
เมื่อวันที่ 24 เมษายน นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ได้ร่วมกับสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทคและกำลังคนอาชีวศึกษา สำนักงานคณะการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำรวจข้อมูลสารสนเทศ ปีการศึกษา 2565 ภาคเรียนที่ 2 ซึ่งทำให้ทราบถึงข้อมูลสถานศึกษา ข้อมูลผู้เรียน รวมถึงข้อมูลครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยพบว่า
ข้อมูลปีการศึกษา 2565 ภาคเรียนที่ 2 ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 12,223,247 คน โดยเป็นนักเรียนในสังกัด ศธ. 10,477,216 คน และนอกสังกัด ศธ. 1,746,031 คน โดยในส่วนของ ศธ.เป็นสังกัด สพฐ. 6,587,388 คน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 2,103,112 คน สังกัด สอศ. 962,990 คน สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) 823,003 คน และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ 723 คน ส่วนจำนวนผู้เรียนสายสามัญต่ออาชีวศึกษา พบว่า สายสามัญมีอยู่ 476,325 คน และอาชีวศึกษามีอยู่ 214,650 คน คิดเป็น 68.9 ต่อ 31.1
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า จากข้อมูลยังพบว่ามีจำนวนนักเรียน (อายุ 7-15 ปี) ออกกลางคัน ในภาคเรียนที่ 2/2565 เป็นนักเรียน สพฐ. 21,364 คน นักเรียน สช. 7,138 คน นักเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 2,428 คน และนักเรียน สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร 897 คน และระดับอาชีวศึกษา 20,981 คน รวมนักเรียนออกกลางคัน 52,808 คน จากข้อมูลยังพบว่าจังหวัดที่มีนักเรียนออกไปเรียนนอกพื้นที่มากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร 104,569 คน รองลงมาคือ จ.สมุทรปราการ 56,618 คน ส่วนจังหวัดที่นักเรียนนอกพื้นที่เข้ามาเรียนมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร 185,017 คน รองลงมาคือ จ.ชลบุรี 58,337 คน นอกจากนี้ ยังพบว่ามีรายงานนักเรียนซ้ำซ้อน ซึ่งหมายถึงนักเรียนที่มีรายชื่อหรือรหัสประจำตัวประชาชนปรากฏในสังกัดหน่วยงานมากกว่า 1 สังกัด จำนวนทั้งสิ้น 130,071 คน โดยพบมากสุดในส่วนของ ศธ. คือ กศน.ซ้ำซ้อน 35,715 คน สพฐ. ซ้ำซ้อน 32,860 คน สอศ.ซ้ำซ้อน 29,889 คน และสช. ซ้ำซ้อน 12,936 คน ส่วนที่เหลือ 18,671 คน อยู่ในสังกัดอื่น นอก ศธ.
นายอรรถพล กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับข้อมูลสถานศึกษาทั้งในและนอกสังกัด ศธ. จำแนกตามขนาด พบว่ามีสถานศึกษาทั้งสิ้น 56,776 แห่ง โดยเป็นสถานศึกษาขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 119 คนลงมา จำนวน 35,272 แห่ง มีนักเรียน 1,677,737 คน ครู 115,635 คน สถานศึกษาขนาดกลางที่มีจำนวนนักเรียน 120-719 คน จำนวน 17,719 แห่ง มีนักเรียน 4,621,309 คน ครู 291,044 คน สถานศึกษาขนาดใหญ่ที่มีจำนวนนักเรียน 720-1,679 คน จำนวน 2,568 แห่ง มีนักเรียน 2,748,013 คน ครู 114,352 คน สถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษที่มีนักเรียนตั้งแต่ 1,680 คนขึ้นไป จำนวน 1,217 แห่ง มีนักเรียน 3,185,124 คน ครู 134,589 คน
ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า ส่วนข้อมูลครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งในและนอกสังกัด ศธ. มีจำนวนทั้งสิ้น 655,620 คน โดยในสังกัด ศธ. แยกเป็น สพฐ. 457,222 คน สช. 142,365 คน กศน. 3,610 คน สอศ. 31,353 คน โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ 77 คน และแนวโน้มการเกษียณอายุราชการของครูในระยะ 10 ปีนับจากนี้ แต่ละปี จะมีมากกว่า 11,000 คน โดยปี 2566 จะมีครูที่สอนระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานเกษียณอายุราชการถึง 19,739 คน ปี 2567 จะมีครูเกษียณ 17,685 คน ซึ่งตัวเลขครูเกษียณที่สูงขนาดนี้ทำให้ ศธ.ต้องมาคิดวางมาตรการกำหนดกรอบอัตรากำลังครูเพื่อรองรับต่อไป
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 24 เมษายน 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ตอบโจทย์กระจายอำนาจ
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และหอการค้าไทย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ตอบโจทย์การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการวิจัยพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการระดมทรัพยากรและความร่วมมือของกลไกระดับพื้นที่ เสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยมี ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กสศ. ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายสราวุฒิ อยู่วิทยา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ประธานคณะกรรมการพัฒนาการศึกษา และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม ณ สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า ด้วยความตระหนักถึงความเป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการผลักดันแนวทางการขับเคลื่อนและพัฒนาการศึกษาของประเทศให้สอดคล้องกับภูมิเศรษฐกิจโลก และเทคโนโลยียุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กสศ. ได้กำหนดภารกิจสำคัญในการนำแผนกลยุทธ์ กสศ. (2565-2567) ไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ยั่งยืน (Sustainable System Change) โดยใช้แนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนานโยบายสาธารณะผ่านกระบวนการห่วงโซ่มาตรการเชิงนโยบาย (Policy Value Chain) ซึ่งเริ่มต้นจากการวิจัยพัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่มีอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ จนได้รูปแบบและแนวทางการทำงานที่เป็นรูปธรรมก่อนนำไปทดสอบใช้จริงในพื้นที่ จนพบว่าสามารถแก้ปัญหาที่มีอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม แม้นโยบายหรือมาตรการลดความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ ของภาครัฐจะประสบความสำเร็จ แต่ในอนาคตปัญหาต่าง ๆ ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รูปแบบและแนวทางการทำงานด้านนี้จึงจำเป็นต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลาจึงจะประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาตามเป้าหมายที่วางไว้ในระยะยาว จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง 3หน่วยงาน ได้แก่ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และหอการค้าไทยเพื่อยกระดับนวัตกรรมการศึกษาเชิงพื้นที่ให้สอดคล้องกับข้อสรุปจากการประชุมนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา All for Education Conference 2022 ที่ กสศ. ได้ร่วมกับองค์การ UNESCO และ UNICEF ได้สรุปบทเรียน “7 ตัวเปลี่ยนเกม” 7 Game Changers ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปการศึกษาในระดับนานาชาติที่สามารถช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สามารถบรรลุเป้าหมายการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) ด้วยแนวคิดปวงชนเพื่อการศึกษา (All for Education) ได้แก่ (1)ระบบข้อมูลและสารสนเทศการศึกษา (2) นวัตกรรมการเงินและการคลังเพื่อการศึกษา (3) ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (4) การส่งเสริมการกระจายอำนาจเพื่อการจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-Based Education) (5) การพัฒนาครูและสถานศึกษา (6) การพัฒนาระบบคุ้มครองทางสังคมในระบบการศึกษา 5 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงของสถาบันทางครอบครัว ความพร้อมและความปลอดภัยของสถานศึกษาและครู ความพร้อมและความปลอดภัยในการเดินทาง และความพร้อมของชุมชนท้องถิ่น (7) การผลักดันแนวคิด All for Educationให้การศึกษาเป็นกิจของทุกคน
ดร.ประสาร กล่าวว่า ความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานจะสามารถสร้างกลไกส่งเสริมขีดความสามารถในการระดมทรัพยากรและความร่วมมือของกลไกระดับพื้นที่เพื่อพัฒนานวัตกรรมในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในมิติต่าง ๆ ทั้งโอกาส และคุณภาพการเรียนรู้รวมไปถึงการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะทำให้เห็นนวัตกรรมการการระดมความร่วมมือในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มากกว่าเพียงแค่การระดมทุนที่เป็นตัวเงินเท่านั้น โดยหวังว่าจะได้เห็นประชาชนจากภาครัฐ ท้องถิ่น เอกชนและภาคประชาสังคมในพื้นที่ได้เข้ามาร่วมกันระดมทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ทุนข้อมูลความรู้ ทุนทางสังคมและเครือข่ายต่าง ๆ ฯลฯ ที่จะร่วมทำหน้าที่เป็น “ตัวคูณเชิงระบบ” (System Multiplier) ที่จะกระตุ้นในทรัพยากรและนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นในพื้นที่สามารถส่งผลกระทบเชิงระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
“กสศ. หวังจะได้เห็นความร่วมมือที่ริเริ่มโดย 3 หน่วยงานในพื้นที่ 19 จังหวัดเจริญงอกงามไปเป็นโอกาสที่สำคัญของสังคมไทยที่ประชาชนจากทุกภาคส่วนในทั้ง 77 จังหวัดของประเทศไทยสามารถลุกขึ้นมา “กำหนดอนาคต
และโจทย์ปฏิรูปการศึกษา” ของจังหวัดตัวเอง ได้ด้วยตนเองและร่วมกันลงมือทำให้สำเร็จได้จริงด้วยทรัพยากร และความร่วมมือของทุกคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืนด้วยตัวเองไม่มีใครหวงแหนบ้านเกิดเมืองนอน และลูกหลานของตนรวมทั้งมีความเข้าใจในโอกาสและอุปสรรคของพื้นที่ตนเองได้มากกว่าคนในพื้นที่เอง ดังนั้นหากความร่วมมือในวันนี้จะสามารถจุดประกายให้ประชาชนในทุกจังหวัดของประเทศไทยได้ลุกขึ้นมาเป็น “เจ้าของ” วาระการปฏิรูปการศึกษาของบ้านเกิดตัวเองได้แล้วพวกเราอาจได้เห็นนวัตกรรมการการแก้ไขปัญหาสำคัญในหลาย ๆ ด้านของการศึกษาไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้ในชั่วชีวิตของเรา” ดร.ประสาร กล่าว
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าฯ มีความยินดีอย่างยิ่งในความร่วมมือสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา กับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อยกระดับการศึกษาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งหอการค้าฯ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาการศึกษา หอการค้าไทย เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรูประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจและรูปแบบการดำเนินธุรกิจจากนักธุรกิจผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญพร้อมเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนในสถานศึกษาเข้าไปเรียนรู้และฝึกประสบการณ์จริงในสถานประกอบการ เพื่อสร้าง “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังมีกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ YEC ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการเชื่อมโยงการทำงานตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในปัจจุบัน
นอกจากนี้ภาคเอกชนต้องอาศัยการผลักดันจากรัฐบาลให้มีมาตรการสร้างแรงจูงใจ เช่น สิทธิประโยชน์ด้านภาษี เพื่อให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยมากขึ้น จนนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในมิติต่าง ๆ ของประเทศได้ต่อไปในอนาคต
นายสนั่น กล่าวว่า จากการศึกษาของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ชี้ว่า การลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทุนมนุษย์สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงถึง 7เท่า เมื่อเทียบกับต้นทุนและยังช่วยให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูงในอนาคตจึงขอเชิญชวนภาคธุรกิจเอกชน รวมถึงพลังของเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทุกจังหวัด ร่วมสนับสนุน Education Sandbox Fund ลงทุนพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อพัฒนากำลังคนในอนาคตของประเทศให้มีศักยภาพช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน สร้างอนาคตที่เต็มไปด้วยโอกาสและการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา คือการหาแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการปรับการเรียนรู้ให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงได้มีความพยายามสร้างพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการ ศึกษา (กอปศ.) ร่วมกับ TDRI และหน่วยงานในภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ในการยกร่าง พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 เสนอแก่รัฐบาลซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนให้มีการขยายพื้นที่ดำเนินการจากจุดเริ่มต้นใน 8 จังหวัดสู่ 19 จังหวัดในปัจจุบัน และเพิ่มจังหวัดบุรีรัมย์ ขึ้นมาอีกหนึ่งจังหวัด
ดร.สมเกียรติ พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจึงเหมือนเป็นสนามปฏิบัติการ (sandbox) ในการปฏิรูปการศึกษาของประเทศเพื่อพัฒนาต้นแบบในการทดลองจัดการศึกษาในรูปแบบใหม่ ตั้งแต่การใช้หลักสูตรใหม่ สื่อการเรียนการสอนแบบใหม่ วิธีการเรียนการสอนแบบใหม่ การทดสอบและประเมินผลแบบใหม่ ตลอดจนการบริหารจัดการแบบใหม่ ในระดับโรงเรียนและเขตการศึกษา เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระให้แก่สถานศึกษาและกระจายอำนาจให้แก่จังหวัด โดยมีเอกชนเข้ามามีบทบาทสำคัญในการออกแบบการศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ และมีกระบวนการวิจัยติดตามอย่างเป็นระบบเพื่อถอดบทเรียนและขยายผลเพื่อให้นวัตกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามารถนำไปใช้ขยายผลสู่นโยบายการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ และเชื่อมั่นว่า กระบวนการทำงานที่เกิดขึ้น จะช่วยสร้างเครื่องมือสำคัญในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างสอดคล้องกับการทำงานของ กสศ. ในอนาคต
กสศ. จับมือ หอการค้าไทย และ TDRI ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ตอบโจทย์การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการร่วมลงทุนใน 19 จังหวัดนำร่อง สู่การขยายผลโครงสร้างการศึกษาระดับประเทศ
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 เมษายน 2566
เกี่ยวข้องกัน
คาดเทอม 1/66 เด็กหลุดระบบพุ่ง 3 เท่า
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ปีการศึกษา 2566 ถือเป็นปีการศึกษาที่โรงเรียนกลับมาเปิดปกติ หลังจากเผชิญกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 แต่ท่ามกลางความปกติ การศึกษาได้รับผลกระทบจากปีการศึกษา 2565 อยู่ เพราะในปีที่ผ่านมา การศึกษาไทยอมโรค เด็กเสี่ยงเกิดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (Learning Loss) เพิ่มขึ้น เด็กคุณภาพด้อยลงทั้งระบบ และมีเด็กออกกลางคันเพิ่งขึ้น 3 เท่า จากเดิมที่ออกกลางคันกว่า 60,000 คน พุ่งเป็น 230,000 คน แม้ปีที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะจัดโครงการพาน้องกลับมาเรียน โดยให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ดำเนินการติดตามเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งดำเนินการได้ดีระดับหนึ่ง คือ สามารถตามเด็กกลับมาเรียนได้เกือบครบ
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในภาคเรียนที่ 1/2566 คือการศึกษาไทยจะขาดคนที่ดูแลรับผิดชอบอีกหลายเดือน เพราะอยู่ในช่วงเลือกตั้ง ต้องรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และรอรัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ เรียกได้ว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดช่องว่างทางนโยบาย เกิดช่องว่างที่ไม่มีรัฐมนตรีว่าการ ศธ.มาดูแลรับผิดชอบการศึกษาโดยตรง จากงานวิจัยที่ลงพื้นที่สำรวจใน 5 จังหวัด คือ จ.ราชบุรี จ.พิษณุโลก จ.ยะลา จ.ขอนแก่น และกรุงเทพฯ พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีนโยบาย หรือทุนการศึกษาเข้ามาช่วยเหลือเด็ก เด็กจะหลุดจากระบบการศึกษาถึง 82.18% ดังนั้น ในภาคเรียนที่ 1/2566 จะมีเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาถึง 82% ซึ่งเป็นเรื่องน่าห่วง หาก ศธ.ไม่มีนโยบายรองรับ เด็กจะหลุดจากระบบการศึกษายาว และอาจจะไม่กลับมาเลย
“สถานการณ์เด็กหลุดจากระบบในปีการศึกษา 2566 น่าห่วงอย่างมาก เพราะผมไม่มั่นใจว่า ศธ.จะดำเนินโครงการพาน้องกลับมาเรียนต่อหรือไม่ และเมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้ลงพื้นที่โรงเรียนขนาดเล็ก พบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีมาตรการรองรับ และช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็กเลย โรงเรียนขนาดเล็กได้รับงบประมาณมาพัฒนาน้อยมาก แล้วในปี 2566 จะหาคุณภาพการศึกษาจากไหน เพราะการศึกษาอาจจะเจอความเสี่ยง รุนแรง และวิกฤตมากขึ้น ใครจะดูแลรับผิดชอบอนาคตของเด็ก โดยเฉพาะเด็กกว่า 2.9 ล้านคน ที่ยากจนขัดสน แม้ขณะนี้ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ และรัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่มาทำงาน แต่ในช่วงสูญญากาศนี้ เด็กจะได้รับงบประมาณมาพัฒนาการศึกษาหรือไม่ เด็กจะหลุดจากระบบเพิ่มขึ้นหรือไม่ เกิดการระบาดของโควิด-19 ในเด็กเพิ่มขึ้นหรือไม่ ปัญหาเหล่านี้ถ้าไม่เตรียมการรับมือ อาจทำให้การศึกษาไทยถอยหลังมากขึ้น” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวอีกว่า ดังนั้น แต่ละพรรคการเมืองจะต้องเตรียมหาคนที่มาดูแลนโยบายด้านศึกษาได้แล้ว โดยจะต้องเป็นคนที่มีคุณภาพ เข้าใจปัญหาวิกฤตการศึกษาในขณะนี้ ว่าเรากำลังเผชิญอะไร ซึ่งตนมองว่าขณะนี้แต่ละพรรคการเมืองควรจะบอกได้แล้ว ว่าในพรรคของตนใครจะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.และจะมีนโยบายอะไร ที่เหมาะสมกับวิกฤตปัญหาที่รอการเยียวยา และช่วยเหลือการศึกษาอยู่
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 2 พฤษภาคม 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
ปลัดศธ. ยันยอดเด็กออกกลางคัน ข้อมูลจริง แนะสพฐ. สอศ.ใช้ข้อมูลวางแผนงบ-เพิ่มผู้เรียน
นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ ศธ. มีการรวบรวมข้อมูล นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ของสถานศึกษาในสังกัด ศธ.ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา พบตัวเลขเด็กออกกลางคัน 52,808 คน แบ่งเป็น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 21,364 คน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ( สช.) 7,138 คน สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 2,428 คน และนักเรียน สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร 897 คน และระดับอาชีวศึกษา 20,981 คน จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 12,223,247 คน เป็นนักเรียนในสังกัด ศธ. 10,477,216 คน และนอกสังกัด ศธ. 1,746,031 คน ขณะที่ สพฐ. และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ นำข้อมูลมาวิเคราะห์ ตัวเลขดังกล่าวนั้น ตัวเลขดังกล่าวรายงานมาจาก ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อนำเสนอสำนักงบประมาณ ในการของบสนับสนุนเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนแต่ละสังกัด ดังนั้นตัวเลขดังกล่าว จึงค่อนข้างแม่นยำ เนื่องจากก่อนรายงานจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูล จากเลขบัตรประชาชน 13 หลัก เพื่อป้องกันปัญหา เด็กผี หรือนักเรียนซ้ำซ้อนกับสังกัดอื่น
“ตัวเลขเด็กออกกลางคันของสอศ. และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)ค่อนข้างน่ากังวลมากกว่าสพฐ. เพราะยังไม่มีระบบที่ชัดเจน ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจสอบจากตัวเลขบัตรประชาชน ป้องกันไม่ให้ซ้ำซ้อนในแต่ละสังกัด แต่ในส่วนของกศน.ก็ยังไม่มั่นใจว่ากลุ่มที่ออกกลางคัน เป็นเด็กกศน.จริงหรือไม่ เพราะอาจจะเป็นกลุ่มเด็กชายขอบ ที่มีปัญหาความยากจนและมีปัญหาอ่านออกเขียนได้แล้วยังไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา หรือ เป็นเด็กกลุ่มNEET ซึ่ง ไม่ได้เรียน หรือไม่ได้ทำงาน ซึ่งงานวิจัยพบว่าที่มีอยู่มากถึง 1.3 ล้านคน ตรงนี้อาจเป็นตัวเลขที่สูญหายและยังไม่อยู่การรายงานผล เพราะยังไม่มีเครื่องมือไปตามตัวเลขเด็กเหล่านั้น การที่มีข้อมูลดังกล่าวออกมา ถือเป็นเรื่องที่ดีในการวางแผนงบประมาณรายหัว ในปีถัดไป รวมถึงวางแผนการเพิ่มผู้เรียน อาทิการส่งเสริมให้เด็กไปเรียนอาชีวะ จะต้องมีความชัดเจนเรื่องเส้นทางสายอาชีพให้มากขึ้น เป็นต้น ส่วนตัวเลขผู้เรียนสายสามัญกับสายอาชีพ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยปัจจุบันตัวเลขอยู่ที่ 68.9 ต่อ 31.1 นั้น ส่วนตัวคิดว่า สาเหตุอาจเป็นเพราะ เด็กยังไม่สนใจมาเรียนอาชีวะ ทั้งเรื่องอาคารสถานที่ การเรียนการสอน ดังนั้นหากต้องการเพิ่มผู้เรียน อาชีวะจึงต้องปรับวิธีการเรียนการสอน “ นายอรรถพล กล่าว
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ส่วนที่ทาง สพฐ. และสอศ. ระบุว่า สามาถแก้ปัญหาเด็กออกกลางคัน โดยพากลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ตามโครงการพาน้องกลับมาเรียนได้แล้วจำนวนมากนั้น ตัวเลขที่สพฐ. และสอศ. ได้รับมาก็เป็นตัวเลขจริง เพียงแต่หลังจากพาน้องกลับมาเรียนแล้ว เมื่อเรียนไประยะหนึ่ง เด็กบางส่วนซึ่งมีปัญหายากจน ก็ออกจากระบบการศึกษาอีกครั้ง ตัวเลขเด็กออกกลางคันจึงมาปรากฎในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2565 เพื่อไปช่วยครอบครัวประกอบอาชีพ ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องกลับมาพิจารณา โดยตนมอบหมายให้อาสาสมัครกระทรวงศึกษาธิการ (อส.ศธ.) ออกไปให้ความรู้นอกห้องเรียน เพื่อให้เด็กเหล่านี้อ่านออก เขียนได้ สร้างอาชีพ โดยจากการสำรวจ พบว่า จังหวัดที่มีเด็กออกกลางคันมากที่สุด อันดับ1 คือ จังหวัด นราธิวาส อันดับ 2 เพชรบูรณ์ อันดับ 3 อุบลราชธานี อันดับ 4 สระแก้ว และอันดับ 5 ปทุมธานี ทั้งนี้ เมื่อมีตัวเลขดังกล่าว แต่ละหน่วยงานจะต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหา โดยปรับวิธีการเรียนใหม่ ครูออกไปหานักเรียน มีการจัดทำระบบเครดิตแบงก์ หรือธนาคารหน่วยกิต หรือขยายความร่วมมือกับสถานประกอบการ จัดการเรียนการสอนในรูปแบบทวิภาค ให้เด็กสามารถเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย มีรายได้ช่วยเหลือครอบครัว ก็จะสามารถแก้ปัญหาได้มากขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจำนวนนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษาและสามารถ พากลับเข้าเรียนได้ ตามโครงการพาน้องกลับมาเรียน ปีการศึกษา 2564 ข้อมูล ณ วันที่ 29 มีนาคม 2566 ดังนี้ สังกัดสพฐ. มีนักเรียนที่หลุดจากระบบรวม 28,134 คน กลับเข้าระบบ 20,670 คน ส่งต่อกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 0 คงเหลืออยู่นอกระบบ 7,464 คน ไม่กลับเข้าระบบ 7,368 คน เสียชีวิต 74 คน ตามตัวไม่พบ 22 คน สังกัดสอศ. มีนักเรียนที่หลุดจากระบบรวม 18,609 คน กลับเข้าระบบ 3,456 คน ส่งต่อพม. 0 คงเหลืออยู่นอกระบบ 15,153 คน ไม่กลับเข้าระบบ 14,831 คน เสียชีวิต 154 คน ตามตัวไม่พบ 168 คน สังกัดกศน. มีนักเรียนที่หลุดจากระบบรวม 9,603 คน กลับเข้าระบบ 2,763 คน ส่งต่อ พม. 0 คงเหลืออยู่นอกระบบ 6,810 คน ไม่กลับเข้าระบบ 6,365 คน เสียชีวิต 43 คน ตามตัวไม่พบ 402 คน สังกัดสช. มีนักเรียนที่หลุดจากระบบรวม 10,783 คน กลับเข้าระบบ 7,604 คน ส่งต่อ พม. 0 คงเหลืออยู่นอกระบบ 3,179 คน ไม่กลับเข้าระบบ 3,056 คน เสียชีวิต 123 คน ตามตัวไม่พบ 0 คน
ตัวเลขผู้พิการ สังกัด กศน. มีนักเรียนที่หลุดจากระบบรวม 47,340 คน กลับเข้าระบบ 14,377 คน ส่งต่อ พม.23,865 คน คงเหลืออยู่นอกระบบ 9,098 คน ไม่กลับเข้าระบบ 6,999 คน เสียชีวิต 2,099 คน ตามตัวไม่พบ 0 คน สังกัด สอศ. มีนักเรียนที่หลุดจากระบบรวม 7,173 คน กลับเข้าระบบ 6,553 คน ส่งต่อ พม. 0 คน คงเหลืออยู่นอกระบบ 620 คน ไม่กลับเข้าระบบ 555 คน เสียชีวิต 65 คน ตามตัวไม่พบ 22 คน รวมทุกสังกัด มีนักเรียนที่หลุดจากระบบรวม 121,642 คน กลับเข้าระบบ 55,453 คน ส่งต่อ พม.23,865 คน คงเหลืออยู่นอกระบบ 42,324 คน ไม่กลับเข้าระบบ 39,174 คน เสียชีวิต 2,558 คน ตามตัวไม่พบ 592 คน
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 3 พฤษภาคม 2566
สรุปสาระสำคัญ
นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการสำรวจข้อมูลสารสนเทศ ปีการศึกษา 2565 พบว่านักเรียนทั่วประเทศกว่า 12.22 ล้านคน อยู่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ 10.47 ล้านคน โดยนักเรียนสายสามัญมีสัดส่วนมากกว่าอาชีวศึกษา ขณะเดียวกันมีนักเรียนออกกลางคันกว่า 52,000 คน และพบการย้ายเรียนข้ามพื้นที่จำนวนมาก โดยกรุงเทพฯ เป็นทั้งพื้นที่ที่นักเรียนย้ายออกและย้ายเข้าอันดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังพบปัญหานักเรียนซ้ำซ้อนกว่า 130,000 คน ส่วนข้อมูลสถานศึกษาพบว่าส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 35,000 แห่ง ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารอัตรากำลังครู และในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีครูเกษียณปีละกว่า 11,000 คน ซึ่งกระทบต่อการจัดการศึกษาอย่างมาก ขณะเดียวกันมีหลายหน่วยงาน เช่น กสศ. TDRI และภาคเอกชน ร่วมขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยแนวทางกระจายอำนาจ ใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ และพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ โดยหวังให้ท้องถิ่นสามารถกำหนดการปฏิรูปการศึกษาของตนเองได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ข้อสอบ
ก. แจ้งผู้ปกครองให้ไปแก้ไขเอง
ข. ตรวจสอบข้อมูลกับฐานกลางของกระทรวงและระบุสังกัดที่แท้จริง
ค. ลบข้อมูลเดิมออกทันทีเพื่อป้องกันปัญหา
ง. ส่งนักเรียนกลับไปโรงเรียนเดิม
2. จากข้อมูลครูเกษียณจำนวนมากใน 10 ปีข้างหน้า ผู้บริหารควรวางแผนแบบใดจึงจะเหมาะสมที่สุด?
ก. ลดจำนวนชั่วโมงเรียนเพื่อลดความต้องการครู
ข. เร่งบรรจุครูใหม่ให้มากที่สุดโดยไม่ต้องคำนึงถึงอัตรากำลัง
ค. จัดทำแผนกำลังคนเชิงรุก โดยใช้ข้อมูลเกษียณเป็นฐานวางกรอบอัตรากำลัง
ง. ให้ครูที่ใกล้เกษียณทำงานล่วงเวลาเพิ่ม
3. หากจังหวัดหนึ่งมีนักเรียนย้ายเข้าเกินศักยภาพโรงเรียน สิ่งที่เป็นแนวทางตามหลักการ “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” คือข้อใด?
ก. ขออนุมัติส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
ข. ใช้ความร่วมมือรัฐ–เอกชน–ท้องถิ่น วางแผนขยายหรือจัดสรรทรัพยากรเชิงพื้นที่
ค. ปฏิเสธการรับนักเรียนเพิ่ม
ง. กระจายนักเรียนไปจังหวัดอื่น
4. ปัญหานักเรียนออกกลางคันจำนวนมากควรเริ่มแก้ที่ระดับใดจึงมีประสิทธิภาพสูงสุดตามข้อมูลวิจัย?
ก. จัดงบให้โรงเรียนเพิ่มขึ้นเท่านั้น
ข. ติดตามเชิงรุกในระดับพื้นที่ พร้อมระบบข้อมูลกลุ่มเสี่ยง
ค. จัดกิจกรรมในโรงเรียนเพิ่มขึ้น
ง. เพิ่มจำนวนครูประจำชั้น
5. หากพบว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีจำนวนมาก ส่งผลต่อการใช้ครูไม่คุ้มค่า ผู้บริหารเขตควรใช้ข้อมูลนี้เพื่อตัดสินใจอย่างไร?
ก. รวมโรงเรียนขนาดเล็กทั้งหมดในทันที
ข. ศึกษาข้อมูลนักเรียน พื้นที่ และความพร้อมชุมชน เพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการควบรวมแบบมีส่วนร่วม
ค. เพิ่มครูให้โรงเรียนขนาดเล็กเท่าโรงเรียนใหญ่
ง. ยุบเฉพาะโรงเรียนที่มีครูเกษียณ
คลิกเฉลย >>>