สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อสุขภาพจิตที่คุณอาจไม่เคยรู้

บทความนี้ผมตั้งใจเขียนขึ้น เพื่อไขข้อสงสัยเกี่ยวกับผลกระทบของ “โซเชียลมีเดีย” ที่กำลังเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราทุกคน โซเชียลมีเดียเปลี่ยนแปลงวิถีการสื่อสารและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของเราไปอย่างสิ้นเชิง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็อาจส่งผลกระทบต่อ “social brain” ของเราอย่างที่เราคาดไม่ถึง

ผมจะพาคุณไปสำรวจงานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการใช้โซเชียลมีเดียกับปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกี่ยวข้องกับ social brain ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำความเข้าใจตัวเองและผู้อื่น ข้อมูลหลักที่ผมจะนำมาอ้างอิงในบทความนี้ มาจากงานวิจัยเชิงระบบ (Systematic Review) ที่ตีพิมพ์ในปี 2025 ในวารสาร BMC Psychiatry 

ในยุคดิจิทัลที่เราอาศัยอยู่ โซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือสำหรับการสื่อสารเท่านั้น แต่ได้กลายเป็น “พื้นที่สังคมเสมือนจริง” ที่ผู้คนใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในนั้น การทำความเข้าใจผลกระทบของมันต่อสุขภาพจิตจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียได้อย่างชาญฉลาด และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพจิตของเราเองและคนรอบข้าง 

ในอดีต การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของเรามักเกิดขึ้นใน “โลกจริง” ที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ แต่โซเชียลมีเดียได้เปิดประตูสู่ “โลกเสมือนจริง” ที่ไร้ข้อจำกัดเหล่านี้ เราสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้คนทั่วโลกได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม 

งานวิจัยจาก BMC Psychiatry ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียทั่วโลกกว่าสองพันล้านคน และกว่า 94% ของผู้ใหญ่ชาวแคนาดามีบัญชีโซเชียลมีเดียอย่างน้อยหนึ่งบัญชี ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่แทรกซึมเข้าไปในชีวิตประจำวันของเราอย่างลึกซึ้ง 

สิ่งที่น่าสนใจคือ โซเชียลมีเดียได้เปลี่ยนแปลง “ภูมิทัศน์ทางสังคม” ของมนุษย์ไปอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การปฏิสัมพันธ์ในโลกเสมือนจริงนั้นแตกต่างจากการปฏิสัมพันธ์ในโลกจริงอย่างมาก ในโลกจริง เราได้รับข้อมูลและตอบสนองต่อผู้อื่นผ่าน “สัญญาณทางกายภาพ” เช่น ภาษาท่าทาง การแสดงสีหน้า และการสบตา แต่ในโลกเสมือนจริง สัญญาณเหล่านี้ลดน้อยลง หรือถูกตัดขาดไป เราสื่อสารกันผ่านข้อความ รูปภาพ วิดีโอ และสัญลักษณ์ต่างๆ ซึ่งอาจทำให้การตีความและการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นมีความซับซ้อนและคลาดเคลื่อนได้ 

social brain” คือเครือข่ายของสมองที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลทางสังคม เช่น การรับรู้และเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น การคาดการณ์พฤติกรรมทางสังคม และการสร้างความสัมพันธ์ งานวิจัยเสนอแนวคิดที่น่าสนใจว่า โซเชียลมีเดียอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของ social brain โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน “การรับรู้ตนเอง” และ “การรับรู้ผู้อื่น” 

ในโลกจริง การรับรู้ตนเองของเราถูกสร้างขึ้นผ่านการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นซ้ำๆ ในสถานการณ์ทางสังคมต่างๆ เราได้รับ “ฟีดแบกทางสังคม” จากผู้อื่นผ่านสัญญาณทางกายภาพและการสื่อสารโดยตรง ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้ แต่ในโลกเสมือนจริง การปฏิสัมพันธ์เหล่านี้มักเป็นแบบ “ไม่ต่อเนื่อง” และ “ไร้ตัวตน” เราสามารถสร้าง “อัตลักษณ์ดิจิทัล” ของตัวเองได้อย่างอิสระ โดยเลือกเฉพาะสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับ “โลกจริง” ที่อาจเปิดเผยข้อบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ของเรา 

ผลที่ตามมาคือ ผู้ที่มี “ความรู้สึกไม่มั่นคงในตัวเอง” หรือ “อัตลักษณ์ที่ไม่ชัดเจน” อาจหันไปพึ่งพาโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างและรักษา “อัตลักษณ์เสมือนจริง” ที่พวกเขาต้องการ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า กลุ่มอาการทางจิตเวชบางประเภท เช่น โรคหลงตัวเอง (Narcissism) โรคย้ำคิดเกี่ยวกับรูปร่าง (Body Dysmorphic Disorder) และโรคการกินผิดปกติ (Eating Disorders) มีความเชื่อมโยงกับการใช้โซเชียลมีเดียที่เพิ่มขึ้น 

แนวคิดที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งจากงานวิจัยนี้คือ “Delusion Amplification by Social Media” (DASM) หรือการขยายภาพลวงตาโดยโซเชียลมีเดียซึ่งอธิบายว่า โซเชียลมีเดียอาจเป็นตัวเร่งให้กับอาการหลงผิดหรือภาพลวงตาในผู้ที่มีแนวโน้มอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับ “การรับรู้ตัวเองที่ผิดเพี้ยน” 

ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่เป็นโรคหลงตัวเอง อาจใช้โซเชียลมีเดียเพื่อ “ยืนยัน” ความรู้สึกยิ่งใหญ่ของตนเอง ผ่านการโพสต์ภาพลักษณ์ที่ดูดีเกินจริง และแสวงหา “ยอดไลค์” และ “ผู้ติดตาม” จำนวนมาก โซเชียลมีเดียกลายเป็น “กระจกเงาเสมือนจริง” ที่สะท้อนภาพลักษณ์ที่พวกเขาต้องการเห็น และขยายความเชื่อมั่นในตัวเองที่ผิดเพี้ยนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 

ในทำนองเดียวกัน ผู้ที่เป็นโรคย้ำคิดเกี่ยวกับรูปร่าง หรือโรคการกินผิดปกติ อาจใช้โซเชียลมีเดียเพื่อ “ตรวจสอบ” รูปร่างของตนเองอย่างไม่หยุดหย่อน พวกเขาอาจเปรียบเทียบตัวเองกับ “มาตรฐานความงาม” ที่ไม่สมจริงบนโซเชียลมีเดีย และหมกมุ่นอยู่กับการแก้ไขรูปภาพของตัวเองให้ดูดีขึ้น โซเชียลมีเดียกลายเป็น “เวที” สำหรับการ “ตรวจสอบรูปร่าง” ตลอด 24 ชั่วโมง และอาจนำไปสู่วงจรของการไม่พอใจในรูปร่างตัวเอง และพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ 

นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้โซเชียลมีเดียที่เพิ่มขึ้นกับอาการทางจิตเวชอื่นๆ เช่น โรคจิตเภท (Schizophrenia) และภาวะก้ำกึ่งบุคลิกภาพ (Schizotypy) โซเชียลมีเดียอาจกระตุ้นให้เกิด “ความรู้สึกถูกจับจ้อง” หรือ “ความหวาดระแวง” เนื่องจากลักษณะของแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เปิดเผยและไร้ขอบเขต ผู้ใช้งานอาจรู้สึกว่าตนเองถูก “เฝ้าสังเกต” และตัดสินโดยผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจนำไปสู่อาการหวาดระแวงหรือหลงผิดได้ 

ในขณะที่งานวิจัยส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการใช้โซเชียลมีเดียที่เพิ่มขึ้นกับกลุ่มอาการทางจิตเวชที่เกี่ยวข้องกับ social brain แต่สำหรับกลุ่มอาการออทิสติก (Autism Spectrum Disorder - ASD) ผลลัพธ์กลับแตกต่างออกไป งานวิจัยพบว่า ผู้ที่มีภาวะออทิสติกมีแนวโน้มที่จะใช้โซเชียลมีเดีย “น้อยกว่า” คนทั่วไป 

เหตุผลที่เป็นไปได้คือ ผู้ที่มีภาวะออทิสติกมักมี “ความสนใจทางสังคม” น้อยกว่า และให้ความสำคัญกับ “ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง” มากกว่า “ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม” เมื่อพวกเขาใช้โซเชียลมีเดีย พวกเขาอาจเน้นไปที่การค้นหาข้อมูลหรือความบันเทิง มากกว่าการสร้างความสัมพันธ์หรือการสื่อสารทางสังคม แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่พวกเขาชื่นชอบ มักเป็นแพลตฟอร์มที่เน้นเนื้อหาที่เป็นวิดีโอ เช่น YouTube มากกว่าแพลตฟอร์มที่เน้นปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เช่น Facebook หรือ Instagram 

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด เราจะเห็นได้ว่า โซเชียลมีเดียมีทั้ง “ด้านบวก” และ “ด้านลบ” ในด้านหนึ่ง มันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการเชื่อมต่อผู้คน สร้างชุมชน และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่มีความเปราะบางทางจิตใจ 

งานวิจัยเสนอแนะว่า ผู้ที่มีอาการหลงผิด หรือมีแนวโน้มเป็นโรคจิตเวช (เช่น โรคหลงตัวเอง โรคย้ำคิดเกี่ยวกับรูปร่าง โรคการกินผิดปกติ โรคหวาดระแวง โรคจิตเภท) ควร “ลด” การใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อลดผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ การสร้าง “ความตระหนักรู้” เกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่อาจกระตุ้นหรือขยายอาการทางจิตเวช ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน 

สำหรับคนทั่วไป การใช้โซเชียลมีเดียอย่าง “มีสติ” และ “สมดุล” เป็นสิ่งสำคัญ เราควรตระหนักว่า โลกเสมือนจริงไม่ใช่โลกทั้งหมด และการปฏิสัมพันธ์ในโลกจริงยังคงมีความสำคัญต่อสุขภาพจิตที่ดี การใช้เวลาในโลกจริง การสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริง และการดูแลสุขภาพกายและใจอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียได้อย่างสร้างสรรค์ และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพจิตของเรา 

ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และกระตุ้นให้ท่านผู้อ่านได้ฉุกคิดถึงการใช้โซเชียลมีเดียของตนเอง และหันมาใส่ใจสุขภาพจิตของตนเองและคนรอบข้างมากขึ้น แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อไปครับ 

อย่างไรก็ตาม จากประเด็นดังกล่าวนำไปสู่การตั้งคำถามว่า ทำไม? การท่องอยู่ในโลกโซเชียลที่มากเกินไปจึงส่งกระทบต่อสุขภาพจิตและทำให้จิต เหตุผลต่อไปนี้อาจตอบคำถามดังกล่าวได้ 

 

เล่นโซเชียลเกินพอดี เสี่ยงภาวะซึมเศร้า

มีรายงานจาก American Academy of Pediatrics ระบุถึงผลกระทบด้านลบของโซเชียลมีเดียในเด็กเล็กและวัยรุ่น เอาไว้ว่า การเล่นโซเชียลมีเดีย (Facebook) บ่อยๆ และต่อเนื่องทุกวันจนมีลักษณะเสพติด อาจทำให้เกิด “ภาวะซึมเศร้าใน Facebook” และอาจเกิดขึ้นได้กับวัยผู้ใหญ่ด้วย โดยอาการของการเสพติดซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิต ได้แก่ การละเลยชีวิตส่วนตัว, ความหมกมุ่นทางจิต, ไม่เข้าสังคม, อารมณ์แปรปรวน, ความอดทนต่ำ ฯลฯ และเมื่อหยุดเล่นโซเชียลก็จะมีอาการหงุดหงิด หรือวิตกกังวล เป็นต้น

 

เล่นโซเชียลมีเดียมากเกินไปทำให้เศร้ามากขึ้น มีความสุขน้อยลง

มีงานวิจัยบางชิ้นระบุว่า “ยิ่งเราใช้โซเชียลมีเดียมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งมีความสุขน้อยลงเท่านั้น” โดยพบว่าการเล่นโซเชียลมีเดียเชื่อมโยงกับความสุขเพียงชั่วขณะ และทำให้ความพึงพอใจในชีวิตลดลง เนื่องจากการท่องอยู่บนโลกโซเชียลจะทำให้คุณตัดขาดจากโลกชีวิตจริง ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวทางสังคมมากขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นบ่อนทำลายสุขภาพจิตใจ

 

การเปรียบเทียบชีวิตของเรากับผู้อื่นทำให้สุขภาพจิตไม่ดี

เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้โซเชียลมีเดีย เป็นตัวการให้ผู้คนรู้สึกโดดเดี่ยวในสังคมมากขึ้น นั่นก็เพราะว่า เราตกหลุมพรางของการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น เมื่อเราเลื่อนดูฟีดของคนอื่นไปเรื่อยๆ และเริ่มวัดคุณค่าของตนเองกับผู้อื่นในโลกโซเชียล มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ว่า คนเรามักจะตัดสินว่าตนเองแย่กว่าเพื่อนๆ ที่อยู่ในโลกโซเชียลเสมอ (รู้สึกว่าคนอื่นดีกว่าคุณ) จึงทำให้คนรู้สึกแย่ และอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า

 

เสพติดโซเชียลมีเดียเกินพอดี นำไปสู่อารมณ์ขี้อิจฉาและซึมเศร้า

คนส่วนใหญ่ยอมรับว่าการได้เห็นไลฟ์สไตล์ชีวิตดีๆ ในวันหยุดพักผ่อนของคนอื่นนั้นน่าอิจฉา มีการศึกษาพบว่าการใช้โซเชียลมีเดียบ่อยๆ ทำให้เกิดความรู้สึกอิจฉาริษยาขึ้นมาได้และเป็นความรู้สึกในด้านลบ และยิ่งทำให้ทุกคนในโลกออนไลน์ต้องการทำให้ชีวิตของตัวเองดูดีขึ้นเพื่อแข่งขันกับคนอื่นๆ และมันก็จะต่อเนื่องเป็นวงจรที่ไม่มีที่สิ้นสุด และเมื่อเกิดความรู้สึกแบบนี้บ่อยๆ ก็เชื่อมโยงไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้ คงจะเห็นแล้วว่าการเสพติดโซเชียลมีเดียที่มากเกินพอดี สามารถส่งผลกระทบด้านลบกับสุขภาพจิตของผู้คนได้จริง แล้วแบบนี้จะมีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้าง? เรื่องนี้มีคำตอบจาก sane.org ซึ่งเป็นองค์กรสุขภาพจิตชั้นนำในออสเตรเลีย มีคำแนะนำดังนี้ 

1. จำกัดการใช้งานโซเชียลมีเดียของคุณ

จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องป้องกันไม่ให้สื่อสังคมออนไลน์เข้ามารบกวนชีวิตประจำวันของคุณ ดังนั้น ทุกคนจึงควรแบ่งเวลาระหว่างวันในบางช่วงเพื่องดเล่นโซเชียลมีเดีย และออกไปใช้ชีวิต พบปะ และทำกิจกรรมกับครอบครัว เพื่อนฝูง ในโลกความเป็นจริง สิ่งนี้จะช่วยสร้างการเชื่อมต่อกับสังคมได้อย่างมีคุณภาพ และปรับปรุงให้สุขภาพจิตดีขึ้น 

2. ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเชื่อมต่อทางไกลเท่านั้น

โซเชียลมีเดียช่วยให้คุณเชื่อมต่อได้ทุกที่ทุกเวลา นี่เป็นข้อดีอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณอยู่ห่างไกลจากคนที่คุณห่วงใย อย่างไรก็ตาม การวิจัยพบว่าผู้ที่เรียกดูหรือเลื่อนดูโซเชียลมีเดียตลอดเวลา มักมีอาการซึมเศร้ามากกว่าคนที่ไม่ค่อยเล่นโซเชียลมีเดีย ดังนั้น หากคุณกำลังใช้โซเชียลมีเดียเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกเชื่อมโยงกับคนในออนไลน์ให้ใช้งานแค่พอประมาณเท่านั้น และแบ่งเวลาพักจากหน้าจอบ้าง 

3. เลิกติดตามบัญชีที่ทำให้คุณรู้สึกแย่

จดบันทึกโพสต์หรือบัญชีออนไลน์ที่ก่อให้เกิดอารมณ์เชิงลบ เช่น ความกลัว ความรู้สึกผิด หรือความรู้สึกว่าตนเองไม่ดีพอ โดยให้กดปุ่ม “ซ่อน” หรือ “เลิกติดตาม” บัญชีเหล่านี้ รวมถึงสามารถกดรายงานบัญชีหรือโฆษณาที่คุณคิดว่าอาจไม่ปลอดภัยสำหรับคุณหรือผู้อื่นด้วยก็ยิ่งดี 

แหล่งอ้างอิง

Yang, N., & Crespi, B. (2025). I tweet, therefore I am: a systematic review on social media use and disorders of the social brain. BMC Psychiatry, 25(95). [https://doi.org/10.1186/s12888-025-06528-6]

moviesrain    https://bit.ly/3PhG34o

forbes   https://bit.ly/3QqcgHY

sane.org   https://bit.ly/3Al1Rb5 

ที่มา ; blockdit