สมาชิกเข้าสู่ระบบ

‘ซอฟท์ เพาเวอร์’กับความเข้าใจ ‘รัฐ-สังคมไทย’มาถูกทางแล้วหรือยัง

ในปี 2023 (2566) ใน 10 อันดับที่มีคะแนนสูงสุด 3 อันดับแรกคือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษและเยอรมนี แล้วอันดับ 4 กับ 5 คือญี่ปุ่นกับจีน ที่น่าสนใจคือในปีนี้อันดับ 10 ที่เพิ่งเขยิบขึ้นมาคือประเทศ UAE (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ผมให้ข้อสังเกตอย่างนี้ ใน 3 ประเทศแรกอเมริกา อังกฤษและเยอรมนี คะแนนที่น่าสนใจคือในด้าน IR (International Relation-ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) เต็ม 10 คือ 7 ขึ้นทั้ง 3 ประเทศ รวมถึง Familiarity (ความคุ้นเคย) ก็จะมีคะแนน 7 ขึ้นทั้ง 3 ประเทศ” 

ชุติเดช เมธีชุติกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวในวงสัมมนา (ออนไลน์) หัวข้อ “Soft Power : อำนาจที่ทรงอิทธิพลในศตวรรษที่ 21” เมื่อเร็วๆ นี้ถึงการจัดอันดับ “ดัชนีซอฟท์ เพาเวอร์โลก (Global Soft Power Index)” โดย Brand Finance บริษัทสัญชาติอังกฤษซึ่งทำธุรกิจด้านให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาแบรนด์ พบว่า ใน 3 ปีล่าสุด (2564-2566) “อันดับ Soft Power ของไทยในเวทีโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง” จากปี 2564 อยู่ในอันดับ 33ปี 2565 ลดลงมาอยู่ที่อันดับ 35 และปี 2566 ก็ตกลงไปอยู่อันดับ 41

ที่มาของงานสัมมนาครั้งนี้ซึ่งจัดโดยศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ชุติเดช ระบุว่า ในประเทศไทยประเด็น Soft Power ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายที่ถูกชูขึ้นของรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน เช่น การแต่งตั้ง “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ Soft Power แห่งชาติ” เมื่อวันที่13 ก.ย. 2566 โดยมีคณะกรรมการ 23 คน และให้สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ร่วมขับเคลื่อน 

รวมถึงนโยบาย “1 ครอบครัว 1 Soft Power” และความพยายามตั้ง “Thailand Creative Content Agency (THACCA)” ซึ่งน่าจะมีต้นแบบมาจาก “KOCCA” ของเกาหลีใต้ ทั้งนี้ การประเมิน Global Soft Power Index ใช้ตัวชี้วัด 9 ด้าน สำหรับ “ประเทศไทย” พบ “การศึกษาและวิทยาศาสตร์ (Education & Science) เป็นด้านที่ได้คะแนนต่ำที่สุด คือ 2.6 จาก 10 คะแนน” รองลงมาคือ ธรรมาภิบาล (Governance) 3 เต็ม 10 อันดับ 3 สื่อและการสื่อสาร (Media & Communication) 3.3 เต็ม 10และอันดับ 4 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (IR) 3.4 เต็ม 10 

ส่วน “ด้านที่ไทยได้คะแนนสูงที่สุดคือ ความคุ้นเคย (Familiarity) 6.5 จาก 10 คะแนน” รองลงมาคือ ชื่อเสียง (Reputation) 6.1 เต็ม 10 ซึ่งเมื่อย้อนกลับมาดูนโยบายของรัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน “มีข้อสังเกตว่า ในขณะที่นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เน้นไปที่การส่งเสริม Soft Power ด้านเศรษฐกิจ แต่ประเทศที่ได้อันดับสูงๆ ตามการจัดอันดับ Global Soft Power Index ไม่ว่าสหรัฐฯ อังกฤษหรือเยอรมนี ล้วนได้คะแนนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสูงทั้งสิ้น” จึงเป็นคำถามว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่จะส่งเสริมสถานะของประเทศไทยได้มาก-น้อยเพียงใด 

รศ.สีดา สอนศรี อาจารย์วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า หากดูจากตัวอย่างนโยบาย 1 ครอบครัว 1 Soft Power หมายถึงการให้แต่ละครอบครัวผลิตสิ่งของขึ้นมาแล้วรัฐบาลจะหาตลาดให้หรือไม่? เรื่องนี้คือปัญหาเพราะ “รัฐบาลยังจับหลักไม่ได้ว่า Soft Power คืออะไร?” ซึ่งจริงๆ แล้ว Soft Power ต้องมีทั้งวัฒนธรรม ค่านิยมทางการเมือง นโยบายระหว่างประเทศ “สิ่งสำคัญคือต้องสร้างแบรนด์เนมจากในประเทศให้ออกไปสู่ต่างประเทศ” ดังที่เห็นจากไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน แต่ไทยยังดูเป็นการสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศอยู่ 

คำถามคือ “สมมุติสินค้าที่ผลิตออกมา เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของดูเหมือนๆ กันหมด จะหาตลาดอย่างไร?” รัฐบาลต้องเริ่มตั้งหลักให้ถูก เช่น เมื่อตั้งหลักที่เศรษฐกิจก็ต้องคิดว่าจะไปเชื่อมกับโลกได้อย่างไร จะหาตลาดให้ผู้ผลิตอย่างไร หรือจะซ้ำรอย “1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ (OTOP)” ที่ส่งเสริมการผลิตแต่สุดท้ายสินค้าที่ออกมาหน้าตาเหมือนกันหมดแล้วก็ขายไม่ได้ 

เราโปรโมทให้คนมาท่องเที่ยวประเทศไทย แต่เราไม่ได้สร้างแบรนด์ติดเอาไว้ในต่างประเทศ เพียงแต่เขาดูในสารคดีเท่านั้นเองว่านักท่องเที่ยวพอมาถึงประเทศไทยทำให้เกิดปัญหา อย่างเช่นข่าวต่างๆ ที่ทราบอยู่แล้ว มันเกิดปัญหากับคนที่มาเที่ยว เพราะฉะนั้นถ้าเราจะโปรโมทการท่องเที่ยวจริงๆ เราต้องไม่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ แก่คนที่มาท่องเที่ยว อันนี้ฝากไว้ เพราะว่ามันมีปัญหามากมายเหลือเกิน 

แล้วก็เรื่องความสะอาด เรื่องอะไรต่างๆ เราต้องสร้างค่านิยมของคนไทยให้มันดีเสียก่อน สร้างคนให้ดีเสียก่อน เราถึงจะสร้างการท่องเที่ยวทีหลัง เหมือนกับเกาหลี (ใต้) เหมือนกับจีน เหมือนกับญี่ปุ่น วัฒนธรรมของเขามันดีอยู่แล้ว เขาต้องสร้างคนภายในก่อน พอสร้างคนภายในแล้วเขานำภายในออกสู่ภายนอก” อาจารย์สีดา กล่าว 

อาจารย์สีดา กล่าวต่อไปถึงนิยามของ Soft Power ที่นักวิชาการ โจเซฟ นาย (Joseph Nye) กล่าวถึง ซึ่งมีเรื่องของ “ค่านิยม” ที่ต้องหาให้พบว่าคืออะไร? แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่าไม่ใช่ประเทศอื่นๆ จะรับค่านิยมของประเทศเราได้เสมอไป นอกจากนั้น “วัฒนธรรมที่เผยแพร่ควรเป็นวัฒนธรรมที่สามารถรับได้ง่าย หรือวัฒนธรรมประยุกต์ (Adapt)” ไม่ใช่วัฒนธรรมเก่าแก่หรือหรูหราที่จับต้องเข้าถึงได้ยาก สุดท้าย “ต้องเชื่อมโยงกับนโยบายระหว่างประเทศ” เพราะการเผยแพร่ Soft Power ต้องอาศัยการเปิดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

ศ.ดร.กิตติ ประเสริฐสุข อาจารย์สาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าววถึงนโยบาย 1 ครอบครัว 1 Soft Power ว่า มีความ
คาบเกี่ยวกับ OTOP ซึ่งต้องทำให้ชัดเจนก่อนว่า 2 นโยบายนี้แตกต่างกันอย่างไร แต่เรื่องนี้ก็ทำให้เห็นว่า “ความเข้าใจคำว่า Soft Power ในสังคมไทยยังมีความคลาดเคลื่อน” โดยสำหรับสังคมไทย “มุมบวก” คือการที่คนหันมาสนใจ Soft Power กันมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องของวัฒนธรรมกับการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี
 

แต่ “มุมที่อาจไม่ค่อยบวกเท่าไร” คือความเข้าใจคำว่า Soft Power ยังอยู่ในมุมที่จำกัดอยู่เพียงด้านวัฒนธรรมเพียงมุมเดียว แต่จริงๆ แล้ว Soft Power มีหลายด้าน เช่น นโยบายต่างประเทศ ค่านิยม ระบบระเบียบเชิงสถาบันในประเทศ อาทิ ประเทศที่การเข้าเมืองทำได้ยาก ภาษียังเป็นอุปสรรค การบังคับใช้กฎหมายยังไม่ค่อยดี ต่อให้โปรโมทมากเพียงใดก็ยังไปได้ค่อนข้างลำบาก 

หรือแม้แต่เรื่องวัฒนธรรมสังคมไทยก็ยังมองด้วยกระบวนทัศน์ (Paradigm) แบบเดิมๆ เช่น โปรโมทการท่องเที่ยว อาหาร และวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างโขน รำไทย ฯลฯ แต่จริงๆ แล้ว ทรัพยากรสำคัญทางวัฒนธรรมคือ Pop Culture หรือวิถีชีวิตของคนทั่วไป เช่น การกิน-การอยู่ หรือเทศกาลต่างๆ (อาทิ วันสงกรานต์) นอกจากนั้น นโยบาย 1 ครอบครัว 1 Soft Power ดูจะสับสนระหว่างคำว่า Soft Power กับทักษะ” จริงๆ แล้วนโยบายนี้คือการสนับสนุนทักษะของแต่ละครอบครัวหรือไม่? ซึ่งไม่ใช่ Soft Power 

ทั้งนี้ ยังมีอีกคำหนึ่งคือ สมาร์ทเพาเวอร์ (Smart Power)” หรือ อำนาจฉลาด หมายถึง การใช้อำนาจผสมผสานทั้งอำนาจแข็ง (Hard Power) และอำนาจอ่อน (Soft Power) โดยอำนาจแข็ง คืออำนาจทางการทหารหรือทางเศรษฐกิจ เช่น การส่งกำลังทหารหรือสนับสนุนงบประมาณเข้าไปช่วยเหลือพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติ ซึ่งประเทศที่มี Soft Power และยังมี Hard Power หนุนหลัง คนจะยอมรับได้ง่ายขึ้นและมองอย่างเป็นมิตร 

ยังมีนักวิชาการชาวจีน หลี่ หมิงเจียง (Li Mingjiang) ที่ใช้คำว่า “ซอฟท์ ยูส ออฟ เพาเวอร์ (Soft use of Power)” หรือการใช้อำนาจอย่างนุ่มนวล (โดยไม่ต้องระบุว่าแข็งหรืออ่อน) ขณะที่เมื่อย้อนกลับไปที่ โจเซฟ นาย ผู้ริเริ่มกล่าวถึงคำว่า Soft Power ไว้ตั้งแต่ปี 2533 จะพบว่า “โจเซฟ นาย มองคำว่า Soft Power อยู่ที่ชาติมหาอำนาจ (Great Power) ซึ่งมีนโยบายต่างประเทศที่เป็นมหายุทธศาสตร์ (Great Strategy)” กล่าวคือ ชาติมหาอำนาจต้องการความชอบธรรมจาการสร้างชื่อเสียงที่ดี 

ยังมีนักวิชาการชาวจีน หลี่ หมิงเจียง (Li Mingjiang) ที่ใช้คำว่า “ซอฟท์ ยูส ออฟ เพาเวอร์ (Soft use of Power)” หรือการใช้อำนาจอย่างนุ่มนวล (โดยไม่ต้องระบุว่าแข็งหรืออ่อน) ขณะที่เมื่อย้อนกลับไปที่ โจเซฟ นาย ผู้ริเริ่มกล่าวถึงคำว่า Soft Power ไว้ตั้งแต่ปี 2533 จะพบว่า “โจเซฟ นาย มองคำว่า Soft Power อยู่ที่ชาติมหาอำนาจ (Great Power) ซึ่งมีนโยบายต่างประเทศที่เป็นมหายุทธศาสตร์ (Great Strategy)” กล่าวคือ ชาติมหาอำนาจต้องการความชอบธรรมจาการสร้างชื่อเสียงที่ดี 

ดังตัวอย่างที่ชัดเจนคือ สหรัฐอเมริกา-จีน ทั้ง 2 ประเทศต้องการใน 2 เรื่อง คือ 1.สร้างความยอมรับในนโยบายระหว่างประเทศ กับ 2.สร้างความยอมรับนิยมชมชอบในตัวแบบของประเทศตนเอง อย่างกรณีของสหรัฐฯ จะเน้นเรื่องค่านิยมประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและการค้าเสรี ในขณะที่จีนจะส่งเสริมยุทธศาสตร์ 1 แถบ 1 เส้นทาง (Belt & Road Initiative) มีการตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB) และแสดงออกว่าการปกครองแบบสังคมนิยมก็เป็นต้นแบบที่ดีได้ 

แต่เมื่อมองไปที่ เกาหลีใต้ จะไม่ได้ต้องการในระดับเดียวกับชาติมหาอำนาจข้างต้น แต่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเฉพาะในช่วงปลายทศวรรษ 1990 (ปี 2533-2542) ที่ประเทศได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของทวีปเอเชีย ดังนั้นไทยที่เป็นประเทศขนาดกลางก็น่าจะดำเนินนโยบายแบบเดียวกับเกาหลีใต้ แต่ก็ย้ำว่าต้องให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศด้วย เช่น ไม่ใช่ว่าประเทศตนเองต้องการสร้าง Soft Power แต่ยังเพิกเฉยต่อความทุกข์ยากของประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น 

ผมว่าที่ Soft Power เราตกมันก็มีเหตุผลจากพวกนี้ด้วย ในประเทศเรายังมีการจับกุมผู้เห็นต่างทางการเมือง มันดูแล้ว Soft Power มันจะไปลำบาก เราเอาแบบเกาหลีก็จริงแต่เราต้องให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศและค่านิยมด้วย” อาจารย์กิตติ กล่าว 

หมายเหตุ : ยังมีประเด็นน่าสนใจอีกมากมายจากงานสัมมนาครั้งนี้ ซึ่งผู้สนใจสามารถรับชมคลิปวีดีโอย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/DJC.Center/videos/1583598115801892/ 

ที่มา ; แนวหน้า วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

สรุปบทความ

บทความกล่าวถึงการจัดอันดับดัชนี Soft Power โลก (Global Soft Power Index) ปี 2566 โดย Brand Finance พบว่าสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และเยอรมนีครอง 3 อันดับแรก รองลงมาคือญี่ปุ่น จีน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะที่ไทยมีอันดับลดลงต่อเนื่องจาก 33 ในปี 2564 เป็น 35 ในปี 2565 และ 41 ในปี 2566 สะท้อนปัญหาศักยภาพ Soft Power ของไทยในเวทีโลก โดยคะแนนอ่อนที่สุดอยู่ด้านการศึกษาและวิทยาศาสตร์ ธรรมาภิบาล และสื่อสารมวลชน ส่วนคะแนนสูงคือความคุ้นเคยและชื่อเสียง นักวิชาการเห็นว่ารัฐบาลไทยยังมีความเข้าใจ Soft Power ไม่ชัดเจน มุ่งเน้นเชิงเศรษฐกิจและโครงการลักษณะ OTOP มากเกินไป ขาดการสร้างแบรนด์ระดับสากลและการเชื่อมโยงนโยบายต่างประเทศ อีกทั้งยังเข้าใจ Soft Power เพียงด้านวัฒนธรรม ทั้งที่แท้จริงครอบคลุมค่านิยม ระบบสถาบัน และนโยบายระหว่างประเทศ รวมถึงบทบาทของ Pop Culture และความน่าเชื่อถือของประเทศ นอกจากนี้ยังมีการเสนอแนวคิด Smart Power และ Soft use of Power เพื่ออธิบายการใช้อำนาจร่วมสมัย สรุปว่าประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาค่านิยมภายใน แก้ปัญหาภาพลักษณ์ และเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบเพื่อยกระดับ Soft Power อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งต้องยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวและการสื่อสารภาพลักษณ์ประเทศในระดับโลก

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

ประเทศใดติด 3 อันดับแรกของ Global Soft Power Index ปี 2566
ก. สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี
ข. ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้
ค. สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น
ง. อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี

เฉลย: ก.
เหตุผล: บทความระบุชัดว่า 3 อันดับแรกคือสหรัฐฯ อังกฤษ และเยอรมนี

 

ข้อ 2

แนวโน้มอันดับ Soft Power ของประเทศไทยเป็นอย่างไร
ก. ดีขึ้นต่อเนื่อง
ข. คงที่
ค. ลดลงต่อเนื่อง
ง. ขึ้นลงไม่แน่นอน

เฉลย: ค.
เหตุผล: ไทยลดจากอันดับ 33 → 35 → 41 อย่างต่อเนื่อง

 

ข้อ 3

Soft Power ของไทยด้านใดได้คะแนนต่ำที่สุด
ก. ความคุ้นเคย
ข. ชื่อเสียง
ค. การศึกษาและวิทยาศาสตร์
ง. การท่องเที่ยว

เฉลย: ค.
เหตุผล: คะแนนต่ำสุดคือ Education & Science (2.6)

ข้อ 4

ด้านใดที่ไทยได้คะแนนสูงที่สุด
ก. ธรรมาภิบาล
ข. ความคุ้นเคย
ค. การสื่อสาร
ง. นโยบายต่างประเทศ

เฉลย: ข.
เหตุผล: Familiarity ได้ 6.5 สูงที่สุด

 

ข้อ 5

ข้อใดสะท้อนปัญหาความเข้าใจ Soft Power ของไทย
ก. เน้น Pop Culture มากเกินไป
ข. มุ่งเฉพาะการทหาร
ค. สับสนกับแนวคิด OTOP และทักษะ
ง. ไม่สนใจเศรษฐกิจ

เฉลย: ค.
เหตุผล: มีการวิจารณ์ว่าสับสนระหว่าง Soft Power กับ OTOP/ทักษะ

 

ข้อ 6

Soft Power ตามแนวคิดของ Joseph Nye ครอบคลุมสิ่งใด
ก. กำลังทหาร
ข. ค่านิยมและวัฒนธรรม
ค. อาวุธเศรษฐกิจ
ง. การบังคับทางกฎหมาย

เฉลย: ข.
เหตุผล: Soft Power คืออำนาจจากค่านิยม วัฒนธรรม และความน่าดึงดูด

 

ข้อ 7

เหตุใด Pop Culture จึงสำคัญต่อ Soft Power
ก. เพราะควบคุมเศรษฐกิจโลก
ข. เพราะเข้าถึงง่ายและเผยแพร่วัฒนธรรมได้
ค. เพราะใช้แทนการทหารได้
ง. เพราะลดการแข่งขันระหว่างประเทศ

เฉลย: ข.
เหตุผล: Pop Culture เข้าถึงง่ายและเป็นเครื่องมือเผยแพร่วัฒนธรรม

 

ข้อ 8

Smart Power หมายถึงข้อใด
ก. ใช้ Soft Power อย่างเดียว
ข. ใช้ Hard Power อย่างเดียว
ค. ผสมผสาน Hard Power และ Soft Power
ง. เลิกใช้พลังอำนาจทั้งหมด

เฉลย: ค.
เหตุผล: Smart Power คือการผสมผสานอำนาจแข็งและอ่อน

 

ข้อ 9

เหตุใดประเทศชั้นนำจึงได้คะแนน IR สูง
ก. ไม่ทำการค้า
ข. มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดี
ค. ใช้อำนาจทางทหารเท่านั้น
ง. ปิดประเทศ

เฉลย: ข.
เหตุผล: ประเทศอันดับสูงมีคะแนน IR สูง สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดี

 

ข้อ 10

แนวทางสำคัญในการพัฒนา Soft Power ไทยคือข้อใด
ก. ลดการท่องเที่ยว
ข. เพิ่มการปิดประเทศ
ค. สร้างแบรนด์และเชื่อมโยงต่างประเทศ
ง. เน้นการผลิตสินค้าเหมือนเดิม

เฉลย: ค.
เหตุผล: ต้องสร้างแบรนด์ระดับสากลและเชื่อมโยงนโยบายต่างประเทศ

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น