
รายงานล่าสุดขององค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ออกโรงเตือนเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีมากเกินไป เช่น สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ในระบบการศึกษา โดยระบุว่าประโยชน์ที่ได้รับจากเทคโนโลยีเหล่านี้จะหายไปเมื่อใช้งานมากเกินไปหรือโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากครู และนั่นนำไปสู่การเรียกร้องให้โรงเรียนทั่วโลกออกกฎระเบียบห้ามนักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างเรียนหรือตลอดระยะเวลาที่อยู่ในโรงเรียน
รายงานนี้แสดงความกังวลว่า“แม้เทคโนโลยีในห้องเรียนอาจเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของนักเรียน แต่ก็อาจส่งผลกระทบเชิงลบได้เช่นกันหากใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมหรือมากเกินไป เช่น ในกรณีของสมาร์ทโฟน”
“การปฏิวัติทางดิจิทัลมีศักยภาพที่ประเมินค่าไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีคำเตือนถึงวิธีการควบคุมในสังคม รวมถึงความใส่ใจกับวิธีนำการปฏิวัติดังกล่าวมาใช้ในระบบการศึกษาก็มีความจำเป็นเช่นกัน การใช้งานจะต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมประสบการณ์การเรียนรู้และเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของนักเรียนและครู ไม่ใช่เพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่พวกเขา” Audrey Azoulay ผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกกล่าว
“เราจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตที่เกิดขึ้นเมื่อใช้เทคโนโลยีในการศึกษา เพื่อที่จะไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดซ้ำอีกในอนาคต เราจำเป็นต้องสอนเด็กๆ ให้รู้จักใช้ชีวิตทั้งที่มีและไม่มีเทคโนโลยี สอนให้เด็กๆ รู้จักค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการจากข้อมูลที่มีมากมายมหาศาล แต่ละเลยสิ่งที่ไม่จำเป็น ปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน แต่ไม่ควรเข้ามาแทนที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในการสอนและการเรียนรู้” Manos Antoninis ผู้อำนวยการรายงานการติดตามการศึกษาระดับโลกของสหประชาชาติกล่าว
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ห้องเรียนหลายแห่งทั่วโลกได้เปลี่ยนจากการใช้กระดาษเป็นหน้าจอ และนักเรียนได้เปลี่ยนการค้นหาข้อมูลและแหล่งอ้างอิงจากหนังสือสารานุกรมเล่มใหญ่มาใช้ Wikipedia แทน ซึ่งมีผู้เข้าชมหน้าเว็บ 244 ล้านครั้งต่อวันในปี 2021
ตามข้อมูลของ UNESCO การระบาดของโควิด-19 เร่งให้เกิดการปฏิวัติทางเทคโนโลยีในห้องเรียน ส่งผลให้นักเรียนหลายล้านคนทั่วโลกต้องเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์ โดยมีโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นประมาณ 50% ของโลกเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเรียนการสอนในปี 2022
แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ต้องยอมรับ แต่ UNESCO กล่าวว่าเราควรถกเถียงกันว่าเราต้องการให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในห้องเรียนมากเพียงใด
“การให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากเกินไปในด้านการศึกษา มักจะต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูง” รายงานนี้ของ UNESCO ระบุ
“เนเธอร์แลนด์” เป็นประเทศล่าสุดที่ห้ามนักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือ นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ และแท็บเล็ตในโรงเรียนประถมและมัธยมทุกระดับชั้น
รัฐบาลเนเธอร์แลนด์เรียกอุปกรณ์เหล่านี้ว่า “สิ่งรบกวนสมาธิ” ที่ทำให้ผลการเรียนและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของนักเรียนลดลง
เมื่อนักเรียนกลับเข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาในเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ก็มีคำสั่งห้ามใช้อุปกรณ์อัจฉริยะฉบับใหม่ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวถูกห้ามใช้ในโรงเรียนมัธยมศึกษาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าตอนนี้มีการห้ามใช้อุปกรณ์อัจฉริยะในโรงเรียนทุกระดับทั่วประเทศแล้ว
รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ระบุในแถลงการณ์ว่า “มีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการใช้โทรศัพท์มือถือในชั้นเรียนเป็นอันตราย นักเรียนมีสมาธิลดลง และผลการเรียนของพวกเขาก็ลดลง เราจำเป็นต้องปกป้องนักเรียนจากเรื่องนี้”
ทั้งนี้ การใช้สมาร์ทโฟนและนาฬิกาในโรงเรียนเป็นประเด็นถกเถียงอย่างดุเดือดในเนเธอร์แลนด์มาระยะหนึ่งแล้ว เจ้าหน้าที่ได้โต้แย้งว่าโรงเรียนสามารถตัดสินใจอนุญาตหรือไม่อนุญาตเป็นรายบุคคลหรือเฉพาะกรณี ในขณะที่กลุ่มผู้ปกครองบางกลุ่มได้ล็อบบี้ให้มีการห้ามใช้โซเชียลมีเดียโดยเด็ดขาด เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียที่มีต่อเด็ก
ด้านฝรั่งเศส ฟินแลนด์ จีน อิตาลี กรีซ และโปรตุเกสได้ตัดสินใจแล้วว่าโทรศัพท์มือถือก่อความวุ่นวายและไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ที่โรงเรียนขณะที่เยอรมนีกำลังพิจารณาแนวทางที่คล้ายคลึงกัน สอดคล้องกับการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ ขององค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) แนะนำให้จำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาอังกฤษได้ประกาศห้ามและแจกแจงแนวทางในการห้ามใช้โทรศัพท์แก่โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกัน ถึงแม้ว่าอังกฤษจะระบุว่าแนวทางดังกล่าว “ไม่เป็นกฎหมาย” ก็ตาม กระนั้นโรงเรียนหลายแห่งก็มีนโยบายนี้ที่บังคับใช้มาหลายปีแล้ว แต่มีรายละเอียดแตกต่างกันไป
ส่วนที่นิวซีแลนด์ โรงเรียนของรัฐและโรงเรียนทุกแห่งต้องห้ามไม่ให้นักเรียนเข้าถึงหรือใช้โทรศัพท์มือถือในขณะเข้าเรียน แต่กฎระเบียบอาจมีความยืดหยุ่นบางประการขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของโรงเรียนและความต้องการของผู้เรียนและครอบครัว โดยโรงเรียนจะต้องอนุญาตให้นักเรียนใช้หรือเข้าถึงโทรศัพท์เมื่อ
กรณีศึกษา No Phone Policy ในสหรัฐอเมริกา
ในสหรัฐอเมริกา เมื่อไม่นานมานี้มี 3 รัฐได้ผ่านกฎหมายห้ามหรือจำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน โดยฟลอริดาเป็นรัฐแรกที่ดำเนินการดังกล่าวในปี 2023
กระนั้น ข้อจำกัดทั้งหมดนั้นไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด โรงเรียนบางแห่งอนุญาตให้นักเรียนใช้โทรศัพท์ในช่วงพักเที่ยงและระหว่างห้องเรียน ในขณะที่บางแห่งห้ามใช้โทรศัพท์ใดๆ ในอาคารเรียน
สถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นคือ “ผู้ปกครอง” เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียน พวกเขาต้องการติดต่อและติดตามบุตรหลานของตนได้
โดยธรรมชาติแล้ว นักเรียนไม่ต้องการห่างจากโทรศัพท์ แต่หลายคนเห็นด้วยว่านโยบายห้ามใช้โทรศัพท์ช่วยให้พวกเขามีสมาธิมากขึ้น
ส่วนครูและผู้บริหารรู้สึกตื่นเต้นกับข้อจำกัดที่รัฐบาลกำหนด แต่กังวลว่าพวกเขาจะถูกเปลี่ยนจากครูให้เป็นตำรวจโทรศัพท์ เพื่อคอยตรวจตรา
ตามรายงานของ Associated Press ระบุว่าในแคลิฟอร์เนีย ครูมัธยมปลายบ่นว่านักเรียนดู Netflix ในโทรศัพท์ระหว่างเรียน ส่วนในแมรี่แลนด์ ครูสอนเคมีบอกว่านักเรียนใช้แอปฯ พนันเพื่อวางเดิมพันระหว่างเรียน
อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของครูคือต้องพยายามแสดงให้เด็กๆ เห็นถึงวิธีใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยและชาญฉลาด และโทรศัพท์ในห้องเรียนก็อาจช่วยได้ ตัวอย่างเช่น กฎหมายของรัฐฟลอริดากำหนดให้นักเรียนเรียนรู้เรื่อง “โซเชียลมีเดียบิดเบือนพฤติกรรมอย่างไร”
The Times รายงานว่าก่อนที่จะมีการห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียน นักเรียนแทบจะไม่เงยหน้าจากอุปกรณ์นี้ขณะเดินไปตามทางเดินของโรงเรียน วัยรุ่นบางคนแอบถ่ายวิดีโอเพื่อนร่วมชั้นและเผยแพร่วิดีโอผ่านแอพอย่าง Snapchat
“เราเห็นการกลั่นแกล้งกันมากมาย เราประสบปัญหาหลายอย่างกับนักเรียนที่โพสต์หรือพยายามบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเรียน ตั้งแต่มีการห้าม นักเรียน ‘สบตากันและตอบสนอง’ เมื่อผู้อำนวยการทักทาย และครูบอกว่านักเรียนดูมีส่วนร่วมในชั้นเรียนมากขึ้น” Marc Wasko ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยม Timber Creek ในเมืองออร์แลนโด กล่าว
ผลด้านลบที่เกิดขึ้นคือ “โรงเรียนดูเหมือนคุกมากขึ้น” นักเรียนต้องไปที่สำนักงานด้านหน้าเพื่อขออนุญาตโทรออก และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินตรวจตราบริเวณโรงเรียนและยึดโทรศัพท์ในช่วงพักเที่ยง
ส่วนในเมืองกอร์แฮม รัฐเมน ซึ่งไม่มีการห้ามใช้โทรศัพท์อย่างเป็นทางการ แต่นักเรียนมัธยมปลายได้เข้ามาหาฝ่ายบริหารเพื่อขอให้เก็บโทรศัพท์ไว้โดยสมัครใจในช่วงเวลาเรียน
ปัจจุบันมี “โรงแรมโทรศัพท์” ในแต่ละห้องเรียน โดยนักเรียนจะฝากอุปกรณ์ไว้ตั้งแต่เริ่มชั้นเรียน
“พวกเขาควบคุมตัวเอง” Heather Perry ผู้ดูแลโรงเรียน Gorham Public Schools บอกกับ Axios สำนักข่าวออนไลน์จากสหรัฐอเมริกา “นี่เป็นความคิดของพวกเขา พวกเขาต้องการแบบนั้น การปฏิบัตินี้ยอดเยี่ยมมากนักเรียนรายงานว่ารู้สึกดีกับมัน เสียสมาธิน้อยลง มีส่วนร่วมมากขึ้น”
หนังสือเล่มใหม่ของ Jonathan Haidt นักจิตวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ชื่อว่า “The Anxious Generation” ชี้ว่า ในปัจจุบัน เด็กที่ใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์เป็นเวลานานเป็นอันตรายอย่างยิ่ง โดยโซเชียลมีเดียเป็นผู้ร้ายหลัก เขาแนะนำให้เก็บสมาร์ทโฟนให้ห่างจากเด็กๆ จนกว่าจะขึ้นชั้นมัธยมปลาย โดยให้พวกเขาใช้โทรศัพท์แบบฝาพับในช่วงมัธยมต้นแทน
บทความของเขาเรื่อง “Get Phones Out of Schools Now” ในนิตยสาร The Atlantic ซึ่งเผยแพร่เมื่อปีที่แล้ว ระบุชัดเจนว่า “โทรศัพท์ขัดขวางการเรียนรู้ ทำลายความสัมพันธ์ และลดความรู้สึกการเป็นส่วนหนึ่งของชั้นเรียน”
อย่างไรก็ตาม ทุกเรื่องราวย่อมมีคนเห็นต่าง No Cellphone Policy ก็เช่นกัน ซึ่งมาจากมุมมองของนักวิชาการออสเตรเลีย ตามรายงานของ CBC สื่อแคนาดา
“นักการเมืองมักจะพูดเป็นสโลแกนที่ฟังดูดีและเข้าใจง่ายว่า ‘ห้ามใช้โทรศัพท์ หยุดใช้โทรศัพท์’ ซึ่งเป็นสโลแกนที่ติดหู แต่กลับมีงานวิจัยจริงน้อยมากเกี่ยวกับการที่การห้ามใช้โทรศัพท์มือถือจะช่วยปรับปรุงเกณฑ์บางประการ เช่น อัตราการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ สุขภาพจิตของนักเรียน สิ่งที่ทำให้เสียสมาธิ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแม้จะมีการวิจัยที่ดี แต่หลักฐานก็ยังขัดแย้งกัน” Marilyn Campbell ศาสตราจารย์จากคณะการศึกษาปฐมวัยและการศึกษารวมแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ในออสเตรเลีย ซึ่งศึกษาวิจัยเรื่องการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนกล่าว
“เราไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์หรือไม่ และเราไม่รู้ว่ามันเป็นอันตรายหรือไม่ เราไม่มีงานวิจัยเพียงพอที่จะบอกได้ว่าอันไหนดีกว่ากัน จุดยืนของฉันคือ เราไม่รู้ว่าทำไมรัฐบาลจึงยืนกรานให้โรงเรียนทุกแห่งห้ามใช้อุปกรณ์สื่อสารเหล่านี้”
ด้าน Sachin Maharaj ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านความเป็นผู้นำทางการศึกษา นโยบายและการประเมินโครงการที่มหาวิทยาลัยออตตาวา แคนาดา ซึ่งศึกษาเรื่องห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน กล่าวว่า ทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงสองปีที่ผ่านมา เขตอำนาจศาลต่างๆ ได้ประกาศห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียนในรูปแบบต่างๆ มากมาย แต่ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้รับการศึกษาอย่างจริงจังในโรงเรียนส่วนใหญ่ จนกระทั่งเมื่อไม่นานนี้ แม้ว่าโรงเรียนที่ห้ามใช้โทรศัพท์มักจะมีผลการเรียนที่ดีขึ้นจากการศึกษาเพียงไม่กี่ครั้งเหล่านั้น แต่มันไม่ได้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
“ผลประโยชน์ทางวิชาการจะตกอยู่กับนักเรียนที่มีผลการเรียนต่ำที่สุด ซึ่งก็สมเหตุสมผล เพราะนักเรียนที่เสียสมาธิกับโทรศัพท์มากที่สุดน่าจะเป็นกลุ่มที่เรียนได้แย่กว่าอยู่แล้ว” เขากล่าว
อ้างอิง :
· States weigh school cell phone bans atop district policies
· Schools ban phones, but do the policies work?
· UNESCO calls for schools around the world to ban smartphones in the classroom
· There are cellphone bans in schools around the world. Do any of them work?
ที่มา ; SALIKA
รายงานของ UNESCO เตือนว่าการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ในระบบการศึกษามากเกินไป อาจลดประสิทธิภาพการเรียนรู้ หากไม่มีการกำกับดูแลที่เหมาะสมจากครู แม้เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงความรู้ แต่หากใช้อย่างไม่เหมาะสมจะส่งผลเสียต่อสมาธิ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของนักเรียน จึงมีข้อเสนอให้โรงเรียนกำหนดกฎห้ามหรือจำกัดการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียน
หลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส จีน อิตาลี และอีกหลายประเทศ ได้เริ่มใช้นโยบายห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียน โดยให้เหตุผลว่าเป็น “สิ่งรบกวนสมาธิ” ที่ทำให้ผลการเรียนลดลง ขณะที่บางประเทศอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะกรณีจำเป็น เช่น ด้านสุขภาพ การเรียนเฉพาะกิจ หรือความต้องการพิเศษของผู้เรียน
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อถกเถียงว่าหลักฐานเชิงวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิผลของการห้ามใช้โทรศัพท์ยังไม่ชัดเจน นักวิชาการบางส่วนเห็นว่าผลลัพธ์แตกต่างกันตามบริบท โรงเรียน และกลุ่มผู้เรียน ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าการลดการใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มสมาธิและการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน
โดยภาพรวม UNESCO เน้นให้ใช้เทคโนโลยีอย่าง “พอดี มีเป้าหมาย และไม่แทนที่ปฏิสัมพันธ์มนุษย์” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้เรียนและครูอย่างยั่งยืน
จุดยืนสำคัญของ UNESCO ต่อการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนคือข้อใด
ก. ห้ามใช้เทคโนโลยีทุกชนิดในโรงเรียน
ข. ใช้เทคโนโลยีอย่างมีเป้าหมายและไม่แทนที่ครู
ค. ใช้เทคโนโลยีแทนการสอนของครูทั้งหมด
ง. ให้โรงเรียนตัดสินใจโดยไม่ต้องมีแนวทางกลาง
เฉลย: ก
เหตุผล: UNESCO ไม่ได้ห้ามทั้งหมด แต่เน้น “ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและไม่แทนมนุษย์” ดังนั้นคำตอบที่ใกล้เคียงที่สุดคือแนวทางควบคุมและระวังการใช้ (ข้ออื่นสุดโต่งหรือคลาดเคลื่อน)
เหตุผลหลักที่หลายประเทศห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนคืออะไร
ก. ลดค่าใช้จ่ายของโรงเรียน
ข. ป้องกันการรบกวนสมาธิและผลการเรียนลดลง
ค. ลดการใช้ไฟฟ้าในโรงเรียน
ง. ป้องกันการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั้งหมด
เฉลย: ข
เหตุผล: หลายประเทศให้เหตุผลว่าโทรศัพท์ทำให้เสียสมาธิและกระทบผลการเรียนโดยตรง
ข้อใดสะท้อน “แนวคิดสมดุล” ของ UNESCO ได้ดีที่สุด
ก. เทคโนโลยีต้องถูกห้ามทั้งหมด
ข. เทคโนโลยีควรแทนที่ครู
ค. เทคโนโลยีควรใช้เพื่อเสริม ไม่ใช่แทนการเรียนรู้
ง. เทคโนโลยีไม่มีประโยชน์ในห้องเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: UNESCO เน้น “เสริมการเรียนรู้ ไม่ใช่แทนที่มนุษย์”
ข้อใดเป็นผลกระทบเชิงลบที่พบจากการใช้โทรศัพท์ในโรงเรียน
ก. เพิ่มทักษะการสื่อสาร
ข. เพิ่มความร่วมมือในชั้นเรียน
ค. เพิ่มความสามารถด้านดิจิทัล
ง. ลดสมาธิและการมีส่วนร่วม
เฉลย: ง
เหตุผล: รายงานระบุชัดว่าลดสมาธิและการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน
กรณีประเทศเนเธอร์แลนด์สะท้อนแนวทางใด
ก. ห้ามใช้โทรศัพท์ทุกระดับชั้นทั่วประเทศ
ข. อนุญาตใช้โทรศัพท์เสรี
ค. ใช้เฉพาะเพื่อความบันเทิง
ง. ใช้เฉพาะในห้องสมุด
เฉลย: ก
เหตุผล: เนเธอร์แลนด์ออกนโยบายห้ามใช้ในทุกระดับโรงเรียน
เหตุใดผู้ปกครองบางส่วนจึงไม่เห็นด้วยกับการห้ามใช้โทรศัพท์
ก. ไม่ต้องการให้ลูกเรียนหนังสือ
ข. ต้องการติดต่อและติดตามบุตรหลานได้
ค. ต้องการให้เด็กใช้โทรศัพท์มากขึ้น
ง. ต้องการลดการเรียนออนไลน์
เฉลย: ข
เหตุผล: ผู้ปกครองต้องการความสามารถในการติดต่อเด็กตลอดเวลา
ข้อใดเป็นความเห็นของนักวิชาการที่ “ตั้งข้อสงสัย” ต่อการห้ามใช้โทรศัพท์
ก. การห้ามใช้โทรศัพท์แก้ปัญหาได้ทุกด้าน
ข. ไม่มีผลต่อการเรียนรู้เลย
ค. หลักฐานวิจัยยังไม่เพียงพอและขัดแย้งกัน
ง. ควรห้ามใช้ทุกกรณี
เฉลย: ค
เหตุผล: นักวิชาการบางส่วนระบุว่าหลักฐานยังไม่ชัดเจน
ข้อใดเป็นตัวอย่าง “การใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมในโรงเรียน”
ก. ใช้โทรศัพท์เล่นเกมในชั้นเรียน
ข. ใช้เพื่อการเรียนเฉพาะงานที่ครูกำหนด
ค. ใช้โซเชียลมีเดียตลอดเวลา
ง. ใช้แทนครูทั้งหมด
เฉลย: ง
เหตุผล: (ขอแก้ให้ถูกต้องตามโจทย์วิเคราะห์) การใช้ที่เหมาะสมคือ “ใช้ตามวัตถุประสงค์การเรียน” ดังนั้นคำตอบที่ถูกจริงควรเป็น ข้อ ข
เฉลยที่ถูกต้อง: ข
เหตุผล: เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ตามเป้าหมาย ไม่ใช่เพื่อความบันเทิง
บทบาทที่สำคัญของครูในยุคดิจิทัลคืออะไร
ก. สอนให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ
ข. ห้ามใช้อุปกรณ์ทุกชนิด
ค. ให้เด็กใช้เทคโนโลยีอย่างเสรี
ง. ลดบทบาทการสอนทั้งหมด
เฉลย: ก
เหตุผล: ครูต้องชี้แนะการใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัยและชาญฉลาด
ข้อใดเป็นผลลัพธ์ที่ “เป็นไปได้ทั้งด้านบวกและลบ” ของนโยบายห้ามใช้โทรศัพท์
ก. เพิ่มการใช้โซเชียลมีเดีย
ข. นักเรียนมีสมาธิดีขึ้นแต่ถูกมองว่าโรงเรียนเข้มงวด
ค. ลดการเรียนรู้ทั้งหมด
ง. ทำให้ครูไม่ต้องสอน
เฉลย: ข
เหตุผล: มีทั้งผลดีด้านสมาธิ และผลด้านภาพลักษณ์ความเข้มงวดของโรงเรียน