
เพราะไม่มีเด็กคนไหนที่เหมือนกัน 4 วิธีที่ครูทำได้ ปรับการเรียนการสอนให้เข้ากับความแตกต่างหลากหลาย (Differentiated INSTRUCTION)
เมื่อห้องเรียนของเรามีนักเรียนที่มีความแตกต่างหลากหลาย บางคนเรียนรู้ได้เร็ว ครูชี้แนะเพียงนิดเดียว เด็กก็เข้าใจสามารถไปต่อเองได้ แต่บางคนกลับเรียนรู้ช้ากว่าเพื่อน (Slow learner) เช่น เด็กอาจจะไม่สนใจการเรียนเอง, เด็กมีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD), เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา ซึ่งแม้ครูจะจัดการเรียนรู้แบบที่เด็กส่วนใหญ่เข้าใจแล้ว แต่ก็ไม่สามารถทำให้เด็กเหล่านี้เข้าใจบทเรียนได้
คำว่า One size fits all สำหรับคนเป็นครูจึงไม่มีจริง เพราะไม่มีวิธีการสอนแบบไหน ที่เหมาะกับเด็กทุกคน งานของครูจึงต้องปรับการจัดการเรียนรู้ให้เข้ากับความแตกต่างหลากหลายของเด็กๆ เพื่อช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น โดยครูสามารถปรับ 4 เรื่องเหล่านี้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในห้องเรียน
เนื้อหา ครูต้องกลับมาดูเนื้อหาที่สอนว่า ต้องการให้เด็กรู้อะไรในชั่วโมงนี้ เรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง อาจตัดออกไปก่อน เช่น เรียนประวัติศาสตร์ ที่เด็กของเราเรียนช้าอาจเป็นเพราะอ่านหนังสือไม่คล่อง วิธีที่ครูช่วยเหลือเขาได้คือ ปรับคำศัพท์ที่ยากเกินไป ให้เข้าใจง่ายขึ้น โดยทั่วไปแล้ว เด็กที่เรียนรู้ช้าทุกคนจะมีข้อมูลอยู่ในหัว แต่ข้อมูลจะไม่ได้ถูกจัดเรียงเป็นระเบียบ เป็นเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ ยิ่งหากเด็กคนนั้นมีรูปแบบการเรียนรู้ด้านเดียว เช่น เด็กที่เรียนรู้ด้วยการมองเห็น (Visual learner) จะจดจำได้ดีกว่าเมื่อเห็นเป็นภาพ กรณีนี้ครูสามารถใช้ Graphic organizer, Mind map, Timeline, Venn diagram มาช่วยในการจัดลำดับความคิด ลำดับช่วงเวลาได้ เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยจัดระเบียบความคิดพวกเขา ซึ่งไม่เพียงใช้กับการปรับเนื้อหาเพียงอย่างเดียว แต่ยังใช้กับการปรับกระบวนการเรียนรู้ และผลงานของเด็กได้อีกด้วย
กระบวนการ ในบางวิชา เช่น ประวัติศาสตร์ ครูอาจเปลี่ยนรูปแบบการสอนมาให้เด็กแสดงบทบาทสมมติ (Role play) หรือใช้หนัง วิดีโอ มาเป็นสื่อการสอนเแทนการบรรยายอย่างเดียว ที่อาจทำให้เด็กเบื่อและหลับไปก่อนได้ ในวิชาภาษาอังกฤษสำหรับเด็กเล็กที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก อาจลองใช้เทคนิคเชื่อมโยงตัวอักษรเข้ากับเสียงและท่าทาง เช่น A- Alligator B-Bear C-Cat เมื่อไรก็ตามที่เด็กติดขัดตรงตัวอักษรไหน ให้ครูช่วยไกด์ เด็กจะจดจำเสียงและท่าทางที่เชื่อมโยงกับตัวอักษรเหล่านั้นได้ เป็นการเพิ่มช่องทางในการเรียนรู้ หรือบางวิชา ครูจะเตรียมไฟล์เสียง ส่งให้เด็กฟังล่วงหน้าก่อนเข้าเรียนก็ได้ เด็กจะเข้าใจได้ดีขึ้น ถึงแม้จะยังอ่านในห้องเรียนไม่ทันเพื่อนก็ตาม
ผลงาน ถ้าวัตถุประสงค์ของชิ้นงานคือ การถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เด็กมีออกมา จึงอาจไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่เด็กทุกคนต้องส่งชิ้นงานในรูปแบบเดียวกัน เด็กบางคนขี้อายแม้ว่าเขาจะมีความรู้มากมาย แต่เมื่อใดที่เขาต้องออกมาพูดหน้าชั้น เด็กจะกังวลกับสิ่งที่ต้องพูด และสื่อสารออกมาได้ไม่ได้ จนบางครั้งทำให้ครูเข้าใจว่าเขายังไม่มีความรู้ และอาจส่งผลถึงการประเมินที่ทำให้ได้คะแนนน้อยลง เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ครูอาจให้เด็กส่งผลงานด้วยวิธีที่เขาถนัดมากกว่าแทน ให้เขาใช้ความสนใจส่วนตัวมาเป็นชิ้นงาน เช่น อัดวิดีโอตัวเอง แต่งเพลง แต่งกลอน แทนการเขียนยาวๆ เพื่อแสดงความรู้ ความเข้าใจในบทเรียนนั้นๆ
สิ่งแวดล้อม จะเป็นพื้นที่จริงๆ ที่ใช้ในการเรียนรู้ พื้นที่ในเชิงกายภาพ หรือหมายถึง Mood & Tone ของห้องเรียนก็ได้
• ถ้าเรารู้ว่าเด็กสมาธิสั้น ไม่ควรให้เขานั่งข้างประตู หน้าต่าง เพราะสิ่งแวดล้อมข้างนอกจะดึงความสนใจเด็กได้มากกว่าในชั้นเรียน
•อนุญาตให้เด็กยืนเรียนได้ เดินได้ ขยับเขยื้อนไปมาบ้าง เด็กบางคนชอบนั่งเขย่าขา เพราะตื่นเต้นหรือเบื่อ
• ลองปรับรูปแบบการจัดโต๊ะ ไม่ต้องนั่งเรียงเป็นแถวอย่างเดียว เรียงโต๊ะเป็นตัว U บ้าง ให้ครูเข้าถึงเด็กได้ทุกคน เอาโต๊ะออกบ้าง หรือจะจัดโต๊ะเป็นกลุ่ม 4 คน ที่สามารถปรับเป็นฐานกิจกรรมได้ด้วย
• เพิ่มมุมสงบเล็กๆ ในห้องเรียน ซึ่งห้องเรียนไทยเราไม่ค่อยพบเท่าไร แต่พบได้มากในห้องเรียนต่างประเทศ

ไม่ว่าครูจะเลือกปรับด้านไหนก็ตามใน 4 องค์ประกอบนี้ ยังมีอีก 3 องค์ประกอบจากเด็กที่ครูต้องพิจารณาร่วมด้วย คือ
ความพร้อม เด็กแต่ละคนมีความพร้อมไม่เท่ากัน ครูต้องรู้ว่าเด็กของเรามีความพร้อมแค่ไหน ถ้าจะปรับต้องปรับให้เข้ากับความพร้อมของเขา
ความสนใจ เด็กบางคนมีความสนใจพิเศษที่ครูนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ เช่น เด็กชอบม้า เมื่อครูสอนบวกลบคูณหาร ก็ใช้ม้าเป็นตัวการ์ตูนได้
ข้อมูลคุณลักษณะเฉพาะ สไตล์การเรียนรู้เขาเป็นอย่างไร ภูมิหลังครอบครัวเขาเป็นอย่างไร
แม้ครูอาจจะต้องปรับการเรียนการสอนมากสักหน่อย เหนื่อยหน่อยกับความหลากหลายของเด็กๆ แต่ผลลัพธ์มักคุ้มค่าเสมอ ยิ่งครูรู้จักเด็กของตัวเองมากเท่าไร ครูจะยิ่งเห็นโอกาสเล็กๆ มากมายที่ซ่อนอยู่ในการปรับการเรียนการสอนของตน เพื่อตอบสนองต่อความหลากหลายของพวกเขา ผลลัพธ์ที่น่าภูมิใจ คือได้เห็นแววตาและการเรียนรู้ที่มีความสุขของลูกศิษย์เรา ที่สำคัญครูยังสอนเก่งขึ้นทุกๆ คาบเรียนอีกด้วย
ผศ.ดร.ธิดา ทับพันธุ์ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
ที่มา ; EDUCA
บทความกล่าวถึงแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบ “Differentiated Instruction” ซึ่งเน้นว่าผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทั้งด้านความสามารถ ความเร็วในการเรียนรู้ และความพร้อม เช่น นักเรียนเรียนรู้เร็ว นักเรียนเรียนช้า นักเรียนที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) หรือบกพร่องทางสติปัญญา ดังนั้นแนวคิด “One size fits all” ไม่สามารถใช้ได้จริงในห้องเรียน ครูจึงต้องปรับการสอนให้เหมาะสมกับผู้เรียนเป็นรายบุคคล โดยปรับได้ 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) เนื้อหา โดยเลือกเฉพาะสาระสำคัญและปรับภาษาให้ง่าย ใช้เครื่องมือช่วยจัดระบบความคิด เช่น Mind map หรือ Timeline 2) กระบวนการเรียนรู้ โดยใช้วิธีหลากหลาย เช่น Role play วิดีโอ หรือเสียงช่วยสอน 3) ผลงาน โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงความรู้ในรูปแบบที่ถนัด เช่น วิดีโอ เพลง หรือการพูด 4) สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ เช่น การจัดที่นั่ง มุมสงบ หรืออนุญาตให้เคลื่อนไหวได้ นอกจากนี้ ครูต้องคำนึงถึงความพร้อม ความสนใจ และข้อมูลเฉพาะของผู้เรียน การปรับการสอนอาจเพิ่มภาระงานครู แต่ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีขึ้น มีความสุข และทำให้ครูพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
แนวคิดหลักของบทความนี้คือข้อใด
ก. การใช้เทคโนโลยีในการสอน
ข. การสอนแบบมาตรฐานเดียวกันทั้งห้อง
ค. การจัดการเรียนรู้แบบยืดหยุ่นตามผู้เรียน
ง. การสอบวัดผลแบบมาตรฐาน
เฉลย: ค
เหตุผล: เนื้อหามุ่งเน้น Differentiated Instruction ที่ปรับตามความแตกต่างผู้เรียน
เหตุใด “One size fits all” จึงไม่เหมาะกับการสอน
ก. เพราะครูไม่มีเวลา
ข. เพราะนักเรียนมีความแตกต่างกัน
ค. เพราะหลักสูตรไม่ชัดเจน
ง. เพราะไม่มีสื่อการสอน
เฉลย: ข
เหตุผล: ผู้เรียนมีความสามารถและความต้องการต่างกัน
การปรับ “เนื้อหา” ในการสอนที่เหมาะสมคือข้อใด
ก. เพิ่มเนื้อหาให้มากขึ้น
ข. ใช้คำศัพท์ยากขึ้น
ค. ตัดเนื้อหาที่ไม่จำเป็นและทำให้ง่ายขึ้น
ง. ให้เด็กอ่านเองทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นสาระสำคัญและลดความซับซ้อน
เครื่องมือใดช่วยจัดระบบความคิดของผู้เรียนได้ดีที่สุด
ก. แบบทดสอบ
ข. Mind map
ค. กระดานดำ
ง. ใบงานยาว
เฉลย: ข
เหตุผล: Mind map ช่วยจัดโครงสร้างความคิด
การใช้ Role play ในการสอนเหมาะกับการปรับด้านใด
ก. เนื้อหา
ข. กระบวนการ
ค. ผลงาน
ง. การประเมิน
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นการปรับวิธีการเรียนรู้
การเปิดให้เด็กส่งงานเป็นวิดีโอหรือเพลง เป็นการปรับด้านใด
ก. เนื้อหา
ข. กระบวนการ
ค. ผลงาน
ง. สิ่งแวดล้อม
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นการเปลี่ยนรูปแบบชิ้นงาน
ข้อใดเป็นการจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะกับผู้เรียนสมาธิสั้น
ก. นั่งใกล้หน้าต่าง
ข. นั่งหลังห้อง
ค. จัดโต๊ะแถวเดียว
ง. จัดที่นั่งห่างสิ่งรบกวน
เฉลย: ง
เหตุผล: ลดสิ่งรบกวนสมาธิ
ปัจจัยใดที่ครูต้องพิจารณาร่วมกับการสอน
ก. สีของห้องเรียน
ข. ความพร้อม ความสนใจ และข้อมูลผู้เรียน
ค. จำนวนครู
ง. เวลาเรียนเท่านั้น
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นองค์ประกอบสำคัญของผู้เรียนรายบุคคล
การใช้ความสนใจของเด็กมาเชื่อมกับบทเรียนมีประโยชน์อย่างไร
ก. ทำให้สอนเร็วขึ้น
ข. ทำให้เด็กแข่งขันกัน
ค. เพิ่มแรงจูงใจในการเรียน
ง. ลดภาระครู
เฉลย: ค
เหตุผล: ความสนใจช่วยเพิ่มแรงจูงใจ
ผลลัพธ์สำคัญที่สุดของการจัดการเรียนรู้แบบยืดหยุ่นคือข้อใด
ก. คะแนนสอบสูงขึ้น
ข. ครูทำงานน้อยลง
ค. นักเรียนเรียนรู้มีความสุขและเข้าใจมากขึ้น
ง. ใช้สื่อมากขึ้น
เฉลย: ค
เหตุผล: เป้าหมายคือการเรียนรู้ที่มีความหมายและมีความสุข