
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ในฐานะโฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า กรณีมีการโพสต์ภาพพร้อมข้อความ คณะครูโรงเรียนแห่งหนึ่งนำเงินค่าจัดค่ายลูกเสือของนักเรียน เงินเบิกเด็กต่างด้าว รวมถึงเงินสะสมในคลังโรงเรียน ไปซื้อทัวร์เพื่อท่องเที่ยวที่ประเทศเวียดนาม จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์เป็นอย่างมากนั้น
ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการกพฐ.ได้เรียกประชุมข้าราชการและคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. สำนักนิติการ และศูนย์สารนิเทศฯ เข้าร่วมประชุมเพื่อมอบแนวทางการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินการที่เกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าว โดยได้มอบหมายให้ศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. ทำการติดตามและตรวจสอบข้อมูลในกรณีดังกล่าว โดยลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเชิงลึก และมอบหมายศูนย์สารนิเทศฯ ทำการสื่อสารประชาสัมพันธ์ชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินการของ สพฐ. ให้สาธารณชนรับทราบโดยเร็ว
“เมื่อทราบข่าวที่เกิดขึ้น เลขาธิการ กพฐ. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ จึงได้สั่งการให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน หากพบการกระทำผิดจริงก็จะดำเนินการตามกระบวนการทางวินัยต่อไป ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครอง นักเรียน รวมถึงสาธารณชน ได้วางใจว่าเราจะดำเนินการอย่างโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และจะแจ้งผลความคืบหน้าให้สาธารณชนรับทราบโดยเร็ว” โฆษก สพฐ. กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 20 ตุลาคม 2566
ข่าวเกี่ยวข้อง
เพจดังแฉ ร.ร.หลอกนักเรียนเซ็นชื่อไปค่าย แล้วไม่จัด กลับโยกเงินพาคณะครูไปเที่ยวเวียดนาม
กลายเป็นประเด็นในโลกออนไลน์ทันที หลังจากที่เพจ “ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน” โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า “หลอกนักเรียนเซ็นชื่อ เอาเงินเที่ยวเวียดนาม อยากจัดทริปเที่ยวเวียดนาม แต่เงินตัวเองไม่อยากออก แอบโยกเงินใช้เงินเด็กนักเรียน
เอาเงินจากไหน เอาจากค่าจัดค่ายลูกเสือของเด็กเกือบ 800 คน หลอกให้เด็กเซ็นชื่อแล้วไม่จัด บวกกับเงินสวมเบิกเด็กต่างด้าวที่มีรายชื่อแต่ไม่มีตัวตน ไม่พอยังไปเอาเงินคลังโรงเรียนที่ ผอ.รุ่นก่อนๆ และคณะครูสะสมไว้ดูแลนักเรียน มาทบเข้าอีกก้อน”
หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ไม่นาน ทางเพจออกมาโพสต์ล่าสุดอีกว่า “เงินเด็กเป็นค่าทัวร์ หัวละ 15,900
ฝีมือล้วนๆ สุดของการบริหารงบของ ผอ.คนเก่า ค่าค่ายลูกเสือเด็ก เงินเด็กผี เงินสะสมโรงเรียน จัดทริปพากลุ่มครูคนสนิทฮีลใจ 16 คน (จากทั้ง ร.ร. 40 คน) บวกคนนอกอีก 4 บินฟรี กินฟรี พักฟรี เที่ยวฟรี ซื้อทัวร์หัวละ 15,900 บาท 4 วัน 3 คืน ไปดานัง ฮอยอัน เมืองเว้ และบานาฮิลล์ คนนอกคนใน ไม่ต้องออกเองสักบาท”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบ พบว่าโรงเรียนแห่งนี้ เป็นโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งใน จ.จันทบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จันทบุรี เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
อย่างไรก็ตาม เมื่อไปดูเพจเฟซบุ๊กของทางโรงเรียน ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวที่เกิดขึ้น แต่พบว่า มีชาวเน็ตเข้าไปแสดงความคิดเห็น และเรียกร้องให้ทางโรงเรียนออกมาชี้แจง
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 20 ตุลาคม 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
สพฐ. ลั่น หากครูโยกเงินเด็กไปเที่ยวจริง เจอโทษวินัยไล่ออก ยัน ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย
จากกรณีเพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ได้โพสต์รูปและข้อความ แฉว่า โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งใน จ.จันทบุรี หลอกนักเรียนเซ็นชื่อ เอาเงินเที่ยวเวียดนาม อยากจัดทริปเที่ยวเวียดนาม แต่เงินไม่อยากออก แอบโยกเงินเด็กนักเรียน เอาเงินจากไหน เอาจากค่าจัดค่ายลูกเสือของเด็กเกือบ 800 คน หลอกให้เด็กเซ็นชื่อแล้วไม่จัด บวกกับเงินสวมเบิกเด็กต่างด้าวที่มีรายชื่อแต่ไม่มีตัวตน ไม่พอยังไปเอาเงินคลังโรงเรียนที่ ผอ.รุ่นก่อนๆ และคณะครูสะสมไว้ดูแลนักเรียน มาทบเข้าอีกก้อนนั้น
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้น (กพฐ.) เปิดเผยว่า ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินการที่เกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าว โดยได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันทางส่วนกลางได้ส่งนิติกรเข้าไปตรวจสอบอีกทางหนึ่งเช่นกัน
ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า การตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ถ้าพบว่ามีการกระทำผิดจริง จะต้องดำเนินการทางวินัย ซึ่งมีโทษสูงสุด คือ ไล่ออก แต่เรื่องนี้ ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดรอบคอบ เพราะไม่รู้ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการเข้าใจผิดกันหรือไม่ จึงต้องไปดูข้อเท็จจริงอีกครั้ง โดยได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการติดตามตรวจสอบข้อเท็จให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 21 ตุลาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
ผอ. เตรียมฟ้องเพจดัง ยันบริสุทธิ์ใจ ครู โต้ไม่เคยโยกเงินน.ร.ไปเที่ยวต่างประเทศ จ่ายเองทั้งหมด
จากกรณีเพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ได้โพสต์รูปและข้อความ แฉว่า โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งใน จ.จันทบุรี หลอกนักเรียนเซ็นชื่อ เอาเงินเที่ยวเวียดนาม อยากจัดทริปเที่ยวเวียดนาม แต่เงินไม่อยากออก แอบโยกเงินเด็กนักเรียน เอาเงินจากไหน เอาจากค่าจัดค่ายลูกเสือของเด็กเกือบ 800 คน หลอกให้เด็กเซ็นชื่อแล้วไม่จัด บวกกับเงินสวมเบิกเด็กต่างด้าวที่มีรายชื่อแต่ไม่มีตัวตน ไม่พอยังไปเอาเงินคลังโรงเรียนที่ ผอ.รุ่นก่อนๆ และคณะครูสะสมไว้ดูแลนักเรียน มาทบเข้าอีกก้อนนั้น
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เดินทางมายังโรงเรียนดังกล่าว พบมีเพียงครูเวรและครูพละ จึงได้สอบถามข้อมูล
โดยทางครูพละ ขอไม่ให้สัมภาษณ์ แต่ได้ให้ข้อมูลว่า ตนเองได้ร่วมทริปดังกล่าวจริง ครูไปดูงาน 10 คน แต่บางคนก็เอาครอบครัวไปด้วย ยืนยันว่าจ่ายเงินเองกันทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับเงินกิจกรรมที่ถูกอ้างถึงแต่อย่างใด ส่วนเงินกิจกรรมลูกเสือ ทางโรงเรียนยังไม่เคยเบิกมาใช้เลย แต่ได้เตรียมไว้ใช้จัดในช่วงเปิดเทอมที่จะถึงนี้
ส่วน ครูธุรการ ได้ให้ข้อมูลว่า ทางโรงเรียนได้มีการประชุมคุณครูเพื่อสอบถามความสมัครใจเรื่องการเดินทางไปดูงานและท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งตนเองไม่ได้ยกมือเดินทางไปร่วม เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ส่วนเรื่องเงินกิจกรรมอื่นๆ ตนเองไม่ทราบข้อมูล
ด้าน ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า จะให้ข้อมูลอีกครั้งในอีก 2-3 วันนี้ เนื่องจากขณะนี้ตนติดภารกิจอยู่นอกพื้นที่ และยืนยันว่าตนบริสุทธิ์ใจแน่นอน อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานเพื่อฟ้องร้องกับเพจดัง และผู้ที่ร้องเรียนเรื่องที่เป็นเท็จดังกล่าว
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับหนึ่งในเด็กนักเรียนที่มาทำกิจกรรมที่โรงเรียนในวันปิดเทอม กล่าวว่า ทางโรงเรียนไม่เคยเรียกเก็บเงินค่ากิจกรรมลูกเสือจากเด็กนักเรียน รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ก็ไม่เคยเก็บ ส่วนเรื่องที่ครูไปดูงานต่างประเทศนั้น ก็รู้เพราะครูเล่าให้ฟัง แต่ครูบอกว่าไปเที่ยวกันส่วนตัวเท่านั้น
ด้าน น.ส.เขมรุจิ นพฤทธิ์ ผู้ช่วย ส.ส.จันทบุรี เขต 2 ได้ลงพื้นที่มาร่วมตรวจสอบ ให้ข้อมูลว่า จากการสอบถามครูพละและครูธุรการ ให้ข้อมูลตรงกันว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นการจ่ายเงินเอง โดยจ่ายเงินคนละ 16,000 บาท ซึ่งทางครูพละพาครอบครัวไปด้วยจึงจ่ายเงินเพิ่มเอง
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 20 ตุลาคม 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
คุก 2 ปี 6 ด.อดีตผอ.ร.ร.สุรวิทยาคาร จัดศึกษาดูงานครูบุคลากรมิชอบ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายเลิศชาย สุขประเสริฐ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนสุรวิทยาคาร จังหวัดสุรินทร์ กับพวก คือ นายยุทธชัย รัตนพงษ์เพียร ดำเนินโครงการศึกษาดูงานของครูบุคลากร โรงเรียนสุรวิทยาคาร ประจำปีงบประมาณ 2558 โดยมิชอบ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 , 157 และมาตรา 162 (1) (5) พ.ร.ป.ป.ป.ช.มาตรา 123/1 มาตรา 192 ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2563
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2566 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษาดังนี้
1. จำคุก นายเลิศชาย สุขประเสริฐ จำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี และปรับ 21,000 บาท
2. จำคุก นายยุทธชัย รัตนพงษ์เพียร จำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน และปรับ 14,000 บาท
3. จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามมาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง
คงจำคุก จำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน และปรับ 10,500 บาท
อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งสอง มีสิทธิต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลที่สูงกว่านี้อีกได้
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมลงมติเมื่อวันที่ 13 ก.ย.2566 ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นควรอุทธรณ์คำพิพากษา
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา 'เลิศชาย สุขประเสริฐ' อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนสุรวิทยาคาร สุรินทร์ ดำเนินโครงการศึกษาดูงานครูบุคลากรโดยมิชอบ ล่าสุดศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 6 ด. ปรับ 10,500 บาท - ป.ป.ช. ขออุทธรณ์สู้
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
ป.ป.ช.ระยอง ลุยสอบปม ผอ.-คณะครู ร.ร.บ้านปลวกแดง ล่องเรือดูงานเขื่อนรัชชประภา
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม นายไชยวัฒน์ ภูนิละมัย ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดระยอง เปิดเผยว่า ตนพร้อมเจ้าหน้าที่กลุ่มงานป้องกันการทุจริต ลงพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังและป้องปรามการทุจริต ตามโครงการแก้ไขปัญหาการทุจริตในพื้นที่ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่โรงเรียนบ้านปลวกแดง อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง จากกรณีร้องเรียนในสื่อโซเชียล เรื่องการศึกษาดูงาน โครงการเสริมสร้างศักยภาพครูเพื่อพัฒนานักเรียน ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดพังงา ระหว่างวันที่ 13 – 17 กันยายน 2566 ของคณะครูโรงเรียนบ้านปลวกแดง มีภาพประกอบเป็นภาพการล่องเรือท่องเที่ยวของคณะครู บริเวณเขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลในพื้นที่จังหวัดพังงา ในช่วงระยะเวลาการศึกษาดูงาน
โดยทางนางฉัตรมน อินทศร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปลวกแดง และผู้ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการ ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ภาพตามที่ปรากฏนั้น อยู่ระหว่างการศึกษาดูงานตามโครงการเสริมสร้างศักยภาพครูเพื่อพัฒนานักเรียน ระหว่างวันที่ 13 – 16 กันยายน 2566 ที่โรงเรียนบ้านตาขุน อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และโรงเรียนเกาะปันหยี อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา เพื่อศึกษาการวัดประเมินผลนักเรียนด้วยโปรแกรม พร้อมทั้งศึกษาดูงานการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning การจัดการเรียนรู้ปฐมวัย ระบบการช่วยเหลือนักเรียน และระบบการประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในโรงเรียนบ้านปลวกแดง โดยมีคณะครูโรงเรียนบ้านปลวกแดง เข้าร่วมการศึกษาดูงาน จำนวน 44 คน ส่วนภาพการล่องเรือบริเวณเขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นภาพถ่ายในช่วงบ่ายของวันที่ 14 กันยายน 2566 ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาการพักผ่อนตามอัธยาศัยของผู้เข้าร่วมโครงการ ตามกำหนดการของโครงการ
นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดระยอง ได้รับฟังข้อเท็จจริง และขอให้โรงเรียนบ้านปลวกแดงจัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อนำไปประกอบการพิจารณา และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 22 ตุลาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
ป.ป.ช. เร่งรวบรวมข้อมูล-สอบ คณะครูอนุบาลา เก็บเงินเด็ก-เที่ยวเวียดนาม พบไปเที่ยวทั้งที่ยังไม่ปิดเทอม จี้ เขตพื้นที่ฯ ตรวจสอบ เปิดรายละเอียด เร่งรวบรวมหลักฐาน
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม นายจำเนียร มูลสาร ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กลุ่มงานปราบปรามการทุจริตและกลุ่มงานป้องกันการทุจริต ลงพื้นที่ตรวจสอบขัอเท็จจริงเบื้องต้น กรณีคณะครูโรงเรียนอนุบาลบ้านหนองคล้า ตำบลทุ่งเบญจา อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี จัดทริปท่องเที่ยวเวียดนาม ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดจันทบุรี ได้รับแจ้งข้อมูลเบาะแสความเสี่ยงการทุจริตจากศูนย์ป้องปรามการทุจริตแห่งชาติ (Corruption Deterrence Center : CDC) กรณีที่ปรากฎเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ “หลอกนักเรียนเซ็นชื่อ เอาเงินเที่ยวเวียดนาม”
นายจำเนียร กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นของสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดจันทบุรี พบว่า เอกสารการจ่ายเงินของคณะครูในการเดินทางไปเที่ยวประเทศเวียดนาม ได้มีการซื้อทัวร์ของบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง หัวละ 15,900 บาท โดยมีการโอนเงินให้บริษัททัวร์จำนวน 3 ครั้ง ครั้งแรก วันที่ 2 มิถุนายน 2566 จำนวนเงิน 159,000 บาท ครั้งที่ 2 วันที่ 20 กันยายน 2566 จำนวนเงิน 159,000 บาท และจ่ายเพิ่มเติมครั้งที่ 3 วันที่ 18 สิงหาคม 2566 จำนวนเงิน 15,900 บาท เนื่องจากมีบุคคลภายนอกเข้าร่วมเพิ่มเติม
นายจำเนียร กล่าวว่า โดยเบื้องต้นทราบว่า เงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนจากบัญชีของคนในกลุ่ม ซึ่งสำนักงานป.ป.ช. ประจำจังหวัดจันทบุรี อยู่ระหว่างการตรวจสอบการโอนเงินเข้าออกบัญชีว่ารับเงินมาจากใครบ้างสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่
นายจำเนียร กล่าวว่า และพบว่าการเดินทางในวันดังกล่าวนั้น ยังไม่ปิดภาคเรียน มีใบขอลากิจ “แต่ไม่มีการทำบันทึกขออนุมัติเดินทางไปต่างประเทศ” โดยทางสำนักงาน ป.ป.ช ประจำจังหวัดจันทบุรี ได้แจ้งไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จันทบุรี เขต 1 แล้ว ให้มีการตรวจสอบการกระทำความผิดดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมลูกเสือตรวจสอบแล้วมีการจัดกิจกรรมขึ้น 3 ครั้ง โดยมีช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จัดกิจกรรมในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จัดกิจกรรมในวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2566 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จัดกิจกรรมในวันที่ 2-3 มีนาคม 2566
ส่วน กรณีการเก็บเงินเด็กนักเรียนหัวละ 100 บาท มีการเก็บเงินเด็กจริง แต่เป็นกรณีการเก็บเพื่อไปทัศนศึกษาซึ่งไม่ใช่การเก็บเพื่อจัดกิจกรรมลูกเสือ
นายจำเนียร กล่าวว่า โดยทางสำนักงาน ป.ป.ช ประจำจังหวัดจันทบุรี ได้ทำการรวบรวมเอกสารหลักฐาน และการขอเบิกจ่ายงบประมาณทั้งหมด จะนำมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการต่อไป
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 26 ตุลาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
สพฐ.แจงความคืบหน้า ปมคณะครูเที่ยวเวียดนาม
เมื่อวันที่ 31 ต.ค. นางเกศทิพย์ ศุภวานิช โฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ว่ามีคณะครูโรงเรียนแห่งหนึ่งนำเงินค่าจัดค่ายลูกเสือของนักเรียน เงินเบิกเด็กต่างด้าว รวมถึงเงินสะสมในคลังโรงเรียน ไปซื้อทัวร์เพื่อท่องเที่ยวที่ประเทศเวียดนาม จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก และ สพฐ. ได้ออกมาชี้แจงพร้อมติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วนั้น
นางเกศทิพย์ กล่าวว่า ความคืบหน้าล่าสุดของประเด็นนี้ จากการดำเนินการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พบว่า คณะข้าราชการครูดังกล่าวได้รับสารภาพว่าได้ขออนุญาตลากิจส่วนตัวเพื่อเดินทางไปประเทศเวียดนามโดยไม่ได้มีการขออนุญาตไปต่างประเทศในระหว่างการลากิจส่วนตัวแต่อย่างใด เป็นความผิดวินัยฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษา มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาลโดยถือประโยชน์สูงสุดของผู้เรียนและไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ตามมาตรา 85 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 โดยนิติกร ผู้มีหน้าที่สืบสวนได้บันทึกถ้อยคำรับสารภาพตามบันทึกการสืบสวนข้อเท็จจริง ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2566 ทั้งนี้ ความผิดดังกล่าวเป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามข้อ 1 (2) แห่งกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง พ.ศ. 2549 ซึ่งผู้บังคับบัญชา(ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา)จะดำเนินการทางวินัย โดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือน และนำเสนอขอความเห็นชอบต่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ต่อไป
ขณะที่กรณีการนำเงินของโรงเรียนเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศนั้น คณะข้าราชการครูได้ให้การว่า การเดินทางไปต่างประเทศดังกล่าวเป็นการไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัวในต่างประเทศโดยใช้เงินทุนส่วนตัว ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงินงบประมาณของ สพฐ. แต่อย่างใด โดยการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีนี้ กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการตรวจสอบเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม หากพบว่ากรณีนี้มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ก็จะดำเนินการทางวินัยต่อไป ตามมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 โดยคณะกรรมการสืบสวนได้ดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
“ในประเด็นดังกล่าว เลขาธิการ กพฐ. ได้สั่งการให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ในขั้นตอนกระบวนการตามระเบียบราชการฯ หากพบการกระทำผิดจริงก็จะดำเนินการตามกระบวนการทางวินัยต่อไป ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครอง นักเรียน รวมถึงสาธารณชน ได้วางใจว่าเราจะดำเนินการอย่างโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และจะแจ้งผลความคืบหน้าให้สาธารณชนรับทราบโดยเร็ว” โฆษก สพฐ. กล่าว
ที่มา ; เดลินิวส์ออนไลน์