
เมื่อวันที่ 27 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้เว็บไซต์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) เผยแพร่ผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ครั้งที่ 78 ระหว่าง วันที่ 1-31 มีนาคม 2569 ซึ่งมีคดีน่าสนใจดังนี้
จากกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางอาญา วันที่ 10 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา เรื่อง กล่าวหา นายปรเมษฐ์ โมลี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กับพวก กำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559-2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สมพ.) เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนด มีความผิดอาญา ตาม ปอ. มาตรา 147 มาตรา 149 มาตรา 157 มาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 และ พรป. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 103 ประกอบมาตรา 122 และ มาตรา 123/1 และมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 22/2569 วันที่ 2 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้พิจารณาแล้วมีมติให้ขอความอนุเคราะห์อัยการสูงสุดอุทธรณ์คำพิพากษาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิด ป.อ. มาตรา 147
โดยฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีหมายเลขดำที่ อท 31/2568 คดีหมายเลขแดงที่อท 1792568 วันที่ 9 ตุลาคม 2568 นายปรเมษฐ์ โมลี (จำเลยที่ 1) นางกรรัตน์ โกษาคาร (จำเลยที่ 2) นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ (จำเลยที่ 3) เอาสาร ป.ป.ช. เผยคำพิพากษาศาลชั้นต้น ระบุว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามมาตรา 149 พรป.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 พรป. ป.ป.ช.พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 93 ความผิดตามมาตรา 149 พรป.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 พรป.ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 172 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งจำคุกอดีต ผอ.เตรียมอุดมศึกษา 27 ปี และพวก 2 ราย รายละ 18 ปี คดีรับน.ร.ปี 59-61 ขัดหลักเกณฑ์ สพฐ.
ที่มา ; มติชนออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
ศาลฯ ลงหนัก! คุก 27 ปี 'ปรเมษฐ์' อดีต ผอ.เตรียมอุดมฯ ล็อกเกณฑ์รับน.ร.
ป.ป.ช.เผยแพร่ผลคดีกล่าวหา 'ปรเมษฐ์ โมลี' อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนปี 2559–2561 ไม่เป็นไปตามที่สพฐ. กำหนด ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาลงโทษจำคุก 27 ปี พวก 2 ราย โดนฐานสนับสนุนคนละ 18 ปี สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายปรเมษฐ์ โมลี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กับพวก คือ นางกรรัตน์ โกษาคาร นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ กำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559–2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 149 มาตรา 157 มาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 รวมทั้งความผิดตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 103 ประกอบมาตรา 122 และมาตรา 123/1ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาดังนี้ 1.นายปรเมษฐ์ โมลี จำเลยที่ 1 นางกรรัตน์ โกษาคาร จำเลยที่ 2 นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ จำเลยที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 149 พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และ พ.ร.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามมาตรา 91 ส่วนความผิดตามมาตรา 149, พ.ร.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และ พ.ร.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90 2.ลงโทษ นายปรเมษฐ์ โมลี จำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการในตำแหน่งหน้าที่ จำคุกกระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 27 ปี ส่วนนางกรรัตน์ โกษาคาร จำเลยที่ 2 นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ จำเลยที่ 3 ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 18 ปี ข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก อย่างไรก็ดี คดียังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งหมดยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมลงมติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 มีมติให้ขอความอนุเคราะห์อัยการสูงสุดอุทธรณ์คำพิพากษา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท มาตรา 149 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต
ที่มา ; nextnewsTH 27 เม.ย. 2569
เกี่ยวข้องกัน
เส้นทางเงินแป๊ะเจี๊ยะ 100 ล. ก่อนโดนคุก 27 ปี อดีต ผอ.เตรียมอุดมฯ
"...เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2566 ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิด นายปรเมษฐ์ กับพวก เป็นทางการ ระบุข้อกล่าวหาว่า เป็นกรณีกำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559-2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนด หลังผลการไต่สวน พบหลักฐานเรียกรับเงินในการนำเด็กเข้าเรียน โดยมีการโอนเงินเข้าสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก่อนที่จะมีการโอนเงินจากสมาคมฯ ต่อให้ญาตินายปรเมษฐ์ จำนวนหลายยอด เป็นเวลา 3 ปี... เป็นอีกหนึ่งคดีทุจริตสำคัญในแวดวงการศึกษา ที่ศาลมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุกผู้เกี่ยวข้องเป็นทางการไปแล้ว สำหรับคดีกล่าวหา นายปรเมษฐ์ โมลี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กับพวก คือ นางกรรัตน์ โกษาคาร นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ กำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559–2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 149 มาตรา 157 มาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 รวมทั้งความผิดตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 103 ประกอบมาตรา 122 และมาตรา 123/1ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาดังนี้ 1.นายปรเมษฐ์ โมลี จำเลยที่ 1 นางกรรัตน์ โกษาคาร จำเลยที่ 2 นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ จำเลยที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 149 พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และ พ.ร.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามมาตรา 91 ส่วนความผิดตามมาตรา 149, พ.ร.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และ พ.ร.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90
2.ลงโทษ นายปรเมษฐ์ โมลี จำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการในตำแหน่งหน้าที่ จำคุกกระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 27 ปี ส่วนนางกรรัตน์ โกษาคาร จำเลยที่ 2 นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ จำเลยที่ 3 ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 18 ปี
ล่าสุด สำนักข่าว Next News สืบค้นมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด นายปรเมษฐ์ โมลี และพวก ในคดีนี้ พบว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2566 ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิด นายปรเมษฐ์ กับพวก เป็นทางการ ระบุข้อกล่าวหาว่า เป็นกรณีกำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559-2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนด หลังผลการไต่สวน พบหลักฐานเรียกรับเงินในการนำเด็กเข้าเรียน โดยมีการโอนเงินเข้าสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก่อนที่จะมีการโอนเงินจากสมาคมฯ ต่อให้ญาตินายปรเมษฐ์ จำนวนหลายยอด เป็นเวลา 3 ปี ข้อกล่าวหาเป็นทางการ คือ เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนเงื่อนไขพิเศษโดยไม่ชอบ และเรียกรับประโยชน์เพื่อแลกกับการรับนักเรียนดังกล่าว และยังมีกรณีทุจริตเบียดบังเงินของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น ส่วนยอดความเสียหายในคดีนี้ประมาณ 44 ล้านบาท
โดยในชั้นคณะกรรมการไต่สวน มีการเสนอเรื่องให้ชี้มูลความผิดทางอาญา นายปรเมษฐ์ โมลี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 , 147 , 149 , 162 (4) และตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช.2542 มาตรา 123/1 นอกจากนี้ นายปรเมษฐ์ โมลี ยังมีความผิดทางวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอีกหลายฐาน อาทิ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสมอภาคและเที่ยงธรรม มีความวิริยะ ขยันหมั่นเพียร ดูแลเอาใจใสรักษาประโยชน์ของทางราชการ และไม่ปฏิบัติตนตามมา จรรยาบรรณวิชาชีพ อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังอาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจและหน้าที่ราชการของตน ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือ ทางอ้อม หาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่นรวมถึงกระทำการหรือยอม ให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรม หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนด้วย สำหรับ นายปรเมษฐ์ โมลี ดำรงตำแหน่ง ผอ.ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา ในช่วงปี 2556 -2561 ส่วนกรณีปัญหาความไม่โปร่งใสในการบริหารงาน ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา นั้น เคยปรากฏเป็นข่าวในเดือนมี.ค.2563 ว่า นายธนารัชต์ สมคเณ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 (รอง ผอ.สพม.เขต 1) เดินทางเข้าพบ พนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) เพื่อให้ปากคำในฐานะพยาน กรณีอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท ในฐานความผิดเกี่ยวกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าโดยทุจริต ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจาก สพม.เขต 1 ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเกี่ยวข้องกับบัญชีเงินของโรงเรียน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ปี 2558 มีการเปิดบัญชีธนาคาร 2 บัญชี คือ บัญชีแรกระบุชื่อ “สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา” แต่ไม่มีเงินเคลื่อนไหวใดๆ
ส่วนอีกบัญชีระบุชื่อ “ผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา” มีเงินเคลื่อนไหวกว่า 100 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 58-61 ซึ่งเปิดในนามบุคคล และทางอดีตผู้บริหารโรงเรียนไม่สามารถชี้แจงได้ จึงเชื่อว่าอาจเกิดความไม่โปร่งใส ขณะที่ เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2563 นายกฤษณพงศ์ กีรติกร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และอดีตประธานคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พร้อมด้วย ศิษย์เก่า ครูเก่า และครูปัจจุบัน ได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องสำนักงาน ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการกระทำอันมิชอบของอดีต ผอ. ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา หลังพบหลักฐานที่ส่อถึงการปฏิบัติหน้าที่ในทางมิชอบ ด้านนายโสภณ ชี้แจงต่อสาธารณชนว่า บริหารงานด้วยความโปร่งใส ถูกกลั่นแกล้ง เพราะไม่ทำตามข้อเรียกร้องของบางกลุ่ม ทำให้มีผู้เสียผลประโยชน์ คนเคยฝากได้กลับไม่ได้ เนื่องจากแต่ละปีมีเงินจากการรับนักเรียนสะพัด ปีละหลายร้อยล้านบาท จากนั้น กรณีปัญหาความไม่โปร่งใสในการบริหารงาน ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา ก็เงียบหายไป จนกระทั่ง สำนักข่าว Next News ตรวจสอบพบข้อมูลล่าสุด ว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก นายปรเมษฐ์ โมลี และพวก ไปแล้ว ตามข้อมูลข้างต้น อย่างไรก็ดี คดียังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งหมดยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมลงมติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 มีมติให้ขอความอนุเคราะห์อัยการสูงสุดอุทธรณ์คำพิพากษา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 บทสรุปสุดท้ายการต่อสู้คดีนี้ ในชั้นศาลอุทธรณ์ จะออกมาเป็นอย่างไร ติดตามดูกันต่อไป
ที่มา ; nextnewsTH 27 เม.ย. 2569
เกี่ยวข้องกัน
เปิดพฤติการณ์คดีทุจริตรับน.ร.เตรียมอุดมฯ สั่งจ่ายเช็คเข้าส.ผู้ปกครอง
"...หลังจากจำเลยทั้ง 3 ได้ร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในอุปการคุณของผู้ทำคุณประโยชน์กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่องจัดเป็นรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษจัดเข้าแทนที่นักเรียนประเภทอื่นที่สละสิทธิ์แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันนำเช็ค/แคชเชียร์เช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บภายหลัง ทำให้สมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาได้รับประโยชน์ที่มิชอบและทุจริต เกิดความเสียหายแก่กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และนักเรียนลำดับสำรอง ซึ่งมีสิทธิเข้าเรียนเมื่อนักเรียนที่สอบได้ลำดับก่อนหน้าได้สละสิทธิ์..." สำนักข่าว Next News รายงานความคืบหน้ากรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง สั่งลงโทษจำคุก นายปรเมษฐ์ โมลี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กับพวก คือ นางกรรัตน์ โกษาคาร นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ ในคดีกำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559–2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด โดยนายปรเมษฐ์ โมลี ถูกพิพากษาลงโทษจำคุก กระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 27 ปี ส่วนนางกรรัตน์ โกษาคาร และนายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ ถูกพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 18 ปี
ล่าสุด สำนักข่าว Next News ตรวจสอบยืนยันข้อมูลคำพิพากษาคดีนี้ พบว่า พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยทั้ง 3 ราย ในคดีนี้ ประกอบไปด้วย นายปรเมษฐ์ โมลี ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา นางกรรัตน์ โกษาคาร เป็นเลขานุการ และเหรัญญิกสมาคมผู้ปกครอง และครูเตรียมอุดมศึกษา นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ นายกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เป็นกรณีการทุจริตเกี่ยวกับการรับนักเรียนเข้าเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปีการศึกษาต่างๆ โดยนายปรเมษฐ์ โมลี จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันกับนางกรรัตน์ โกษาคาร จำเลยที่ 2 และนายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ จำเลยที่ 3 วางแผนกันเสนอร่างประกาศรับนักเรียน และแผนการรับนักเรียน เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา โดยไม่มีการรับนักเรียนในประเภทเงื่อนไขพิเศษแต่อย่างใด มีการลงนามประกาศรับนักเรียนอีกฉบับ ทั้งที่ไม่มีการเสนอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียน มีจำเลยที่ 2 และ 3 เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ซึ่งจำเลยที่ 2 และ 3 ได้ร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในอุปการคุณของผู้ทำคุณประโยชน์โรงเรียนอย่างต่อเนื่อง และรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงิน เสนอโดยสมาคมผู้ปกครองและครู ซึ่งรายชื่อส่วนหนึ่งมาจากจำเลยที่ 3 เป็นผู้เสนอ ต่อมา เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับรายชื่อนักเรียนจากจำเลยที่ 2 และ 3 แล้ว ได้นำรายชื่อนักเรียนมาจัดเป็นรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษจัดเข้าแทนที่นักเรียนประเภทอื่นที่สละสิทธิ์ อันเป็นการกระทำโดยมิชอบ และเกิดความเสียหายต่อนักเรียนลำดับสำรองที่มีสิทธิ์เข้าเรียน หากนักเรียนที่สอบได้ลำดับก่อนหน้าที่สละสิทธิ์ หลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้ออกประกาศโรงเรียนเรื่องการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อ รวมถึงหลักเกณฑ์และวิธีการรับนักเรียนแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันวางแผนติดต่อกับผู้ปกครองนักเรียนที่ประสงค์จะให้บุตรหลานเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ประสานแนะนำผู้ปกครองนักเรียนสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค เข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสยามสแควร์ ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เลขที่บัญชี XXX เป็นผู้รับเงิน มีเงื่อนไขว่าหากบุตรหลานของผู้ปกครองที่สั่งจ่ายเช็คดังกล่าวไม่มีชื่อเข้าเรียนจะคืนเช็ค/แคชเชียร์เช็คให้ อันเป็นการขัดกับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ที่ไม่สนับสนุนให้สถานศึกษาในสังกัด รวมทั้งสมาคมผู้ปกครองและครู เรียกรับเงินหรือระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียน แลกเปลี่ยนกับการรับนักเรียนเข้าเรียนในช่วงระยะเวลาที่มีการรับนักเรียนไม่ว่าในรูปแบบใด ๆ จนผู้ปกครองนักเรียนซึ่งเป็นผู้มีชื่อดังกล่าวสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงิน หลังจากจำเลยทั้ง 3 ได้ร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในอุปการคุณของผู้ทำคุณประโยชน์กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่องจัดเป็นรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษจัดเข้าแทนที่นักเรียนประเภทอื่นที่สละสิทธิ์แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันนำเช็ค/แคชเชียร์เช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บภายหลัง ทำให้สมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาได้รับประโยชน์ที่มิชอบและทุจริต เกิดความเสียหายแก่กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และนักเรียนลำดับสำรอง ซึ่งมีสิทธิเข้าเรียนเมื่อนักเรียนที่สอบได้ลำดับก่อนหน้าได้สละสิทธิ์ สำนักข่าว Next News รายงานว่า สำหรับปีการศึกษา ที่เกิดปัญหาเรื่องการทุจริตเกี่ยวกับการรับนักเรียนเข้าเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ดังกล่าว เกิดขึ้นในปี 2559, 2560, 2561
ขณะที่ นายปรเมษฐ์ โมลี จำเลยที่ 1 ยังถูกตรวจสอบพบพฤติการณ์การเบิกจ่ายเงินงบประมาณในการดำเนินงานโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนซ้ำซ้อน และมีการโอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง จำนวนกว่า 2,995,589 บาท ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งถือเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของโรงเรียนด้วย อย่างไรก็ดี คดียังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งหมดยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก
ที่มา ; nextnewsth
เกี่ยวข้องกัน
หลักฐานมัดคดีทุจริตรับน.ร.เตรียมอุดมฯ เช็ค 123 ใบ-จ่ายสูงสุด 5 แสน/หัว
"...ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดคำพิพากษาคดีนี้ ฉบับเต็ม ซึ่งมีการระบุข้อมูลเกี่ยวกับสถานะ พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยทั้ง 3 ข้อมูลเอกสารหลักฐานซึ่งเป็นเช็ค/แคชเชียร์เช็ค จำนวน 123 ใบ การสั่งจ่ายเงินของผู้ปกครอง เพื่อต้องการให้ลูกเข้าเรียน จำนวนนับ 10 ราย บางรายจ่ายเงินสูงสุด 5 แสนบาท ..."
กรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง สั่งลงโทษจำคุก นายปรเมษฐ์ โมลี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จำเลยที่ 1 กับพวก คือ นางกรรัตน์ โกษาคาร เลขานุการ และเหรัญญิกสมาคมผู้ปกครอง จำเลยที่ 2 นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ นายกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา จำเลยที่ 3 ในคดีกำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559–2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด ซึ่งมีพฤติการณ์ทุจริตเกี่ยวกับการรับนักเรียนเข้าเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปีการศึกษาต่างๆ โดยนายปรเมษฐ์ โมลี ถูกพิพากษาลงโทษจำคุก กระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 27 ปี ส่วนนางกรรัตน์ โกษาคาร และนายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ ถูกพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 18 ปี หลังถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดและสั่งเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย
ที่ผ่านมาสำนักข่าว Next News นำรายละเอียดผลคำพิพากษาคดีนี้ มานำเสนอให้สาธารณชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องแล้ว
ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดคำพิพากษาคดีนี้ ฉบับเต็ม ซึ่งมีการระบุข้อมูลเกี่ยวกับสถานะ พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยทั้ง 3 ข้อมูลเอกสารหลักฐานซึ่งเป็นเช็ค/แคชเชียร์เช็ค จำนวน 123 ใบ การสั่งจ่ายเงินของผู้ปกครอง เพื่อต้องการให้ลูกเข้าเรียน จำนวนนับ 10 ราย บางรายจ่ายเงินสูงสุด 5 แสนบาท คดีนี้ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานทางการไต่สวน ประกอบรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งใช้เป็นหลักในการแสวงหาความจริง ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 22 และพยานหลักฐานที่คู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้าน ประกอบคำแถลงการณ์ปิดคดีของคู่ความแล้ว
คำพิพากษา
@สถานะจำเลยทั้ง 3 ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ระหว่างปีการศึกษา 2559 ถึงปีการศึกษา 2561 จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ตามคำสั่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2556 ให้เป็นผู้บริหารสถานศึกษา มีอำนาจหน้าที่บริหารกิจการของสถานศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และนโยบายของทางราชการตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 ประกอบ มาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และเป็นหัวหน้าส่วนราชการ มีอำนาจพิจารณาอนุมัติ การจัดซื้อ จัดจ้าง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการรับนักเรียนปีการศึกษา 2559 ตามคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียน ลงวันที่ 16 มีนาคม 2559 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการรับนักเรียนปีการศึกษา 2560 ตามคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียน ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการรับนักเรียนปีการศึกษา 2561 ตามคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่พิเศษ 1/2560 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียน ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2560 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ ปีการศึกษา 2560 ตามคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ ประจำปีการศึกษา 2560 ลงวันที่ 18 เมษายน 2560 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ ตามคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ ประจำปี การศึกษา 2561 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2561 มีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ พร้อมประกาศหลักเกณฑ์ก่อนการพิจารณาและผลหลังการพิจารณาให้สาธารณชนทราบ อีกทั้งดำเนินการ พิจารณาและแก้ปัญหาการรับนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ นโยบายและแนวปฏิบัติของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเจ้าพนักงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วนจำเลยที่ 2 รับแต่งตั้งจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ให้เป็นเลขานุการและเหรัญญิกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา มีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ พร้อมประกาศหลักเกณฑ์ก่อนการพิจารณาและผลหลังการพิจารณาให้สาธารณชนทราบ อีกทั้งดำเนินการพิจารณาและแก้ปัญหาการรับนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ นโยบายและแนวปฏิบัติของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรับนักเรียนปีการศึกษา 2559 ตามคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2559 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2559 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2560 ตามคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2560 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ ปีการศึกษา 2560 ตามคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ ประจำปีการศึกษา 2560 ลงวันที่ 18 เมษายน 2560 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรับนักเรียนปีการศึกษา 2561 ตามคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2561 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2560 ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 แต่ไม่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา จำเลยที่ 3 ได้รับการแต่งตั้งจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาให้เป็นนายกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา มีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ พร้อมประกาศหลักเกณฑ์ก่อนการพิจารณาและผลหลังการพิจารณาให้สาธารณชนทราบ อีกทั้งดำเนินการพิจารณาและแก้ปัญหาการรับนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ นโยบายและแนวปฏิบัติของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2559 ตามคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2559 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2559 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2560 ตามคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2560 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ ปีการศึกษา 2560 ตามคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ ประจำปีการศึกษา 2560 ลงวันที่ 18 เมษายน 2560 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2561 ตามคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2561 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2560 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองประธานกรรมการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ ปีการศึกษา 2561 ตามคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรื่อง แต่งตั้ง คณะกรรมการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ ประจำปีการศึกษา 2561 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2561 ในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 แต่ไม่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
@พฤติการณ์ทุจริต สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ได้มีคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และประกาศสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 เรื่อง นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดให้โรงเรียนในสังกัดที่เปิดสอนเฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รับนักเรียนเข้าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากนักเรียนประเภทต่าง ๆ ดังนี้ (1) นักเรียนสอบคัดเลือกทั่วไป (2) นักเรียนโควตาจังหวัด (3) นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ มีหลักเกณฑ์การพิจารณา ได้แก่ ต้องเป็นนักเรียนที่ได้คะแนนสอบเท่ากับลำดับสุดท้าย นักเรียนที่มีข้อตกลงในการจัดตั้งโรงเรียน นักเรียนที่เป็นผู้ยากไร้และด้อยโอกาส นักเรียนที่เป็นบุตรผู้เสียสละเพื่อชาติหรือผู้ประสบภัยพิบัติที่ต้องได้รับการสงเคราะห์ดูแลเป็นพิเศษ นักเรียนโควตาตาม ความตกลงของโรงเรียนคู่สหกิจ โรงเรียนคู่พัฒนา หรือโรงเรียนเครือข่าย นักเรียนที่เป็นบุตรข้าราชการครูและบุคลากรของโรงเรียน และนักเรียนที่อยู่ในอุปการะของผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้แต่ละโรงเรียนรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ หรืออื่น ๆ โดยประกาศรับนักเรียนทุกประเภทรอบเดียว แยกประกาศแต่ละประเภทอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ให้เสนอสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอนุมัติ ตามวิธีการที่กำหนดในกรณีที่มีปัญหาเรื่องการรับนักเรียน ให้เสนอคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้พิจารณาและมีอำนาจในการตัดสินใจปัญหาดังกล่าว โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาประกาศรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ลงนามโดยจำเลยที่ 1 ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ประกาศรับนักเรียน 1,480 คน จำแนกตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ประเภทและเกณฑ์การรับนักเรียน 1. ประเภทโควตาจังหวัดไม่เกินร้อยละ 20 จำนวนไม่เกิน 296 คน 2. ประเภทสอบคัดเลือก ร้อยละ 80 จำนวนไม่เกิน 1,184 คน แยกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 2.1 ประเภทความสามารถพิเศษ ไม่เกินร้อยละ 5 ไม่เกิน 74 คน 2.2 กลุ่มประเภทสอบคัดเลือก จำนวน 1,110 คน จำแนกตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ 750 คน แผนการเรียนภาษา - คณิต 110 คน แผนการเรียนภาษา - ฝรั่งเศส 65 คน แผนการเรียนภาษา - เยอรมัน 60 คน แผนการเรียนภาษา - สเปน 25 คน แผนการเรียนภาษา - ญี่ปุ่น 60 คน และแผนการเรียนภาษา - จีน 40 คน @ ปีการศึกษา 2559 ปีการศึกษา 2559 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่พิเศษ 1/2559 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียน จำเลยที่ 1 คณะกรรมการรับนักเรียน โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการและเลขานุการ และจำเลยที่ 1 ได้แต่งตั้งจำเลยที่ 2 เลขานุการและเหรัญญิกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นกรรมการรับนักเรียน แต่งตั้งให้จำเลยที่ 3 เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียน วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 จำเลยที่ 1 ลงนามในประกาศโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรื่อง การรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2559 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ประกาศรับนักเรียน 1,480 คน และในวันเดียวกัน จำเลยที่ 1 ลงนามในประกาศโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการรับนักเรียนเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประเภทเงื่อนไขพิเศษของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 2559 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2559 อีกหนึ่งฉบับ ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2559 ผู้ปกครองนักเรียน สั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงิน บัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขา สยามสแควร์ เลขที่บัญชี XXXX จำนวน 34 ฉบับ เพื่อบริจาคให้กับโรงเรียน วันที่ 4 พฤษภาคม 2559 นาง ส. (ตัวย่อ) ได้จัดทำบันทึกข้อความโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2559 เรื่อง รายชื่อนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2559 ที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการรับนักเรียนให้เข้าเรียนเพิ่มเติม 270 คน โดยจัดเข้าแผนการเรียนต่าง ๆ จำเลยที่ 1 ได้นำรายชื่อตามบันทึกข้อความดังกล่าวรวบรวมไว้ด้วยกัน และประกาศผลการคัดเลือกนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2559 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2559 จำนวน 29 คน โดยนักเรียน 25 คน มีรายชื่อตรงกับรายชื่อตามบันทึกข้อความโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2559 เรื่อง รายชื่อนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2559 ที่ได้รับการอนุมัติเพิ่มเติม 28 คน เมื่อรวมนักเรียนที่มีประกาศรับเพิ่มเติม รวมจำนวน 264 คน ตรงกับรายชื่อนักเรียนที่มีผู้ปกครองบริจาคเงินโดยสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค 8 คน ต่อมาในช่วงระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม 2559 ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2559 มีการเรียกเก็บเช็ค จำนวน 34 ฉบับ รวมเป็นเงิน 13,749,450 บาท @ ปีการศึกษา 2560 ปีการศึกษา 2560 จำเลยที่ 1 ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียน ตามคำสั่ง โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 โดยจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการ และเลขานุการ จำเลยที่ 1 แต่งตั้งจำเลยที่ 3 นายกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียน และแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เหรัญญิกสมาคมผู้ปกครองและครู เตรียมอุดมศึกษา เป็นกรรมการรับนักเรียน ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2559 จำเลยที่ 1 ลงนาม ในประกาศโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรื่อง การรับนักเรียนเข้าศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปี 2560 จำนวน 1,480 คน ฉบับลงวันที่ 23 ธันวาคม 2560 และลงนามในประกาศโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์การรับนักเรียนเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประเภทเงื่อนไข พิเศษของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 2559 ฉบับลงวันที่ 23 ธันวาคม 2559 ระหว่างวันที่ 13 มีนาคม 2560 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2560 ผู้ปกครองนักเรียนบริจาคเงิน โดยสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค เข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสยามสแควร์ โดยระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงิน เลขที่บัญชี XXXX จำนวน 41 ฉบับ ต่อมาจำเลยที่ 3 นายกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเสนอรายชื่อ และส่งรายชื่อนักเรียนฝากที่ผ่านการรับรองจากสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา ให้กับ จำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณาในปีการศึกษา 2560 จำนวน 42 คน โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้เสนอ จำเลยที่ 1 นำรายชื่อดังกล่าว จัดเป็นรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษ และในวันเดียวกัน จำเลยที่ 1 ลงนามในคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียน ที่มีเงื่อนไขพิเศษ ประจำปีการศึกษา 2560 ลงวันที่ 18 เมษายน 2560 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการและเลขานุการ จำเลยที่ 1 แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นที่ปรึกษา และมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ วันที่ 20 เมษายน 2560 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กำหนดวันมอบตัวและมีการจัดห้องเรียนตามห้องต่าง ๆ โดยปรากฏรายชื่อนักเรียนที่มีผู้ปกครอง บริจาคเงินโดยสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค จำนวน 20 คน ต่อมาระหว่างวันที่ 26 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 มีการจ่ายเงินตามเช็ค/แคชเชียร์เช็ค 41 ฉบับ เข้าบัญชีธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสยามสแควร์ ชื่อบัญชีสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา บัญชีเลขที่ XXXX รวมเป็นเงิน 13,600,000 บาท @ ปีการศึกษา 2561 ปีการศึกษา 2561 วันที่ 14 ธันวาคม 2560 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มีคำสั่ง โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2560 แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2561 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการและเลขานุการ จำเลยที่ 1 แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียน และจำเลยที่ 2 เป็นคณะกรรมการรับนักเรียน วันที่ 20 มีนาคม 2561 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มีคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ ประจำปีการศึกษา 2561 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2561 โดยจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการและเลขานุการ จำเลยที่ 1 แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นรองประธาน คณะกรรมการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ ระหว่างวันที่ 3 มีนาคม 2561 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2561 มีผู้ปกครองบริจาคเงินโดยสั่งจ่ายเป็นเช็ค/แคชเชียร์เช็คเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสยามสแควร์ โดยระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงิน เลขที่บัญชี XXXX จำนวน 45 ฉบับ วันที่ 5 เมษายน 2561 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ประกาศผลนักเรียนที่สอบได้ แยกตามแผนการเรียน ต่อมาจำเลยที่ 2 จัดทำรายชื่อนักเรียน ที่มีเงื่อนไขพิเศษ ข้อ 7 คือ นักเรียนที่อยู่ในความอนุเคราะห์ของผู้มีอุปการคุณอย่างต่อเนื่อง โดยสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เสนอรายชื่อนักเรียน 39 คน ตามลำดับที่สอบได้ แยกตามแผนการเรียน เสนอจำเลยที่ 1 ต่อมาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยนาง ส. จัดทำรายชื่อนักเรียนเงื่อนไขพิเศษทั้งหมด 48 คน แยกตามแผนการเรียน เสนอจำเลยที่ 1 เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ ปีการศึกษา 2561 ต่อมาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาได้ประกาศรับรายงานตัว และมอบตัวนักเรียน (เพิ่มเติม) ซึ่งเป็นนักเรียนเงื่อนไข พิเศษ รวมทั้งสิ้น 72 คน โดยเป็นนักเรียนที่ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็คบริจาคให้โรงเรียน จำนวน 31 คน และมีการเรียกเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชีสมาคม ผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เลขที่บัญชี XX จำนวน 48 ฉบับ รวมเป็นเงิน 18,050,000 บาท
@ ประเด็นวินิจฉัยประการแรก คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต และจำเลยที่ 1 เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือ มิชอบด้วยหน้าที่ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ ในประเด็นนี้ทางไต่สวน ได้ความจากพยานปากนาย ส. ว่าขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปีการศึกษา 2561 ถึง 2563 ได้รับการร้องเรียนจากอดีตครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวหาสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นนายกสมาคม และจำเลยที่ 1 เป็นอุปนายกคนที่ 1 ว่าไม่จัดทำงบดุลไม่จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและไม่แถลงงบดุลประจำปี นาย ส. จึงตรวจสอบส่งหนังสือแจ้งไปยังนายกสมาคม เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ แต่ทางสมาคมผู้ปกครองนิ่งเฉย ต่อมามีกลุ่มผู้ปกครองไปร้องเรียนต่อหน่วยงานอื่นให้ตรวจสอบ กรณีดังกล่าว เนื่องจากทราบว่ามีเงินเข้าบัญชีของสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เป็นจำนวนมากอย่างผิดปกติ กลุ่มผู้ปกครองสอบถามว่าเงินดังกล่าวมีที่มาอย่างไร นาย ส. จึงมอบหมายให้รองผู้อำนวยการโรงเรียนมาร้องเรียนต่อกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าระหว่าง พ.ศ. 2559 ถึง 2561 มีเงินเข้าบัญชีสมาคมผู้ปกครองที่เปิดไว้ในชื่อ “ผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา” มากถึงเกือบหนึ่งร้อยล้านบาท และมีการถอนเงินออกจากบัญชีจนหมด มีการโอนเงินไปเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 จำนวนมากด้วย สมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษามีบัญชีเงินฝาก 2 บัญชี คือ 1. บัญชี ธนาคารกสิกรไทย สาขาสยามสแควร์ ประเภทบัญชีกระแสรายวัน เลขที่ XXX เดือนตุลาคม 2561 มียอดเงินคงเหลือ 18,226.62 บาท 2. บัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขา สยามสแควร์ ประเภทออมทรัพย์ เลขที่ XXX เดือนมิถุนายน 2562 มีเงินคงเหลือ 33,610.72 บาท ความเป็นจริงจะต้องมีเงินเข้าบัญชีของสมาคมอย่างน้อยปีละ 750,000 บาท จากค่าสมัครสมาชิกของผู้ปกครองที่บุตรหลานเข้าเรียนใหม่ประมาณ 1,500 คน ๆ ละ 500 บาท @เส้นทางบัญชีลับ ปรากฏว่าสมาคมผู้ปกครองไปเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารกรุงไทย สาขาสยามสแควร์ ประเภท ออมทรัพย์ ชื่อบัญชี “ผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา” เลขที่ XXX จากการ ตรวจสอบพบว่า พ.ศ. 2559 ถึง 2561 บัญชีมีเงินหมุนเวียนประมาณ 80 ล้านบาท INFO:เส้นทางบัญชีลับเตรียมอุดม ได้ความจาก การไต่สวนพยานปากนาง ส. ว่าได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้จัดทำรายชื่อ นักเรียนเงื่อนไขพิเศษเสนอจำเลยที่ 1 ตามคำสั่ง การดำเนินการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2559 ถึง 2561 มีขั้นตอนเหมือนกันโดยดึงข้อมูลมาจากใบสมัคร จากรายชื่อผู้ขอความอนุเคราะห์ และรายชื่อที่จำเลยที่ 2 จัดทำมาให้จำเลยที่ 1 นำไปเสนอคณะกรรมการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษพิจารณา โดยระบุเป็นรายชื่อนักเรียนที่สมัครผ่านสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา ทางไต่สวนได้ความจากพยานปากนาย พ. ว่าในปีการศึกษา 2559 ถึง 2561 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กำหนดให้โรงเรียนในสังกัดที่เปิดสอนเฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รับนักเรียนเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จาก (1) นักเรียนสอบคัดเลือกทั่วไป (2) นักเรียนโควตาจังหวัด (3) นักเรียน ที่มีความสามารถพิเศษ (4) นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ โดยกรณี (4) นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ ประกอบด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณา 7 ข้อ ได้แก่ 1. นักเรียนที่ได้คะแนนสอบเท่ากันในลำดับสุดท้าย 2. นักเรียนที่มีข้อตกลงในการจัดตั้งโรงเรียน 3. นักเรียนที่เป็นผู้ยากไร้และด้อยโอกาส 4. นักเรียนที่เป็นบุตรผู้เสียสละเพื่อชาติหรือผู้ประสบภัยพิบัติที่ต้องได้รับการสงเคราะห์ดูแล เป็นพิเศษ 5. นักเรียนโควตาตามข้อตกลงของโรงเรียนคู่สหกิจ โรงเรียนคู่พัฒนา หรือโรงเรียน เครือข่าย 6. นักเรียนที่เป็นบุตรข้าราชการครูและบุคลากรของโรงเรียน 7. นักเรียนที่อยู่ใน อุปการะของผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง จำเลยที่ 1 ลงนามแต่งตั้งกรรมการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2559 ถึง 2561 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นที่ปรึกษา จำเลยที่ 2 เลขานุการ และเหรัญญิกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาซึ่งเป็นกรรมการรับนักเรียน ร่วมกัน วางแผนติดต่อผู้ปกครองที่บุตรหลานสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาประเภทสอบคัดเลือกทั่วไปไม่ได้ และมีความประสงค์จะให้บุตรหลานเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยให้จำเลยที่ 2 แนะนำผู้ปกครองของนักเรียนที่สอบแข่งขันเข้าเรียนไม่ได้ และประสงค์จะให้บุตรหลานเข้าเรียน ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สั่งจ่ายเช็ค แคชเชียร์เช็ค เข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เลขบัญชี XXX เป็นผู้รับเงิน โดยมีเงื่อนไขว่าหากบุตรหลานไม่มีชื่อเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จะคืนเช็ค หรือ แคชเชียร์เช็คให้ ทางไต่สวนพยานจำเลยทั้งสามได้ความว่า ในปีการศึกษา 2559 ถึง 2561 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาประกาศรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษาละ 1,480 คน โดยแยกเป็น 1. ประเภทโควตาจังหวัด 296 คน 2. ประเภทความสามารถพิเศษ 74 คน 3. ประเภทสอบคัดเลือกทั่วไป 1,110 คน ภายหลังจากที่โรงเรียนประกาศผลสอบแล้ว หากนักเรียนที่สอบได้มารายงานตัวครบเต็มจำนวน 1,480 คน จะไม่มีการพิจารณารับนักเรียน ประเภทเงื่อนไขพิเศษ หากนักเรียนที่สอบได้ไม่มารายงานตัวหรือมารายงานตัวไม่ครบ ทำให้มีที่ว่าง จากการสละสิทธิ์ โรงเรียนจึงพิจารณารับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษแทนที่ว่างที่เกิดขึ้น โดยพิจารณา จากคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศไว้ 1. เป็นนักเรียนที่ได้คะแนนเท่ากันในลำดับสุดท้าย (พิจารณาเลื่อนลำดับไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ว่างทั้งหมด) 2. นักเรียนที่มีข้อตกลงในการ จัดตั้งโรงเรียน 3. นักเรียนที่เป็นผู้ยากไร้และด้อยโอกาส 4. นักเรียนที่เป็นบุตรผู้เสียสละเพื่อชาติ หรือผู้ประสบภัยพิบัติที่ต้องได้รับการสงเคราะห์ดูแลเป็นพิเศษ 5. นักเรียนโควตาตามข้อตกลงของ โรงเรียนคู่สหกิจ โรงเรียนคู่พัฒนา หรือโรงเรียนเครือข่าย 6. นักเรียนที่เป็นบุตรข้าราชการครูและ บุคลากรของโรงเรียน 7. นักเรียนที่อยู่ในอุปการะของผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ส่วนการบริจาคเงินของผู้ปกครองให้กับสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษานั้น เป็นไปด้วย ความสมัครใจ ไม่มีเงื่อนไขผูกพันกับการรับนักเรียนเข้าเรียน เห็นว่า หลังจากประกาศผลการสอบคัดเลือกแล้ว จำเลยที่ 1 ทราบการไม่มารายงานตัวของนักเรียนประเภทโควตาจังหวัด และนักเรียนประเภทสอบคัดเลือกทั่วไป โดยสั่งการให้นาง ส. จัดทำบัญชีรายชื่อนักเรียน ที่สอบไม่ได้ และไม่ได้อยู่ในลำดับสำรอง จำเลยที่ 1 เห็นชอบรายชื่อนักเรียนจากสมาคมผู้ปกครอง โดยรับมาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นรายชื่อผู้ปกครองที่บริจาคเงินให้กับสมาคมผู้ปกครอง และครูเตรียมอุดมศึกษา @ข้อมูลผู้ปกครองจ่ายเงิน สูงสุดหัวละ 5 แสน จากการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ระบุว่า ผู้ให้ถ้อยคำ นาย จ. บิดาของนางสาว XX ปีการศึกษา 2559 นางสาว XX มีความประสงค์ เข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เมื่อประกาศผลสอบได้ลำดับที่ 805 ไม่สามารถเข้าเรียน ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาได้ ภรรยาของนาย จ. จึงได้ติดต่อกับจำเลยที่ 3 ได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย ระบุชื่อ สมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา ลงวันที่ 25 เมษายน 2559 เป็นเงิน 300,000 บาท ผู้ให้ถ้อยคำปากนางสาว ร. มารดาของนาย XX มีความประสงค์จะเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ทราบจากยายของนาย XX ว่า ถ้าประสงค์จะเข้าเรียนให้บริจาคเงินให้สมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา โดยจัดทำเช็คหรือแคชเชียร์เช็คระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา นางสาว ร. จึงได้ทำแคชเชียร์เช็ค ธนาคารธนชาต สาขาเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครู เตรียมอุดมศึกษา ลงวันที่ 28 มีนาคม 2561 จำนวน 100,000 บาท ต่อมาเมื่อประกาศผลการสอบ นาย ธ. สอบไม่ได้ แต่ได้รับการติดต่อจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาให้ไปมอบตัวเพื่อเข้าเรียนได้ จากการให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ของ นาย ก. บิดาของนางสาว XX ปีการศึกษา 2560 นางสาว XX มีความประสงค์เข้าเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แต่ไม่สามารถสอบเข้าเรียนได้ นาย ก. ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ของสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา ว่ามีโควตาสำหรับ เข้าเรียนได้ เจ้าหน้าที่ของสมาคมผู้ปกครองได้ให้นาย ก. สั่งจ่ายเช็ค ในนามสมาคมผู้ปกครองและ ครูเตรียมอุดมศึกษา นาย ก. ได้สั่งจ่ายเช็คของธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาถนนวิทยุ ระบุชื่อสมาคม ผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เป็นเงิน 300,000 บาท ต่อมานางสาว XX มีชื่อเข้าเรียน ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และแคชเชียร์เช็คดังกล่าวมีการเรียกเก็บเงินไป ปีการศึกษา 2559 นาย XX เป็นนักเรียนที่สอบไม่ได้ ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็คเลขที่ 799659 ลงวันที่ 4 เมษายน 2559 เป็นเงิน 500,000 บาท เด็กหญิง XX เป็นนักเรียนที่สอบไม่ได้ ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็คเลขที่ 6899133 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2559 เป็นเงิน 50,000 บาท นางสาว XX เป็นนักเรียนที่สอบไม่ได้ ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็คเลขที่ 11082038 ลงวันที่ 26 มีนาคม 2559 เป็นเงิน 300,000 บาท นางสาว XX เป็นนักเรียนที่สอบไม่ได้ ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็คเลขที่ 7004660 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2559 เป็นเงิน 500,000 บาท เช็คถูกเรียกเก็บเงิน และนักเรียนดังกล่าวมีชื่อเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมได้ ปีการศึกษา 2560 นางสาว XX เป็นนักเรียนที่สอบไม่ได้ ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็คเลขที่ 147751 ลงวันที่ 2 เมษายน 2560 เป็นเงิน 300,000 บาท นางสาว XX เป็นนักเรียนที่สอบเข้าไม่ได้ ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็คเลขที่ 11953299 ลงวันที่ 19 เมษายน 2560 เป็นเงิน 800,000 บาท เด็กชาย XX เป็นนักเรียนที่สอบไม่ได้ ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็คเลขที่ 12000446 ลงวันที่ 25 เมษายน 2560 เป็นเงิน 200,000 บาท นางสาว XX เป็นนักเรียนที่สอบเข้าไม่ได้ ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็คเลขที่ 11841092 ลงวันที่ 24 เมษายน 2560 เป็นเงิน 400,000 บาท เด็กหญิง XX เป็นนักเรียนที่สอบเข้าไม่ได้ ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็คเลขที่ 11052543 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2560 เป็นเงิน 100,000 บาท และสั่งจ่ายเช็คเลขที่ 11052542 ลงวันที่ 24 เมษายน 2560 เป็นเงิน 200,000 บาท ถึง 2007 ปีการศึกษา 2561 นางสาว XX เป็นนักเรียนที่สอบเข้าไม่ได้ ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็คเลขที่ 13219030 ลงวันที่ 6 เมษายน 2561 เป็นเงิน 300,000 บาท นาย XX เป็นนักเรียนที่สอบเข้าไม่ได้ ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็คเลขที่ 10001067 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2561 เป็นเงิน 100,000 บาท เด็กชาย XX เป็นนักเรียนที่สอบเข้าไม่ได้ ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็คเลขที่ 12270253 ลงวันที่ 5 เมษายน 2561 เป็นเงิน 300,000 บาท เด็กชาย XX เป็นนักเรียนที่สอบเข้าไม่ได้ ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็คเลขที่ 10030276 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 300,000 บาท เด็กหญิง XX เป็นนักเรียนที่สอบเข้าไม่ได้ ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็คเลขที่ 13186193 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2561 เป็นเงิน 500,000 บาท ต่อมาเช็คถูกเรียกเก็บเงินและนักเรียนดังกล่าว มีชื่อเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
โดยที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ตามคำสั่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา จากพฤติการณ์ ที่แต่งตั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคณะกรรมการรับนักเรียนและที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียน ทางไต่สวนฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เรียกรับทรัพย์สินจาก ผู้ปกครองนักเรียน ผ่านทางสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่งรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองบริจาคเงินให้กับสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา ให้จำเลยที่ 1 นำเสนอคณะกรรมการรับนักเรียนเพื่อแลกกับการที่ให้เด็กนักเรียนที่สอบเข้าไม่ได้ สามารถเข้าเรียน ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา อันเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยหน้าที่ เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือ สมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา INFO:คดีทุจริตรับนักเรียนเตรียมอุดม
@ข้อต่อสู้จำเลยทั้ง 3 ส่วนที่จำเลยทั้งสามต่อสู้ว่าการบริจาคเงินให้กับสมาคม ผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นไปด้วยความสมัครใจ โดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องการรับนักเรียน เข้าเรียนนั้น เห็นว่า ทางไต่สวนจำเลยทั้งสามได้ความว่าสมาคมผู้ปกครองจะไม่นำเช็คเข้าบัญชีจนกว่า ผู้ปกครองจะยืนยันการบริจาคภายหลังการประกาศผลทุกขั้นตอนแล้ว การบริจาคเงินมีการบริจาค เป็นเงินจำนวนมาก และผู้ปกครองบางรายสั่งจ่ายเช็คภายหลังทราบผลการสอบ ตนเองว่าสอบไม่ได้ หากเป็นการบริจาคโดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องการเข้าเรียน สมาคมควรเรียกเก็บเงิน ตามเช็คโดยทันที ไม่จำเป็นต้องรอเรียกเก็บเงินภายหลังประกาศผลการสอบในทุกขั้นตอนแล้ว
· การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือการร่วมกันกระทำความผิด โดยที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิได้เป็นเจ้าพนักงาน ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำ ความผิดของจำเลยที่ 1 ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และจำเลยที่ 1 เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่
· โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุน เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 149 โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุน ซึ่งเป็นบทเฉพาะ จึงไม่จำต้องปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก
@คำพิพากษา พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
· ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ จำคุกกระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 27 ปี
· จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 18 ปี ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งสาม ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก
ที่มา ; nextnewsth 11 พ.ค. 2569