
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามตรวจสอบและประเมินการจัดการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยเน้นย้ำ 2 เรื่อง ดังนี้
1.ต้องทำให้กลไกการตรวจติดตามเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยปรับเปลี่ยนระยะเวลาการประชุมคณะกรรมการติดตามฯ จากเดิมประชุมทุก 6 เดือน เป็นประชุมทุก 3 เดือน เพื่อติดตามงานให้มีความรวดเร็วขึ้น ส่วนเนื้อหาที่ใช้ในการรายงานต้องสั้น กระชับ เน้นการนำเสนอโดยให้ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนา นอกจากนี้เน้นย้ำให้ที่ประชุมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล ดังนั้น ต่อไปการรายงานเรื่องต่างๆ ไม่จำเป็นต้องใช้เอกสาร และ
2.ขอให้ตรวจตาม 12 นโยบายจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เช่น การสอนแบบ Active Learning การสอนประวัติศาสตร์ การเรียนระบบทวิภาคี การศึกษาปฐมวัย วิทยฐานะ การเรียนการสอนในยุคโควิด-19 การเรียนรู้ตลอดชีวิต การอัพสกิล รีสกิล เป็นต้น ทั้งนี้ ตนได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำกลไกการตรวจราชการ และการติดตามประเมินผล มาใช้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาการศึกษาด้วย
นอกจากนี้ที่ประชุมได้หารือเรื่องการปรับโครงสร้างตรวจราชการ ติดตามและประเมินผลใหม่ ซึ่งจะแยกออกเป็น 3 ระดับ คือ
ระดับแรก มีคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลฯ ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย โดยมีสำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) เป็นเลขานุการ
ระดับ 2 เป็นการตรวจราชการ องค์กรหลักและหน่วยงานใน ศธ.จะเป็นผู้รับผิดชอบ เน้นการตรวจราชการรูปแบบปฏิบัติงาน ว่านำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และ
ระดับที่ 3 คือ ระดับพื้นที่ มีหน่วยงานรับผิดชอบ เช่น ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ศึกษาธิการภาค (ศธจ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เป็นต้น ทำหน้าที่ตามติดตาม ตรวจสอบในระดับพื้นที่
” ในส่วนกลางควรจะมีกลไกเพื่อเชื่อมการทำงานในระดับต่างๆ และให้คณะทำงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และสร้างความสามัคคีปรองดอง กระทรวงศึกษาธิการ (ป.ย.ป.ศธ.) เป็นผู้เชื่อมการทำงานทุกระดับ โดยที่ประชุมมอบหมายให้นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.จัดทำโครงสร้างการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลต่อไป เชื่อว่าหากทำสำเร็จ จะช่วยให้การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลของศธ. เป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น” น.ส.ตรีนุช กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 29 ตุลาคม 2564
กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้เน้นการปรับระบบติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาให้มีความรวดเร็ว ทันสมัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยปรับรอบการประชุมคณะกรรมการติดตามฯ จากทุก 6 เดือนเป็นทุก 3 เดือน เพื่อให้สามารถติดตามความก้าวหน้างานได้ถี่ขึ้น พร้อมกำหนดให้การรายงานมีความกระชับ เน้นสาระสำคัญและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา รวมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ลดการใช้เอกสาร
นอกจากนี้ยังเน้นการติดตามการดำเนินงานตาม 12 นโยบายสำคัญของ ศธ. เช่น Active Learning การเรียนรู้ตลอดชีวิต การอัปสกิล-รีสกิล การศึกษาปฐมวัย และการจัดการศึกษาในยุคโควิด-19 เป็นต้น พร้อมกำชับให้กลไกการตรวจราชการนำไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง
ในด้านโครงสร้าง ได้มีการปรับระบบติดตามเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับนโยบาย (คณะกรรมการติดตามฯ และสำนักปลัด ศธ.เป็นเลขานุการ) ระดับการตรวจราชการของหน่วยงานหลัก และระดับพื้นที่ (เช่น ศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา) เพื่อให้การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีหน่วยงานกลางเชื่อมโยงการทำงานทุกระดับผ่านกลไก ป.ย.ป.ศธ. เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาให้เกิดผลจริง
วัตถุประสงค์หลักของการปรับรอบการประชุมคณะกรรมการติดตามฯ จาก 6 เดือนเป็น 3 เดือน คือข้อใด
ก. ลดภาระงานเอกสาร
ข. เพิ่มความถี่ในการติดตามงานให้รวดเร็วขึ้น
ค. ลดจำนวนคณะกรรมการ
ง. เพิ่มงบประมาณการดำเนินงาน
เฉลย: ข
เหตุผล: การปรับรอบประชุมมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความถี่และความรวดเร็วในการติดตามงาน ไม่เกี่ยวกับงบประมาณหรือจำนวนคณะกรรมการ
แนวทางการรายงานผลตามนโยบายใหม่ควรมีลักษณะอย่างไร
ก. รายงานละเอียดทุกขั้นตอน
ข. ใช้เอกสารประกอบจำนวนมาก
ค. สั้น กระชับ และเน้นข้อเสนอแนะ
ง. รายงานเฉพาะปัญหา
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการสรุปกระชับและเสนอแนวทางพัฒนา ไม่เน้นเอกสารหรือรายละเอียดเกินจำเป็น
เทคโนโลยีดิจิทัลในระบบติดตามประเมินผลมีบทบาทสำคัญอย่างไร
ก. ใช้แทนการประชุมทั้งหมด
ข. ลดการใช้เอกสารรายงาน
ค. เพิ่มจำนวนรายงาน
ง. ใช้เฉพาะระดับพื้นที่
เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้เอกสาร ไม่ได้แทนการประชุมทั้งหมด
ข้อใดเป็นตัวอย่างนโยบายการศึกษาที่ต้องติดตาม
ก. การก่อสร้างอาคารเรียน
ข. Active Learning
ค. การจัดซื้อครุภัณฑ์
ง. การสอบแข่งขันครู
เฉลย: ข
เหตุผล: Active Learning เป็นหนึ่งใน 12 นโยบายหลักด้านการจัดการเรียนรู้
โครงสร้างการติดตามระดับที่ 1 คือข้อใด
ก. ระดับพื้นที่
ข. ระดับโรงเรียน
ค. ระดับนโยบาย
ง. ระดับห้องเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: ระดับแรกคือระดับนโยบาย โดยคณะกรรมการติดตามฯ เป็นผู้กำหนดทิศทาง
หน่วยงานใดทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการติดตามระดับนโยบาย
ก. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ข. สำนักงานปลัด ศธ.
ค. ศึกษาธิการจังหวัด
ง. กระทรวงมหาดไทย
เฉลย: ข
เหตุผล: สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการทำหน้าที่เลขานุการ
การตรวจราชการระดับที่ 2 เน้นเรื่องใดเป็นสำคัญ
ก. การกำหนดนโยบาย
ข. การปฏิบัติตามนโยบาย
ค. การประเมินงบประมาณ
ง. การรับนักเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นการนำโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง
หน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบระดับพื้นที่
ก. กระทรวงการคลัง
ข. สพฐ. เท่านั้น
ค. ศธจ. และ สพท.
ง. สำนักงาน ก.พ.
เฉลย: ค
เหตุผล: ศึกษาธิการจังหวัดและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นหน่วยงานระดับพื้นที่
บทบาทของ ป.ย.ป.ศธ. คืออะไร
ก. ออกข้อสอบ
ข. เชื่อมโยงการทำงานทุกระดับ
ค. จัดสรรงบประมาณ
ง. สอนหนังสือ
เฉลย: ข
เหตุผล: ทำหน้าที่เชื่อมการทำงานระหว่างทุกระดับให้สอดคล้องกัน
ผลลัพธ์ที่คาดหวังจากการปรับระบบติดตามคืออะไร
ก. เพิ่มจำนวนรายงาน
ข. ลดบทบาทพื้นที่
ค. การติดตามมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ง. ลดการประเมินผลทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: เป้าหมายหลักคือเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วของระบบติดตามประเมินผล