
เกือบ 2 ปีที่สถานที่เรียนเปลี่ยนไปอยู่ที่บ้าน โมเดลการจัดการเรียนรู้ใหม่เกิดขึ้นมากมาย ตามสไตล์ของแต่ละโรงเรียน เพื่อให้ลูกศิษย์ยังคงได้เรียนรู้ตามมาตรฐาน และหวังให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นแก่นการศึกษา “ฐานสมรรถนะ” ผลักดันการศึกษาไทยให้ก้าวไปพร้อมนานาประเทศ
ในการเสวนาออนไลน์ “ล็อกดาวน์ ไม่ล็อกการเรียนรู้” ครั้งที่ 3 บทเรียน “ครูสามเส้า” กรณีศึกษาเครือข่ายโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรม จ.สตูล จัดโดยคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสารและการมีส่วนร่วม ในคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ร่วมกับสำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อนำเสนอแนวทางจัดการเรียนรู้ นำไปปรับใช้อย่างสอดคล้องกับพื้นที่ และสถานการณ์ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 โดยเครือข่ายที่เป็นตัวอย่างกรณีศึกษา ประกอบด้วย โรงเรียนบ้านเขาจีน และ โรงเรียนอนุบาลสตูล
นายสุทธิ สายสุนีย์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสตูล และคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมจังหวัดสตูล ระบุว่าในวันที่ฐานการเรียนรู้ย้ายจากโรงเรียนไปที่บ้าน การปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนเริ่มที่โรงเรียนอย่างเดียวคงไม่ได้ แต่ผู้ปกครอง และชุมชน ต้องเข้ามามีส่วนร่วมสร้างการเรียนรู้ให้เป็นหนึ่งเดียว หลักสูตร “ครูสามเส้า” เกิดขึ้นจากความเชื่อที่ว่า ครูเพียงคนเดียวไม่สามารถทำให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากครูในโรงเรียน ครูพ่อแม่ และครูในชุมชน เพื่อสร้างการเรียนรู้ให้อยู่ในวิถีของเด็ก ประเด็นสำคัญคือคนในพื้นที่ควรรู้จักตัวเองก่อนไปเรียนรู้สิ่งอื่น และโรงเรียนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบการศึกษา เป็นกลไกการจัดการหนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบการศึกษาต่อไป
“นาฬิกาชีวิตกับโครงงานฐานวิจัย” เปลี่ยน “ตารางสอน” เป็น “ตารางชีวิต” การปรับตัวของโรงเรียนอนุบาลสตูล นายยงยุทธ ยืนยง ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสตูล กล่าวว่า เมื่อต้องปรับเปลี่ยนมาสอนออนไลน์ ในช่วงแรกผู้เรียนได้เพียงความรู้ แต่ไม่ได้พัฒนาทักษะ และเจตคติ ผลตอบรับจากผู้ปกครอง มีทั้งความเครียด กังวล จากการขาดแคลนเครื่องมือ ไม่มีเวลา กำกับควบคุมลูกไม่ได้ และสอนลูกไม่ได้ นอกจากนี้ ยังพบว่านักเรียนใช้เวลาอยู่หน้าจอนานเกินไป และมีการบ้านเยอะจนไม่สามารถรับผิดชอบตัวเองได้
จากอุปสรรคที่เกิดขึ้น โรงเรียนอนุบาลสตูลได้ออกแบบ “นาฬิกาชีวิต” ตารางกิจวัตรประจำวันของนักเรียนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยฝึกทักษะการจัดการตนเองในช่วงเรียนรู้จากที่บ้าน กระบวนการเรียนรู้นี้ให้บทบาทผู้เรียนวิเคราะห์กิจวัตรประจำวันของตัวเอง ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน และวิเคราะห์กิจวัตรประจำวันของผู้ปกครอง ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้นักเรียนแต่ละคนมีตารางนาฬิกาชีวิตเป็นของตนเอง ซึ่งไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน
ครูนัฐญา ไหมฉิม ครูประจำชั้น ป.6 กล่าวว่า ครูเรียนรู้ และทำความรู้จักนักเรียนผ่านนาฬิกาชีวิตของแต่ละคน แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาช่วยออกแบบโครงงานฐานวิจัยร่วมกับนักเรียน และผู้ปกครอง ปัจจุบันการตั้งโจทย์ขึ้นอยู่กับนาฬิกาชีวิต และบริบทแวดล้อม นักเรียนเรียนคนเดียว เรียนกับพี่น้อง เรียนกับเพื่อนข้างบ้าน หรือเรียนกับเพื่อนต่างโรงเรียนได้ ทำให้เกิดโจทย์โครงงานฐานวิจัยหลากหลาย
“โจทย์เป็นแค่สื่อการเรียนการสอน เป้าหมายที่ต้องการ คือ สร้างความรู้ ทักษะ และวิธีคิดของนักเรียน โรงเรียนจัดประชุมผู้ปกครองสร้างความเข้าใจให้เดินไปด้วยกัน ชวนคิด ชวนทำ ปรับบทบาทของผู้ปกครองเป็นการทะลายกำแพงห้องเรียน” ครูณัฐญา กล่าว
นาฬิกาชีวิตช่วยให้เด็กจัดการตนเอง พลิกอำนาจบริหารจัดการการเรียนไปสู่ผู้เรียน จากที่นักเรียนเคยถูกจัดการผ่าน “ตารางสอน” ในโรงเรียน และพ่อแม่ ก็ยอมให้โรงเรียนจัดการเปลี่ยนเป็น “ตารางชีวิต” ที่พ่อแม่มีส่วนร่วมจัดการ และนักเรียนเป็นผู้ออกแบบเอง
นางพัชรี ทองชู แม่นักเรียนชั้น ป.6 กล่าวว่า แม้ยุ่งกับการขายข้าวแกงทุกวัน แต่ยินดีช่วยการเรียนรู้ของลูก คอยถามลูกตลอด ให้ความรู้เท่าที่ตนเองจะมี หรือแนะนำให้ลูกไปถามผู้รู้ ทำเพื่อลูกไม่รู้สึกเป็นภาระ ดีใจด้วยซ้ำ เพราะแม้ลูกจะเรียนอยู่บ้าน เห็นลูกตั้งใจ หาความรู้ และมุ่งมั่น ภูมิใจที่ลูกมีความรับผิดชอบมากขึ้น และเกิดความรู้ติดตัวไปใช้ได้จริง ๆ
นายเสรี มากแสง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเขาจีน กล่าวถึงการปรับตัวของโรงเรียนบ้านเขาจีน กับการแก้ปัญหาเรื่อง “ใบงานเยอะเกินไป”, “เด็กเรียน 8 สาระวิชา ต้องมี 8 ใบงานเลยหรือ?”, ใบงานเด็กเยอะเกินไป…ทำยังไงดี? และค้นพบวิธีบูรณาการใบงานรวมหลายสาระวิชาเข้าด้วยกัน เด็กได้เรียนรู้ และไม่เพิ่มภาระพ่อแม่ ผู้ปกครอง ว่า แนวทางนี้ มาจากคณะครูในโรงเรียนได้ตั้งวงแลกเปลี่ยน (PLC) เพื่อระดมความคิด และวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ แม้มีการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดแล้ว การจัดการเรียนตามรายสาระวิชา สร้างความตึงเครียดในบรรยากาศการเรียน เด็กเครียดทำงานไม่ทัน ผู้ปกครองเครียดเพราะภาระงานเยอะ และไม่รู้จะสอนเด็กอย่างไร ครูเครียดที่เด็กไม่สามารถทำงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ จึงนำมาสู่การรื้อรูปแบบการสอนใหม่ เกิดเป็น “ใบงานบูรณาการ ระหว่างกลุ่มสาระวิชา” ขึ้นมาในที่สุด
ครูอาอีฉ๊ะ เปรมใจ ครูประจำชั้น ม.3 ยกตัวอย่างใบงานบูรณาการ ที่หยิบสถานการณ์โควิด-19 ใน จ.สตูล ตลอด 1 สัปดาห์ มาเป็นโจทย์การเรียนรู้ เชื่อมโยงกับสาระวิชาคณิตศาสตร์ การงาน ภาษาอังกฤษ และสังคม คำถามแต่ละข้อสัมพันธ์กับสาระวิชาต่างกัน นอกจากนี้ ยัง เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ร่วมสนทนากับผู้ปกครอง เรื่องผลกระทบ หรือโอกาสที่ครอบครัวได้รับจากสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น ว่า
“ใบงานที่ออกแบบทำให้เด็กรู้สถานการณ์รอบตัว รู้ว่าแต่ละวันผู้ปกครองทำอะไร แบบไหน แล้วได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 อย่างไร เมื่อได้รับข้อมูลเพิ่มขึ้น เด็กตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของตัวเอง เป้าหมายแฝงของใบงานต้องการให้เด็กสื่อสารความคิด ทัศนคติของตัวเองต่อเรื่องนั้น และเมื่อได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากการค้นคว้า จากการสอบถามผู้ปกครอง หรือจากการลงมือช่วยงานผู้ปกครอง เด็กมีความคิด ทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และปรับตัวอย่างไร”
“น้องออน” นักเรียนชั้น ม.3 ลูกสาวของแม่ค้าขนมจีนที่มีพี่น้อง 6 คน สะท้อนว่า ใบงานโควิด-19 ทำให้เรียนรู้ว่าเราอยู่ร่วมกับคนติดโควิด-19 ไม่ควรรังเกียจ หรืออคติ เพราะเมื่อรักษาจนหาย ก็อยู่ร่วมกันได้ในชุมชน เราแค่ระมัดระวัง ใส่หน้ากากป้องกันเป็นปกติ ใบงาน “โจทย์ชีวิต” ทำให้มีเวลาช่วยงานแม่ และเข้าใจแม่มากขึ้น ได้รู้ว่าในแต่ละวันแม่ต้องทำอะไรบ้าง เหนื่อยแค่ไหน จากเดิมที่คิดว่าเป็นเด็กมีหน้าที่ “เรียนหนังสือ” ตอนนี้เข้าใจแม่มากขึ้น ไม่ “ขอ” อะไรที่ไม่จำเป็น รู้สึกตัวเองมีความรับผิดชอบมากขึ้น แต่ก็ยังอยากไปเรียนที่โรงเรียนมากกว่าเรียนออนไลน์
ดร.สิริกร มณีรินทร์ ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (หลักสูตรฐานสมรรถนะ) กล่าวว่า ตัวอย่าง 2 โรงเรียนที่เห็นวันนี้ ปลายทางของการเรียนรู้ คือนักเรียนเกิดความรู้ และทักษะ หลากหลายด้าน สอดคล้องกับหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่จะเป็นตัวช่วยการพัฒนาผู้เรียนบนฐานการใช้ชีวิต จากการสำรวจพบว่า สถิติการว่างงานสูงขึ้น จบการศึกษาแล้วทำงานไม่เป็น อยู่ร่วมกับสังคมไม่ได้ เพราะขาดการฝึกคิด ฝึกวิเคราะห์ ฝึกทำ หลักสูตรฐานสมรรถนะจึงเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษาเชิงนโยบายที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาผลักดันมาตั้งแต่ปี 2562
หลักสูตรฐานสมรรถนะ ช่วยให้เกิดการออกแบบการเรียนรู้ ยืดหยุ่น ปลดล็อกสิ่งที่รัดตรึงครูในอดีต ปลดล็อกตัวชี้วัดมากมาย วันนี้หลายโรงเรียนได้ใช้โควิด-19 แปรวิกฤตเป็นโอกาส ได้ upskill ของผู้ที่เกี่ยวข้องทางการศึกษาทั่วประเทศ โดยเฉพาะทักษะทางดิจิทัล สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้โดยมุ่งที่เด็กอย่างแท้จริง


ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2564
บทความกล่าวถึงการปรับการเรียนรู้ช่วงโควิด-19 ที่ทำให้การเรียนย้ายจากโรงเรียนสู่บ้าน เกิดนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนยังคงพัฒนาตามฐานสมรรถนะ โดยโรงเรียนในจังหวัดสตูลใช้แนวคิด “ครูสามเส้า” ที่ผสานครูโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนร่วมกันสร้างการเรียนรู้ในวิถีชีวิตจริง และใช้ “นาฬิกาชีวิต” เพื่อส่งเสริมการบริหารตนเองและเชื่อมโยงโครงงานฐานวิจัยตามบริบทผู้เรียน
โรงเรียนยังแก้ปัญหาภาระงานโดยบูรณาการใบงานหลายสาระวิชา ลดความเครียดของเด็ก ครู และผู้ปกครอง ผ่าน PLC เพื่อออกแบบการสอนใหม่ให้เชื่อมโยงสถานการณ์จริง เช่น โควิด-19 ทำให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ และสื่อสารกับครอบครัวมากขึ้น
ผลลัพธ์คือผู้เรียนมีทักษะชีวิต ความรับผิดชอบ การคิดวิเคราะห์ และเจตคติที่ดีขึ้น ขณะที่ผู้ปกครองมีส่วนร่วมมากขึ้น
แนวคิดทั้งหมดสอดคล้องกับหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้ใช้ชีวิตได้จริง ฝึกคิด วิเคราะห์ และลงมือทำ พร้อมใช้วิกฤตโควิดเป็นโอกาสในการยกระดับทักษะดิจิทัลและการเรียนรู้เชิงรุกของทั้งระบบการศึกษาไทย
ก. ครู 3 คนสอนร่วมกันในวิชาเดียว
ข. ความร่วมมือระหว่างครูโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน
ค. การสอนแบบออนไลน์ 3 รูปแบบ
ง. การประเมิน 3 ระดับ
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นการร่วมมือของ 3 ภาคส่วนเพื่อสร้างการเรียนรู้แบบองค์รวม ไม่ใช่จำนวนครูหรือรูปแบบการสอน
ก. เพิ่มการบ้านให้นักเรียน
ข. ควบคุมเวลาเรียนออนไลน์
ค. พัฒนาทักษะการจัดการตนเองของผู้เรียน
ง. ใช้แทนตารางสอนของโรงเรียนทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งให้ผู้เรียนบริหารเวลาและชีวิตตนเองได้ ไม่ใช่ควบคุมหรือเพิ่มภาระ
ก. ลดภาระและความเครียดของผู้เรียนและผู้ปกครอง
ข. เพิ่มจำนวนใบงานเพื่อวัดผลละเอียดขึ้น
ค. แยกการเรียนแต่ละวิชาให้ชัดเจนขึ้น
ง. เพิ่มการแข่งขันระหว่างนักเรียน
เฉลย: ก
เหตุผล: เป็นการลดความซ้ำซ้อนและภาระงานของทุกฝ่าย
ก. ใช้ตรวจสอบนักเรียน
ข. ใช้เพิ่มงานเอกสารครู
ค. ใช้กำหนดบทลงโทษนักเรียน
ง. ใช้แลกเปลี่ยนและออกแบบการสอนร่วมกัน
เฉลย: ง
เหตุผล: PLC คือกระบวนการร่วมคิดร่วมพัฒนาการสอน
ก. เน้นการท่องจำเนื้อหา
ข. พัฒนาความสามารถใช้ชีวิตจริง
ค. เพิ่มจำนวนการสอบ
ง. ลดบทบาทครูทั้งหมด
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นทักษะการคิด การทำ และการใช้ชีวิตจริง
ก. นักเรียนเก่งเกินไป
ข. ครูมีเวลาว่างมาก
ค. การเรียนออนไลน์ทำให้ขาดทักษะและเกิดความเครียด
ง. โรงเรียนมีงบประมาณเพิ่มขึ้น
เฉลย: ค
เหตุผล: ปัญหาหลักคือความเครียดและขาดทักษะจากการเรียนออนไลน์
ก. เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ข. เน้นการลงโทษ
ค. เน้นการแข่งขัน
ง. เน้นการควบคุมเข้มงวด
เฉลย: ก
เหตุผล: ลดภาระและปรับตามผู้เรียนเป็นหลัก
ก. เป็นผู้ประเมินผลแทนครู
ข. เป็นผู้สั่งการเรียนทั้งหมด
ค. เป็นผู้สังเกตอย่างเดียว
ง. เป็น “ครูร่วม” ในการเรียนรู้ของเด็ก
เฉลย: ง
เหตุผล: ผู้ปกครองมีบทบาทร่วมเรียนรู้และสนับสนุน
ก. เพิ่มการบ้าน
ข. บูรณาการงานข้ามวิชา
ค. เพิ่มการสอบ
ง. เพิ่มเวลาหน้าจอ
เฉลย: ข
เหตุผล: การบูรณาการช่วยลดภาระและเพิ่มคุณภาพการเรียนรู้
ก. นักเรียนสอบได้คะแนนสูงขึ้นเท่านั้น
ข. ครูมีภาระเพิ่มขึ้น
ค. ผู้เรียนมีทักษะชีวิตและความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น
ง. ลดการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นพัฒนาทักษะชีวิต ความคิด และความรับผิดชอบอย่างแท้จริง