
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง แสดงปฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ฟื้นฟูการเงินภาคครัวเรือนไทย ภารกิจร่วมสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงิน (Financial Literacy)" ในพิธีเปิดโครงการ "Happy Money สุขเงิน สร้างได้ พลังความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูและสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินสำหรับคนไทย" โดยระบุว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนในประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่สูง หลังจากเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชน ทำให้หนี้ครัวเรือนสูงขึ้นมาที่ระดับ 86.6% ของจีดีพีในไตรมาส 3/63 จากก่อนหน้าอยู่ที่ 78.9% ของจีดีพี สะท้อนภาวะวิกฤตและความเปราะบางในด้านสถานะทางการเงินของคนไทยในปัจจุบัน
ขณะที่ประเทศไทยเริ่มก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้นภายในปี 66 ซึ่งจะมีจำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของจำนวนประชากรรวม ทำให้การวางแผนทางการเงินและการออมรองรับยามเกษียณเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากในการเตรียมความพร้อมและเร่งในการปฏิบัติ เพื่อให้คนไทยมีเงินรองรับเพียงพอต่อการใช้ชีวิตในวัยเกษียณโดยไม่ต้องพึ่งพิงลูกหลาน และไม่จำเป็นต้องทำงานต่อ ซึ่งในปัจจุบันคนไทยในวัยเกษียณส่วนใหญ่กว่า 90% ยังคงต้องพึ่งพาบุตรหลาน และยังต้องทำงานอยู่ และมีเพียง 2.3% เท่านั้นที่เป็นกลุ่มที่สามารถพึ่งพิงตัวเองได้
ด้านภาวะการออมของคนไทยยังมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก เนื่องจากปัจจุบันพฤติกรรมส่วนใหญ่มีการใช้จ่ายก่อนออม มากกว่าการออมก่อนใช้ ทำให้สัดส่วนคนที่มีเงินออมไม่เพียงพอรองรับในวัยเกษียณสูงกว่า 70% เรื่องดังกล่าวถือเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลต่อความเปราะบางของสถานะทางการเงิน อีกทั้งประชาชนไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้และทักษะทางการเงินมากเท่าที่ควร ทำให้ไม่เข้าใจในเรื่องการออมและการใช้จ่ายที่ถูกต้อง
ทั้งนี้ แผนงานของกระทรวงการคลังมุ่งเป้าพยายามที่จะทำให้คนไทยมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งมากขึ้น มีทักษะและความรู้ด้านการเงินที่ดี และสนับสนุนการออมที่เพิ่มขึ้น ทำให้ประชาชนทุกคนสามารถมีเงินออมเพียงพอรองรับในวัยเกษียณ โดยกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันในการหาแนวทางในการสร้างวินัยทางการออม และสร้างทางเลือกในการลงทุนให้แก่ประชาชน ทำให้มีช่องทางการออมที่หลากหลายและสามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้ ซึ่งได้มีการพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุนในการยกระดับและพัฒนาโครงสร้างต่างๆ ของตลาดเงินและตลาดทุน เพิ่มทางเลือกในการลงทุนต่างๆ เพิ่มมาขึ้น เพื่อทำให้คนไทยมีทางเลือกในการออมที่หลากหลายมากขึ้น
พร้อมกับให้หน่วยงานต่างๆ นำเสนอการให้ความรู้ที่เพิ่มพูนและเสริมสร้างทักษะทางการเงินของไนไทย ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญให้คนไทยสามารถเข้าใจความรู้ทางการเงินได้มากขึ้น เป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้แก่คนไทยในด้านการวางแผนทางการเงิน การออม และการลงทุน ส่งผลให้คนไทยสามารถเกษียณได้อย่างมีความสุข
ที่มา ; ผู้จัดการออนไลน์ 22 เม.ย. 2564
บทความกล่าวถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยที่ยังอยู่ในระดับสูงหลังโควิด-19 ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก 78.9% เป็น 86.6% ของจีดีพี สะท้อนความเปราะบางทางการเงินของประชาชน ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ในปี 2566 ทำให้การวางแผนการเงินและการออมเพื่อเกษียณมีความสำคัญอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม คนไทยส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพิงลูกหลาน และมีเพียง 2.3% ที่พึ่งตนเองได้ ด้านการออมพบว่ากว่า 70% มีเงินออมไม่เพียงพอ เนื่องจากพฤติกรรมใช้จ่ายก่อนออมและขาดความรู้ทางการเงิน รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจึงมุ่งเสริมสร้างความรู้และวินัยการออม รวมถึงพัฒนาทางเลือกการลงทุนและตลาดทุนเพื่อเพิ่มโอกาสออมระยะยาว นอกจากนี้ยังส่งเสริมการศึกษาทางการเงินเพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงและเกษียณอย่างมีคุณภาพ ลดความเสี่ยงทางการเงินและเพิ่มความยั่งยืนของเศรษฐกิจประเทศ โดยเน้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายและการออมอย่างยั่งยืน ส่งผลให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ลดภาระครอบครัวและเพิ่มความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจในอนาคตของไทย
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นหลังโควิด-19 คือข้อใด
ก. การเพิ่มเงินลงทุนของภาครัฐ
ข. การขยายตัวของตลาดทุน
ค. รายได้ประชาชนลดลงจากเศรษฐกิจชะลอตัว
ง. การส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เฉลย: ค
เหตุผล: โควิด-19 ทำให้รายได้ลดลง แต่ภาระหนี้ยังคงอยู่ ส่งผลให้หนี้เพิ่มขึ้น
สัดส่วนผู้สูงอายุในประเทศไทยที่เป็นสัญญาณเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุคือข้อใด
ก. 10%
ข. 15%
ค. มากกว่า 20%
ง. 30%
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุว่าผู้สูงอายุเกิน 20% ในปี 2566
ปัญหาสำคัญด้านการออมของคนไทยคือข้อใด
ก. ออมมากเกินไป
ข. ใช้จ่ายก่อนออม
ค. ไม่มีรายได้ประจำ
ง. ไม่มีช่องทางลงทุน
เฉลย: ข
เหตุผล: พฤติกรรมหลักคือใช้ก่อนออม ทำให้เงินออมไม่เพียงพอ
ประชาชนที่มีเงินออมไม่เพียงพอเพื่อวัยเกษียณมีประมาณกี่เปอร์เซ็นต์
ก. 50%
ข. 60%
ค. 70%
ง. 90%
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุว่ามากกว่า 70% มีเงินออมไม่พอ
กลุ่มผู้สูงอายุที่พึ่งพาตนเองได้มีเพียงร้อยละเท่าใด
ก. 1.3%
ข. 2.3%
ค. 5.3%
ง. 10.3%
เฉลย: ข
เหตุผล: ระบุชัดว่ามีเพียง 2.3% ที่พึ่งตนเองได้
แนวทางสำคัญของกระทรวงการคลังในการแก้ปัญหาคือข้อใด
ก. ลดภาษีเงินได้
ข. เพิ่มการกู้ยืมภาครัฐ
ค. ส่งเสริมวินัยการออมและความรู้ทางการเงิน
ง. จำกัดการลงทุนต่างประเทศ
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการสร้างความรู้และวินัยการออมเป็นหลัก
การพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุนมีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออะไร
ก. ลดจำนวนธนาคาร
ข. เพิ่มช่องทางการออมและการลงทุน
ค. ลดการบริโภค
ง. ควบคุมค่าเงิน
เฉลย: ข
เหตุผล: เพื่อเพิ่มทางเลือกการออมและลงทุนระยะยาว
พฤติกรรมทางการเงินที่ควรปรับปรุงตามบทความคือข้อใด
ก. การออมก่อนใช้จ่าย
ข. การลงทุนในหุ้น
ค. ใช้จ่ายก่อนออม
ง. การทำประกันชีวิต
เฉลย: ค
เหตุผล: ปัญหาหลักคือใช้ก่อนออม ทำให้ไม่มีเงินเก็บ
เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาความรู้ทางการเงินคือข้อใด
ก. เพิ่มการกู้ยืม
ข. ลดการออม
ค. ให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันทางการเงิน
ง. ลดการลงทุนในตลาดทุน
เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงและตัดสินใจทางการเงินได้ดี
ผลลัพธ์ระยะยาวของการพัฒนาความรู้ทางการเงินคือข้อใด
ก. เพิ่มการพึ่งพาครอบครัว
ข. ลดคุณภาพชีวิต
ค. ประชาชนเกษียณอย่างมีความสุขและพึ่งตนเองได้
ง. เพิ่มหนี้สินครัวเรือน
เฉลย: ค
เหตุผล: เป้าหมายคือให้คนไทยเกษียณได้มั่นคงและพึ่งตนเองได้