สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ครม.เห็นชอบการกำหนดวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ

 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (29 ธ.ค.) เห็นชอบการกำหนดวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ และการกำหนดวันหยุดประจำปี 2564 รวมถึงเลื่อนวันหยุดราชการประจำปี 2564 ตามที่คณะทำงานศึกษาและกำหนดวันหยุดฯปี 2564 ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยรวมวันหยุดทั้งสิ้น 24 วัน

โดยมีการเพิ่มวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ ดังนี้ 

  • วันที่ 12 ก.พ.2564 : วันตรุษจีน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ประกาศให้วันหยุดตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการ
  • วันที่ 12 เม.ย.2564 : วันหยุดช่วงเทศกาลสงกรานต์
  • วันที่ 27 ก.ค. 2564 : วันหยุดราชการชดเชยวันเข้าพรรษา
  • วันที่ 24 ก.ย.2564 : วันหยุดราชการกรณีพิเศษในวันมหิดล 

นอกจากนั้นยังมีการกำหนดวันหยุดประจำภาคต่างๆ คือ

  • วันหยุดราชการประจำภาคเหนือได้แก่ งานประเพณีไหว้พระธาตุ ในวันที่ 26 มี.ค.2564
  • วันหยุดราชการประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ งานเทศกาลบุญบั้งไฟ ในวันที่ 10 พ.ค.2564
  • วันหยุดราชการประจำภาคใต้  ได้แก่ งานประเพณีสารทเดือน 10 ในวันที่ ต.ค.2564
  • วันหยุดราชการประจำภาคกลาง  ได้แก่ งานประเพณีออกพรรษา ในวันที่ 21 ต.ค.2564

 

ทั้งนี้ใน

การประชุม ครม.ยังเห็นชอบเลื่อนวันหยุดชดเชยวันปิยมหาราช มาเป็นวันที่ 22 ตุลาคม 2564 (จากเดิมวันที่ 25 ตุลาคม 2564) เพื่อให้มีวันหยุดติดต่อกันมากขึ้น (21-24 ตุลาคม 2564)

การกำหนดวันหยุดเพิ่มเติมจะทำให้เศรษฐกิจมีการใช้เงินหมุนเวียนมากขึ้นของประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นและจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ส่วนการกำหนดวันหยุดของเอกชนและสถานบันการเงินให้เห็นไปตามดุลยพินิจของแต่ละหน่วยงาน

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ  ,และอ้างอิงในภาพ

สรุปสาระสำคัญ 
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการกำหนดวันหยุดราชการปี 2564 รวม 24 วัน โดยเพิ่มวันหยุดกรณีพิเศษและกำหนดวันหยุดประจำภาค เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายของประชาชน มาตรการสำคัญ ได้แก่ การประกาศวันตรุษจีน (12 ก.พ.) เป็นวันหยุดราชการครั้งแรก การเพิ่มวันหยุดช่วงสงกรานต์ (12 เม.ย.) วันหยุดชดเชยเข้าพรรษา (27 ก.ค.) และวันหยุดพิเศษวันมหิดล (24 ก.ย.) นอกจากนี้ยังมีวันหยุดประจำภาค ได้แก่ ภาคเหนือ (ไหว้พระธาตุ 26 มี.ค.) ภาคอีสาน (บุญบั้งไฟ 10 พ.ค.) ภาคใต้ (สารทเดือนสิบ 6 ต.ค.) และภาคกลาง (ออกพรรษา 21 ต.ค.) อีกทั้งมีการเลื่อนวันหยุดชดเชยวันปิยมหาราชมาเป็น 22 ต.ค. เพื่อให้เกิดวันหยุดยาวต่อเนื่อง 21–24 ต.ค. ส่งผลให้ประชาชนเดินทางมากขึ้น เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ขณะที่ภาคเอกชนและสถาบันการเงินสามารถกำหนดวันหยุดได้ตามดุลยพินิจ นโยบายนี้สะท้อนการใช้เครื่องมือเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ควบคู่กับการคำนึงถึงบริบทวัฒนธรรมและความหลากหลายของภูมิภาค

 

ข้อสอบ

ข้อ 1 เหตุผลหลักของการเพิ่มวันหยุดราชการคือข้อใด
ก. ลดภาระงานราชการ
ข. กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
ค. เพิ่มเวลาพักผ่อนข้าราชการ
ง. ลดความแออัดในเมือง
เฉลย: ข
เหตุผล: มุ่งให้เกิดการใช้จ่ายและการเดินทาง ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยตรง

ข้อ 2 วันหยุดใดเป็นครั้งแรกที่ประกาศเป็นวันหยุดราชการ
ก. สงกรานต์
ข. ตรุษจีน
ค. ออกพรรษา
ง. มาฆบูชา
เฉลย: ข
เหตุผล: ระบุชัดว่าเป็นครั้งแรกของวันตรุษจีน

ข้อ 3 การกำหนดวันหยุดประจำภาคสะท้อนแนวคิดใด
ก. รวมศูนย์อำนาจ
ข. มาตรฐานเดียวกัน
ค. เคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ง. ลดความเหลื่อมล้ำรายได้
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้ประเพณีท้องถิ่นของแต่ละภาค

ข้อ 4 การเลื่อนวันหยุดปิยมหาราชมีวัตถุประสงค์ใด
ก. ลดวันหยุด
ข. เพิ่มรายได้รัฐ
ค. สร้างวันหยุดยาวต่อเนื่อง
ง. ลดการเดินทาง
เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อให้เกิดช่วงหยุดยาว 21–24 ต.ค.

ข้อ 5 ข้อใดเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจที่คาดหวัง
ก. เงินเฟ้อลดลง
ข. การใช้จ่ายหมุนเวียนเพิ่มขึ้น
ค. หนี้สาธารณะลดลง
ง. ค่าแรงลดลง
เฉลย: ข
เหตุผล: ประชาชนท่องเที่ยวและใช้จ่ายมากขึ้น

ข้อ 6 การให้เอกชนกำหนดวันหยุดเองสะท้อนหลักใด
ก. การกระจายอำนาจ
ข. การควบคุม
ค. ความเข้มงวดทางกฎหมาย
ง. การรวมศูนย์
เฉลย: ก
เหตุผล: เปิดดุลยพินิจให้หน่วยงานตัดสินใจ

ข้อ 7 หากเป็นผู้บริหารโรงเรียน ควรวางแผนอย่างไร
ก. ยกเลิกกิจกรรมทั้งหมด
ข. ปรับแผนการเรียนรู้ให้สอดคล้องวันหยุด
ค. เพิ่มการบ้านแทน
ง. ไม่ต้องปรับอะไร
เฉลย: ข
เหตุผล: ต้องบริหารเวลาเรียนให้เหมาะสม

ข้อ 8 ข้อใดเป็นตัวอย่างวันหยุดประจำภาคอีสาน
ก. สารทเดือนสิบ
ข. บุญบั้งไฟ
ค. ไหว้พระธาตุ
ง. ออกพรรษา
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นประเพณีสำคัญของภาคอีสาน

ข้อ 9 นโยบายนี้เป็นเครื่องมือด้านใด
ก. การเงิน
ข. การคลัง
ค. นโยบายสังคมเชิงพฤติกรรม
ง. การศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้พฤติกรรมการเดินทางกระตุ้นเศรษฐกิจ

ข้อ 10 หากนโยบายไม่บรรลุผล ควรปรับปรุงอย่างไร
ก. เพิ่มวันหยุดต่อ
ข. ยกเลิกทั้งหมด
ค. ประเมินผลและปรับให้เหมาะบริบท
ง. ลดงบประมาณ
เฉลย: ค
เหตุผล: การตัดสินใจเชิงนโยบายต้องอิงข้อมูลและบริบท

ความเห็นของผู้ชม