
ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เป็นปัญหาที่ได้รับการกล่าวถึงมาทุกยุคทุกสมัย และยังยากที่จะขจัดให้หมดไปจากวงการศึกษาไทยได้ โดยข้อมูลล่าสุดที่ ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้นำมากล่าวในกิจกรรมเสวนาวิชาการ “การศึกษาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยศาสตร์แบบบูรณาการ” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมาโดย สมาคมพฤติกรรมศาสตร์ ร่วมกับ กสศ. ระบุว่า
“ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีหลายมิติ เช่น ด้านโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ซึ่งปัจจัยส่วนใหญ่มาจากพื้นฐานเศรษฐฐานะ อาจจะมาจากครอบครัวยากจน มีปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม รวมทั้งความพิการ เป็นต้น หรือในด้านของความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ สำหรับผู้ที่ได้เข้าถึงการศึกษาแล้ว”
“แม้ว่าตอนนี้ ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้เท่าๆ กัน แต่ว่าเราอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าทำไมคุณภาพการศึกษาถึงมีความแตกต่างกัน โรงเรียนในเมืองกับชนบทอาจพูดถึงทรัพยากรที่แตกต่างกัน แม้แต่ในเมืองเหมือนกันก็ยังมีความต่างระหว่างโรงเรียนรัฐกับเอกชน หรือกระทั่งในโรงเรียนรัฐเอง บางแห่งมีความพร้อมมาก แต่บางแห่งไม่มีความพร้อมเลย คุณภาพครูก็มีความแตกต่างกัน”
“ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ความแตกต่างทางด้านทรัพยากรทางการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่มีการพูดถึงกันค่อนข้างมาก ซึ่งสุดท้ายความเหลื่อมล้ำทั้ง 2 ด้านนี้ก็จะส่งผลไปถึงความเหลื่อมล้ำในระยะยาวของประชาชน”
เพราะฉะนั้น การร่วมมือกันของทุกฝ่าย เพื่อบรรเทา ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่ยังคงเกิดขึ้นในลักษณะกระจายไปตามทุกจังหวัด ทุกภูมิภาคของไทย จึงยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน และหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังในการตอบโต้กับปัญหานี้ได้ นั่นคือ นวัตกรรมการศึกษา ที่คิดค้นโดยบุคลากรการศึกษาที่มีความเข้าใจในปัญหาและมีประสบการณ์ในการจัดการเรียนการสอนจริงๆ
นี่จึงเป็นสาเหตุให้ กลุ่มงานวิจัยและแผนพัฒนาฯ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ออกแบบ 7 นวัตกรรมการศึกษาพร้อมใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล โดยในโอกาสนี้ รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานวิจัยและแผนพัฒนามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี เปิดเผยว่า
“ด้วยพันธกิจของมหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดการสร้างผลงานวิจัย และผลงานสร้างสรรค์ที่มีคุณประโยชน์ต่อสังคมทั้งในระดับชาติ นานาชาติ และการให้บริการวิชาการที่สร้างคุณค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจ และสังคม โดยการจัดการเรียนการสอนเพื่อผลิตบัณฑิตให้พร้อมเรียนรู้และนำความรู้ช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติ”
โดยเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา นวัตกรรมการศึกษาทั้ง 7 ผลงาน ของ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี นี้ ก็ผ่านการคัดเลือกให้ได้รับโล่ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษายอดเยี่ยม จาก ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ภายในงาน “Kickoff การสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาชุมชน ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการสร้างรายได้” โดยนวัตกรรมการศึกษาทั้ง 7 ผลงาน มีดังนี้
นวัตกรรมที่ 1 โครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชน หรือ Community Innovation Project หรือ CIP
เป็นกระบวนการ Project Approach จุดเด่น คือ การเชื่อมโยงชุมชน และสภาพแวดล้อมเข้าสู่ห้องเรียน โดยให้ผู้เรียนสำรวจชุมชนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ก่อนออกแบบหัวข้อในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนมีอิสระเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจ มีความเป็นเจ้าของโครงการ และครูจะใช้เครื่องมือต่างๆ กระตุ้นการคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์ ทำให้ผู้เรียนสามารถออกแบบนวัตกรรม ที่ช่วยพัฒนาชุมชนของตนเองได้
นวัตกรรมที่ 2 IP2: Innovation + (Project Based Learning x Phenomenal Based Learning)
โดยครูจะดึงกระแสสังคมหรือกระแสโลกมาสร้างเป็น theme ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ในการชวนพูดคุย และนำองค์ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน จากนั้นจึงทำการอภิปรายและสังเคราะห์ เพื่อให้ได้สิ่งที่สนใจมากเพียงพอจะไประดมสมองและเส้นทางการเรียนรู้ของตัวเอง จากนั้นจึงกลับสู่กระบวนการโครงงานนวัตกรรม ซึ่งผู้เรียนจะสามารถคิดสร้างนวัตกรรมที่แก้ปัญหาในวงกว้างที่มีคุณค่ามากขึ้น
นวัตกรรมที่ 3 เป็นแนวคิดเพื่อพัฒนาเครื่องมือ ที่เรียกว่า Self-directed Learning Package หรือ Blackbox
เป็นชุดการเรียนรู้ใน Blackbox จะออกแบบเป็นบทเรียนแบบ Non-Electronic จุดเด่นคือบทเรียนที่เด็กสามารถเลือกเวลาเรียนเอง เลือกเรียนตามความสนใจโดย ไม่เรียงตามลำดับ โดยชุดบทเรียนได้บูรณาการวิชาต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับชีวิต เชื่อมโยงความสนใจจากเรื่องราวรอบตัว ตั้งแต่ตัวเอง ครอบครัว ไปจนถึงพื้นที่ชุมชนที่อาศัย ซึ่งนอกจากทำให้ไม่เกิด Learning loss แล้วยังเกิดความก้าวหน้าในการเรียนรู้ด้วย เพราะเข้าใจปัญหาภาพใหญ่ในระดับสากล ไม่ใช่แค่เพียงในชุมชนเท่านั้น
นวัตกรรมที่ 4 Galaxy of creativity
เป็นระบบเพื่อเสริมสร้างและประเมินความคิดสร้างสรรค์เป็นแนวความคิด อยู่บนปรัชญาของความไร้กรอบขอบเขต ของความคิด มีความเป็นพลวัตน์ น่าค้นหาน่าตื่นเต้น ซึ่งระบบฐานข้อมูลดังกล่าวนี้ ทำงานแบบออนไลน์ในระบบอินเตอร์เน็ต โดยผู้ใช้จะต้องเข้าไปที่เว็ปไซต์ https://www.galaxyofcreativity.com/ ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลกลางที่รวบรวมระบบฐานข้อมูลย่อยไว้หลายระบบด้วยกัน
โดยแบ่งออกเป็นระบบย่อยต่างๆ เช่น ระบบฐานข้อมูล ทรัพยากรการเรียนรู้ (learning Kingdom), ระบบคลังแผนการสอน Active Learning เป็นระบบที่จัดทำและรวบรวม แผนการสอนที่มีประสิทธิภาพที่คิดค้นร่วมกันระหว่างทีมวิจัยคณะครูจากประเทศไทยและจากองค์การ OECD รวมถึงที่ได้จากการแปลแผนการสอนที่สมาชิกในโครงการอีก 14 ประเทศร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระบบการวัดและประเมินความคิดสร้างสรรค์ ในวิชาชีพครู สำหรับให้ครูใช้ประเมินทักษะของคนเอง, ระบบการวัดและประเมินความคิดวิเคราะห์สร้างสรรค์ของผู้เรียน เป็นแบบวัดออนไลน์, ระบบจัดเก็บเครื่องมือการประเมินและเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์สร้างสรรค์ (Creative Tool) เป็นต้น
นวัตกรรมที่ 5 FAB Studio (Fabrication Studio)
พื้นที่เรียนรู้ที่ออกแบบสร้างให้กับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล โดยมุ่งให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้สำหรับการทำโครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชน ที่เปิดให้ผู้เรียนเข้ามาสร้างนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ โดยอาศัยเครื่องมือ เช่น เครื่องมือช่าง หรืออุปกรณ์ดิจิตอลที่สามารถสร้างชิ้นงาน 3D ได้ ทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานต่างๆ ให้เป็นจริงได้ เป็นกระบวนการส่งเสริมให้เกิดความคิดเชิงนวัตกรรม
นวัตกรรมที่ 6 Application ประเมินและให้คำปรึกษาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะแก่ผู้เรียน
เป็นระบบการประเมินสมรรถนะของผู้เรียนรายบุคคล ครูจะเข้าไปประเมินพฤติกรรมบ่งชี้ในแต่ละตัวที่เป็นองค์ประกอบของสมรรถนะ โดยระบบประมวลผลผ่าน Application ซึ่งจะดึงพฤติกรรมบ่งชี้ในแต่ละสมรรถนะที่ควรปรับปรุงและพัฒนา มาประกอบกันเป็นบทคำปรึกษา ที่ครูสามารถใช้เป็น feedback ให้กับนักเรียนเป็นรายบุคคลได้ เพื่อให้ผู้สอนรู้ว่าผู้เรียนอยู่ในระดับใด จะได้เตรียมแผนเพื่อพัฒนา และสามารถให้ข้อแนะนำกับผู้เรียนในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกระบวนการประเมินเพื่อพัฒนาอย่างแท้จริง
นวัตกรรมที่ 7 ยุวนวัตกรสร้างชาติ หรือ อสม. ด้านการศึกษา หรือครูชาวบ้าน
เป็นนวัตกรรมส่งเสริมการจัดการศึกษาแบบอิสระจากโครงสร้างปกติ เพื่อจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และแก้ปัญหาทุพโภชนาการในสถานการณ์ยากลำบากแก่เด็กประถม และพัฒนาทักษะต่างๆ ผ่านการเป็น อสม. ประเด็นสำคัญสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ชุมชนด้านการศึกษา โดยผู้อำนวยการและครู ร่วมกันออกแบบชุดการเรียนรู้แบบพึ่งตนเอง และสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทภูมิสังคม ให้เกิดกิจกรรมที่ชาวบ้านในชุมชนได้มีโอกาสทำโครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชนของตนเอง
ทั้งนี้ บุคลากรที่สำคัญในนวัตกรรมนี้ คือเยาวชนหรือนักเรียนอาวุโสที่ผ่านการคัดเลือก มีประสบการณ์การทำโครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชน มีภาวะผู้นำ มีความเป็นนักเรียนรู้เชิงรุก และนักเรียนมืออาชีพ ด้วยการผันตนเองเป็น Facilitator ร่วมทีมกับชาวบ้านในหมู่บ้าน จัดการเรียนรู้แบบ Project-Based Learning ให้แก่รุ่นน้องนักเรียนชั้นประถม และเชิญผู้ปกครองมาร่วมทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อจะสร้างชิ้นงานที่เป็นสินค้าทำรายได้เจือจุนครอบครัว
โดยกระบวนการเหล่านี้จะช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาให้ชุมชนเห็นความสำคัญของการศึกษาของลูกหลาน และเข้าใจว่าการศึกษาในปัจจุบันเน้นสร้างคุณค่าแก่บุคคลและชุมชนมากขึ้น เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ได้เข้ามาช่วยพัฒนาการศึกษาอย่างแท้จริง และเล็งเห็นถึงเป้าหมายในการพัฒนานักเรียนร่วมกันกับโรงเรียนและชุมชน
รศ.ดร.ธันยวิช ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าได้นำ 7 นวัตกรรมการศึกษาไปปรับใช้ปฏิรูปการศึกษาที่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งยืนยันว่าได้ผลจริง และเตรียมจะนำนวัตกรรมเหล่านี้ไปขยายผลในจังหวัดอื่นต่อไปด้วย
“ผมขอเรียกนวัตกรรมดังกล่าวนี้ว่า 7 นวัตกรรมประจัญบาน เป็นเครื่องมือสำคัญในการสู้รบเพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพทางการศึกษา ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยนวัตกรรมทั้ง 7 นี้ ได้รับทุนสนับสนุนการพัฒนาจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต ในการพัฒนาและการนำไปทดลองใช้ในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่นำร่องจังหวัดสระแก้ว ซึ่งได้ดำเนินงานกับทุกโรงเรียนเต็มจังหวัดแบบ Whole Province Approach ที่กระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า สระแก้วโมเดล จนทำให้จังหวัดสระแก้วได้การรับรองให้เป็นพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาเป็นจังหวัดล่าสุดอีกด้วย”
ที่มา :
รายงานข่าวเรื่อง “รองศาสตราจารย์ ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานวิจัยและแผนพัฒนา มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี เดินทางเข้ารับโล่ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษายอดเยี่ยม” จากเว็บไซต์ ม.ศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี
รายงานข่าวเรื่อง “7 นวัตกรรมการศึกษา ยกระดับคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ห่างไกล” จากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ
บทความเรื่อง “นักวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์ เปิด 5 องค์ประกอบความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย เผยสถิติย้อนหลัง 10 ปี ชี้ชัด ครอบครัว – ชุมชน – โรงเรียน – ตนเอง – ข่าวสาร เปลี่ยนอนาคตการศึกษาได้” จากเว็บไซต์ กสศ.
ที่มา ; salika
ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในสังคมไทย โดยมีหลายมิติ ทั้งด้านการเข้าถึงการศึกษาและคุณภาพการศึกษา สาเหตุสำคัญมาจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้เรียน เช่น ความยากจน ปัญหาครอบครัว ความพิการ และข้อจำกัดทางสังคม แม้ปัจจุบันจะสามารถเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น แต่คุณภาพการศึกษายังคงแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างโรงเรียนในเมืองและชนบท ระหว่างโรงเรียนรัฐและเอกชน รวมถึงความแตกต่างภายในโรงเรียนรัฐเอง เช่น ความพร้อมของทรัพยากรและคุณภาพครู
ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรและคุณภาพนี้ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำระยะยาวของประชาชน จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไข โดยเฉพาะการใช้นวัตกรรมการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพและลดช่องว่างดังกล่าว เช่น การเรียนรู้แบบใช้โครงงานเชื่อมชุมชน การเรียนรู้แบบกำหนดตนเอง แพลตฟอร์มประเมินทักษะสร้างสรรค์ พื้นที่ FAB Studio และระบบครูชุมชน
มหาวิทยาลัยศรีปทุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พัฒนา “7 นวัตกรรมการศึกษา” เพื่อใช้แก้ปัญหาในพื้นที่ห่างไกล โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้เชิงรุก การสร้างนวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนทางการศึกษาในระยะยาว
สาเหตุสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาตามบทความคือข้อใด
ก. การขาดเทคโนโลยีในโรงเรียน
ข. ความแตกต่างด้านเศรษฐฐานะและสังคมของผู้เรียน
ค. การสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ง. จำนวนครูไม่เพียงพอ
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความชี้ว่าความยากจน ปัญหาครอบครัว และปัจจัยสังคมเป็นต้นเหตุหลัก
ข้อใดสะท้อน “ความเหลื่อมล้ำเชิงคุณภาพ” ได้ชัดเจนที่สุด
ก. เด็กบางคนไม่มีโอกาสเข้าเรียน
ข. โรงเรียนในเมืองและชนบทมีทรัพยากรต่างกัน
ค. นักเรียนไม่สนใจเรียน
ง. ผู้ปกครองไม่สนับสนุนการศึกษา
เฉลย: ข
เหตุผล: คุณภาพขึ้นอยู่กับทรัพยากรและความพร้อมของโรงเรียน
ผลกระทบระยะยาวของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือข้อใด
ก. นักเรียนสอบตกมากขึ้น
ข. ค่าใช้จ่ายการศึกษาเพิ่มขึ้น
ค. ความเหลื่อมล้ำทางสังคมในอนาคต
ง. จำนวนโรงเรียนลดลง
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุว่าความเหลื่อมล้ำส่งผลต่อโครงสร้างสังคมระยะยาว
แนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำคืออะไร
ก. เพิ่มการสอบแข่งขัน
ข. ลดจำนวนโรงเรียน
ค. ใช้นวัตกรรมการศึกษาและความร่วมมือทุกภาคส่วน
ง. เพิ่มเวลาเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้น “นวัตกรรม + ความร่วมมือ” เป็นเครื่องมือหลัก
CIP (Community Innovation Project) เน้นอะไรเป็นหลัก
ก. การท่องจำเนื้อหา
ข. การสอบวัดผลมาตรฐาน
ค. การเชื่อมชุมชนกับการเรียนรู้
ง. การเรียนออนไลน์ทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: CIP ให้ผู้เรียนเรียนรู้จากชุมชนและพัฒนานวัตกรรม
นวัตกรรม IP2 แตกต่างจากการเรียนทั่วไปอย่างไร
ก. เน้นการสอบปลายภาค
ข. ใช้กระแสสังคมเป็นโจทย์การเรียนรู้
ค. ลดการทำงานกลุ่ม
ง. เน้นการบรรยายของครูเป็นหลัก
เฉลย: ข
เหตุผล: IP2 ใช้ประเด็นสังคม/โลกเป็นตัวตั้งในการเรียนรู้
Self-directed Learning Package (Blackbox) มีจุดเด่นคืออะไร
ก. เรียนตามลำดับตายตัว
ข. ครูเป็นผู้ควบคุมทั้งหมด
ค. ผู้เรียนเลือกเรียนได้ตามความสนใจ
ง. ใช้เฉพาะการสอบออนไลน์
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการเรียนรู้แบบเลือกเองและไม่เรียงลำดับ
Galaxy of Creativity มีบทบาทสำคัญด้านใด
ก. การบริหารโรงเรียน
ข. การวัดและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
ค. การจัดงบประมาณ
ง. การคัดเลือกครู
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นระบบฐานข้อมูลและเครื่องมือประเมินความคิดสร้างสรรค์
FAB Studio สนับสนุนผู้เรียนในด้านใดมากที่สุด
ก. การอ่านเขียน
ข. การสร้างชิ้นงานจริงและนวัตกรรม
ค. การสอบแข่งขัน
ง. การเรียนทฤษฎี
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นพื้นที่สร้างชิ้นงานด้วยเครื่องมือจริง เช่น 3D
บทบาทของ “ครูชาวบ้าน/ยุวนวัตกร” คือข้อใด
ก. สอบแทนครู
ข. ทำหน้าที่ผู้บริหารโรงเรียน
ค. เป็นผู้ช่วยจัดการเรียนรู้และพัฒนาชุมชน
ง. ทำงานธุรการในโรงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการเป็น facilitator และเชื่อมการเรียนรู้กับชุมชน