สมาชิกเข้าสู่ระบบ

การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่ีกำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 13-16)

การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่กำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 13)


          กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงขนาดใหญ่ มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามากกว่า 6.5 แสนคน (หรือเกือบ 1 ใน 3 ของจำนวนบุคลากรภาครัฐทั้งหมด 2.2 ล้านคน) และใช้เงินงบประมาณในการบริหารจัดการในปีงบประมาณพ.ศ.2564 มากกว่า 3.58 แสนล้านบาท แต่ปรากฎว่า ผลลัพธ์ต่อผู้เรียนยังไม่เป็นที่น่าพอใจ "เมื่อพิจารณาจากคะแนนโอเน็ต และคะแนนจากโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA พบว่า ทักษะการอ่านและการคิดวิเคราะห์ของเด็กไทยต่ำกว่าระดับนานาชาติ แบบที่เรียกว่ารั้งท้ายมาอย่างต่อเนื่อง และยังเห็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทั้งด้านโอกาสและคุณภาพผู้เรียน" (ข่าว THAIPUBLICA วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564) ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่า "การลงทุนเพื่อการศึกษา" ของประเทศไทยเป็นการลงทุนที่ียังไม่มี "ความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ" เท่าที่ควร ปัญหาการจัดการศึกษาของประเทศไทยจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า มีเงินงบประมาณเพียงพอหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าการบริหารจัดการและการใช้จ่ายเงินงบประมาณมีประสิทธิภาพหรือเปล่า?


          สาเหตุที่เป็นเช่นนี้น่าจะมาจาก "ระบบการบริหารจัดการ" ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ปัจจุบันมีการจัดโครงสร้างองค์กรแบบ "รวมศูนย์อำนาจ" ไว้ที่หัวหน้าหน่วยราชการบริหารส่วนกลาง โดยมี "การแยกส่วน" การบริหารจัดการออกเป็น 4 แท่ง ซึ่งแตกต่างจากการจัดองค์กรการบริหารราชการของกระทรวงอื่นๆอย่างชัดเจน


          การ "รวมศูนย์อำนาจ" หมายถึง อำนาจในการกำหนดนโยบาย การบริหาร และการสั่งการทุกเรื่อง อยู่ที่ผู้บริหารสูงสุดขององค์กร (ปลัดกระทรวง หรือเลขาธิการ) เป็นผู้สั่งราชการจากบนลงล่าง หรือจากผู้มีอำนาจสูงสุดในแต่ละองค์กรไปถึงผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ (ทั้งระดับเขตพื้นที่และสถานศึกษา)โดยตรง การจัดองค์กรการบริหารราชการในลักษณะดังกล่าว เป็นการจัดองค์กรตามรูปแบบ "สายพานการผลิตรถยนต์ หรือ Detroit Model" มีลักษณะเป็นการแบ่งงานหรือแยกส่วนกันทำงานตามความถนัดและความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งการบริหารจัดการตามรูปแบบ(Model)นี้ ไม่สามารถนำมาใช้กับระบบการบริหารราชการได้ เพราะการบริหารราชการนั้นเป็นงานที่ "ทำให้กับประชาชนและประเทศชาติ" เป็นงานที่ต้องทำแบบ "ต่อเนื่อง" ตลอดไปไม่มีจุดสิ้นสุด (Endless Job) และต้องมีการ "ส่งต่องาน" กันเป็นทอดๆ การบริหารราชการจึงต้องทำร่วมกันในรูปแบบ "บูรณาการ หรือ Hollywood Model"


          การจัดองค์กรบริหารแบบแยกส่วนและเป็นองค์กรที่ีอยู่ในระนาบเดียวกัน ทำให้ไม่มี "เจ้าภาพ" ที่จะบูรณาการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ดังนั้น องค์กรแต่ละองค์กรต่างก็จะวางแผนและกำหนดนโยบายการทำงานเป็นเอกเทศ แบบแยกหน้าที่กันทำในลักษณะต่างหน่วยงานต่างทำหน้าที่ของตนเอง ทั้งที่ "งานจัดการศึกษา" เป็นงานที่ควรจะมีการวางแผนและนโยบายการทำงานให้ไปในทิศทางเดียวกัน จึงจะทำให้การบริหารจัดการศึกษาบรรลุเป้าหมาย


          เหตุผลที่ "การจัดการศึกษา" เป็นงานที่ต้องทำร่วมกัน เพราะจุดเริ่มต้นของการจัดการศึกษาคือ การจัดการศึกษาให้กับเด็ก "ปฐมวัย" หรือการศึกษาในระดับชั้นอนุบาล การจัดการศึกษาในระดับนี้เป็นการจัดเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อที่จะ "ส่งต่อ" เด็กเล็กไปสู่การศึกษาใน "ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา" ซึ่งงานดังกล่าวปัจจุบันอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นส่วนใหญ่ ส่วนการจัดการศึกษาระดับ "มัธยมศึกษาตอนต้น" เป็นการพัฒนาเด็กให้มีความพร้อมที่ีจะเลือกทางเดินไปสู่การเรียนต่อในสายอาชีพหรืออาชีวศึกษา หรือเลือกที่ีจะเรียนต่อไปในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อที่จะเดินหน้าเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ช่วงการศึกษาของเด็กในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จึงเป็นช่วงชั้นที่ีมีความสำคัญมากช่วงหนึ่งของ "ชีวิตเด็ก" ที่ีเด็กจะต้องตัดสินใจเลือกทางเดินต่อไป ผู้บริหารการศึกษาจึงควรที่จะ "ใส่ใจ" กับเด็กในช่วงวัยนี้ให้มาก และต้องระลึกเสมอว่าทำอย่างไรจึงจะชี้นำให้เด็กเลือกทางเดินที่พวกเขาถนัดและชอบ และไม่เดินหลงทางไปเรียนจนจบการศึกษาแล้วกลับพบว่า ตัวเองต้องตกงานหรือไม่มีงานทำ หรือต้องไปทำงานต่ำกว่าระดับที่เรียนมา จึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษาที่จะต้อง "แนะแนว" หรือชี้นำกับเด็กที่ีใกล้จะเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ "ครูแนะแนว" เพียงคนเดียว เพราะครูแนะแนวย่อมไม่รู้ไม่เข้าใจบริบทของการศึกษาในระดับนี้ หรือเข้าใจบริบทความต้องการใช้แรงงานของประเทศดีเท่าผู้บริหารสถานศึกษาอย่างแน่นอน) "การแนะแนวการศึกษา" เพื่อให้เด็กเลือก "ทางเดิน" ต่อไป จึงควรที่จะมีการบูรณาการทำงานร่วมกันของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในแต่ละพื้นที่ โดยที่กระทรวงศึกษาธิการอาจขอให้ "คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด หรือ กศจ.ในแต่ละจังหวัดซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เป็นผู้จัดทำแผนบูรณาการทำงานร่วมกันก็ได้


          บริบท "ความต้องการใช้แรงงาน" บนโลกที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในทำงานแทนแรงงานมนุษย์ รวมทั้งเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการองค์กรและการบริการประชาชน(หรือลูกค้า) ทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนในปัจจุบันนี้ ทำให้ความต้องการแรงงานระดับสูงหรือระดับอุดมศึกษาลดลง ในขณะที่ความต้องการแรงงานที่มีทักษะฝีมือในสาขาอาชีพต่างๆเกิดการขาดแคลน ดังนั้น การ "ส่งต่อเด็ก" ที่ีผ่านการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นแล้ว ให้ไปสู่การศึกษาเพื่อการประกอบอาชีพและการมีงานทำในอนาคต หรือการส่งต่อเด็กไปสู่การศึกษาในระดับอาชีวศึกษาและระดับอุดมศึกษา จึงควรที่จะต้องมีการ "ส่งต่ออย่างสมดุล" กล่าวคือ มีการส่งต่อให้สอดคล้องกับความต้องการกำลังแรงงานของประเทศในทุกภาคส่วน     

   
          หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ คือ การวางแผน "บูรณาการทำงานร่วมกัน" ของหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงฯ เพื่อที่จะกำหนดว่า ในจำนวนเด็กที่จะเรียนจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในแต่ละปี ทั้งหมดมีจำนวนเท่าใด สมควรที่จะส่งต่อไปให้สถานศึกษาระดับอาชีวศึกษาจำนวนเท่าใด และสมควรที่จะ "เก็บเด็ก" ไว้เรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อส่งต่อให้ไปเรียนในระดับอุดมศึกษาจำนวนเท่าใด (เช่น อัตราส่วน 40 : 60 หรือ 45 : 55 เป็นต้น) เช่นนี้การวางแผน "กำลังคน" ของประเทศจึงจะเกิดความสมดุล และสามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้ "แรงงาน" ของประเทศได้ตรงจุด
         
           สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
          13 กรกฎาคม 2564

 

การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่ีกำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 14)

          หลายปีที่ผ่านมามีนักธุรกิจเอกชนจำนวนมากออกมาพูดว่า ภาคธุรกิจเอกชนไทยกำลังเจอปัญหาการขาดแคลนแรงงาน "สายอาชีพ" เป็นจำนวนมาก ทำให้มีภาคเอกชนไทยหันหัวเรือไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน เนื่องจากมีนักเรียนที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นไปเรียนต่อสายอาชีพน้อยมาก โดยสัดส่วนจำนวนนักเรียนที่เรียนต่อระหว่างสายอาชีวศึกษาและสายสามัญ ตกลงไปอยู่ในระดับ ร้อยละ 34 : 66 (ข่าวกรุงเทพธุรกิจ วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2556) ทำให้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหลายคนออกมาประกาศนโยบาย ให้เพิ่มสัดส่วนจำนวนผู้เรียนในสายอาชีวศึกษาให้มากขึ้น แต่ก็ไม่เคยสัมฤทธิ์ผล


          เหตุผลเนื่องจาก ไม่มีการบูรณาการเรื่องการ "ส่งต่อนักเรียน" ระหว่างหน่วยงานจัดการศึกษาที่ีเกี่ยวข้องทั้ง 2 แท่งในกระทรวงศึกษาธิการให้เห็นเป็นรูปธรรม ต่างหน่วยงานต่างก็ทำงานไปตามภารกิจหน้าที่ของตนเอง โดยไม่สนใจกับปัญหาที่ีเกิดขึ้นกับประเทศชาติและประชาชน ไม่ว่าภาคธุรกิจเอกชนจะออกมาพูดบ่นอย่างไรก็ตาม การที่จะทำให้เกิดการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน กระทรวงศึกษาธิการควรที่จะต้องกำหนดสัดส่วน "การส่งต่อ" นักเรียนที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ให้ไปเรียนต่อในสายอาชีพให้มากขึ้น ให้โรงเรียนที่เปิดการสอนในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายลดจำนวนนักเรียนให้เหลือน้อยลง โดยเฉพาะโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ในเมือง ไม่ควรที่จะ "เก็บตัวเด็ก" ไว้เรียนในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเกินกว่าชั้นเรียนละ 30-35 คน เพราะการเก็บเด็กนักเรียนไว้ในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา ได้แก่


          1.ปัญหาการมีจำนวนนักเรียนในชั้นเรียนมากเกินไป ชั้นเรียนหนึ่งๆถ้ามีจำนวนนักเรียนอยู่ในชั้นเกินกว่า 30 คนขึ้นไป จะทำให้ครูประจำชั้นและครูผู้สอนรายวิชามีภาระหนักเกินไป จนไม่สามารถดูแลและช่วยเหลือนักเรียนในชั้นเรียนได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ อาจเป็นต้นเหตุให้นักเรียนบางคนเรียนไม่ทันเพื่อน และต้องออกจากโรงเรียนกลางคันก็ได้ (เพราะนักเรียนแต่ละคนอาจมีพื้นฐานการเรียนรู้ในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่แตกต่างกัน รวมทั้งพื้นฐานทางสติปัญญา และพื้นฐานทางสังคมและครอบครัวด้วย) ยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน ทำให้โรงเรียนต้องปรับวิธีจัดการเรียนการสอนเป็นการสอนออนไลน์ ออนแอร์ ฯลฯ มากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีเด็กที่ีเรียนตามเพื่อนไม่ทันเพิ่มจำนวนมากขึ้น และเมื่อเจอกับปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัวด้วยแล้ว อาจทำให้มีเด็กหลุดออกจากระบบโรงเรียนเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน มีคำถามว่า กระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมการแก้ไขปัญหานี้ไว้แล้วหรือยัง? ถึงเวลาที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะทบทวนนโยบายการรับเด็กจำนวนมากไว้เรียนในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือยัง?


          2.ปัญหาการมีจำนวนนักเรียนไปเรียนต่อในสายอาชีพน้อย เนื่องจากนักเรียนที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นถูกโรงเรียนต้นสังกัด "กักตัว" ไว้เป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้ไปเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ในโรงเรียนเดิม) จนเหลือหลุดลอดไปเรียนต่อในสายอาชีพน้อยมาก ผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่มักจะอ้างว่า "เป็นความต้องการของผู้ปกครอง" ที่ต้องการให้ลูกหลานของตนไปเรียนต่อในระดับปริญญา มากกว่าที่ีจะให้เรียนในสายอาชีวศึกษา นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ในความเห็นของผมแล้ว ผู้บริหารสถานศึกษามีหน้าที่สำคัญคือ การชี้นำหรือ "การแนะแนวทางการศึกษาต่อ" ให้เด็กและเยาวชนได้เดิน ไปในทิศทางที่จะทำให้เด็กไม่เดินหลงทาง เพื่อให้พวกเขาออกจากการศึกษาแล้วมีงานทำ ไม่ใช่ตกงาน


          3.ปัญหามีผู้จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาว่างงานเป็นจำนวนมาก เห็นได้ชัดในการรับสมัครสอบครูผู้ช่วยในปีนี้ มียอดผู้สมัคร 1.7 แสนคน แต่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานรับได้จริงเพียง 1.1 หมื่นคน หรือไม่ถึง 10% ของจำนวนผู้สมัครสอบทั้งหมด


           มีคำถามว่า ทำไมจึงมีเด็กที่ีจบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาตกงานกันเป็นจำนวนมากเช่นนี้? เหตุผลก็น่าจะเนื่องมาจาก โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย "เก็บเด็ก" ไว้เรียนในชั้นเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมากเกินไป เด็กที่ีเรียนจนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเกือบทุกคน ก็ต้องมุ่งไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรี กล่าวสำหรับประเทศไทย "โอกาส" ที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจะไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรีมีประตูเปิดให้เดินเข้าไปเรียนกว้างขวางมาก เพราะประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยเปิดอยู่ถึง 2 แห่ง และยังมีมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาคอยู่เกือบทุกจังหวัด จึงไม่น่าห่วงว่าเด็กจะไม่ได้เข้าเรียน ที่น่าห่วงคือ เมื่อจบการศึกษาแล้วจะมีงานให้พวกเขาทำหรือไม่มากกว่า เนื่องจากมีข้อมูลจากเอกสารวิชาการคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ.2561) ระบุว่า "บัณฑิตที่ีสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีส่วนใหญ่มาจากสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร้อยละ 70 สายวิทยาศาสตร์มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเพียง ร้อยละ 30" และยังมีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า " ปีการศึกษา 2559 มีนักศึกษาสำเร็จการศึกษาสายวิทยาศาสตร์ 95,500 คน สายสังคมศาสตร์ 195,735 คน" เด็กที่เรียนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีตกงานปีละกว่า 1 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่เรียนในสายสังคมศาสตร์ แล้วอย่างนี้ควรจะโทษใครดี ระหว่างนักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน หรือผู้บริหารการศึกษา?


           การที่มีเด็กและเยาวชนคนหนึ่งไปเรียนหนังสือจนจบปริญญาตรีแล้ว "ตกงาน" ถือเป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง เพราะเด็กคนนั้นต้องใช้เวลาอยู่ในสถานศึกษานานกว่า 16 ปี รัฐต้องใช้จ่ายเงินเพื่อจัดการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนคนหนึ่งเป็นเงินเท่าไรไม่รู้ นอกจากนี้พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กแต่ละคนก็ต้องใช้เงินทุนของตนเองอีกเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญคือ พ่อแม่ตั้งความหวังไว้กับลูกมากมาย แต่สุดท้ายความหวังพังทลาย ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ?

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
           14 กรกฎาคม 2564

 

การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่กำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 15)

          การขาดการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ และระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นอกจากจะทำให้การจัดการศึกษาในปัจจุบันไม่สามารถผลิตและพัฒนา "คน" ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ "กำลังแรงงาน" ของประเทศ จนทำให้มีเด็กและเยาวชนจำนวนมากต้องตกงานแล้ว ในอนาคตยังอาจจะทำให้เกิดการผลิตและพัฒนาคนที่ไม่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศตามนโยบาย "ประเทศไทย 4.0" อีกด้วย เนื่องจากนโยบาย "ประเทศไทย 4.0" นั้น มีเป้าหมายที่จะยกระดับการพัฒนาประเทศไทย ทั้งการพัฒนาด้านเกษตรกรรม ด้านอุตสาหกรรม ด้านการบริการ และด้านแรงงาน ทั้งนี้เพื่อยกระดับรายได้ของคนไทยทุกคนให้มีรายได้สูงขึ้น ได้แก่


          1.ด้านเกษตรกรรม ประเทศไทยปัจจุบันยังคงเป็นประเทศเกษตรกรรม เนื่องจากคนส่วนใหญ่ของประเทศยังมีอาชีพทำการเกษตร แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังใช้วิธีการผลิตพืชเกษตรแบบดั้งเดิม (Traditional farming) หมายถึง เกษตรกรส่วนใหญ่ยังทำการเกษตรแปลงย่อย โดยใช้แรงงานในครอบครัวเป็นหลัก ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ไม่สูงมากนัก ใช่ปุ๋ยเคมีและสารเคมีจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง เรียกได้ว่า "ทำมาก ได้น้อย" เกษตรกรไทยส่วนใหญ่จึงยังมีฐานะยากจน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตแบบดั่งเดิมของเกษตรกรไทย ให้ไปสู่การทำการเกษตรกรรมสมัยใหม่ ที่ีมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การใช้ AI และ Done ในการควบคุมการผลิตพืชเกษตร การปศุสัตว์และการประมง ต้องให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีลง และต้องมีการบริหารจัดการฟาร์ม ที่ีเรียกว่า Smart farm ในขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาตัวเกษตรกร (Farmers) ให้เปลี่ยนไปเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurs) เพื่อให้เป็นเกษตรกรที่ทันสมัยและมีรายได้ที่สูงขึ้น หรือเรียกว่า "ทำน้อย ได้มาก" ภาคการศึกษาต้องมีส่วนช่วยในการพัฒนาเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ให้เป็น Smart Farmers หรือ Entrepreneurs ให้มากขึ้น


          2.ด้านอุตสาหกรรม ปัจจุบันประเทศไทยยังคงรูปแบบการผลิตในภาคอุตสาหกรรมในแบบเดิม คือการใช้แรงงานเป็นหลักและใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ไม่สูงมากนัก ทำให้สินค้าอุตสาหกรรมของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ส่งผลให้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยไปสู่ตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลที่ีผ่านมาจึงได้ทำการประกาศนโยบายส่งเสริมการลงทุน ในอุตสาหกรรมที่ีใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในกระบวนการผลิตสินค้า ที่ีเรียกว่า " 10 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ New S-curve" เพื่อที่จะทำให้ อุตสาหกรรมดังกล่าว เป็นเครื่องจักรตัวใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (New Growth Engines) เพื่อทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ีมีมูลค่าสูง นอกจากการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคตแล้ว รัฐบาลยังจะต้องเร่งรัดพัฒนาผู้ประกอบการ "วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (SMEs)" ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ ที่ยังคงเป็นวิสาหกิจที่มีการบริหารจัดการแบบเดิม (traditional SMEs) หรือ SMEs ที่ีรอคอยแต่จะให้รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลืออุ้มชูตลอดเวลา ให้เปลี่ยนไปเป็น Smart Enterprises หรือ Startups หรือ "ผู้ประกอบการใหม่" ที่ีมีศักยภาพสูงและแข่งขันได้ ภาคการศึกษาต้องปรับหลักสูตรและวิธีการจัดการเรียนการสอนให้สามารถตอบโจทย์การพัฒนาคนด้านนี้ เพื่อให้ได้แรงงานที่มีศักยภาพสูงในอนาคต


          3.ด้านการบริการ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ "คนไทย" มีทักษะในด้านการบริการ และมีเอกลักษณ์ที่ีเรียกว่า "ยิ้มสยาม" ซึ่งได้รับการยอมรับกันทั่วไป เป็นต้นทุนในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ช่วงก่อนเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของ "โรคไวรัสโควิด-19" มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยมากกว่า 39 ล้านคน สร้างรายได้ให้กับคนไทยประมาณ 2 ล้านล้านบาท เห็นได้ชัดว่า ประเทศไทยพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวในแต่ละปีมากพอสมควร ดังนั้นในอนาคตเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคร้ายนี้ผ่านไปแล้ว รายได้ของประเทศที่จะเกิดจาก "บริการทางการท่องเที่ยว" จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย เป้าหมายของนโยบาย "ประเทศไทย 4.0" ในด้านการบริการ คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการแบบดั้งเดิม (traditional services) ที่มีมูลค่าค่อนข้างต่ำ ให้ไปสู่การบริการที่มีมูลค่าสูง (high value services) ด้วยการพัฒนาสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในทุกสินค้า เพื่อดึงดูดเงินตราต่างประเทศมาสร้างความมั่งคั่งให้กับคนไทย ภาคการศึกษาได้เตรียมการพัฒนาคนเพื่อตอบโจทย์ด้านนี้แล้วหรือยัง?


          4.ด้านแรงงาน เพื่อให้นโยบาย "ประเทศไทย 4.0" เกิดขึ้นได้จริง ภาครัฐจำเป็นที่จะต้องพัฒนาฝีมือแรงงานเดิมที่ีมี "ทักษะต่ำ" และพัฒนาแรงงานรุ่นใหม่ (ที่ีอยู่ในภาคการศึกษา" ให้กลายเป็นแรงงานที่ีมีความรู้ ความเชี่ยวชาญและมีทักษะสูง มีความรู้ความสามารถในด้านการสื่อสารภาษาต่างประเทศ มีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และมีความสามารถในด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ "แรงงาน" ของประเทศ ทั้งที่อยู่ในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคการบริการ


          ดังนั้น การผลิตและพัฒนา "แรงงาน" ของภาคการศึกษาทั้งในระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา จึงต้องมีการบูรณาการผลิตและพัฒนาคนให้เกิด "ความสมดุล" เพื่อให้้มีจำนวนแรงงานเพียงพอที่ีจะตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ตามนโยบาย "ประเทศไทย 4.0" ทั้งด้านเกษตรกรรม ด้านอุตสาหกรรม ด้านการบริการ แต่การบริหารจัดการศึกษาโดยองค์กรที่ีมีการ "รวมศูนย์อำนาจ" ไว้ที่ีหัวหน้าหน่วยราชการส่วนกลาง จะทำให้เกิดการสั่งราชการที่ีมี "รูปแบบ" การจัดการศึกษา "รูปแบบเดียวกัน" ทั่วประเทศ เนื่องจากมีการกำหนดนโยบายให้ใช้ "หลักสูตรแกนกลาง" และ "ตำราเรียน" เล่มเดียวกัน เป็นหลักในการจัดการเรียนการสอนในทุกสถานศึกษา การบริหารจัดการเช่นนี้ อาจทำให้สถานศึกษาทุกแห่งจัดการเรียนการสอน ตามหลักสูตรและตำราเรียน ที่ีหัวหน้าหน่วยราชการส่วนกลางเป็นผู้กำหนดให้ใช้เหมือนๆกันในทุกบริบทของพื้นที่ประเทศไทย ในขณะที่ประเทศไทยเป็นประเทศขนาดกลางค่อนข้างไปทางใหญ่ มีประชากรอยู่ถึงเกือบ 70 ล้านคน มีความแตกต่างกันทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่นนี้เป็นไปได้อย่างไรที่ีจะให้เด็กไทยทั่วประเทศเรียนหนังสือ "หลักสูตรเดียวและตำราเรียนเล่มเดียวกัน" นอกจากนี้ การจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษายังมีทิศทางไปในแนวทางการสอนให้นักเรียนใช้วิธีการ "ท่องจำ" จากตำราเรียน เพื่อที่เด็กจะได้จดจำเอาไปสอบ เสร็จแล้วก็นำเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย ซึ่งไม่ใช่การเรียนเพื่อการทำงานและการประกอบอาชีพในอนาคต ที่ีเด็กไทยจะต้องมีทักษะแห่งอนาคต ทั้งทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานและการประกอบอาชีพ ทักษะการพัฒนาและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย และทันกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีจัดการเรียนการสอนในแบบที่ให้เด็กรู้จัก "การคิดวิเคราะห์" และเกิดการ "จินตนาการหรือความคิดสร้างสรรค์" ซึ่งไม่ใช่การท่องจำอย่างแน่นอน 


          ผมจึงมีคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่กระทรวงศึกษาธิการจะกระจายอำนาจ "การบริหารจัดการสถานศึกษา" ทั้งทางด้านการบริหารงานบุคคล การบริหารงานวิชาการ การบริหารการเงิน และการบริหารงานทั่วไป ไปให้กับสถานศึกษาทุกแห่งในทุกภูมิภาค ได้บริหารจัดการกันเองตามบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆในพื้นที่นั้นๆ

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
          15 กรกฎาคม 2564

 

การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่ีกำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 16)

          นโยบาย "ประเทศไทย 4.0" เป็นนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงการผลิตสินค้าและบริการของประเทศ ทั้งการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตรและภาคบริการ เพื่อที่จะยกระดับการผลิตสินค้าและบริการในภาคส่วนทั้ง 3 ภาคดังกล่าว ให้เป็นสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง และสามารถแข่งขันได้ เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวพ้น "กับดักประเทศรายได้ปานกลาง" ไปเป็นประเทศที่ประชาชนในประเทศมีรายได้สูง เช่นเดียวกับประเทศเกาหลีใต้และประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น


          การที่จะทำให้ "คนไทย" มีรายได้สูงขึ้นในอนาคตนั้น การจัดการศึกษาถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการศึกษาจะทำให้้การพัฒนา "ผลิตภาพ หรือ Productivity" ของแรงงานไทย ให้กลายเป็น "แรงงาน" ที่มีคุณภาพ และมีทักษะฝีมือที่สอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกปัจจุบัน ภาคการศึกษาจึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาแรงงาน ทั้งแรงงานที่อยู่ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมและภาคการบริการไปพร้อมๆกัน ไม่ใช่การจัดการศึกษาเพื่อตอบโจทย์แรงงานเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น


          สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ทำการสำรวจสถิติการใช้แรงงานในประเทศไทย มีข้อมูลที่แสดงว่า ประเทศไทยมีจำนวนแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตรกรรมมากที่ีสุดร้อยละ 41.1 และอีกร้อยละ 39.6 อยู่ในภาคบริการ ส่วนที่ีเหลือร้อยละ 19.3 อยู่ในภาคอื่น (เช่น อุตสาหกรรม การก่อสร้าง การไฟฟ้า ฯลฯ) นั่นแปลว่า ภาคเกษตรกรรมและภาคบริการถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะเป็นภาคที่ใช้ "แรงงาน" รวมกันถึงร้อยละ 81.7 ภาคการศึกษาจึงไม่อาจละเลยที่จะพัฒนา "ผลิตภาพ" ของแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตรกรรมและภาคการบริการ เนื่องจากภาคเศรษฐกิจทั้ง 2 ภาคดังกล่าวในอนาคตจะยิ่งเพิ่มความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐ (ระบบราชการ) มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากจะมีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมทดแทนแรงงานคนมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ภาครัฐเองก็มีนโยบาย "ลดขนาดองค์กร" และพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรที่ี "ทันสมัย" ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในการบริหารราชการและการบริการประชาชนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต


          ทำไมผมจึงบอกว่า ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศเกษตรกรรม เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่กว้างขวาง มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้ และมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมในการทำการเกษตร รวมทั้งคนไทยส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นเกษตรกร ประเทศไทยจึงเป็น "อู่ข้าวอู่น้ำ" ที่ีสามารถปลูกพืชอาหาร การทำปศุสัตว์ และการประมง เพื่อส่งอาหารไปเลี้ยงพลเมืองโลกได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าว น้ำตาล(อ้อย) มันสำปะหลัง และผลไม้(ทุเรียน ลำไย ฯลฯ) เป็นอันดับต้นๆของโลก ดังนั้น การพัฒนา "ผลิตภาพ" ของเกษตรกร เพื่อให้เป็นเกษตรกรที่ีทันสมัย รู้จักการปรับปรุงบำรุงดิน ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมี และรู้จักการนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI, Done มาใช้ในกระบวนการผลิตพืชเกษตร การปศุสัตว์ และการประมง รวมทั้งการพัฒนา "ตัวเกษตรกร" ให้เป็น "ผู้ประกอบการ หรือ Smart Farmers" เพื่อให้เป็นเกษตรกรที่สามารถบริหารจัดการฟาร์มอย่างมืออาชีพ จึงมีความสำคัญมาก


          เมื่อปีพ.ศ.2563 กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายที่จะให้มีการ "ควบรวม" โรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กที่มีการควบรวมกันนั้น ให้เป็น "โรงเรียนคุณภาพของชุมชน" และ "โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง" นับว่าเป็นนโยบายที่ดีที่จะทำให้เกิดการลดจำนวนโรงเรียนขนาดเล็กลง ซึ่งจะทำให้คุณภาพการศึกษาไทยดีขึ้น แต่เมื่อดูรายละเอียดของนโยบายและแนวทางในการบริหารจัดการ "โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง" แล้วจะเห็นว่า กระทรวงศึกษาธิการกำลังพยายามที่จะสร้างโรงเรียนขึ้นใหม่ เพื่อให้ไปแข่งขันกับโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ในเขตเมือง ซึ่งเป็นโรงเรียนคุณภาพที่มีจำนวนมากพอสมควรอยู่แล้ว ผมถามว่า ทำไมต้องทำเช่นนั้น? ในเมื่ออัตราการเกิดของประชากรไทยกำลังลดลงเรื่อยๆ เด็กที่เข้าสู่ระบบการศึกษาก็ลดลง ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็กำลังประสบปัญหา การขาดแคลนผู้จบการศึกษาที่สามารถออกไปประกอบอาชีพได้ทันที ทำไมกระทรวงศึกษาธิการจึงไม่พยายามผลักดันให้เด็กได้เรียนตามความต้องการและความถนัดของแต่ละคน เพื่อให้เด็กที่จบการศึกษาออกมาแล้วสามารถประกอบอาชีพเดิมของครอบครัวได้ต่อไป


          โรงเรียนคุณภาพชุมชนหรือโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง ที่ีกระทรวงศึกษาธิการกำลังจะพัฒนามารองรับ "การควบรวม" โรงเรียนขนาดเล็กนั้น ผมคิดว่า ควรพัฒนาโรงเรียนดังกล่าวให้เป็น "โรงเรียนทางเลือก" ให้นักเรียนที่อยู่ในชนบททั่วประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ด้อยโอกาส ได้มีโอกาสเรียนรู้ "ความรู้สามัญ" ควบคู่ไปกับ "ความรู้ในการประกอบอาชีพ" ตามบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย คล้ายกับที่ "โรงเรียนมีชัยพัฒนา" จังหวัดบุรีรัมย์ (โรงเรียนมีชัยพัฒนา เป็นโรงเรียนทางเลือกที่มีการเปิดการเรียนการสอน ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ "การสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เป็นคนดี มีวินัย มีความซื่อสัตย์ มีจิตสาธารณะ สามารถคิดนอกกรอบและค้นคว้าหาคำตอบ พร้อมที่ีจะเป็นผู้ประกอบการเกษตรและธุรกิจเพื่อสังคม และเป็นผู้นำในการพัฒนาชุมชนในอนาคต" ทั้งนี้เพื่อให้เด็กที่ีอยู่ในชนบททั่วประเทศได้มีทางเลือกในการศึกษาเพิ่มขึ้น ไม่ใช่การถูกบังคับให้เรียนแต่วิชาสามัญทั่วไปเหมือนกันหรือ "รูปแบบเดียวกัน" ทั่วประเทศเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งถ้ามีเด็กหลุดออกจากระบบโรงเรียน เด็กเหล่านั้นก็ไม่สามารถออกไปประกอบอาชีพได้


          มีข้อมูลที่แสดงว่า มีเด็กไทยจำนวนหนึ่ง "ถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง" ข่าว THAIPUBLICA ประจำวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2559 รายงานว่า "เด็กไทยที่ีเข้าเรียนในระบบการศึกษา จะมีหลุดรอดจนจบการศึกษาระดับภาคบังคับ (9 ปี) เพียง 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ และจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน (12 ปี) ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายความว่า จะมีเด็กไทยประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ที่ถูกปล่อยให้ออกกลางคัน" หรือเรียกว่าถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่่ คือ เด็กที่อยู่ในชนบทห่างไกลซึ่ง "ขาดโอกาส" เนื่องจากการมีโรงเรียนขนาดเล็กที่ีไม่มีคุณภาพ และขาดโอกาสเพราะฐานะทางครอบครัว หรือความสามารถทางสติปัญญาของตัวเด็กเอง ทำไมกระทรวงศึกษาธิการจึงไม่คิด "สร้างโอกาส" ให้เด็กเหล่านั้น? ให้ได้เรียนรู้ทั้งความรู้สามัญและความรู้ในการประกอบอาชีพควบคู่กันไป เพื่อที่จะทำให้พวกเขาเหล่านั้นได้อยู่ในสังคมและครอบครัวอย่างสงบสุข สามารถสร้างอาชีพและสร้างรายได้ในสังคมเดิมของพวกเขาได้ต่อไป


          ผมคิดว่า กระทรวงศึกษาธิการควรจะทบทวนนโยบายเรื่องนี้เสียใหม่ เพราะการผลิตและพัฒนาคนที่ไม่ตรงกับบริบทความต้องการแรงงานของประเทศโดยรวมนั้น ถือเป็นการลงทุนที่ีสูญเปล่า

           สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
         16 กรกฎาคม 2564

 

ที่มา ; LINE สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์

สรุปสาระสำคัญ 

บทความวิจารณ์ปัญหาการบริหารจัดการศึกษาของไทยที่ยังไม่คุ้มค่ากับงบประมาณจำนวนมหาศาลและบุคลากรกว่า 6.5 แสนคน แต่ผลลัพธ์ด้านคุณภาพผู้เรียนยังต่ำ โดยเฉพาะทักษะการอ่านและการคิดวิเคราะห์ (PISA, O-NET) สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างการบริหารแบบรวมศูนย์อำนาจ (centralization) และการแยกส่วนการทำงานของหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ขาดการบูรณาการตั้งแต่การศึกษาปฐมวัยถึงอุดมศึกษา

บทความเสนอว่าการจัดการศึกษาควรเป็นแบบบูรณาการ (Hollywood Model) มากกว่าการทำงานแบบแยกส่วน (Detroit Model) โดยเฉพาะการ “ส่งต่อผู้เรียน” จากมัธยมต้นไปสายอาชีพหรือสามัญควรมีความสมดุลกับความต้องการแรงงานประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้เรียนสายสามัญมากเกินไปจนเกิดปัญหาบัณฑิตล้นตลาดและตกงาน

นอกจากนี้ ยังชี้ว่าควรกระจายอำนาจให้สถานศึกษาบริหารตนเองตามบริบทพื้นที่ และปรับบทบาทผู้บริหารให้มีส่วนร่วมในการแนะแนวผู้เรียน ไม่ใช่พึ่งครูแนะแนวเพียงอย่างเดียว รวมทั้งต้องลดการผลิตแรงงานไม่สอดคล้องตลาด และเพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจยุคใหม่ เช่น เกษตรสมัยใหม่ อุตสาหกรรมเทคโนโลยี และบริการมูลค่าสูง ภายใต้นโยบายประเทศไทย 4.0 เพื่อสร้างความสมดุลด้านกำลังคนอย่างยั่งยืน

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

สาเหตุสำคัญของปัญหาคุณภาพการศึกษาตามบทความคือข้อใด
ก. ขาดครูผู้สอน
ข. งบประมาณไม่เพียงพอ
ค. การบริหารแบบรวมศูนย์และขาดบูรณาการ
ง. นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ชัดว่าปัญหาอยู่ที่ “โครงสร้างการบริหาร” ไม่ใช่งบประมาณ

 

ข้อ 2

“Hollywood Model” ในบทความหมายถึงอะไร
ก. การแยกงานตามความชำนาญ
ข. การบูรณาการการทำงานร่วมกัน
ค. การบริหารแบบรวมศูนย์
ง. การแข่งขันระหว่างหน่วยงาน

เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นแนวคิดการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ

 

ข้อ 3

ปัญหานักเรียนสายอาชีพน้อยเกิดจากสาเหตุใดมากที่สุด
ก. นักเรียนไม่สนใจ
ข. โรงเรียนมัธยม “กักตัวเด็ก” ไว้สายสามัญ
ค. ไม่มีสถานศึกษาสายอาชีพ
ง. ผู้ปกครองไม่ส่งเสริม

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุว่าระบบผลักเด็กไปสายสามัญมากเกินไป

 

ข้อ 4

ผลกระทบสำคัญของการผลิตบัณฑิตไม่สอดคล้องตลาดแรงงานคือข้อใด
ก. ขาดแคลนครู
ข. เศรษฐกิจชะลอตัว
ค. บัณฑิตตกงานจำนวนมาก
ง. นักเรียนลดลง

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความยกตัวอย่างบัณฑิตตกงานเป็นหลัก

 

ข้อ 5

บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาควรเป็นอย่างไร
ก. ทำงานเอกสารเท่านั้น
ข. เน้นการสอบแข่งขัน
ค. แนะแนวและกำหนดทิศทางผู้เรียน
ง. รอรับนโยบายจากส่วนกลาง

เฉลย: ค
เหตุผล: ผู้บริหารต้องมีบทบาทชี้นำการเรียนต่อของผู้เรียน

 

ข้อ 6

แนวคิด “การส่งต่อผู้เรียนอย่างสมดุล” หมายถึงอะไร
ก. เรียนมหาวิทยาลัยทั้งหมด
ข. แบ่งผู้เรียนตามความต้องการแรงงาน
ค. ให้เรียนสายอาชีพทั้งหมด
ง. ให้เรียนสายสามัญทั้งหมด

เฉลย: ข
เหตุผล: ต้องสอดคล้องกับโครงสร้างแรงงานประเทศ

 

ข้อ 7

ข้อใดเป็นผลกระทบของการเรียนการสอนแบบท่องจำ
ก. เพิ่มทักษะวิเคราะห์
ข. ใช้ความรู้ได้จริง
ค. ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์
ง. เพิ่มความคิดสร้างสรรค์

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความวิจารณ์ว่าการท่องจำไม่พัฒนาทักษะสำคัญ

 

ข้อ 8

เหตุผลที่ต้องปรับการศึกษาตามนโยบายประเทศไทย 4.0 คือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนโรงเรียน
ข. ลดจำนวนครู
ค. พัฒนาทักษะแรงงานให้ทันเทคโนโลยี
ง. ลดงบประมาณการศึกษา

เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและทักษะแรงงาน

 

ข้อ 9

ปัญหาหลักของการบริหารแบบรวมศูนย์คืออะไร
ก. การตัดสินใจรวดเร็ว
ข. ขาดความยืดหยุ่นตามพื้นที่
ค. ลดความเหลื่อมล้ำ
ง. เพิ่มคุณภาพครู

เฉลย: ข
เหตุผล: ไม่สอดคล้องบริบทพื้นที่ที่แตกต่างกัน

 

ข้อ 10

แนวทางแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาตามบทความคือข้อใด
ก. เพิ่มข้อสอบ
ข. ลดจำนวนนักเรียน
ค. กระจายอำนาจและบูรณาการพื้นที่
ง. เพิ่มหลักสูตรเดียวกันทั่วประเทศ

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการกระจายอำนาจและการจัดการตามบริบทพื้นที่

ความเห็นของผู้ชม