สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ให้ออกราชการกรณีครูดนตรีอนาจารเด็กชาย

กรณีครูสอนวิชาดนตรีโรงเรียนมัธยมศึกษาชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ได้มีเรื่องร้องเรียนถึงพฤติกรรมอนาจารนักเรียนชายในโรงเรียน

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ตนทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้สั่งการให้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร (กทม.) เขต 2 ต้นสังกัด ให้ครูรายดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นวินัยรายแรง ซึ่งจะปล่อยไว้ไม่ได้ ถือเป็นนโยบายสำคัญที่สั่งการไว้ ว่า หากมีกรณีที่ครูกระทำต่อเด็ก ให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาด 

เรื่องนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอที่มีการบันทึกไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นขอให้ สพม.กทม.เขต 2 ไปขอหลักฐานจากสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาที่จะให้ออกจากราชการไว้ก่อน และเพื่อประกอบสำนวนการสอบสวนทางวินัย โดยในช่วงบ่ายของวันนี้ผมจะลงพื้นที่ ไปโรงเรียนดังกล่าว เพื่อตรวจสอบข้อมูลด้วยตัวเอง” ว่าที่ร้อยตรีธนุกล่าว 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 26 มิถุนายน 2567

เกี่ยวข้องกัน

เปิดพฤติการณ์ ‘ครู’ ร.ร.ดัง ขืนใจ ด.ช. ในห้องดนตรีไทย พบถ่ายรูปไว้ ละเมิดมากกว่าร้อยครั้ง

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน เพจสายไหมต้องรอด ได้โพสต์ข้อความระบุว่า วานนี้ 25 มิถุนายน เพจสายไหมต้องรอด ได้พามารดาของนักเรียนชั้น ม.3 แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับอาจารย์ในโรงเรียน 

พ.ต.อ.ภูมิยศ เหล็กกล้า รอง ผบก.น.5, พ.ต.อ.พันษา อมราพิทักษ์ ผกก.สน.ทองหล่อ, พ.ต.อ.ธนาวุฒิ สงวนสุข ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.น.5, พ.ต.ท.หญิง สุพรรณา ต้นตระกูลรัตน์ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.ทองหล่อ และ ร.ต.ท.อันนุวา อิสอ รอง สว.(สอบสวน) สน.ทองหล่อ จึงได้ร่วมกันถามปากคำนางรุจิรา มารดาของผู้เสียหาย สรุปได้ความว่า 

เมื่อประมาณปลายเดือน พ.ค.2566 ขณะที่ ด.ช.ผู้เสียหาย มีอายุได้เพียง 14 ปี กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยมีผู้ต้องหาเป็นอาจารประจำชั้น ได้ถูกผู้ต้องหาเรียกตัวไปที่ห้องดนตรีไทยของโรงเรียน และบังคับให้ใช้ปากอมอวัยวะเพศของผู้ต้องหา 

หลังจากนั้นผู้เสียหายก็ถูกผู้ต้องหาเรียกตัวไปบังคับให้กระทำการดังกล่าว “ทุกวัน” ที่โรงเรียนเปิดเรียน รวมทั้งในช่วงที่ปิดภาคเรียนที่ผู้เสียหายต้องไปซ้อมดนตรีไทยกับผู้ต้องหา 

โดยการกระทำของผู้ต้องหามีทั้งการให้ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศให้กับผู้ต้องหา และผู้ต้องหาอมอวัยวะเพศให้ผู้เสียหาย รวมประมาณ 103 ครั้ง นอกจากนี้ผู้ต้องหายังมีการใช้อวัยวะเพศของตน สอดใส่เข้าไปในรูทวารของผู้เสียหาย จำนวน 2 ครั้ง ในช่วงเดือน ต.ค.2566 และ ก.พ.2567 ขณะยังมีอายุ 14 ปีเศษ เมื่อผู้เสียหายมีอายุครบ 15 ปี ก็ยังถูกกระทำการดังกล่าว จนถึงวันที่ 24 พ.ค.2567 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่ถูกข่มขืนกระทำชำเรา รวมแล้วประมาณ 105 ครั้ง 

ผู้เสียหายเริ่มปฏิเสธไม่ยอมไปพบกับผู้ต้องหา ในวันที่ 20 มิ.ย.2567 เวลากลางวัน จึงถูกผู้ต้องหาทำร้ายร่างกายโดยการเตะมาที่ตัวของผู้เสียหาย 1 ครั้ง ผู้เสียหายจึงได้นำเรื่องทั้งหมดมาเล่าให้มารดาฟัง และไปขอความช่วยเหลือจาก #เพจสายไหมต้องรอด 

การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐาน กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม, ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้อื่นนั้นไม่สามารถขัดขืนได้, กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม, กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยเป็นการกระทำต่อศิษย์ที่อยู่ในความดูแล, ปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามาดรา ผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร และพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากบิดามารดาและผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร พรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร, พาบุคคลอายุเกิน 15 แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจารแม้ผู้นั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม, ใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น 

พ.ต.อ.ภูมิยศ เหล็กกล้า รอง ผบก.น.5 จึงได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวน ไปเชิญตัวผู้ต้องหามา พร้อมทั้งตรวจสอบโทรศัพท์ ผลตรวจสอบโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง และแฟลชไดรฟ์ จำนวน 1 อันที่อยู่ในความครอบครองของผู้ต้องหา พบภาพลามกอนาจารระหว่างผู้ต้องหากับผู้เสียหาย และภาพลามกอนาจารของบุคคลอื่นอีกจำนวนมาก จึงได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 26 มิถุนายน 2567

เกี่ยวข้องกัน

ส่อบานปลาย! เพจดังแฉ ร.ร. ปกป้องครูหื่น เสนอจ่ายเงินให้เป็นครูต่อ ศิษย์เก่าไม่ทน นัดรวมตัวประท้วง 

จากกรณี แม่พาเด็กชาย ร้องเรียน เพจสายไหมต้องรอด ให้ดำเนินคดีกับอาจารย์ในโรงเรียน หลังจากที่ผู้เสียหาย ที่มีอายุได้เพียง 14 ปี กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยมีผู้ต้องหาเป็นอาจารประจำชั้น ได้ถูกผู้ต้องหาเรียกตัวไปที่ห้องดนตรีไทยของโรงเรียน และบังคับให้ใช้ปากอมอวัยวะเพศของผู้ต้องหา 

หลังจากนั้นผู้เสียหายก็ถูกผู้ต้องหาเรียกตัวไปบังคับให้กระทำการดังกล่าว ทุกวัน” ที่โรงเรียนเปิดเรียน รวมทั้งในช่วงที่ปิดภาคเรียนที่ผู้เสียหายต้องไปซ้อมดนตรีไทยกับผู้ต้องหา 

โดยการกระทำของผู้ต้องหามีทั้งการให้ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศให้กับผู้ต้องหา และผู้ต้องหาอมอวัยวะเพศให้ผู้เสียหาย รวมประมาณ 103 ครั้ง นอกจากนี้ผู้ต้องหายังมีการใช้อวัยวะเพศของตน สอดใส่เข้าไปในรูทวารของผู้เสียหาย จำนวน 2 ครั้ง ในช่วงเดือน ต.ค.2566 และ ก.พ.2567 ขณะยังมีอายุ 14 ปีเศษ เมื่อผู้เสียหายมีอายุครบ 15 ปี ก็ยังถูกกระทำการดังกล่าว จนถึงวันที่ 24 พ.ค.2567 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่ถูกข่มขืนกระทำชำเรา รวมแล้วประมาณ 105 ครั้ง 

เมื่อ ตร.สน.ทองหล่อ จับกุมครูรายดังกล่าวได้ พบว่า โทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง และแฟลชไดรฟ์ จำนวน 1 อันที่อยู่ในความครอบครองของผู้ต้องหา พบภาพลามกอนาจารระหว่างผู้ต้องหากับผู้เสียหาย และภาพลามกอนาจารของบุคคลอื่นอีกจำนวนมาก 

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ “อีซ้อขยี้ข่าว3โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า

บานปลาย…ศิษย์เก่าโรงเรียนแห่งนี้ นัดรวมตัวที่หน้าโรงเรียเรียกร้องให้ ผอ.คนปัจจุบันออกมาแสดงความรับผิดชอบกับเรื่องนี้อย่างจริงใจ (อีก 1 ชั่วโมงมีการพาครูดนตรีไปชี้จุดทำแผน)

 

ทางเพจแฉต่อว่า “ข้อเสนอแรก โรงเรียน คิดได้ไง? ครูชายทำอนาจารลูกศิษย์มาหลายคนและถ่ายคลิป เหตุการณ์เกิดในห้องน้ำของโรงเรียน, ห้องดนตรีไทย ทางโรงเรียนยังกล้ายื่นข้อเสนอแบบนี้ต่อผู้ปกครองอีกเนี๊ยะนะ…” 

พร้อมกับแนบแชตไลน์ ข้อเสนอที่โรงเรียนแจงมาให้ผู้เสียหายตัดสินใจ ซึ่งมี 2 กรณี คือ

1.ไกล่เกลี่ย โดยครูจะชดใช้ค่าทำขวัญให้นักเรียนตามที่ตกลง และให้ครูเป็นครูต่อ 

2. ผู้ปกครองแจ้งความกับตร. ส่วนของโรงเรียน ดำเนินเรื่องวินัยร้ายแรง โทษให้ออกจากราชการ

พร้อมกับขอให้ผู้ปกครองปรึกษาแล้วรีบให้คำตอบ เพื่อนักคุยกันอีกครั้ง 

ที่มา ; มติชนออนไลน์

เกี่ยวข้องกัน

คุรุสภาสั่งฟัน ‘ครูสอนดนตรีหื่น’ พักใช้ตั๋วครู เอาผิดขั้นเด็ดขาดไม่มีลดโทษ 

จากกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนว่า ครูสอนวิชาดนตรีโรงเรียนดัง ย่านเอกมัย กรุงเทพมหานคร กระทำอนาจารนักเรียนชาย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบหลักฐานคลิปอนาจารเด็กในโทรศัพท์มือถือของครูเป็นจำนวนมาก และพนักงานสอบสวนแจ้งความผิด 4 ข้อหา ฐานความผิดพรากผู้เยาว์, กระทำอนาจารเด็ก, ทำร้ายร่างกาย และมีสื่อลามกอนาจารเด็กไว้ในความครอบครอง พร้อมกับนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ โดยจะมีการนำตัวส่งศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป นั้น 

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ในการดำเนินการของคุรุสภา ได้ติดตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนและตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลของผู้กระทำผิด ปรากฏข้อมูลว่า ผู้กระทำผิดรับราชการครู วิทยฐานะครูชำนาญการ ในโรงเรียนย่านเอกมัย กรุงเทพมหานคร มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ออกให้วันที่ 29 มี.ค. 2564 หมดอายุวันที่ 28 มี.ค. 2569 ซึ่งจากกรณีที่เกิดขึ้นนั้นได้สั่งการให้สำนักจรรยาบรรณวิชาชีพและนิติการ ดำเนินการเอาผิดทางด้านจรรยาบรรณของวิชาชีพทันที โดยจะเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวน และจากข้อมูลล่าสุดที่หน่วยงานต้นสังกัดได้ดำเนินการด้านวินัยให้ครูรายดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ดังนั้น คุรุสภาก็จะเสนอให้ กมว.พิจารณาพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพไว้ก่อนโดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน และหากผลตัดสินว่า มีความผิดจริงก็จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดด้วยการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของครูผู้กระทำผิดทันที 

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นหากพบว่ามีการล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนจริง ถือว่าเป็นการกระทำผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างร้ายแรงที่ไม่สมควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง ซึ่งคุรุสภาจะดำเนินการเอาผิดขั้นเด็ดขาดโดยไม่มีการลดโทษให้อย่างแน่นอน และขอย้ำเตือนไปยัง ผู้บริหารสถานศึกษา ครู รวมถึงบุคลากรทางการศึกษาทุกคน ต้องควบคุม ดูแล มิให้ใครก็ตามมีพฤติการณ์เช่นนี้ และขอฝากถึงครูทุกคนให้มีความรัก มีความเมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริมให้กำลังใจแก่ศิษย์ และจะต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคม ของศิษย์” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว 

คุรุสภา สั่งฟันครูสอนดนตรีโรงเรียนดัง ล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนชาย ม.3 หากผิดจริงดำเนินการขั้นเด็ดขาดยึด "ตั๋วครู" ไม่มีลดโทษ 

ที่มา ; เดลินิวส์ 27 มิถุนายน 2567

เกี่ยวข้องกัน

สิริพงศ์’ เผย ศธ. เอาจริง! ครูทำอนาจาร นักเรียน ย้ำรร.ต้องรีบจัดการ ห้ามปกปิด สืบสวนเสร็จภายใน 7วัน 

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า สถานการณ์ช่วงนี้กำลังเข้าสู่กลางภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา 2567 ซึ่งในโลกออนไลน์เราจะเห็นข่าวที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับความปลอดภัยออกมาเรื่อย ๆ ปัญหาความรุนแรง การอนาจาร ล่วงละเมิด ไม่ว่าจะเป็นระหว่างครูกับเด็ก เด็กด้วยกัน หรือแม้กระทั่งคู่กรณีเป็นบุคคลภายนอก ทำให้สังคมตั้งคำถามว่าโรงเรียนยังเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับลูกหลานของเราอยู่หรือไม่ 

ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายที่ชัดเจนว่าสถานศึกษาจะต้องเป็นสถานที่ที่มีความปลอดภัยของเด็กนักเรียน ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ก็ตามที่กระทบกับเด็ก ศธ.จะไม่ยอมเด็ดขาด โดยเฉพาะเรื่องครูกระทำอนาจารลูกศิษย์ของตัวเองแบบนี้ยิ่งไม่ควรเกิดขึ้น จึงได้กำชับให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ติดตามตรวจสอบกรณีเกี่ยวกับการทำอนาจารกับเด็กอย่างเข้มข้น 

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อเกิดเหตุคือ โรงเรียนต้องเข้าไปจัดการกับต้นตอของปัญหา และคลี่คลายสถานการณ์ให้เรียบร้อยทันที ภายใต้มาตรการเผชิญเหตุที่ ศธ.กำหนด แล้วรายงานผลการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ห้ามปกปิดข่าว หากตรวจสอบพบว่าโรงเรียนจงใจไม่รายงานเหตุให้ สพท. ทราบ ผู้อำนวยการโรงเรียนจะถือว่ามีความผิดและต้องได้รับโทษทางปกครองด้วย จากนั้น สพท.จะตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง และย้ายผู้ถูกกล่าวหาออกจากพื้นที่ไปก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน และทำให้การสืบสวนฯ เป็นไปอย่างยุติธรรม โดยการสืบสวนฯ จะต้องทำให้เสร็จภายใน 7 วัน 

ทั้งนี้ ระหว่างที่คณะกรรมการสืบสวนฯ กำลังดำเนินงานอยู่ ในกรณีที่เป็นการทำอนาจารต่อเด็ก สามารถพักราชการผู้ก่อเหตุไว้ก่อนได้ เนื่องจากเป็นเหตุร้ายแรงที่ ศธ. ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด สำหรับผลการสืบสวนฯ หากมีมูลความผิดจริงก็จะเข้าสู่กระบวนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง และลงโทษทั้งทางอาญา ทางวินัยราชการ ซึ่งโทษสูงสุดคือไล่ออกจากราชการ 

ในฐานะผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ขอให้ความมั่นใจกับผู้ปกครอง ครู นักเรียน และประชาชน ว่า ศธ. ไม่ยอมรับความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมทั้งการกระทำคุกคามอนาจารต่อเด็ก ซึ่งจะมีการลงโทษผู้กระทำผิดตามระเบียบและข้อกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลากรทางการศึกษา หรือบุคคลภายนอกโดยไม่ละเว้น พร้อมทั้งยืนยันให้ความช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟูเด็กที่ได้รับผลกระทบ คุ้มครองสิทธิของเด็ก และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม เพื่อให้เด็กทุกคนอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย อบอุ่น และเอื้อต่อการเรียนรู้” นายสิริพงศ์ กล่าว 

นอกจากการลงโทษผู้กระทำผิดทางกฎหมายและวินัยราชการแล้ว สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา โดยสำนักจรรยาบรรณวิชาชีพและนิติการ จะดำเนินการเอาผิดทางด้านจรรยาบรรณของวิชาชีพด้วย ซึ่งหากหน่วยงานต้นสังกัดมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และให้ออกจากราชการไว้ก่อนและพักราชการ คุรุสภาก็จะเสนอพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพไว้ก่อนตลอดระยะเวลาการสอบสวนด้วย และหากผลตัดสินว่ามีความผิดจริงตามข้อกล่าวหาก็จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดด้วยการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของผู้กระทำผิดทันที 

ศธ. ขอให้คำมั่นว่า สถานศึกษาทุกแห่งจะต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กนักเรียน หากมีครูหรือผู้บริหารสถานศึกษา กระทำผิดจรรยาบรรณ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการทำอนาจารเด็กนักเรียน จะต้องถูกดำเนินการเอาผิดขั้นเด็ดขาดโดยเร็วที่สุด และขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาทุกแห่งเคร่งครัดกับการป้องกันการประพฤติผิดในสถานศึกษา ส่งเสริมให้กำลังใจแก่ศิษย์ สอดส่องดูแล เอาใจใส่เด็กนักเรียนในสังกัดให้มากขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข 

ที่มา ; ไทยดพสต์ กรกฎาคม 2567