






20 เมษายน 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ โดยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานในสังกัดและองค์กรในกำกับ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ
รมว.ศธ. กล่าวว่า วันนี้เป็นการให้นโยบายกับข้าราชการและผู้บริหารในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเมื่อช่วงเช้านายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูลได้ให้นโยบายการจัดทำงบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยให้แต่ละกระทรวงนำไปเป็นแผนงานในการปฎิบัติ และนำมาเปลี่ยนแปลงเป็นกรอบนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ 5 ภารกิจหลัก ดังนี้
1. “คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก”
ที่ผ่านมาครูมีภารกิจทั้งงานเอกสาร ภารกิจที่เกี่ยวกับการจัดอาหารกลางวันของเด็ก และภารกิจที่ครูทำเพิ่มเติมหลายโครงการ ทำให้เวลาที่เหลือในการเรียนการสอนมีน้อย จึงได้ให้แนวทางการสั่งยุบรวมโครงการที่ซ้ำซ้อนให้ลดลง และนำเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล AI เข้ามาใช้แบ่งเบาภาระด้านเอกสารงานธุรการ รวมถึงการปรับเกณฑ์ประเมินผู้บริหารที่ต้องนำผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นหลักแทนการสะสมรางวัล สิ่งที่ให้ความสำคัญคือผู้เรียนและความเหลื่อมล้ำของช่องว่างระหว่างในเมืองกับชนบท และเรื่องของบัณฑิตที่จบมาแล้วขาดทักษะแรงงานที่ยุคใหม่ต้องการ
2. รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส
“นโยบายเรียนฟรีไม่ใช่แค่วาทะกรรม ทรัพยากรต้องพุ่งตรงไปสนับสนุนเด็กที่ขาดแคลนและโรงเรียนที่ต้องการมากที่สุด” จึงต้องการรื้อสูตรงบประมาณรายหัวเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ จัดสรรตามความต้องการอย่างแท้จริงตามความจำเป็นของบริบทพื้นที่ รวมถึง Thailand Zero Dropout ทำให้เด็กหลุดระบบการศึกษาไทยเป็น 0 ให้ได้ ยกระดับทุน ODOS รูปแบบใหม่เพื่อรับประกันว่าเด็กเก่งเด็กเรียนดีทุกอำเภอได้รับการศึกษาเท่าเทียมกัน ส่วนการลดภาระครูเรื่องอาหารกลางวันจะนำร่องระบบครัวกลางหรือ “Cloud Kครitchen” เพื่อให้ครูไม่ต้องเหนื่อยหรือกลายเป็นครูแม่ครัวไปจนถึงการจัดซื้อจัดจ้างในเรื่องนี้อีกต่อไป ตามเป้าหมายคือที่โรงเรียนนวัตกรรมที่จะเป็น Sandbox พื้นที่นำร่อง ให้ครูได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนการสอนโดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง
3. “ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง”
เปลี่ยนจากท่องจำหลักสูตรฐานสมรรถนะ นำหลักคิดวิเคราะห์ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยเตรียมความพร้อมเปลี่ยนเป็นการใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณในฐานะเครื่องมือสร้างสรรค์ เพื่อนำเป็นแนวทางในการสอบ PISA ที่ ORCD ใช้เป็นเกณฑ์วัดในปี 2029 โดยจะตั้งคณะกรรมการ Human Capital Superboard เป็นบอร์ดใหญ่พัฒนาทุนมนุษย์ ดึงเครดิตแบงค์ ระบบ E-Portfolio ให้การเรียนไร้รอยต่อ ร่วมงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้ององค์กรระดับโลกเพื่อสร้างเด็กไทยให้เป็นพลเมืองโลก
4. “โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง”
ทั้งมิติของร่างกายและจิตใจ นำศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ จากโมเดล “AOC” ที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง จัดทีมขึ้นมาเพื่อปกป้องเด็กและบุคลากรทางการศึกษาจากภัยทุกรูปแบบ รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่อันตรายจากระบบน้ำ ไฟ อาคารสถานที่ ให้ปลอดภัย โรงเรียน
5. “สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่”
ผลักดันให้เป็นธรรมนูญการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศ ปลดล็อกหลักสูตรที่ไม่ทันโลกพัฒนาสนับสนุนวิชาชีพครูอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อคุ้มครองผู้เรียนที่หลากหลาย

“นี่คือ 5 เรื่องหลัก ที่อยากให้แปลงนโยบายไปสู่การปฎิบัติ ทุกอย่างต้องใช้เวลาและใช้พลังจากพวกเราทุกคนในกระทรวงที่จะต้องทำงานร่วมกัน “การศึกษาแยกจากการเมืองเด็ดขาด” ไม่ให้เรื่องการเมืองมาทำลายระบบการศึกษาใช้การตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่แน่นอนสู่ความถูกต้อง สวมหมวกทีมการศึกษาไทยทีมที่ไม่มีใครคิดร้ายต่อการศึกษาและสร้างเด็กขึ้นมาให้เป็นอนาคตของชาติ ถ้าเราต้องการ Education for All ต้องเริ่มจาก All for Education และในสัปดาห์หน้าเราจะจัดเวิร์คช็อปทำงานเชิงรุก สร้าง Blueprint ขึ้นมาใหม่โดยนำผู้ที่มีประสบการณ์เข้ามามีส่วนร่วมวางกรอบการทำงาน เพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือการลงทุนด้านการศึกษา การศึกษาที่ประสบความสำเร็จประเทศเจริญ เริ่มต้นจากการสร้างระบบการศึกษาที่เด็กทุกคนได้รับความคุณภาพเท่าเทียม สร้างคนไทยให้เป็นพลเมืองของโลกนี่คือเป้าหมาย ทีมกระทรวงศึกษาธิการจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ ยกระดับพลมนุษย์ให้เป็นภารกิจเร่งด่วนและสำคัญที่สุดของประเทศนี้” รมว.ศธ.กล่าว
รมช.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพซึ่งกระทรวงศึกษาธิการต้องการที่จะดูแลนักเรียน คุณครู และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเข้มข้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือเราจะดูแลผู้เรียน พร้อมลดขั้นตอนการตรวจราชการแนวปฏิบัติใหม่ แก้ปัญหาหาให้ได้จริงในพื้นที่ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดตั้งศูนย์ขึ้น เพื่อในอนาคตจะสามารถดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทุกหน่วยงาน
ที่มา; ศธ.360 องศา
เกี่ยวข้องกัน
‘ประเสริฐ’ กางแผน 5 ปี พลิกโฉมการศึกษา ชู 5 ภารกิจ ลดภาระครู รื้อสูตรจัดงบรายหัว เร่งดัน พ.ร.บ.การศึกษาฯ เสร็จในรัฐบาลนี้
เมื่อวันที่ 20 เมษายน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการ ประชุมมอบนโยบาย และการขับเคลื่อนนโยบายของศธ. โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ผู้บริหารองค์กรหลัก ของศธ.พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ว่า ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้วางกรอบการจัดทำงบประมาณ ปี พ.ศ. 2570 ตนจึงได้นำกรอบดังกล่าวมาแปลง เป็นนโยบาย แบ่งเป็น 5 ภารกิจหลัก ได้แก่
1. คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก ให้ครูได้ทำหน้าที่สอนอย่างเดียวโดยไม่ต้องทำภาระงานอื่น ไม่ว่าจะเป็น งานเอกสาร อาหารกลางวัน จัดทำ “Work Smart” ยุบรวมโครงการซ้ำซ้อน นำเอกสารดิจิทัลมาใช้ลดงานธุรการ และเตรียมนำร่องระบบ “ครัวกลาง” (Cloud Kitchen) ร่วมกับท้องถิ่น ไม่ให้ครู ต้องมาทำหน้าที่แม่ครัวและงานจัดซื้อจัดจ้าง
2. รื้อสูตรลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ ยกเลิกการจัดสรรงบรายหัวแบบเท่ากันแต่ไม่เป็นธรรม โดยจะจัดเปลี่ยนเป็นให้งบ “ตามความจำเป็นจริง” พร้อมผนึกกำลังดันโครงการ Thailand Zero Dropout และยกระดับทุน ODOS เพื่อรับประกันโอกาสที่เท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ
3. ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง เปลี่ยนการเรียนการสอนแบบท่องจำเป็น หลักสูตรฐานสมรรถนะ เน้นการคิดวิเคราะห์ และให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน ผลักดันนโยบาย “AI for All” เพื่อเตรียมความพร้อม การทดสอบตามโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA 2029 พร้อมบูรณาการตั้ง Human Capital Superboard ข้ามกระทรวง ทั้ง ศธ. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม , กระทรวงแรงงาน , กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และภาคเอกชน ผลักดันธนาคารหน่วยกิตกลาง (Credit Bank) และร่วมมือกับองค์กรระดับโลกเพื่อสร้าง Global Citizen
4. โรงเรียนต้องเป็น พื้นที่ปลอดภัย ตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ 24 ชั่วโมง ทำงานเป็นทีมร่วมกับนักจิตวิทยา และนักกฎหมาย เพื่อปกป้องผู้เรียน และบุคลากรจากความรุนแรง
5. ผลักดันร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเปรียบเป็น “ธรรมนูญการศึกษา” เพื่อปลดล็อกหลักสูตร และคุ้มครองผู้เรียนอย่างยั่งยืน โดยจะเร่งดำเนินการให้เกิดขึ้นภายในรัฐบาลนี้ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีทิศทาง กระทรวงศึกษาธิการได้วางกรอบเป้าหมายระยะ 5 ปี (2026-2030) โดยเริ่มจากการกางพิมพ์เขียว และนำร่องโครงการนวัตกรรมในช่วง 1-2 ปีแรก อาทิ ระบบเอกสารดิจิทัล และระบบครัวกลาง ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อผลักดัน พ.ร.บ. การศึกษา และขยายผลการใช้ AI เพื่อช่วยงานครูทั่วประเทศ

โดยตั้งเป้าหมายสูงสุดในปี พ.ศ. 2030 ที่การศึกษาไทยจะถูกพลิกโฉมอย่างเต็มรูปแบบ เด็กไทยเรียนไปมีงานทำ ทัดเทียมมาตรฐานโลก และมีการใช้ระบบ Admin Automation ในโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อคืนเวลาสอนให้ครูอย่างแท้จริง จากนั้น จะสร้าง Blueprint ด้วยพลังของทุกคน ในสัปดาห์หน้า ศธ. เตรียมจัด Workshop ครั้งใหญ่ที่รวมทั้งคนในกระทรวง คนหน้างาน และคนที่ทำงานด้านการศึกษา เพื่อร่วมกันออกแบบ Blueprint ของศธ. และเพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด จะมีการเรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงทุกวันพุธแบบเว้นสัปดาห์
“ผมคนเดียวแก้ปัญหาชั่วข้ามคืนไม่ได้ การศึกษา เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา แต่เราทำได้หากจับมือกัน วันนี้ผมขอชวนทุกคนถอดหมวกทางการเมืองแล้วสวมหมวกของ ‘ทีมการศึกษาไทย’ เราจะไม่นำการศึกษามาเล่นการเมือง ดังนั้น หากเราต้องการ Education for All เราต้องเริ่มจาก All for Education เราจะเริ่มงานนี้ตั้งแต่วันนี้ และเราจะก้าวหน้าไปด้วยกัน ผมเชื่อว่าศธ. มีบุคลากรที่มีความสามารถจำนวนมาก การทำงานที่เป็นระบบแท่ง ต้องปรับเป็นทีมศธ.” นายประเสริฐ กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์


เกี่ยวข้องกัน
5 ภารกิจหลัก กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อก้าวใหม่ของการศึกษาไทย ประกอบด้วย
1. คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก: ลุยโปรเจกต์ “Work Smart” ยุบรวมโครงการซ้ำซ้อน นำเอกสารดิจิทัลมาใช้ลดงานธุรการ และเตรียมนำร่องระบบ “ครัวกลาง” (Cloud Kitchen) ร่วมกับท้องถิ่น เพื่อลดภาระครูจากหน้าที่แม่ครัวและงานจัดซื้อจัดจ้าง
2. รื้อสูตรลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส: ยกเลิกการจัดสรรงบประมาณแบบเท่ากันแต่ไม่เป็นธรรม เปลี่ยนเป็นให้งบฯ “ตามความจำเป็นจริง” พร้อมขับเคลื่อนโครงการ Thailand Zero Dropout และยกระดับทุน ODOS เพื่อรับประกันโอกาสที่เท่าเทียม
3. ยกระดับการเรียนรู้ สู่โลกความจริง: ดันหลักสูตรฐานสมรรถนะและนโยบาย “AI for All” เตรียมพร้อม PISA 2029 พร้อมบูรณาการตั้ง Human Capital Superboard ข้ามกระทรวง (ศธ., อว., แรงงานฯ, พม. และเอกชน) ผลักดันธนาคารหน่วยกิตกลาง และร่วมมือกับองค์กรระดับโลกเพื่อสร้าง Global Citizen
4. โรงเรียนต้องเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างแท้จริง: ถอดแบบศูนย์ AOC ตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ” 24 ชั่วโมง ทำงานเป็นทีมร่วมกับนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย เพื่อปกป้องผู้เรียนและบุคลากรจากความรุนแรง
5. สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่: ให้เป็นธรรมนูญการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศ เพื่อปลดล็อกหลักสูตรที่ไม่ทันสมัย สนับสนุนวิชาชีพครูอย่างเป็นรูปธรรม และคุ้มครองผู้เรียนที่หลากหลายอย่างยั่งยืน
ที่มา ; ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ.
เกี่ยวข้องกัน
สพฐ. ร่วมประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าลดภาระงานครู ดึง AI เสริมทัพ-ดันทุน ODOS 2.0
วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วยนางอรุณี จิรมหาศาล ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธาน พร้อมด้วยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานในสังกัดและองค์กรในกำกับของ ศธ. ข้าราชการการเมือง คณะทำงาน รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ
โอกาสนี้ ที่ประชุมได้มีการหารือถึงการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Win ด้านการศึกษา 5 ด้าน ที่ได้ประกาศไปแล้ว เพื่อเร่งดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ในการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการปฏิบัติให้กับโรงเรียน สถานศึกษา ตลอดจนครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะด้านการลดภาระงานครู ได้มอบหมาย รมช.ศธ. รับผิดชอบประชุมหารือร่วมกับฝ่ายนโยบายและแผนในสังกัด ศธ. เพื่อลดหรือตัดโครงการที่ไม่เกี่ยวกับการสอน เป็นการลดภาระงานของครูที่ไม่เกี่ยวกับการสอนให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการคืนครูสู่ห้องเรียนจริง ๆ
ในประเด็นดังกล่าว รมว.ศธ. ได้มอบแนวทางไว้ 2 เรื่อง คือ
1. ให้ทบทวนและปรับลดโครงการที่มีความซ้ำซ้อนหรือไม่จำเป็น ทั้งงานเอกสาร และโครงการต่าง ๆ ที่สามารถปรับลดขั้นตอนหรือบูรณาการร่วมกันได้ เพื่อลดภาระงานที่ใช้เวลาของครู และเพิ่มเวลาในการดูแลนักเรียนและการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น
2. ปรับปรุงเครื่องมือการทำงาน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้สนับสนุนงานด้านเอกสาร งานรายงาน และงานธุรการ เพื่อลดขั้นตอนการทำงาน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของครูในทุกระดับ
พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าการดำเนินงานจะต้องสามารถวัดผลได้อย่างชัดเจน โดยทุกหน่วยงานต้องรายงานผลความคืบหน้า ทั้งจำนวนโครงการที่ปรับลด จำนวนชิ้นงานที่ลดลง รวมถึงสามารถช่วยลดเวลาการทำงานของครูได้มากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการเพิ่มอัตรากำลัง เพื่อนำตำแหน่งครูที่ว่างของ สพฐ. หรือ สอศ. มาปรับเปลี่ยนเป็นบุคลากรสายสนับสนุน เพื่อจะคืนเวลาให้กับครูได้ทำงานการสอนจริง ๆ
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือในเรื่องของการผลิตกำลังคนสายอาชีพให้ตรงกับความต้องการแรงงาน โดยมีเป้าหมายร่วมมือกับภาคเอกชนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก เช่น ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์, การท่องเที่ยว พร้อมยกระดับฝีมือแรงงานสมรรถนะสูงกว่า 23,658 คน รวมทั้งการดูแลสิทธิเด็กและสุขภาพจิต ให้มีความปลอดภัย พร้อมจัดระบบดูแลผ่านระบบออนไลน์ และในส่วนของ ODOS - ทุน 1 อำเภอ 1 ทุน จะดำเนินการตั้งแต่กระบวนการค้นหาผู้มีศักยภาพจากทุกอำเภอ ประเมินศักยภาพ คัดเลือก การเตรียมความพร้อม จนถึงการส่งต่อเพื่อรับทุน ODOS 2.0 เพื่อสร้าง "คนเก่ง เพื่ออนาคตไทย" เช่นเดียวกับเรื่องของหลักสูตรและการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีเป้าหมายทั้งการพัฒนาหลักสูตรและปรับกระบวนการเรียนให้ทันสมัยและเข้าถึงง่ายสำหรับคนทุกวัย เน้นทักษะแห่งอนาคต พัฒนา Soft Power และทักษะดิจิทัล จัดระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) รองรับการสะสมผลการเรียนและให้ใบรับรองแบบดิจิทัล และที่สำคัญคือ การพัฒนาห้องสมุดประชาชนและ E-book ให้เป็น Smart Library ให้เรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา
ที่มา ; ประชาสัมพันธ์ สพฐ.
สรุปสาระสำคัญ
กางนโยบาย รมว.ศึกษาธิการ "ประเสริฐ จันทรรวงทอง" ในการประชุมมอบนโยบายแก่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ
"ปฏิรูปการศึกษา เพื่ออนาคตประเทศ" "All for Education"
ภายใต้ 5 นโยบายสำคัญในการขับเคลื่อน
พร้อมได้วาง Roadmap "ปฏิรูปการศึกษาไทย ปี 2026-2030 "
และเชิญชวนข้าราชการ พนักงาน บุคลากร และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษา ภายใต้แนวคิด "All for Education" ทั้งนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพราะทุกคนคือทีมเดียวกัน
นโยบาย “คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” ควรดำเนินการข้อใดจึงสอดคล้องมากที่สุด
ก. เพิ่มชั่วโมงสอนของครูให้มากขึ้น
ข. ลดภาระงานธุรการและใช้ระบบดิจิทัลช่วยงาน
ค. เพิ่มการประเมินผลงานครูจากเอกสาร
ง. ให้ครูรับผิดชอบโครงการพิเศษเพิ่ม
เฉลย: ข
เหตุผล: นโยบายมุ่งลดภาระงานที่ไม่ใช่การสอน โดยใช้เทคโนโลยีช่วย เพื่อให้ครูมีเวลาโฟกัสผู้เรียนมากขึ้น
หากโรงเรียนต้องการลดความเหลื่อมล้ำตามนโยบายใหม่ ควรดำเนินการอย่างไร
ก. จัดสรรงบประมาณเท่ากันทุกโรงเรียน
ข. เน้นสนับสนุนโรงเรียนขนาดใหญ่
ค. จัดสรรงบตามความจำเป็นของบริบทพื้นที่
ง. ลดงบประมาณโรงเรียนในชนบท
เฉลย: ค
เหตุผล: แนวคิดใหม่คือ “งบตามความจำเป็น” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่จัดเท่ากัน
โครงการ Thailand Zero Dropout มีเป้าหมายหลักคืออะไร
ก. เพิ่มจำนวนนักเรียนเก่ง
ข. ลดจำนวนครูในระบบ
ค. ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์
ง. เพิ่มการแข่งขันทางการศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งแก้ปัญหาเด็กหลุดระบบ ให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษา
การเปลี่ยนสู่ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” สะท้อนการเปลี่ยนแปลงใด
ก. เน้นท่องจำเนื้อหา
ข. เน้นการสอบแข่งขัน
ค. เน้นการคิดวิเคราะห์และการใช้จริง
ง. เน้นการเรียนออนไลน์เท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: หลักสูตรฐานสมรรถนะเน้นทักษะการคิดและการนำไปใช้ในชีวิตจริง
การนำ AI มาใช้ในระบบการศึกษา ควรดำเนินการในลักษณะใด
ก. ใช้แทนครูทั้งหมด
ข. ใช้เป็นเครื่องมือช่วยอย่างมีวิจารณญาณ
ค. จำกัดเฉพาะนักเรียนเก่ง
ง. ใช้เฉพาะงานธุรการเท่านั้น
เฉลย: ข
เหตุผล: นโยบายเน้น “AI อย่างมีวิจารณญาณ” เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่แทนครู
“โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย” ครอบคลุมมิติใดบ้าง
ก. เฉพาะด้านอาคารสถานที่
ข. เฉพาะด้านจิตใจ
ค. ด้านร่างกายและจิตใจ
ง. เฉพาะด้านกฎหมาย
เฉลย: ค
เหตุผล: ครอบคลุมทั้งความปลอดภัยทางกายภาพและจิตใจของผู้เรียน
ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ (AOC) มีบทบาทสำคัญอย่างไร
ก. ตรวจสอบผลการเรียน
ข. รับสมัครนักเรียน
ค. ปกป้องสิทธิและดูแลความปลอดภัย 24 ชั่วโมง
ง. จัดทำหลักสูตรใหม่
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นศูนย์ดูแลความปลอดภัยและสิทธิของนักเรียนและบุคลากร
หากผู้บริหารต้องการสอดคล้องนโยบายใหม่ ควรปรับเกณฑ์ประเมินอย่างไร
ก. เน้นจำนวนรางวัลของโรงเรียน
ข. เน้นเอกสารและรายงาน
ค. เน้นผลลัพธ์ของผู้เรียน
ง. เน้นความพึงพอใจของครู
เฉลย: ค
เหตุผล: นโยบายเน้น “ผลลัพธ์ผู้เรียน” มากกว่าการสะสมผลงาน
Roadmap ปี 2028 มีลักษณะเด่นข้อใด
ก. เริ่มต้นนโยบายใหม่ทั้งหมด
ข. ขยายผลทั่วประเทศ
ค. เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านและยกระดับครู
ง. ยกเลิกการใช้เทคโนโลยี
เฉลย: ค
เหตุผล: ปี 2028 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน เตรียมพร้อมครูและระบบรองรับหลักสูตรใหม่
แนวคิด “All for Education” สื่อความหมายสำคัญที่สุดคืออะไร
ก. การศึกษาเป็นหน้าที่ของครูเท่านั้น
ข. ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันพัฒนาการศึกษา
ค. เน้นการแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ง. ให้เอกชนดูแลการศึกษา
เฉลย: ข
เหตุผล: แนวคิดนี้เน้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน