านการบริหารการศึกษา มีโอกาสเป็นผู้บริหารสถานศึกษาได้ โดยจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพ ก่อนรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
“มาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ในร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.. ฉบับใหม่ กำหนดไว้ชัดเจนว่า ตามที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ต่อไปผู้บริหารสถานศึกษาไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตฯ โดยในร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.. ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา กำหนดชื่อตำแหน่งใหม่ ว่า “หัวหน้าสถานศึกษา” แทนคำว่า “ครูใหญ่” และไม่ใช้คำว่า “ผู้อำนวยการโรงเรียน” แต่ในกฎหมายก็เปิดช่องไว้ว่า จะเรียกเป็นชื่ออื่นก็ได้ตามประกาศหรือข้อกำหนดของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และกำหนดใหม่ว่า ให้ครูเป็น ผู้มีฐานะอันสูงส่ง ไม่ใช่ วิชาชีพชั้นสูง เพราะเป็นอาชีพที่มีความรับผิดชอบสูง จึงต้องกำกับด้วยใบอนุญาตฯและเปลี่ยนจาก ใบรับรองความเป็นครู ซึ่งได้รับการคัดค้าน มาเป็น ใบรับรองการประกอบวิชาชีพครู”นายเอกชัยกล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 5 เมษายน 2564
ข่าวเดียวกัน
ชงผู้บริหารโรงเรียน ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาโท แต่ต้องมีประสบการณ์
นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (ประธาน กมว.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในที่ประชุม กมว.ได้มีการพิจารณาร่างมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาและการศึกษา ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นว่าอาจจะต้องมีการพิจารณาทบทวน กรณีผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษา แต่จะต้องมีประสบการณ์การบริหารการศึกษา โดยจากนี้คณะอนุกรรมการฯ ชุดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะนำความเห็นนี้ไปดำเนินการปรับปรุงร่างมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาและการศึกษา เมื่อแล้วเสร็จจะเสนอให้ที่ประชุมสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ แห่งประเทศไทยพิจารณา และขั้นตอนต่อไปก็จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นแบบกลุ่ม (Focus Group) โดยเชิญผู้อำนวยการ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เข้าร่วม เมื่อได้ข้อสรุปทั้งหมดแล้ว ก็จะนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม กมว. ก่อนจะเสนอให้คณะกรรมการคุรุสภา พิจารณาและประกาศเป็นข้อบังคับ
ประธานกมว.กล่าวอีกว่า าเหตุที่ต้องปรับร่างมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาและการศึกษา เพื่อที่จะทำให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และเน้นเรื่องสมรรถนะให้มากขึ้น อีกทั้งร่างนี้ฯ จะเป็นแนวทางให้มหาวิทยาลัยนำไปใช้ในการออกแบบหลักสูตร ซึ่งการปรับในครั้งนี้จะสอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... ที่กำหนด ให้คำว่า ผู้อำนวยการสถานศึกษา ใช้คำว่า หัวหน้าสถานศึกษาแทน และจะใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพกับหัวหน้าสถานศึกษาไม่ได้ ดังนั้น จากนี้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาจะไม่มี และผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา จะต้องมีประสบการณ์การบริหาร และผ่านการดำรงตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าสถานศึกษา
"เรื่องนี้จะช่วยแก้ปัญหามหาวิทยาลัยที่เร่งเปิดหลักสูตรบริหารสถานศึกษา เพื่อรับผู้เรียนจำนวนมากจนไม่มีประสิทธิภาพ และปัญหาที่ครูจบใหม่ ศึกษาต่อเพื่อให้ได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อจะสอบเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน"นายเอกฃัย กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่ พ.ร.บ.การศึกษาชาติฉบับใหม่ ยังไม่คลอดออกมามีผลบังคับใฃ้ เนื่องจาก มีเสียงคัดค้านไม่เห็นด้วย ที่จะเปลี่ยนแปลงคำเรียกตำแหน่ง "ผู้อำนวยการโรงเรียน" เป็น"ครูใหญ่ "โดยผู้ร่างกม.ระบุว่าผู้อำนวยการโรงเรียน ไม่ได้เป็นเพียงผู้บริหารโรงเรียนเท่านั้น แต่ต้องมีจิตสำนึกความเป็นครูด้วย แต่ก็มีเสียงคัดค้านไม่เห็นด้วยมาตลอด ทำให้ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขร่างพ.ร.บ.การศึกษาชาติหลายคร้ั้ง ในที่สุดมาลงตัวที่ การเปลี่ยนจากผู้อำนวยการโรงเรียน มาเป็น "หัวหน้าสถานศึกษา"
ที่มา ; ไทยโพสต์ 05 เมษายน พ.ศ. 2564
คลิกอ่าน ร่าง พรบ.การศึกษาแห่งที่ผ่านพิจารณาคณะกรรมการกฤษฎีการ(คณะพิเศษ เมื่อ 1 เมย 64)
สาระที่เกี่ยวกัน
๕ ประเด็นคำถาม กับข่าว "เอกชัย"แย้มอนาคตอาจไม่ใช้ตั๋วผู้บริหารสถานศึกษา
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ นพรัก ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ประธานที่ประชุมคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย และคณบดีวิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยสลัยพะเยา
#ประเด็นที่ ๑ “กมว.ทบทวนกรณีผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ไม่จำเป็นต้องจบป.โทบริหารการศึกษา?”
ประเด็นกฎหมาย
“ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๖ ก็ไม่ได้กำหนดให้ผู้บริหารสถานศึกษา จบปริญญาโทบริหารการศึกษา ดังข้อกำหนด ดังนี้
ข้อ ๗ ผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบริหาร
การศึกษา หรือเทียบเท่า หรือมีคุณวุฒิอื่นท่ีคุรุสภารับรอง
ข้อ ๘ ผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบริหารการศึกษาหรือเทียบเท่า หรือมีคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรอง”
สรุป กฎหมายกำหนดให้ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษามีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบริหารการศึกษา จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทบทวน ประเด็นการจบ ป.โท บริหารการศึกษา
#ประเด็นที่ ๒ มีสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย เปิดหลักสูตรปริญญาตรีทางการบริหารการศึกษา หรือไม่?
ข้อเท็จจริง สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ไม่เปิดหลักสูตรปริญญาตรีทางการบริหารการศึกษา ด้วยเหตุผล ๓ ประการ
ประการที่ ๑ ไม่มีอัตราสอบบรรจุเป็นครู สำหรับวุฒิปริญญาตรีทางการบริหารการศึกษา
ประการที่ ๒ ผู้ที่ประสงค์จะเป็นผู้บริหารทางการศึกษา ล้วนเป็นครูประจำการที่มีวุฒิอย่างน้อยปริญญาตรีอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องเรียนวุฒิปริญญาตรีอีกหนึ่งใบ
ประการที่ ๓ ผู้ประสงค์จะเป็นผู้บริหารทางการศึกษาต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูหนึ่งใบ ต้องมีประสบการณ์การสอน และต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารทางการศึกษา ด้วย
สรุป แม้กฎหมายจะกำหนดแค่วุฒิปริญญาตรี แต่ก็ไม่มีสถาบันเปิดสอน และแม้จะเปิดสอนก็ไม่มีผู้ใดประสงค์จะเรียน ด้วยเหตุผล ๓ ประการดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น ผู้ประสงค์จะเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารทางการศึกษา จึงเลือกเรียนปริญญาโททางการบริหารการศึกษา ซึ่งจะได้รับประโยชน์ทั้ง การได้ความรู้ การเพิ่มวุฒิ และการเป็นผู้บริหารทางการศึกษา
#ประเด็นที่ ๓ “อนาคตใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาจะไม่มี” ได้ไหม?
ประเด็นกฎหมาย ราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาพ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัติน้ี
“วิชาชีพ” หมายความว่า วิชาชีพทางการศึกษาท่ีทําหน้าท่ีหลักทางด้านการเรียน การสอนและการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งการรับผิดชอบการบริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาปฐมวัย ขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษาที่ต่ำกว่าปริญญาทั้งของรัฐ เอกชน และการบริหารการศึกษานอกสถานศึกษาในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ตลอดจนการ สนับสนุนการศึกษา ให้บริการหรือปฏิบัติงานเก่ียวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศ และการบริหารการศึกษาในหน่วยงานการศึกษาต่างๆ
“ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา” หมายความว่า ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น ซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพตามพระราชบัญญัตินี้
“ผู้บริหารสถานศึกษา” หมายความว่าบุคคลซึ่งปฏิบัติงานในตําแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาภายในเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาอื่นที่ที่จัดการศึกษาปฐมวัย ขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญาทั้งของรัฐและเอกชน
“ผู้บริหารการศึกษา” หมายความว่า บุคคลซึ่งปฏิบัติงานในตําแหน่งผู้บริหารนอกสถานศึกษาในระดับเขตพื้นท่ีการศึกษา
ใบอนุญาต” หมายความว่าใบอนุญาตประกอบวิชาชีพซึ่งออกให้ผู้ปฏิบัติงาน ในตําแหน่งครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่นตาม
พระราชบัญญัตินี้
สรุป “ผู้บริหารสถานศึกษา” และ “ผู้บริหารการศึกษา” เป็น “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา” ที่ต้องมี”ใบอนุญาต” ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาพ.ศ. ๒๕๔๖ การจะกำหนดให้ ผู้บริหารทางการศึกษา ไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จึงเป็นการกระทำที่ขัดกับกฎหมาย ไม่สามารถกระทำได้
#ประเด็นที่ ๔ ทำไมสถาบันอุดมศึกษาจึงเปิดหลักสูตรปริญญาโททางการบริหารการศึกษา? และทำไมจึงมีผู้นิยมเรียนหลักสูตรข้างต้น?
ข้อเท็จจริง สถาบันอุดมศึกษาเปิดหลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา ด้วยวัตถุประสงค์ ๒ ประการ
ประการที่ ๑ เพื่อสนองตอบความต้องการในการพัฒนาผู้บริหารทางการศึกษาของประเทศ
ประการที่ ๒ เพื่อจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาให้เป็นไปตามเกณฑ์ สกอ. และมาตรฐานหลักสูตร มาตรฐานการผลิต และมาตรฐานบัณฑิต ตามที่คุรุสภากำหนด
ข้อเท็จจริง ครูประจำการนิยมเรียนหลักสูตรปริญญาโททางการบริหารการศึกษา ด้วยวัตถุประสงค์ ๓ ประการ
ประการที่ ๑ เพื่อพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถด้านการบริหารการศึกษา ในการพัฒนาวิชาชีพครูของตนเอง
ประการที่ ๒ เพื่อเพิ่มวุฒิการศึกษาของตนให้สูงขึ้น เป็นการยกระดับความรู้ระดับอุดมศึกษา
ประการที่ ๓ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารทางการศึกษา
สรุป การพัฒนาคุณภาพผู้บริหารทางการศึกษาในปัจจุบัน เป็นการทำงาน ๔ ประสาน ได้แก่ (๑)คุรุสภาผู้กำหนดมาตรฐานตามที่กฎหมายวิชาชีพกำหนด (๒)สถาบันผลิตครูที่ต้องพัฒนาคุณภาพของสถาบันในการผลิตบัณฑิตตามมาตรฐานคุรุสภา (๓)ก.ค.ศ.ผู้กำหนดสมรรถนะของผู้บริหารทางการศึกษาในการพัฒนาสถาบันผลิตครูและพัฒนาผู้บริหารในการเข้าสู่ตำแหน่ง (๔)ครูผู้สอนที่มีความประสงค์จะเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหาร ซึ่งทั้ง ๔ ประสานมีเป้าหมายเดียวกันคือ ยกระดับคุณภาพของผู้บริหารทางการบริหารการศึกษาของชาติ
#ประเด็นที่ ๕ “ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษา แต่จะต้องมีประสบการณ์การบริหารการศึกษา” เป็นการย้อนแย้งทางด้านความคิด?
ข้อเท็จจริง การบริหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลปะ ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๖
ข้อ ๗ มีมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ดังต่อไปนี้
(ก) มาตรฐานความรู้ ประกอบด้วยความรู้ ดังต่อไปนี้
๑) การพัฒนาวิชาชีพ.
๒) ความเป็นผู้นําทางวิชาการ
๓) การบริหารสถานศึกษา.
๔) หลักสูตร การสอน การวัดและประเมินผลการเรียนรู้
๕) กิจการและกิจกรรมนักเรียน.
๖) การประกันคุณภาพการศึกษา
๗) คุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณ
ข้อ ๘ มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ดังต่อไปนี้
(ก) มาตรฐานความรู้ ประกอบด้วยความรู้ ดังต่อไปนี้
๑) การพัฒนาวิชาชีพ.
๒) ความเป็นผู้นําทางวิชาการ
๓) การบริหารการศึกษา.
๔) การส่งเสริมคุณภาพการศึกษา
๕) การประกันคุณภาพการศึกษา.
๖) คุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณ
สรุป “การย้อนแย้งทางความคิด” มาจาก การที่จะกำหนดให้ต้อง”มีประสบการณ์การบริหารการศึกษา” แต่ไม่ได้กล่าวถึงการกำหนดให้มีความรู้ จึงจะไปกำหนดว่า “ไม่จำเป็นต้องจบป.โทบริหารการศึกษา” ทั้งที่ คุรุสภากำหนดมาตรฐานความรู้ของผู้บริหารทางการศึกษาไว้อย่างชัดเจนข้างต้น
ศาสตร์และศิลปทางการบริหารการศึกษา คือ สมรรถนะทางการบริหารการศึกษา ซึ่งต้องมีทั้งความรู้ ประสบการณ์ ทักษะ และคุณลักษณะ ตามที่สำนักงาน ก.พ. ได้ให้ความหมายของสมรรถนะไว้ดังนี้ “สมรรถนะ (Competency) คือ คุณลักษณะเชิงพฤติกรรม (Bahavioral Attribute) ที่เป็นผลมาจากความรู้ (Knowledge/Wisdom) ทักษะ (Skill) ความสามารถ (Ability) และคุณลักษณะ (Attribute) อื่นๆ (Core Competency/Functional Competency/Special Competency = Competency) ที่ทำให้บุคคลสามารถสร้างผลงาน (Output/Outcome) ได้โดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมงานอื่นๆ ในองค์กร”
#คำถาม คือ
(๑) ความรู้และประสบการณ์ของผู้จะเข้าสู่ตำแหน่งบริหารมาจากไหน? ถ้าไม่มาจากการเรียนในหลักสูตรปริญญาโททางการบริหารการศึกษา
(๒) ถ้าตอบข้อ (๑)ว่า เมื่อสอบได้แล้วจะต้องเข้าอบรม ก็คงเป็นความย้อนแย้งทางความคิดอีกว่า “ความเชื่อว่าการอบรมเพียง ๖๐-๙๐ ชั่วโมง จะทำให้มีคุณภาพมากกว่า ผู้เรียนหลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา ๒ ปี” นั้น เป็นความเชื่อที่ถูกต้อง มีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิงหรือไม่?
(๓) ผู้จะเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารทางการศึกษา จะต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารทางการศึกษาตามกฎหมาย จะใช้วิธีใดให้ได้รับใบอนุญาตฯ? และ ถ้าจะให้ทดสอบรับใบอนุญาตฯ คุณสมบัติฯของผู้ขอเข้าทดสอบจะเป็นอย่างไร? ซึ่งก็คงต้องเทียบเคียงกับการทดสอบรับใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพครู นั่นคือต้องผ่านการเรียนในหลักสูตรการบริหารทางการศึกษามาด้วย
ข้อเสนอ คือ
กมว.กำกับคุณภาพสถาบันที่เปิดสอนหลักสูตรบริหารทางการศึกษา ให้มีมาตรฐานหลักสูตร มาตรฐานการผลิต และมาตรฐานบัณฑิตฑิต ให้การผลิตมีคุณภาพ และมหาบัณฑิตมีสมรรถนะทางการบริหารการศึกษา ตามที่ต้องการจะดีไหมครับ?
ผมเตรียมข้อเสนอความเห็นและคำถามไว้ เมื่อท่านประธาน กมว. จัดทำร่างมาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาและการศึกษาแล้วเสร็จ และนำเสนอให้ที่ประชุมสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ แห่งประเทศไทยพิจารณา ครับ
ที่มา ; FB สมบัติ นพรัก