สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M216_มาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 เห็นชอบมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยอนุมัติเป็นหลักการให้หน่วยงานราชการดำเนินการตามข้อเสนอของกระทรวงพลังงาน ลดการใช้พลังงานร้อยละ 20 (รวมไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง) พร้อมทั้งรายงานผลการประหยัดพลังงานผ่าน www.e-report.energy.go.th 

มาตรการที่ปฏิบัติได้ทันที

ให้หน่วยงานราชการลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงลงร้อยละ 20 ตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของการประเมินผลตัวชี้วัดการลดใช้พลังงานของหน่วยงานราชการ ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ร่วมกับ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงานดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 – 2563 โดยปรับเพิ่มเป้าหมายลดใช้พลังงานจากเดิมร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 20 ในช่วงครึ่งปีหลังของปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

แนวทางดำเนินการ

- การรายงานข้อมูลการใช้พลังงาน ให้หน่วยงานราชการรายงานข้อมูลการใช้พลังงานผ่าน http://www.e-report.energy.go.th

มาตรการลดใช้พลังงานด้านไฟฟ้า
ให้หน่วยงานราชการจัดซื้ออุปกรณ์/เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่เป็นอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน หรือมีฉลากประสิทธิภาพเบอร์ 5
กำหนดเวลาเปิด – ปิดเครื่องปรับอากาศ เช่น 8.30 – 16.30 น. และปรับอุณหภูมิให้อยู่ที่ 25 – 26 องศาเซลเซียส และล้างเครื่องปรับอากาศเป็นประจำทุก 6 เดือน
กำหนดการใช้ลิฟต์ให้หยุดเฉพาะชั้น เช่น การหยุดเฉพาะชั้นคู่ หรืออาจจะสลับให้มีการหยุดเฉพาะชั้นคี่และปิดลิฟต์บางตัวในช่วงเวลาที่มีการใช้งานน้อย และรณรงค์ขึ้น – ลงชั้นเดียวไม่ใช้ลิฟต์
พิจารณาให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานทำงานที่บ้าน (Work from Home) ทั้งนี้ให้เป็นไปตามความเหมาะสมของสถานการณ์

มาตรการลดใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารแทนการเดินทาง เช่น การประชุมออนไลน์ การจัดส่งเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
ให้พนักงานขับรถยนต์ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 อย่างเคร่งครัด และขับรถในอัตราความเร็วที่สม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
เลือกใช้รถยนต์ให้เหมาะสมกับสภาพการเดินทาง และจำนวนผู้เดินทาง
 

มาตรการระยะยาว

·    ให้ “อาคารของรัฐที่เข้าข่ายเป็นอาคารควบคุม” ก่อนปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ประมาณ 800 แห่ง เร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานไม่ให้เกิน “ค่ามาตรฐานการจัดการใช้พลังงาน” ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เพื่อเป็นตัวอย่างในการจัดการอาคารของเอกชนที่เข้าข่ายเป็นอาคารควบคุม

·    ให้นำมาตรการบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ภายใต้แผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน มาใช้กับหน่วยงานราชการ โดยให้กระทรวงพลังงาน สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดวิธีการและแนวทางที่สามารถนำมาใช้ปฏิบัติได้จริง

ทั้งนี้ หากหน่วยงานราชการลดการใช้พลังงานร้อยละ 20 ในครึ่งปีหลังของปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 คาดว่าจะลดการใช้พลังงานได้ ดังนี้

·    ลดการใช้ไฟฟ้าได้ 120 ล้านหน่วย คิดเป็นเงินมูลค่า 600 ล้านบาท (ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 5 บาท) ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) 70,800 ตัน เทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ (ไฟฟ้า 1 หน่วย = 0.590 กิโลกรัมเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์) และลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ 12 ล้านลิตร คิดเป็นเงินมูลค่า 420 ล้านบาท (ค่าน้ำมันคิดเฉลี่ยหน่วยละ 35 บาท) ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 26,275 ตัน เทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ (เบนซิน 1 ลิตร = 2.1896 กิโลกรัม เทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์) รวมลดปริมาณการใช้พลังงานลงคิดเป็นมูลค่า 1,020 ล้านบาท ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 97,075 ตันเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์

·    การกำกับดูแลอาคารของรัฐที่เข้าข่ายเป็นอาคารควบคุม คาดว่าจะสามารถลดการใช้พลังงาน คิดเป็นไฟฟ้า 174.45 ล้านหน่วย คิดเป็นมูลค่า 872.25 ล้านบาท ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 102,925 ตันเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์

·    การดำเนินงานตามมาตรการบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) สำหรับหน่วยงานภาครัฐ คาดว่าจะสามารถลดใช้พลังงานคิดเป็นไฟฟ้า 1,058.33 ล้านหน่วย คิดเป็นมูลค่า 5,291.65 ล้านบาท ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 624,414 ตันเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ 

ที่มา; ศธ.360 องศา 

สรุปสาระสำคัญ

 

มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 เห็นชอบมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยกำหนดเป้าหมายลดการใช้พลังงานรวมทั้งไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงลงร้อยละ 20 ในครึ่งปีหลังของปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 พร้อมให้รายงานผลผ่านระบบ e-report ของกระทรวงพลังงาน มาตรการดังกล่าวเป็นการยกระดับเป้าหมายจากเดิมร้อยละ 10 เพื่อรองรับสถานการณ์พลังงานและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง
แนวทางดำเนินการระยะสั้นเน้นการปรับพฤติกรรมและการบริหารจัดการ เช่น การใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน การควบคุมการใช้เครื่องปรับอากาศ การบริหารลิฟต์ การทำงานที่บ้าน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแทนการเดินทาง รวมถึงการขับขี่อย่างประหยัดพลังงาน ส่วนมาตรการระยะยาวมุ่งปรับปรุงประสิทธิภาพอาคารของรัฐที่เข้าข่ายอาคารควบคุม และการนำรูปแบบบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) มาใช้ในภาครัฐ
ผลที่คาดว่าจะได้รับคือการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานกว่า 1,000 ล้านบาท ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก และเป็นต้นแบบการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืนในภาครัฐและเอกชน
 

ข้อสอบ 

ข้อ 1 หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการให้การลดพลังงานเป็นไปตามเจตนารมณ์ของมติ ครม. มากที่สุด ควรดำเนินการใดเป็นลำดับแรก
ก. ติดตั้งพลังงานทดแทนทุกอาคารทันที
ข. ปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานและกำหนดมาตรการควบคุมที่ปฏิบัติได้ทันที
ค. รอรับงบประมาณปรับปรุงอาคารก่อนดำเนินการ
ง. มอบหมายให้หน่วยงานภายนอกจัดการทั้งหมด

ข้อ 2 การรายงานผลการลดใช้พลังงานผ่านระบบ e-report มีความสำคัญเชิงบริหารจัดการอย่างไร
ก. เพื่อใช้เป็นข้อมูลประชาสัมพันธ์
ข. เพื่อเป็นหลักฐานการเบิกจ่ายงบประมาณ
ค. เพื่อการติดตาม ประเมินผล และเปรียบเทียบประสิทธิภาพหน่วยงาน
ง. เพื่อใช้แทนการตรวจสอบของ สตง.

ข้อ 3 มาตรการ ESCO ในหน่วยงานภาครัฐมีเป้าหมายหลักข้อใด
ก. ลดจำนวนบุคลากรด้านพลังงาน
ข. เพิ่มรายได้ให้รัฐจากการขายพลังงาน
ค. ปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานโดยใช้กลไกการลงทุนและการจัดการแบบมืออาชีพ
ง. ทดแทนบทบาทกระทรวงพลังงาน

ข้อ 4 หากหน่วยงานราชการมุ่งเน้นเพียงการลดค่าไฟ แต่ละเลยการลดใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จะส่งผลอย่างไร
ก. ยังบรรลุเป้าหมายร้อยละ 20 ได้
ข. บรรลุเป้าหมายเฉพาะเชิงสิ่งแวดล้อม
ค. ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายรวมตามมติ ครม.
ง. ไม่มีผลต่อการประเมินตัวชี้วัด

ข้อ 5 ในมุมมองเชิงนโยบาย เหตุใดมาตรการระยะยาวด้านอาคารควบคุมของรัฐจึงสำคัญ
ก. เพราะใช้เทคโนโลยีราคาแพง
ข. เพราะลดภาระงบประมาณเฉพาะปีเดียว
ค. เพราะเป็นต้นแบบการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืนและขยายผลสู่เอกชน
ง. เพราะใช้แทนมาตรการระยะสั้นทั้งหมด

คลิกเฉลย >>>

 

ความเห็นของผู้ชม