สมาชิกเข้าสู่ระบบ

9 สิ่งที่ควรทำ-ห้ามทำสร้างการคิดเชิงวิพากษ์ในเด็กวัยเริ่มเรียนรู้

การคิดเชิงวิพากษ์” (Critical Thinking) หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายคือ คิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน อยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล เพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจ ประเมิน หรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตของเด็กยุคใหม่

แต่การเลี้ยงดูแบบเดิมๆ ที่ปิดกั้นทางความคิด การตีกรอบ การใส่ชุดข้อมูลสำเร็จรูป จากผู้ปกครองหรือแม้แต่ในระบบการเรียนการสอนในโรงเรียน ส่งผลให้เกิดปัญหาที่เรามักจะได้ยินมาโดยตลอด คือเด็กไทยไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าถามในเรื่องที่ตัวเองไม่เข้าใจ ขาดทักษะในการเชื่อมโยงเหตุผลอย่างถูกต้อง ซึ่งทัศนคติที่ปิดกั้นเหล่านี้ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อกระบวนการเรียนรู้ของเด็กๆ

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และประธานกรรมการ โรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพฯ กล่าวว่า Critical Thinking มีความสำคัญและเป็นอีกทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็ก สามารถฝึกฝนได้ และควรปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก เพราะเป็นพื้นฐานด้านความคิดที่สำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้แบบ Active Learning หัวใจของการเรียนรู้ในยุคที่ต้องทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งการปลูกฝังเรื่อง Critical Thinking ควรเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่ายทั้งจากที่บ้านและโรงเรียน โดย ดร.ดาริกา ในฐานะนักบริหารการศึกษาที่มีประสบการณ์ด้านการเรียนรู้ทั้งในระดับปฐมวัยและมหาวิทยาลัย ได้ให้แนวทาง Do & Don’t ในการช่วยสร้าง Critical Thinking ให้กับเด็กไทยไว้ดังนี้

DO - ปล่อยให้ทำ - ฝึกตั้งคำถาม - ทำซ้ำบ่อยๆ

ปล่อยให้ทำ” เพราะการได้ทำด้วยตัวเองจะทำให้เกิดการเรียนรู้และเป็นประสบการณ์อันล้ำค่า แต่พ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องประเมินแล้วว่าสิ่งนั้นไม่เป็นอันตราย ลูกสามารถทำได้ เช่น ถ้าลูกอยากใช้มือหยิบจับอาหารแทนการใช้ช้อน ถ้าลองแล้วร้อนก็จะเกิดการเรียนรู้ว่าควรใช้ช้อนตักแทน พ่อแม่มีหน้าที่ให้เหตุผลถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในรูปแบบการอธิบาย

ฝึกตั้งคำถาม” การไม่กล้าถามในสิ่งที่ไม่เข้าใจ จะกลายเป็นปัญหาสำคัญต่อการเรียนรู้ในอนาคตของเด็กๆ ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือคุณครู ต้องปลูกฝังให้เด็กกล้าที่จะถามคำถาม หรือสอนว่าการยกมือถามในเรื่องที่ไม่เข้าใจไม่ใช่เรื่องผิด โดยอาจจะกล่าวชื่นชมเมื่อเด็กมีคำถาม ซึ่งจะสร้างความมั่นใจในการตั้งคำถามครั้งต่อไปให้กับเด็กๆ และกระตุ้นให้เด็กคนอื่นได้เห็นว่าการรู้จักตั้งคำถามไม่ใช่เรื่องน่าอาย

ขอเหตุผล” ฝึกให้ลูกเริ่มใช้ความคิด เช่น ถ้าลูกอยากได้ของเล่น พ่อแม่ลองตั้งคำถามกลับไปว่า ขอเหตุผลสัก 3 ข้อ ว่าทำไมต้องซื้อของเล่นชิ้นนี้ หรือของเล่นชิ้นนี้ข้อดีอย่างไร เด็กก็จะเริ่มใช้ความคิดของตัวเองในการนำเสนอออกมา ทำให้พ่อแม่เห็นความคิดที่ลูกคิดอยู่

ชวนแลกเปลี่ยน” เริ่มฝึกการคิดวิเคราะห์ด้วยการที่พ่อแม่หรือคุณครูลองหยิบยกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในข่าวหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวมาพูดคุยร่วมกัน แล้วให้เด็กๆ ได้แสดงความคิดของตัวเอง วิธีนี้ฝึกให้เด็กๆ รู้จักการหาเหตุผลมาประกอบการพูดคุยถกเถียง และประเมินตัวเองว่าเหตุผลที่นำมาประกอบนั้นมีความน่าเชื่อถือในมุมมองของผู้อื่นหรือไม่

ฝึกให้วิเคราะห์ด้วยตัวเอง” เด็กๆ ควรถูกปลูกฝังไม่ให้ปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ แต่ต้องรู้จักหาข้อมูลประกอบ รับฟังจากหลายๆ ด้าน หรือทดลองลงมือทำด้วยตัวเอง เปิดใจกว้างรับความคิดเห็นที่หลากหลายจากผู้อื่น คิดตามอย่างวิเคราะห์ และใช้เหตุผลแยกแยะได้ว่าอันไหนเป็นข้อเท็จจริง

ทำสม่ำเสมอ” การฝึกทักษะ Critical Thinking ให้ลูกน้อย ไม่จำเป็นต้องรอให้ลูกโตก่อน แต่สามารถเริ่มฝึกได้ตั้งแต่ลูกสามารถสื่อสารกับพ่อแม่ได้ และต้องฝึกบ่อยๆ ทำซ้ำๆ สม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดเป็นทักษะที่ติดตัวเด็กๆ ที่จะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ในอนาคต

 

DON’T : ห้ามทำ-ชี้นำ-คิดลบ อุปสรรคการพัฒนาทักษะเพื่ออนาคต

ห้ามไปหมดทุกอย่าง” การออกคำสั่งให้หยุดการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เด็กยังไม่ได้ลงมือทำ หรือการแสดงกิริยาไม่พอใจ อย่างการสั่งห้ามไม่ให้ใช้มือหยิบข้าวเพราะมันจะร้อน ถือเป็นการปิดกั้นความคิดเห็นของเด็ก และอาจจะทำให้เด็กไม่กล้าที่จะคิด ไม่กล้าที่จะทำ หรืออาจเกิดความอยากลองและกระทำลับหลังไม่ให้พ่อแม่รู้ ซึ่งอาจจะเกิดเหตุร้ายแรงตามมา

ชี้นำ” เพราะการชี้นำเป็นการนำความคิดหรือเอาประสบการณ์ของตนเองในอดีตมาใส่ในชุดความคิดของเด็ก ซึ่งบางความคิดบางอย่างอาจใช้ไม่ได้ในยุคปัจจุบัน ทำให้เด็กไม่กล้าแสดงความคิดที่คิดอยู่นั้นออกไป และอาจนำไปสู่ความเข้าใจว่าสิ่งที่คิดนั้นผิด

คิดลบ” การปลูกฝังให้เด็กไม่เชื่อในความคิดของผู้อื่น หรือมองว่าความคิดนั้นผิดและเป็นไปไม่ได้ เป็นสิ่งที่จะปิดกั้นความคิดและมุมมองใหม่ ๆ ดังนั้นพ่อแม่จึงควรปลูกฝังให้ลูกคิด วิเคราะห์ และหาเหตุผลว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ยินมานั้น มีความถูกต้องหรือไม่ก่อนการตัดสินใจ 

ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์  13 พฤศจิกายน 2564 

สรุปสาระสำคัญ

การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) คือทักษะการคิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ และสามารถใช้ในการตัดสินใจ วิเคราะห์ ประเมิน และแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในบริบทที่ต้องอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเลี้ยงดูและการจัดการเรียนรู้แบบเดิมที่เน้นการปิดกั้นทางความคิด การสั่งห้าม และการให้ข้อมูลสำเร็จรูป ส่งผลให้เด็กไทยขาดความกล้าแสดงออก ไม่กล้าตั้งคำถาม และขาดทักษะการเชื่อมโยงเหตุผล

แนวทางพัฒนาทักษะนี้ควรเริ่มตั้งแต่วัยเด็กผ่านความร่วมมือของบ้านและโรงเรียน โดยเน้นแนวทาง “DO” ได้แก่ การปล่อยให้เด็กลงมือทำในสิ่งที่ปลอดภัย การฝึกตั้งคำถาม การให้เหตุผล การชวนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การฝึกวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง และการฝึกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดเป็นทักษะถาวร

ในทางตรงกันข้าม ควรหลีกเลี่ยง “DON’T” ได้แก่ การห้ามโดยไม่ให้เหตุผล การชี้นำความคิดเด็กมากเกินไป และการปลูกฝังความคิดเชิงลบ เพราะจะเป็นการปิดกั้นพัฒนาการทางความคิดและลดความมั่นใจของผู้เรียน

ดังนั้น Critical Thinking จึงเป็นทักษะจำเป็นที่ต้องปลูกฝังอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผู้เรียนที่คิดเป็น วิเคราะห์เป็น และตัดสินใจได้อย่างมีคุณภาพ

ข้อสอบ

ข้อ 1

เป้าหมายสำคัญของการคิดเชิงวิพากษ์คือข้อใด
ก. ท่องจำข้อมูลให้ได้มากที่สุด
ข. ตัดสินใจโดยใช้อารมณ์
ค. วิเคราะห์และใช้เหตุผลในการตัดสินใจ
ง. เชื่อข้อมูลจากแหล่งเดียว

เฉลย: ค
เหตุผล: Critical Thinking เน้นการใช้เหตุผล วิเคราะห์ และตัดสินใจอย่างมีระบบ

ข้อ 2

พฤติกรรมใด “ส่งเสริม” การคิดเชิงวิพากษ์มากที่สุด
ก. ห้ามเด็กทำทุกอย่าง
ข. ให้เด็กตั้งคำถาม
ค. บอกคำตอบให้ทันที
ง. ให้ทำตามแบบอย่างเดียว

เฉลย: ข
เหตุผล: การตั้งคำถามช่วยกระตุ้นการคิดวิเคราะห์

ข้อ 3

เหตุใดการชี้นำความคิดเด็กมากเกินไปจึงไม่เหมาะสม
ก. ทำให้เด็กขี้เกียจ
ข. ทำให้เด็กสับสน
ค. จำกัดความคิดและประสบการณ์
ง. ทำให้เด็กจำไม่ได้

เฉลย: ค
เหตุผล: การชี้นำทำให้เด็กไม่พัฒนาความคิดของตนเอง

ข้อ 4

การให้เด็ก “ปล่อยให้ทำ” มีจุดประสงค์หลักคืออะไร
ก. ให้เด็กทำผิดบ่อยขึ้น
ข. ให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้จริง
ค. ลดภาระผู้ปกครอง
ง. ให้เด็กทำตามใจ

เฉลย: ข
เหตุผล: การลงมือทำช่วยสร้างการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

ข้อ 5

ข้อใดเป็นผลเสียของการห้ามเด็กโดยไม่มีเหตุผล
ก. เด็กเชื่อฟังมากขึ้น
ข. เด็กกล้าคิดมากขึ้น
ค. เด็กไม่กล้าลองหรือเรียนรู้
ง. เด็กจำคำสั่งได้ดี

เฉลย: ค
เหตุผล: การห้ามแบบไร้เหตุผลทำให้เด็กปิดกั้นการเรียนรู้

ข้อ 6

การฝึก “ขอเหตุผล” จากเด็กมีประโยชน์อย่างไร
ก. ทำให้เด็กเถียงมากขึ้น
ข. ฝึกการคิดเชิงเหตุผล
ค. ทำให้เด็กสับสน
ง. ทำให้เด็กเชื่องมากขึ้น

เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นการฝึกให้เด็กอธิบายเหตุผลของตนเอง

ข้อ 7

การชวนเด็กแลกเปลี่ยนความคิดเห็นช่วยพัฒนาอะไร
ก. การท่องจำ
ข. การแข่งขัน
ค. การคิดวิเคราะห์และฟังผู้อื่น
ง. การเชื่อฟัง

เฉลย: ค
เหตุผล: ช่วยให้เด็กวิเคราะห์และเปิดรับมุมมองอื่น

ข้อ 8

เหตุใดเด็กควรเรียนรู้การวิเคราะห์ข้อมูลหลายแหล่ง
ก. เพื่อจำข้อมูลให้ได้มาก
ข. เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด
ค. เพื่อทำข้อสอบได้เร็ว
ง. เพื่อเชื่อข้อมูลทั้งหมด

เฉลย: ข
เหตุผล: ลดการเชื่อข้อมูลผิดหรือไม่ครบถ้วน

ข้อ 9

ข้อใดเป็น “DON’T” ในการพัฒนาการคิดเชิงวิพากษ์
ก. ฝึกตั้งคำถาม
ข. ชวนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ค. ชี้นำความคิดเด็ก
ง. ให้เหตุผลกับเด็ก

เฉลย: ค
เหตุผล: การชี้นำเป็นการจำกัดความคิดของเด็ก

ข้อ 10

แนวทางใดช่วยให้ Critical Thinking เกิดผลยั่งยืนที่สุด
ก. ฝึกครั้งเดียว
ข. ฝึกเฉพาะที่โรงเรียน
ค. ฝึกอย่างสม่ำเสมอทั้งบ้านและโรงเรียน
ง. ให้เด็กเรียนรู้เองทั้งหมด

เฉลย: ค
เหตุผล: ความร่วมมือและความต่อเนื่องทำให้เกิดทักษะถาวร

ความเห็นของผู้ชม