สมาชิกเข้าสู่ระบบ

วิกฤตการศึกษา วิกฤตเด็ก เงาสะท้อนสัญญาณเตือน pisa

คะแนน PISA ล่าสุด ที่แถลงออกมา ไม่ว่าใน ด้านคณิตศาสตร์ ไม่ว่าใน ด้านการอ่าน ไม่ว่าใน ด้านวิทยาศาสตร์ คือสัญญาณตรงไปยัง ระบบการศึกษาของไทย อย่างชนิดตีกลางแสกหน้า

ความหมายก็คือ เท่ากับเป็นการเตือนไปยัง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 

คำถามก็คือ จะแก้ วิกฤต” อันเนื่องแต่ การศึกษา” อย่างไร

ที่มิอาจมองข้ามได้อย่างเด็ดขาดก็คือ คะแนนมาจากการประเมินทักษะของเด็ก และตัวชี้วัดการศึกษาของแต่ละประเทศที่มีการวัดผลทุกๆ 3 ปี

·      นั่นก็เห็นได้จาก ในด้านคณิตศาสตร์ คะแนนลดลงร้อยละ 6 อยู่ที่อันดับ 58 จาก 81 ประเทศและพื้นที่ที่เข้าร่วม

·      นั่นก็เห็นได้จาก ในด้านการอ่าน คะแนนลดลงร้อยละ 4 อยู่ที่ อันดับ 64 จาก 81 ประเทศและพื้นที่ที่เข้าร่วม

·      นั่นก็เห็นได้จาก ในด้านวิทยาศาสตร์ คะแนนลดลงร้อยละ 4 อยู่ที่อันดับ 58 จาก 81 ประเทศและพื้นที่ที่เข้าร่วม

ถือว่าอยู่ในจุดอันต่ำสุดในรอบ 20 ปี เห็นได้อย่างเด่นชัดว่าอันดับอยู่ในครึ่งล่างของตาราง เด่นชัดว่าเป็นอันดับที่ต่ำกว่า 50 ลงมา 

·      ความเป็นจริงไม่ว่าในเรื่องของ คะแนน และ อันดับ ที่ดำเนินมาในลักษณะถดถอยลงเป็นลำดับ สะท้อนการเปรียบเทียบในระดับโลก และแม้กระทั่งในระดับอาเซียน

·      สอดรับกับที่เคยมีการสำรวจก่อนหน้านี้ในเรื่องอันดับของเด็กไทยต่อผลการเรียนในด้านภาษาอังกฤษ

เป็นคำถามที่ทั้ง กระทรวงศึกษาธิการ และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จักต้องร่วมกันขบคิดถึงสาเหตุ และค้นหาคำตอบอยู่ที่วิธีการแก้ไข

แน่นอน นี่มิได้เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาลในปัจจุบัน หากแต่เป็นผลที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ตลอดห้วง 20 ปีของการศึกษาไทยอันทำให้เกิด วิกฤต”

20 ปีนี้ย่อมครอบคลุมระยะเวลานับแต่เกิดสถานการณ์รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 และต่อเนื่องมายังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

การศึกษาในห้วง 2 ทศวรรษนี้เหตุใดจึงก่อให้เกิด “วิกฤต” 

วิกฤตทางการศึกษา สะท้อนโครงสร้าง สะท้อนระบบว่ามีปัญหาดำรงอยู่อย่างแน่นอน ปมเงื่อนอยู่ที่ว่าจะสามารถเสาะหาต้นตอและรากเหง้าอย่างแท้จริงได้อย่างไร
แน่นอน ย่อมมิใช่ท่าทีในแบบ นกกระจอก” ที่เอาแต่ซุกปัญหา

ตรงกันข้าม จำเป็นต้องมองไปยังหลักสูตร จำเป็นต้องมองไปยังเนื้อหาของหลักสูตร สอดรับกับพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงในทางสังคมและเทคโนโลยีหรือไม่

ถึงเวลาแล้วที่จะมอง “การปฏิรูป” ตามความเป็นจริงให้สมกับฐานภาพแห่งความเป็น “รัฐบาลพิเศษ” 

 

 

เกี่ยวข้องกัน

PISA 2022 สิงคโปร์อันดับหนึ่งโลก คะแนนนำทั้้งคณิตศาสตร์ การอ่าน วิทย์ ไทยอันดับ 5 อาเซียน 

PISA คือ การประเมินทักษะของนักเรียนอายุ 15 ปี ด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดย PISA 2022 ประเมินจาก 81 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ ซึ่งเดิมการทดสอบวางแผนไว้ว่าจะมีขึ้นในปี 2021 แต่ล่าช้าไปหนึ่งปีเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 

รายงานผล PISA 2022 ของ OECD ระบุว่า ทุกวันนี้การเก่งคณิตแล้วเป็นมากกว่าการทำซ้ำขั้นตอนทางคณิตศาสตร์ตามปกติ แต่ PISA มองว่าผู้ที่เก่งทางคณิตศาสตร์ เป็นคนที่สามารถให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในการฝ่าฟันปัญหาในชีวิตจริงที่ซับซ้อนและค้นหาวิธีแก้ปัญหาด้วยการกำหนด การใช้ และการตีความคณิตศาสตร์ 

ด้านคณิตศาสตร์
ใน PISA 2022 คะแนนเฉลี่ยทางคณิตศาสตร์ของกลุ่มประเทศ OECD คือ 472 คะแนน คะแนนเฉลี่ยในการอ่านคือ 476 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยทางวิทยาศาสตร์อยู่ที่ 485 คะแนน สิงคโปร์ทำคะแนนได้สูงกว่าประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วม PISA 2022 อย่างเห็นได้ชัด โดยสาขาคณิตศาสตร์ ได้ 575 คะแนน การอ่าน 543 คะแนน และวิทยาศาสตร์ 561 คะแนน
 

และเช่นเดียวกับฮ่องกง (จีน) ญี่ปุ่น เกาหลี มาเก๊า (จีน) และจีนไทเป ทำได้ดีกว่าประเทศและเขตเศรษฐกิจอื่นๆทั้งหมดในวิชาคณิตศาสตร์ นอกจากนี้ ยังมีอีก 17 ประเทศที่ทำผลงานได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD(472 คะแนน) ตั้งแต่เอสโตเนีย (510 คะแนน) ไปจนถึงนิวซีแลนด์ (479 คะแนน)

นักเรียนโดยเฉลี่ย 69% มีความสามารถอย่างน้อยในพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ในประเทศ OECD ซึ่งหมายความว่าพวกเขาเริ่มแสดงให้เห็นถึงความสามารถและความริเริ่มในการใช้คณิตศาสตร์ในสถานการณ์จริงที่เรียบง่าย

นอกจากนี้ใน 16 ประเทศจาก 81 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วมทดสอบใน PISA 2022 มีนักเรียนมากกว่า 10% มีความสามารถระดับ 5 หรือ 6 ความซึ่งหมายถึงมีความสามารถสูง คือ เข้าใจว่าปัญหามีลักษณะเป็นเชิงปริมาณและสามารถกำหนดแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเพื่อแก้ปัญหาได้ ในทางตรงกันข้าม นักเรียนไม่ถึง 5% ที่มีผลการเรียนดีใน 42 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ 

ด้านการอ่านและวิทยาศาสตร์
สิงคโปร์มีคะแนนสูงกว่าประเทศ/เขตเศรษฐกิจอื่นๆ ในด้านการอ่านและวิทยาศาสตร์อย่างมาก โดยมีคะแนนด้านการอ่าน(543 คะแนน)และวิทยาศาสตร์(561 คะแนน) ส่วนประเทศที่รองจากสิงคโปร์ มีทั้งไอร์แลนด์ เอสโตเนีย ญี่ปุ่น เกาหลี และจีนไทเป ขณะที่ระบบการศึกษาอีก 14 ระบบมีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ในการอ่าน (476 คะแนน) และมีตั้งแต่มาเก๊า (จีน) (510 คะแนน) อิตาลี (482 คะแนน)

ในด้านวิทยาศาสตร์ ระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น มาเก๊า (จีน) และจีนไทเป เกาหลี เอสโตเนีย ฮ่องกง (จีน) และแคนาดา ฟินแลนด์ทำคะแนนได้พอๆ กับแคนาดา ในสาขาวิทยาศาสตร์ นอกเหนือจาก 9 ประเทศและเขตเศรษฐกิจแล้ว ยังมีระบบการศึกษาอีก 15 ระบบที่มีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ทางวิทยาศาสตร์ (485 คะแนน) ตั้งแต่ออสเตรเลีย (507 คะแนน) ไปจนถึงเบลเยียม (491 คะแนน)

นักเรียนประมาณ 3 ใน 4 มีความสามารถขั้นพื้นฐานในด้านการอ่านและวิทยาศาสตร์ในประเทศ OECD

ในด้านการอ่านและวิทยาศาสตร์ นักเรียน OECD โดยเฉลี่ย 7% มีระดับความสามารถสูงสุดที่ 5 หรือ 6 และใน 13 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ นักเรียนมากกว่า 10% มีคะแนนด้านการอ่านเป็นอันดับต้นๆ ส่วนใน 14 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ มากกว่า 10% ของนักเรียนมีผลการเรียนดีเด่นด้านวิทยาศาสตร์ 

สำหรับในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สิงคโปร์ครองอันดับ 1 ทั้งสามวิชา ด้วยคะแนนคณิตศาสตร์ 575 การอ่าน 543 วิทยาศาสตร์ 561 และมีสัดส่วนในระดับความสามารถ 5 หรือ 6 อย่างน้อย 1 วิชาคือ 44.5%
เวียดนามอันดับ 2 ด้วยคะแนนคณิตศาสตร์ 469 การอ่าน 462 วิทยาศาสตร์ 471
บรูไนอันดับ 3 ด้วยคะแนนคณิตศาสตร์ 442 การอ่าน 429 วิทยาศาสตร์ 446
มาเลเซียอันดับ 4 ด้วยคะแนนคณิตศาสตร์ 409 การอ่าน 388 วิทยาศาสตร์ 416
ไทยอันดับ5 ด้วยคะแนนคณิตศาสตร์ 394 การอ่าน 379 วิทยาศาสตร์ 409
อินโดนีเซียอันดับ 6 ด้วยคะแนนคณิตศาสตร์ 366 การอ่าน 359 วิทยาศาสตร์ 383
ฟิลิปปินส์อันดับ 7 ด้วยคะแนนคณิตศาสตร์ 335 การอ่าน 347 วิทยาศาสตร์ 356
กัมพูชาอันดับ 8 ด้วยคะแนนคณิตศาสตร์ 336 การอ่าน 329 วิทยาศาสตร์ 347
 

เมื่อเทียบกับ PISA 2018

สิงคโปร์มีคะแนนคณิตศาสตร์ดีขึ้น 6 คะแนน การอ่านลดลง 7 คะแนน วิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น 10 คะแนน
มาเลเซียมีคะแนนคณิตศาสตร์ดีลดลง 32 คะแนน การอ่านลดลง 27 คะแนน วิทยาศาสตร์ลดลง 21 คะแนน
ไทยมีคะแนนคณิตศาสตร์ดีลดลง 25 คะแนน การอ่านลดลง 14 คะแนน วิทยาศาสตร์ลดลง 17 คะแนน
อินโดนีเซียมีคะแนนคณิตศาสตร์ดีลดลง 13 คะแนน การอ่านลดลง 12 คะแนน วิทยาศาสตร์ลดลง 13 คะแนน ฟิลิปปินส์มีคะแนนคณิตศาสตร์ดีขึ้น 2 คะแนน การอ่านเพิ่มขึ้น 7 คะแนน วิทยาศาสตร์ลดลง 1 คะแนน กัมพูชามีคะแนนคณิตศาสตร์ดีขึ้น 6 คะแนน การอ่านลดลง 7 คะแนน วิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น 10 คะแนน

ธนาคารโลกชี้ คะแนน PISA เด็กไทยถดถอย ย้ำ 3 ประเด็นสำคัญ รัฐต้องเร่งแก้ด่วน

 

แนวโน้ม

ค่าเฉลี่ย OECD ไม่เคยเปลี่ยนแปลงในการประเมิน PISA ติดต่อกันจนถึงปี 2018 เลย โดยค่าเฉลี่ยวิชาคณิตศาสตร์ไม่เคยเพิ่มขึ้นเกิน 4 คะแนนและค่าเฉลี่ยในการอ่านไม่เคยเกิน 5 คะแนน อย่างไรก็ตาม ใน PISA 2022 ค่าเฉลี่ยคณิตศาสตร์ใน OECD ลดลงเกือบ 15 คะแนน และคะแนนการอ่านลดลงประมาณ 10 คะแนน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย PISA 2018 อย่างไรก็ตาม ค่าเฉลี่ยในด้านวิทยาศาสตร์ทรงตัว คะแนนคณิตศาสตร์และการอ่านลดลงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แสดงให้เห็นถึงผลกระทบอันน่าวิตกของโควิด-19 ในประเทศส่วนใหญ่ 

ในวิชาคณิตศาสตร์ คะแนนที่ลดลงเด่นชัดที่สุด คือในแอลเบเนีย จอร์แดน ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และมาเลเซีย (ตามลำดับจากมากไปน้อย) ซึ่งเกิน 30 คะแนน นอกจากนี้ ยังมีการพบคะแนนเฉลี่ยทางคณิตศาสตร์ที่ลดลงมากกว่า 20 คะแนนในบากู (อาเซอร์ไบจาน), เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, กรีซ, มอนเตเนโกร, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์, โปรตุเกส, สาธารณรัฐสโลวัก, สโลวีเนีย, สวีเดน และไทย

มีเพียง 4 ประเทศและเขตเศรษฐกิจเท่านั้นที่มีคะแนนดีขึ้นระหว่าง PISA 2018 และ 2022 ในทั้งสามวิชา ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม กัมพูชา สาธารณรัฐโดมินิกัน และจีนไทเป 

การวิเคราะห์แนวโน้มของผลลัพธ์ PISA เผยให้เห็นการลดลงที่เกิดขึ้นมานานหลายทศวรรษซึ่งเริ่มขึ้นก่อนเกิดการระบาดใหญ่ ในการอ่านและวิทยาศาสตร์ มีคะแนนสูงสุดในปี 2012 และ 2009 ตามลำดับ ก่อนที่จะลดลง ขณะที่คะแนนวิชาคณิตศาสตร์เริ่มตกต่ำก่อนปี 2018 ในออสเตรเลีย เบลเยียม แคนาดา สาธารณรัฐเช็ก ฟินแลนด์ ฮังการี ไอซ์แลนด์ เกาหลี เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ สาธารณรัฐสโลวัก และสวิตเซอร์แลนด์

4 ประเทศและเขตเศรษฐกิจกำลังสวนกับแนวโน้มการลดลงในระยะยาว โดย โคลอมเบีย มาเก๊า (จีน) เปรู และกาตาร์ ผลลัพธ์ของประเทศเหล่านี้ดีขึ้นโดยเฉลี่ยในทั้งสามวิชาตลอดระยะเวลาเต็มที่เข้าร่วมใน PISA ส่วนอีก 4ประเทศ (อิสราเอล สาธารณรัฐมอลโดวา สิงคโปร์ และตุรกี) มีคะแนนดีขึ้นในสองในสามวิชา 

OECD เปิดเผยผลประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) ประจำปี 2022 ว่า สิงคโปร์นำลิ่วในระดับโลกในทุกด้านทั้งการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ และสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD 

ที่มา ; thaipublica 5 ธันวาคม 2023

 

เกี่ยวข้องกัน

เด็กสิงคโปร์ครองอันดับ 1 ผลสอบ PISA ปีล่าสุด นักเรียนไทยวิกฤติ คะแนนต่ำสุดรอบ 20 ปีในทุกทักษะ 

นักเรียนอายุ 15 ปีของสิงคโปร์ ครองอันดับหนึ่งในการสอบวัดระดับโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากลหรือ PISA ประจำปี 2022 โดยนักเรียนจากสิงคโปร์ได้อันดับหนึ่งในทุกทักษะ ทั้งการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ขณะที่นักเรียนไทยคะแนนร่วงในทุกทักษะ และแพ้เพื่อนบ้านอาเซียนอย่างสิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย ในทุกทักษะด้วยเช่นกัน 

โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) เพื่อประเมินนักเรียนอายุ 15 ปีในประเทศที่เข้าร่วม ทุก ๆ 3 ปี โดยในปีนี้มีประเทศที่เข้าร่วมทั้งสิ้น 81 ประเทศ 

สำหรับผล PISA ปี 2022 นักเรียนที่มาจากประเทศหรือพื้นที่เหล่านี้ทำข้อสอบได้อย่างโดดเด่นได้แก่ มาเก๊า ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเอสโตเนีย โดยนักเรียนจากพื้นที่เหล่านี้ทั้งหมดอยู่ใน 10 อันดับสูงสุดในหมวดหมู่การประเมินทั้ง 3 กลุ่ม ไม่ว่าจะด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือการอ่าน 

อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินโดยเฉลี่ยในภาพรวมของปี 2022 พบว่าประสิทธิภาพของสมรรถนะเด็กในกลุ่มประเทศ/เขตเศรษฐกิจ OECD ลดลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ส่วนนักเรียนไทย พบว่าทุกทักษะทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ได้คะแนนต่ำสุดในรอบ 20 ปี 

การอ่าน

สมรรถนะด้านการอ่าน สิงคโปร์ มาเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยอีก 9 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจตามลำดับ ได้แก่ ไอร์แลนด์, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, เอสโตเนีย, มาเก๊า, แคนาดา, สหรัฐอเมริกา และนิวซีแลนด์สำหรับประเทศ/ เขตเศรษฐกิจ ที่ได้ 3 อันดับสุดท้าย ได้แก่ โมร็อกโก, อุซเบกิสถาน และกัมพูชา ประเทศและเขตเศรษฐกิจยุโรปส่วนใหญ่อยู่ในอันดับกลาง ๆ โดยสหราชอาณาจักร มีผลประเมินอยู่ในอันดับที่ 13 ขยับขึ้นมา 1 อันดับจากปี 2018 ส่วนกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ประเทศชิลี อยู่ในอันดับสูงสุดของทวีป และเป็นอันดับที่ 37 จากประเทศทั้งหมดที่เข้ารับการประเมิน 

ส่วนไทย ทักษะการอ่านอยู่ที่ 64 จาก 81 ประเทศ เป็นรองทั้งสิงคโปร์ (อันดับ 1) เวียดนาม (อันดับ 34) บรูไน (อันดับ 44) และมาเลเซีย (อันดับ 60) 

คณิตศาสตร์

ความรู้ด้านคณิตศาสตร์สิงคโปร์ มาเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วย มาเก๊า, ไต้หวัน, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, เอสโตเนีย, สวิตเซอร์แลนด์, แคนาดา และนิวซีแลนด์ ส่วนอันดับที่ 10-20 เป็นนักเรียนจากกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งสหราชอาณาจักรอยู่ในอันดับที่ 14ส่วนประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ อยู่ในอันดับที่ 34

สำหรับเด็กไทย ทักษะด้านคณิตศาสตร์อยู่ในอันดับที่ 58 เป็นรองทั้งสิงคโปร์ (อันดับ 1) เวียดนาม (อับดับ 31) บรูไน (อันดับ 40) และมาเลเซีย (อันดับ 54) 

วิทยาศาสตร์

สำหรับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สิงคโปร์มาเป็นอันดับหนึ่งอีกเช่นกัน ตามด้วยอันดับที่ 2-10 ได้แก่ ญี่ปุ่น, มาเก๊า, ไต้หวัน, เกาหลีใต้, เอสโตเนีย, ฮ่องกง, แคนาดา, ฟินแลนด์ และออสเตรเลียสหราชอาณาจักร ได้อันดับที่ 15 สหรัฐอเมริกา อันดับที่ 16 โดยประเทศยุโรปส่วนใหญ่ผลคะแนนอยู่ในระดับปานกลางสำหรับประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 58 เป็นรองทั้งสิงคโปร์ (อันดับ 1) เวียดนาม (อันดับ 35) บรูไน (อันดับ 42) และมาเลเซีย (อันดับ 52) 

สถานการณ์ของเด็กไทย แย่ลงทุกทักษะ

สำหรับผลคะแนนการทดสอบ PISA ของเด็กนักเรียนไทยประจำปี 2022 พบว่าแย่ลงในทุกทักษะเมื่อเทียบกับ 4 ปีก่อน ทั้งด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน โดย PISA ระบุว่าในการทดสอบครั้งล่าสุดนี้ คะแนนเฉลี่ยในทุกทักษะของเด็กไทยต่ำที่สุดกว่าการทดสอบครั้งก่อน ๆ นับแต่ไทยเข้าร่วมประเมินเป็นครั้งแรกเมื่อ 20 กว่าปีก่อนในช่วงต้นทศวรรษ 2000นอกจาก

นี้ หากดูเฉพาะช่วง 10 ปีหลังสุด (2012-2022) จะพบว่าทักษะด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ คะแนนของเด็กไทยลดลงไปกว่า 30 คะแนน ส่วนคะแนนด้านการอ่านลดลงไปกว่า 60 คะแนน ซึ่งเป็นช่วงคะแนนที่มากกว่าที่ปกติเด็กคนหนึ่ง ๆ จะได้รับจากการเรียนตลอด 1 ปีเสียอีก 

เมื่อเทียบกับประเทศกลุ่ม OECD ยังพบด้วยว่า ทักษะทั้ง 3 ด้านของเด็กนักเรียนไทยยังด้อยกว่านักเรียนจากกลุ่มประเทศ OECD และเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอย่าง สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และบรูไน ก็พบว่าเด็กไทยมีทักษะทั้ง 3 ด้านด้อยกว่าเด็กในประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ทั้งหมด

 

ผลคะแนนตกลงในภาพรวม

ผลการประเมิน PISA ล่าสุด ชี้ให้เห็นว่าคะแนนด้านการอ่านของนักเรียนที่เข้าร่วมลดลง 10 คะแนน ส่วนความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ ลดลงเกือบ 15 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบกับการประเมินเมื่อปี 2018

"ตัวเลขนี้เท่ากับค่าของการเรียนรู้ 3 ใน 4 ของปี" PISA ระบุ "แต่การลดลงดังกล่าวมีสาเหตุมาจากโรคระบาดโควิด-19 เพียงบางส่วนเท่านั้น" 

ส่วนคะแนนด้านการอ่านและความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้นลดลงมาตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19

โปรแกรมการประเมินสมรรถนะของ PISA เริ่มเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2000 และมีการประเมินทุก ๆ 3 ปี แต่ในการประเมินของปี 2021 ถูกเลื่อนมาเป็นปี 2022 ซึ่ง OECD ให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการสะท้อนภาวะความยากลำบากหลังการระบาดของโควิด-19 

ใครเข้าร่วมทดสอบบ้าง

นักเรียนจากแต่ละประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วมทดสอบสมรรถนะจะมีจำนวนที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรของประเทศนั้น ๆ

สำหรับการสอบ PISA ประจำปี 2022 มีนักเรียนเข้าร่วมทดสอบเกือบ 700,000 คน

ในบางทวีปอย่างประเทศในแถบแอฟริกา ตูนิเซียเป็นประเทศเดียวที่ร่วมทดสอบมาเป็นเวลาหลายปี แต่กลับไม่ได้เข้าร่วมมาตั้งแต่ปี 2018

ส่วนเมืองเซี่ยงไฮ้ของจีน เข้าร่วมทดสอบเป็นเมืองแรกในปี 2009 ตามด้วย ปักกิ่ง, เจียงซู และกวางตุ้ง ในปี 2015 แต่ต่อมาเมืองเจ้อเจียง เข้ามาแทนเมืองกวางตุ้งในปี 2018

อย่างไรก็ตาม นักเรียนจีนเคยทำคะแนนวัดสมรรถนะได้เป็นอันดับหนึ่งใน 3 ด้าน เมื่อครั้งที่แล้ว แต่ในรอบปี 2022 จีนไม่ได้ส่งนักเรียนเข้าร่วมการประเมิน

ช่องว่างระหว่างชาย-หญิง

เมื่อดูผลการทดสอบโดยเฉลี่ยของปี 2022 เปรียบเทียบโดยใช้เกณฑ์ระหว่างเพศหญิงชาย พบว่าคะแนนความรู้ทางคณิตศาสตร์ของเด็กนักเรียนชายสูงกว่านักเรียนหญิง 9 คะแนน แต่เด็กผู้หญิงมีคะแนนด้านการอ่านสูงกว่าเด็กผู้ชาย 24 คะแนน

ผลการทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ของประเทศส่วนมาก ไม่ปรากฏว่าช่องว่างระหว่างเพศชายและหญิงมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างปี 2018-2022 เนื่องจากทั้งนักเรียนหญิงและชายมีคะแนนในวิชาคณิตศาสตร์ลดลงพอ ๆ กัน

เมื่อดูภูมิหลังของนักเรียนที่เข้ารับการทดสอบ PISA พบว่า นักเรียนในกลุ่มที่ไม่มีสถานะเป็นผู้อพยพย้ายถิ่นฐานมีแนวโน้มที่จะทำคะแนนได้ดีกว่านักเรียนที่เป็นผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน ในทุก ๆ วิชา อย่างไรก็ตาม ผลเช่นนี้ไม่ได้เกิดกับทุกประเทศ ทั้งนี้ นักเรียนที่มีภูมิหลังเป็นผู้อพยพมักจะมีสถานะทางเศรษฐกิจไม่ดีเท่าเพื่อนที่ไม่ใช่ผู้อพยพ 

ข้อสอบ PISA ทดสอบอย่างไร

แบบทดสอบของ PISA แบ่งเป็นข้อสอบปรนัยกาตัวเลือก 2 ส่วน และข้อสอบอัตนัยหรือคำถามปลายเปิดอีก 1 ส่วน โดยมีนักเรียนจำนวนไม่มากของแต่ละโรงเรียนที่ได้ตอบแบบทดสอบชุดเดียวกัน

เหตุที่ PISA ออกแบบประเมินเช่นนี้ เพราะต้องการวัดผลทางด้านสมรรถนะและทักษะโดยรวม ดังนั้น จึงต้องมีชุดคำถามในจำนวนที่มากกว่าที่เด็กคนเดียวจะสามารถตอบได้ (ถ้าทำข้อสอบทั้งหมดคนเดียวต้องใช้เวลา 4.30 ชั่วโมง) และกระจายข้อสอบไปในชุดกระดาษคำถามคละกันไป 

หลังจากนั้น PISA จะใช้ตัวแบบทางสถิติประเมินศักยภาพแอบแฝงของนักเรียนแต่ละคน PISA ยังใช้วิธีคาดการณ์คำตอบของนักเรียนแต่ละคนว่านักเรียนจะสามารถตอบคำถามได้มากน้อยแค่ไหน หากได้รับชุดคำถามทั้งหมดไป

 

ที่มา ;BBC 5 ธันวาคม 2023

เกี่ยวข้องกัน

ผลการประเมิน PISA 2022: คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน นักเรียนไทยรู้และสามารถทำอะไรได้บ้าง 

ตามที่ประเทศไทยได้ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ดำเนินงานโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) 

มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพของระบบการศึกษาในการเตรียมความพร้อมให้เยาวชนมีศักยภาพหรือความสามารถพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยประเมินความฉลาดรู้ด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งการประเมินจะวัดทั้ง 3 ด้าน ดังกล่าวไปพร้อมกัน แต่จะเน้นหนักที่ด้านใดด้านหนึ่งในแต่ละรอบการประเมิน 

สำหรับ PISA 2022 เน้นการประเมินด้านคณิตศาสตร์ มีนักเรียนเข้าร่วมการประเมินประมาณ 690,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของประชากรนักเรียนอายุ 15 ปี ที่มีอยู่ประมาณ 29 ล้านคน จาก 81 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทยได้ดำเนินการจัดสอบเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 มีนักเรียนกลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมการประเมิน จำนวน 8,495 คน จาก 279 โรงเรียนในทุกสังกัดการศึกษา 

 

การแถลงข่าวผลการประเมิน PISA 2022

โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA (Programme for International Student Assessment) ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพของระบบการศึกษาในการเตรียมความพร้อมให้เยาวชนมีศักยภาพหรือความสามารถพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง 

PISA ประเมินนักเรียนอายุ 15 ปี ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่สำเร็จการศึกษาภาคบังคับ โดยได้ทำการประเมินทุก 3 ปี อย่างต่อเนื่องเพื่อติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาและมุ่งให้ข้อมูลแก่ระดับนโยบาย PISA เน้นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้ความรู้และทักษะในชีวิตจริงมากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน หรือเรียกว่า “ความฉลาดรู้” (Literacy) ใน 3 ด้าน ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์  การประเมินนักเรียนจะวัดทั้ง 3 ด้านดังกล่าวไปพร้อมกัน แต่จะเน้นหนักที่ด้านใดด้านหนึ่ง ในแต่ละรอบการประเมิน ซึ่งความฉลาดรู้ทั้งสามด้านนี้ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตและเป็นสิ่งที่ประชากรจำเป็นต้องมีเพื่อการพัฒนาและการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ  สำหรับ PISA 2022 เน้นการประเมินด้านคณิตศาสตร์ โดย PISA มองว่าในปัจจุบันบุคคลที่มีความสามารถทางคณิตศาสตร์จะต้องเป็นบุคคลที่สามารถให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริงที่ซับซ้อนร่วมกับการหาวิธีแก้ปัญหาโดยการคิดหรือแปลงปัญหาในเชิงคณิตศาสตร์ ใช้คณิตศาสตร์ และตีความและประเมินผลลัพธ์ทางคณิตศาสตร์ได้

การประเมิน PISA 2022 มีนักเรียนเข้าร่วมการประเมินประมาณ 690,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของนักเรียนอายุ 15 ปี ประมาณ 29 ล้านคน จาก 81 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ  สำหรับในประเทศไทย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ทำหน้าที่เป็นศูนย์แห่งชาติ (National Center) ได้ดำเนินการจัดสอบเมื่อเดือนสิงหาคม 2565  ซึ่งมีนักเรียนกลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมการประเมินจาก 279 โรงเรียน ในทุกสังกัดการศึกษา รวม 8,495 คน  โดยนักเรียนทำแบบทดสอบและแบบสอบถามด้วยคอมพิวเตอร์ผ่านทางแฟลชไดรฟ์  นอกจากนี้ยังมีการเก็บข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียนผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์ด้วย 

 

ผลการประเมิน PISA 2022 ในระดับนานาชาติ

ผลการประเมิน PISA 2022 ในระดับนานาชาติ พบว่า นักเรียนจากสิงคโปร์มีคะแนนเฉลี่ยทั้งด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านสูงกว่าทุกประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วมการประเมินในครั้งนี้ สำหรับประเทศที่มีคะแนนสูงสุดห้าอันดับแรกในด้านคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นด้านที่เน้นในรอบการประเมินนี้เป็นประเทศ/เขตเศรษฐกิจในเอเชียทั้งหมด ได้แก่ สิงคโปร์ มาเก๊า จีนไทเป ฮ่องกง และญี่ปุ่น  ส่วนประเทศสมาชิก OECD มีคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์ 472 คะแนน ด้านวิทยาศาสตร์ 485 คะแนน และด้านการอ่าน 476 คะแนน  ซึ่งเมื่อเทียบกับ PISA 2018 พบว่า ค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD ด้านคณิตศาสตร์และการอ่านลดลง ส่วนด้านวิทยาศาสตร์ถือว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสถิติ 

 

ผลการประเมินของประเทศที่ได้คะแนนด้านคณิตศาสตร์สูงสุดสิบอันดับแรก และผลการประเมินของประเทศในกลุ่มอาเซียน เป็นดังนี้ 

 

ผลการประเมิน PISA 2022 ของประเทศไทย

ผลการประเมินของประเทศไทย พบว่า นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์ 394 คะแนน ด้านวิทยาศาสตร์ 409 คะแนน และด้านการอ่าน 379 คะแนน ซึ่งเมื่อเทียบกับ PISA 2018 พบว่า คะแนนเฉลี่ยของประเทศไทยทั้งสามด้านลดลง โดยด้านคณิตศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยลดลง 25 คะแนน  ส่วนด้านวิทยาศาสตร์และการอ่าน มีคะแนนเฉลี่ยลดลง 17 คะแนน และ 14 คะแนน ตามลำดับ  ทั้งนี้ ผลการประเมินของประเทศไทยตั้งแต่ PISA 2000 จนถึง PISA 2022 พบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์และการอ่านมีแนวโน้มลดลง  ส่วนด้านวิทยาศาสตร์ถือว่าไม่เปลี่ยนแปลงทางสถิติ

เมื่อวิเคราะห์ตามสังกัดการศึกษาและกลุ่มโรงเรียนที่เข้าร่วมการประเมินครั้งนี้ พบว่า กลุ่มโรงเรียนที่เน้นการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยทั้งสามด้านอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีคะแนนคณิตศาสตร์สูงสุดห้าอันดับแรก  ส่วนกลุ่มโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยมีคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD  สำหรับกลุ่มโรงเรียนอื่น ๆ ยังคงมีคะแนนเฉลี่ยทั้งสามด้านต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD 

จากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยระหว่างนักเรียนกลุ่มสูง (มีคะแนนตั้งแต่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 ขึ้นไป) กับนักเรียนกลุ่มต่ำ (มีคะแนนต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 10) ของประเทศไทยในทั้งสามด้าน พบว่า นักเรียนทั้งสองกลุ่มมีคะแนนเฉลี่ยในแต่ละด้านแตกต่างกันประมาณ 200 คะแนน และเมื่อเทียบกับ PISA 2018 พบว่า ความแตกต่างของคะแนนด้านการอ่านและด้านวิทยาศาสตร์ของนักเรียนทั้งสองกลุ่มนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนด้านคณิตศาสตร์มีช่องว่างของคะแนนที่แคบลง เนื่องจากนักเรียนกลุ่มสูงมีคะแนนเฉลี่ยลดลงมากกว่าของนักเรียนกลุ่มต่ำ 

สำหรับนักเรียนกลุ่มช้างเผือก ซึ่งเป็นนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มล่างสุดของประเทศ (ต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 25) แต่มีคะแนนคณิตศาสตร์อยู่ในกลุ่มบนสุดของประเทศ (เปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 ขึ้นไป) พบว่า ประเทศไทยมีนักเรียนกลุ่มช้างเผือกอยู่ 15% ในขณะที่ประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนกลุ่มนี้อยู่ 10%  จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นักเรียนที่ด้อยเปรียบทางสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมก็สามารถมีผลการประเมินที่ดีได้ 

นอกจาก PISA จะรายงานผลการประเมินในรูปของคะแนนเฉลี่ยแล้ว ยังรายงานผลเป็นระดับความสามารถในแต่ละด้านซึ่งแบ่งเป็น 6 ระดับ โดยที่ระดับ 2 ถือเป็นระดับพื้นฐานที่นักเรียนสามารถใช้ทักษะและความรู้ในชีวิตจริงได้ ผลการประเมินครั้งนี้ พบว่า มีนักเรียนไทยที่มีความสามารถทางคณิตศาสตร์ตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปอยู่ 32% ในขณะที่ประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนกลุ่มนี้อยู่ 69%  ส่วนประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีผลการประเมินสูง ได้แก่ สิงคโปร์ มาเก๊า ญี่ปุ่น จีนไทเป และเอสโตเนีย พบว่า มีนักเรียนมากกว่า 85% ที่มีความสามารถทางคณิตศาสตร์ตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไป  สำหรับด้านวิทยาศาสตร์และการอ่าน ประเทศไทยมีนักเรียนที่มีความสามารถตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปอยู่ 47% และ 35% ตามลำดับ ส่วนประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนที่มีความสามารถตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปอยู่ 76% และ 74% ตามลำดับ

ในภาพรวมของผลการประเมิน PISA 2022 สะท้อนให้เห็นว่า ระบบการศึกษาทั่วโลกมีคะแนนเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับ PISA 2018 ซึ่งเป็นผลกระทบจากที่ทุกประเทศต้องเผชิญกับความท้าทายของการจัดการเรียนรู้ในช่วงที่มีวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  สำหรับระบบการศึกษาไทยยังมีช่องว่างของคะแนนระหว่างนักเรียนกลุ่มสูงกับนักเรียนกลุ่มต่ำที่กว้างมาก แม้ในด้านคณิตศาสตร์จะมีช่องว่างดังกล่าวที่แคบลง แต่เป็นผลมาจากนักเรียนกลุ่มสูงมีการลดลงของคะแนนที่มากกว่านักเรียนกลุ่มต่ำ ดังนั้น จึงควรมีมาตรการในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ในด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน โดยการพัฒนาครูให้มีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างให้นักเรียนมีทักษะที่จำเป็นในการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง ส่งเสริมและสนับสนุนทรัพยากรและสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพให้กับสถานศึกษาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมเพื่อลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำในการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งพัฒนาสถานศึกษาทั่วประเทศให้มีคุณภาพและครอบคลุมทุกสังกัด 

 

ที่มา ; PISA ประเทศไทย

ผลการประเมิน PISA 2022 – PISA THAILAND (ipst.ac.th)

เกี่ยวข้องกัน

ผลประเมิน PISA 2022 สู่การเตรียมประเมิน PISA 2025 , PISA 2029 

 

รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยว่า ตามที่ สสวท. ทำหน้าที่เป็นศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติของประเทศไทย ดำเนินงานโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment หรือ PISA)

ซึ่งการประเมินดังกล่าวริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพของระบบการศึกษาในการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนมีศักยภาพหรือความสามารถพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง  สำหรับประเทศไทยได้เข้าร่วมการประเมิน PISA มาตั้งแต่รอบแรก (PISA 2000) ในปี พ.ศ. 2543 จนถึงรอบการประเมินปัจจุบัน คือ PISA 2022 ซึ่งเน้นการประเมินความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ และมีการประเมินเพิ่มเติมด้านความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) 

สำหรับการดำเนินงาน PISA 2022 ของประเทศไทยนั้น ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลรอบการวิจัยหลัก (Main Survey) เรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา โดยมีนักเรียนกลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมการประเมินดังกล่าว จำนวน 8,509 คน จาก 280 โรงเรียน ทั่วประเทศในทุกสังกัดการศึกษา ซึ่งจะมีการเผยแพร่ผลการประเมินด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ของ PISA 2022 ในเดือนธันวาคม 2566 และเผยแพร่ผลการประเมินด้านความคิดสร้างสรรค์ ในเดือนธันวาคม 2567 ต่อไป 

สำหรับในรอบการประเมินถัดไป คือ PISA 2025 จะเน้นการประเมินความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์เป็นหลัก และมีการประเมินเพิ่มเติมด้านการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล (Learning in the Digital World)  โดยจะมีการจัดสอบรอบทดลองใช้เครื่องมือ (Field Trial) ในปี ค.ศ. 2024  และสอบรอบ Main Survey ในปี ค.ศ. 2025  สำหรับประเทศไทยการประเมิน PISA 2025 จะมีการจัดสอบรอบทดลองใช้เครื่องมือในเดือนสิงหาคม 2567 และจัดสอบรอบการวิจัยหลักในเดือนสิงหาคม 2568 

 

นอกจากนี้ ในการประชุมสภาบริหารของโปรแกรม PISA (PISA Governing Board หรือ PGB) ครั้งที่ 54 ระหว่างวันที่ 2 – 4 พฤศจิกายน 2565 ในรูปแบบผสมผสาน (Hybrid Meeting) ณ กรุงบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยแอปพลิเคชัน Zoom นั้น ได้มีการพิจารณาความถี่ในการจัดสอบ PISA  หลังจากรอบการประเมิน PISA 2025 ซึ่งเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2565 จากการหารือร่วมกันของทุกประเทศในกลุ่ม OECD และประเทศสมาชิกสมทบ (Associates) ที่ประชุมได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้มีการขยายระยะห่างของแต่ละรอบการประเมินเป็นทุก 4 ปี จากเดิมที่มีการประเมินทุก 3 ปี เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของศูนย์แห่งชาติ โดยยังคงสามารถรักษามาตรฐานของการประเมินระดับนานาชาติร่วมกัน  ดังนั้น รอบการประเมินถัดจาก PISA 2025 จะเป็น PISA 2029 ซึ่งเน้นการประเมินความฉลาดรู้ด้านการอ่านเป็นหลัก 

ที่มา ; ศธ.360 องศา

เกี่ยวข้องกัน

 

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงผลประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ปี 2022 อันดับของเด็กไทยต่ำลง เผยผลการประเมินทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงจาก Covid-19 การใช้เหตุผลคิดวิเคราะห์จากห้องเรียนขาดหายไป ลุยตั้งคณะกรรมการฯ พร้อมแนวทางแก้ปัญหา เช่น พัฒนาสมรรถนะครู ส่งเสริมสนับสนุนทรัพยากรและสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพให้กับสถานศึกษาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำในการเรียนรู้ เร่งพัฒนาสถานศึกษาทั่วประเทศให้มีคุณภาพ ครอบคลุมทุกสังกัด 

 

6 ธันวาคม 2566 – นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวผลการประเมิน PISA 2022 (Programme for International Student Assessment) ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ณ ห้องประชุมจันทรเกษม 

รมช.ศธ. กล่าวว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้หารือกับหน่วยงานในสังกัด รวมถึง สสวท.และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ถึงประเด็นผลประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากลของเด็กไทยที่มีคะแนนต่ำลงมากที่สุดในรอบ 20 ปี ทั้ง 3 ด้าน คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีข้อห่วงใยทั้งเรื่องของผลคะแนน PISA และผลคะแนนภาษาอังกฤษ โดยได้กำชับมายัง ศธ. ให้ช่วยพิจารณาเรื่องนี้เป็นการเร่งด่วน 

 

ศธ.จึงแต่งตั้งคณะทำงานร่วมกันดูแลแก้ไขในเรื่องดังกล่าว โดยมีปลัด ศธ. เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อหาทิศทางแก้ปัญหา พัฒนาความคิดความอ่านด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รวมถึงภาษาอังกฤษ และพัฒนาการเรียนรู้เรื่องการจัดการคิดวิเคราะห์ในอนาคต 

สำหรับคะแนนประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA เป็นการวัดผลเกี่ยวกับเรื่องความคิดความอ่าน วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ซึ่งประเมินทุก 3 ปี โดยรอบล่าสุดคือปี 2022 เพื่อประเมินคุณภาพของระบบการศึกษาในการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนมีศักยภาพหรือความสามารถพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง ผลการประเมินที่ได้จะเป็นตัวชี้บอกถึงคุณภาพการศึกษาของประเทศ รวมทั้งคุณภาพของบุคลากรในประเทศ และยังถูกใช้เป็นเกณฑ์หนึ่งในการจัดลำดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และความน่าลงทุนของประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงวิกฤติสถานการณ์ โควิด 19 ต้องปรับการเรียนการสอนเป็นรูปแบบออนไลน์ การเรียนรู้ของเด็กอาจไม่สมบูรณ์เต็มที่ เนื่องจากการใช้เหตุผลคิดวิเคราะห์จากห้องเรียนขาดหายไป และการวัดผลประเมินของ PISA จำเป็นต้องใช้ตรรกะเชิงวิเคราะห์ เด็กอาจจะตอบในเชิงเหตุผลลดลงระหว่างที่ขาดระยะการเรียนรู้ในห้องเรียน ซึ่งตัวอย่างของเด็กที่มาทดสอบเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่สะท้อนผลการศึกษา ถึงไม่ใช่ผลของทั้งประเทศ แต่ก็ต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ 

 

โจทย์ใหญ่ที่ต้องเป็นมาตรการเชิงรุกในการติดตามวิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้ คือ การทำให้ลำดับผลประเมินของเด็กไทยกลับมาเท่าเดิมให้ได้ และคาดหวังว่าในการสอบครั้งหน้า ปี ค.ศ. 2025 ต้องทำให้ลำดับคะแนนในภาพรวมของเด็กไทยดีขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนานักเรียน ครู และลดความเหลื่อมล้ำของระบบการศึกษาในประเทศ” 

 

ผอ.สสวท. กล่าวว่า จากผลการประเมินของประเทศไทย ตั้งแต่ PISA 2000 – 2022 พบว่าคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์และการอ่านมีแนวโน้มลดลง ส่วนด้านวิทยาศาสตร์ถือว่าไม่เปลี่ยนแปลงทางสถิติ แต่หากมองในภาพรวมของผลการประเมินสะท้อนให้เห็นว่าระบบการศึกษาทั่วโลกมีคะแนนเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับ PISA 2018 ซึ่งเป็นผลกระทบจากที่ทุกประเทศต้องเผชิญกับความห้าทายของการจัดการเรียนรู้ในช่วงวิกฤตการณ์โควิด 19 

สำหรับระบบการศึกษาไทย ยังมีช่องว่างของคะแนนระหว่างนักเรียนกลุ่มสูงกับนักเรียนกลุ่มต่ำที่กว้างมาก จึงควรมีมาตรการในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ในด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน โดยการพัฒนาครูให้มีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างให้นักเรียนมีทักษะที่จำเป็นในการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง ส่งเสริมและสนับสนุนทรัพยากรและสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพให้กับสถานศึกษาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำในการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งพัฒนาสถานศึกษาทั่วประเทศให้มีคุณภาพและครอบคลุมทุกสังกัด 

 

นโยบายเรียนดี มีความสุข ที่มีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา และลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการจัดการเรียนรู้

เป็นนโยบายสำคัญที่สอดรับกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในการเป็นสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา “Anywhere Anytime” ซึ่งจะมีการจัดทำหลักสูตรที่ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้ มีการนำแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ มาผสมผสานการเรียนการสอนแบบเดิมในห้องเรียน กับการเรียนการสอนออนไลน์ (Hybrid Education) ผู้เรียนจะมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอน ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน และขยายการเรียนรู้ไปถึงประชาชนทุกช่วงวัยทั่วประเทศ ให้มีโอกาสทางการศึกษา เข้าถึงเนื้อหาสาระที่มีคุณภาพ ที่สำคัญระบบการศึกษาจะต้องให้ความสำคัญกับการอ่าน และการคิดวิเคราะห์ด้วย
 

ศธ.ยอมรับผล PISA ต่ำคาบเส้น สสวท.แจงโควิด-เหลื่อมล้ำ ทำคะแนนตกทั่วโลก นายกฯห่วง เร่งแก้ปัญหา

ศธ.ยอมรับผล PISA ต่ำคาบเส้น สสวท.แจงโควิด-เหลื่อมล้ำ ทำคะแนนตกทั่วโลก นายกฯห่วง จี้เร่งแก้ปัญหา “บิ๊กอุ้ม” สั่งตั้งคณะทำงาน วิเคราะห์ ขีดเส้นปี 2025 ไต่อันดับเท่าปี 2018

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่ากระศึกษาธิการ(ศธ.) เป็นประธานแถลงข่าวผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA โดยมีนายธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เข้าร่วม 

โดยนายสุรศักดิ์ กล่าวว่า การสอบ PISA จัดโดยองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เป็นการวัดผลความฉลาดรู้ หรือ Literacy ใน 3 ด้าน ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ สำหรับผล PISA ที่ออกครั้งนี้เป็นการวัดผลเมื่อปี 2022 และประกาศผลในปี 2023 ซึ่งผลคะแนนค่อนข้างต่ำ 

โดยพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการศธ. ได้เชิญ สสวท. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม มาหารือเรื่องนี้ ว่า เกิดอะไรขึ้นกับผลคะแนน ซึ่งเท่าที่ได้รับรายงานเบื้องต้น ที่ทำให้คะแนนประเมิน PISA ต่ำลง ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือโควิด 2019 รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความการเข้าถึงเทคโนโลยีที่อาจจะยังไม่ทั่วถึง เหมือนประเทศอื่นๆ ที่ส่งผลให้คะแนน PISA ต่ำลง 

 

ยอมรับว่า ทุกอย่างเป็นปัญหา และสะท้อนผลการศึกษาของประเทศ ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการศธ. ได้ตั้งคณะทำงาน เพื่อติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างเข้มข้น และกำชับว่า ในการสอบครั้งต่อไปที่จะมีขึ้นในปี 2025 ผลประเมินจะต้องอยู่ในลำดับที่ดีขึ้น 

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ทราบเรื่องดังกล่าว และมีความห่วงใย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลประเมิน PISA หรือคะแนนภาษาอังกฤษ โดยได้กำชับมายังศธ. ให้ช่วยดูแลเรื่องดังกล่าว ดังนั้นศธ. จึงตั้งคณะทำงาน โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. เป็นประธาน ร่วมด้วย สสวท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อหาข้อสรุปของผลประเมินที่ต่ำลง และหาแนวทางแก้ปัญหา รวมทั้งการพัฒนาผลประเมิน PISA การอ่าน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ โดยตั้งเป้าให้ผลการทดสอบทุกอย่างเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นในการประเมินรอบต่อไป ซึ่งตั้งเป้าว่าจะต้องไม่น้อยกว่ารอบปี 2018 ซึ่งไทยอยู่ในลำดับที่ 59 และเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ โดยมี รัฐมนตรีว่าการศธ. เป็นประธาน ”รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. 

นายธีระเดช กล่าวว่า PISA ประเมินนักเรียนอายุ 15 ปี ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่สำเร็จการศึกษาภาคบังคับ โดยได้ทำการประเมินทุก 3 ปี อย่างต่อเนื่องเพื่อติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาและมุ่งให้ข้อมูลแก่ระดับนโยบาย PISA เน้นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้ความรู้และทักษะในชีวิตจริงมากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน โดยการประเมิน PISA 2022 มีนักเรียนเข้าร่วมการประเมินประมาณ 690,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของนักเรียนอายุ 15 ปี ประมาณ 29 ล้านคน จาก 81 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ สำหรับในประเทศไทยสสวท. ทำหน้าที่เป็นศูนย์แห่งชาติ ได้ดำเนินการจัดสอบเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 ซึ่งมีนักเรียนกลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมการประเมินจาก 279 โรงเรียน ในทุกสังกัดการศึกษา รวม 8,495 คน โดยนักเรียนทำแบบทดสอบและแบบสอบถามด้วยคอมพิวเตอร์ผ่านทางแฟลชไดรฟ์ นอกจากนี้ยังมีการเก็บข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียนผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์ด้วย 

สำหรับผลการประเมิน PISA 2022 ในระดับนานาชาติ พบว่า นักเรียนจากสิงคโปร์มีคะแนนเฉลี่ยทั้งด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านสูงกว่าทุกประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วมการประเมินในครั้งนี้ สำหรับประเทศที่มีคะแนนสูงสุดห้าอันดับแรกในด้านคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นด้านที่เน้นในรอบการประเมินนี้เป็นประเทศ/เขตเศรษฐกิจในเอเชียทั้งหมด ได้แก่ สิงคโปร์ มาเก๊า จีนไทเป ฮ่องกง และญี่ปุ่น ส่วนประเทศสมาชิก OECD มีคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์ 472 คะแนน ด้านวิทยาศาสตร์ 485 คะแนน และด้านการอ่าน 476 คะแนน ซึ่งเมื่อเทียบกับ PISA 2018 พบว่า ค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD ด้านคณิตศาสตร์และการอ่านลดลง ส่วนด้านวิทยาศาสตร์ถือว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสถิติ 

ผลการประเมินของประเทศที่ได้คะแนนด้านคณิตศาสตร์สูงสุดสิบอันดับแรก และผลการประเมินของประเทศในกลุ่มอาเซียน เป็นดังนี้ สิงคโปร์ มาเก๊า จีนไทเป ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี เอสโตเนีย สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ 

ผลการประเมิน PISA 2022 ของประเทศไทย พบว่า นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์ 394 คะแนน ด้านวิทยาศาสตร์ 409 คะแนน และด้านการอ่าน 379 คะแนน ซึ่งทุกวิชามีผลคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของOECD โดยคะแนนเฉลี่ย ด้านคณิตศาสตร์ อยู่ที่ 472 ด้านวิทยาศาสตร์ 485 การอ่าน 476 

ซึ่งเมื่อเทียบกับ PISA 2018 พบว่า คะแนนเฉลี่ยของประเทศไทยทั้งสามด้านลดลง โดยด้านคณิตศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยลดลง 25 คะแนน ส่วนด้านวิทยาศาสตร์และการอ่าน มีคะแนนเฉลี่ยลดลง 17 คะแนน และ 14 คะแนน ตามลำดับ ทั้งนี้ ผลการประเมินของประเทศไทยตั้งแต่ PISA 2000 จนถึง PISA 2022 พบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์และการอ่านมีแนวโน้มลดลง ส่วนด้านวิทยาศาสตร์ถือว่าไม่เปลี่ยนแปลงทางสถิติ
เมื่อวิเคราะห์ตามสังกัดการศึกษาและกลุ่มโรงเรียนที่เข้าร่วมการประเมินครั้งนี้ พบว่า กลุ่มโรงเรียนที่เน้นการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยทั้งสามด้านอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีคะแนนคณิตศาสตร์สูงสุดห้าอันดับแรก ส่วนกลุ่มโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยมีคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD สำหรับกลุ่มโรงเรียนอื่น ๆ ยังคงมีคะแนนเฉลี่ยทั้งสามด้านต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD
 

จากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยระหว่างนักเรียนกลุ่มสูง (มีคะแนนตั้งแต่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 ขึ้นไป) กับนักเรียนกลุ่มต่ำ (มีคะแนนต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 10) ของประเทศไทยในทั้งสามด้าน พบว่า นักเรียนทั้งสองกลุ่มมีคะแนนเฉลี่ยในแต่ละด้านแตกต่างกันประมาณ 200 คะแนน และเมื่อเทียบกับ PISA 2018 พบว่า ความแตกต่างของคะแนนด้านการอ่านและด้านวิทยาศาสตร์ของนักเรียนทั้งสองกลุ่มนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนด้านคณิตศาสตร์มีช่องว่างของคะแนนที่แคบลง เนื่องจากนักเรียนกลุ่มสูงมีคะแนนเฉลี่ยลดลงมากกว่าของนักเรียนกลุ่มต่ำ 

สำหรับนักเรียนกลุ่มช้างเผือก ซึ่งเป็นนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มล่างสุดของประเทศ (ต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 25) แต่มีคะแนนคณิตศาสตร์อยู่ในกลุ่มบนสุดของประเทศ (เปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 ขึ้นไป) พบว่า ประเทศไทยมีนักเรียนกลุ่มช้างเผือกอยู่ 15% ในขณะที่ประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนกลุ่มนี้อยู่ 10% จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นักเรียนที่ด้อยเปรียบทางสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมก็สามารถมีผลการประเมินที่ดีได้ 

นอกจาก PISA จะรายงานผลการประเมินในรูปของคะแนนเฉลี่ยแล้ว ยังรายงานผลเป็นระดับความสามารถในแต่ละด้านซึ่งแบ่งเป็น 6 ระดับ โดยที่ระดับ 2 ถือเป็นระดับพื้นฐานที่นักเรียนสามารถใช้ทักษะและความรู้ในชีวิตจริงได้ ผลการประเมินครั้งนี้ พบว่า มีนักเรียนไทยที่มีความสามารถทางคณิตศาสตร์ตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปอยู่ 32% ในขณะที่ประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนกลุ่มนี้อยู่ 69% ส่วนประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีผลการประเมินสูง ได้แก่ สิงคโปร์ มาเก๊า ญี่ปุ่น จีนไทเป และเอสโตเนีย พบว่า มีนักเรียนมากกว่า 85% ที่มีความสามารถทางคณิตศาสตร์ตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไป สำหรับด้านวิทยาศาสตร์และการอ่าน ประเทศไทยมีนักเรียนที่มีความสามารถตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปอยู่ 47% และ 35% ตามลำดับ ส่วนประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนที่มีความสามารถตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปอยู่ 76% และ 74% ตามลำดับ 

ในภาพรวมของผลการประเมิน PISA 2022 สะท้อนให้เห็นว่า ระบบการศึกษาทั่วโลกมีคะแนนเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับ PISA 2018 ซึ่งเป็นผลกระทบจากที่ทุกประเทศต้องเผชิญกับความท้าทายของการจัดการเรียนรู้ในช่วงที่มีวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สำหรับระบบการศึกษาไทยยังมีช่องว่างของคะแนนระหว่างนักเรียนกลุ่มสูงกับนักเรียนกลุ่มต่ำที่กว้างมาก แม้ในด้านคณิตศาสตร์จะมีช่องว่างดังกล่าวที่แคบลง แต่เป็นผลมาจากนักเรียนกลุ่มสูงมีการลดลงของคะแนนที่มากกว่านักเรียนกลุ่มต่ำ ดังนั้น จึงควรมีมาตรการในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ในด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน โดยการพัฒนาครูให้มีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างให้นักเรียนมีทักษะที่จำเป็นในการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง ส่งเสริมและสนับสนุนทรัพยากรและสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพให้กับสถานศึกษาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมเพื่อลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำในการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งพัฒนาสถานศึกษาทั่วประเทศให้มีคุณภาพและครอบคลุมทุกสังกัด” นายธีระเดช กล่าว 

 

นางสุพัตรา ผาติวิสันติ์ รองผู้อำนวยการสสวท. กล่าวว่า สสวท. พยายามจะร่วมมือการหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัด เพื่อจะทำให้นักเรียนมีความคุ้นเคยกับข้อสอบ เพื่อให้เด็กฝึกผ่านระบบออนไลน์ และอบรมครูร่วมกับกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยทั้ง 13 แห่ง เพื่อขยายผลให้กับครูในโรงเรียนขยายโอกาส อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า ข้อสอบPISA ในครั้งที่ผ่านมายากขึ้น โดยเฉพาะในแง่ที่การเรียนรู้ของเด็กอาจจะไม่ได้เต็มที่สมบูรณ์ในช่วงโควิด-19 และทำให้การใช้เหตุผล คิดวิเคราะห์ที่ต้องได้จากห้องเรียนขาดหายไปบ้าง โดยในการสอบปี2025 ควรจะต้องส่งเสริมการเรียนรู้ในห้องเรียน เน้นการคิดวิเคราะห์ เพราะรอบต่อไปข้อสอบจะเน้นหนัก ความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมทั่วโลกเป็นหลัก ทั้งนี้จะต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ประถมศึกษา ส่วนเด็กที่จะสอบPISA ในปี2025 ปัจจุบัน กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งคงต้องมีการส่งเสริมพัฒนาอย่างเข้มข้น 

มติชนออนไลน์ วันที่ 6 ธันวาคม 2566 

 

เกี่ยวข้องกัน

เปิด 23 เหตุผล ทำไมคะแนน PISA ไทยต่ำสุดในรอบ 20 ปี 

ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA ปี 2022 จากผลการประเมิน PISA 2022 ของประเทศไทย พบว่าเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี 

 

ทำให้หลายคนต่างสงสัยว่า เหตุใดที่ผลคะแนนสอบของเด็กถึงต่ำแบบนี้ และสะท้อนผลการศึกษาของประเทศหรือไม่ว่าต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน 

 

ล่าสุดเพจ วันนั้นเมื่อฉันสอน โพสต์ข้อความไขข้อสงสัย โดยระบุว่า

ทำไมคะแนน PISA ต่ำสุดในรอบ 20 ปีผมจะตอบให้

1.ครูคนเดียวสอนทุกวิชาไม่ให้ความสำคัญกับวิชาเอก อยู่กับฝันหลอก ๆ ว่าครูทำได้ทุกอย่างโดยที่ไม่สนความจริง เอาครูคณิตไปสอนไทยเอาครูไทยไปสอนอังกฤษ เอาครูอังกฤษไปสอนวิทยาศาสตร์ วิชา พละศึกษาไม่ให้ความสำคัญเล่นไปตามมีตามเกิดเด็กไม่ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ

2.ครูไม่ครบชั้น ครูคนเดียวสอน 2 ชั้น 3 ชั้น สอนทุกวิชา ทุกชั่วโมงโดยไม่มีหยุดพัก

3.ครูต้องทำทุกอย่างในโรงเรียน เช้ายืนเวร เที่ยงตักข้าว ขายของสหกรณ์ บ่ายแปรงฟันเลิกแถวปล่อยเด็กกลับบ้าน งานภาคสนามซ่อมท่อ ตัดหญ้าไฟฟ้าถ้าไม่มีภารโรงก็ต้องทำ

4.เด็กจะอ่านไม่ออกก็ได้เลื่อนชั้น บางครั้งเด็กไม่ได้เรียนกับครูที่เชี่ยวชาญตรงสาย สุ่มครูผู้สอน วัดดวงกับโชคชะตาไม่ใช่ทุกโรงที่จะมีเอกไทย

5.การทดสอบที่เอื้อให้เกิดการโกงสอบ เช่น ให้ครูคุมเอง ส่งข้อสอบมาให้ก่อนใน RT NT คุมเองตรวจเอง ไม่ได้ออกแบบระบบที่ดี เช่นสอบธรรมมะเอาข้อสอบมาให้ลอกตอบเลย ทำจนเป็นเรื่องปกติ

6.ระบบที่พูดความจริงไม่ได้ หากรายงานตามจริงว่ามีเด็กอ่านไม่ออกเยอะก็ถูกเพ่งเล็ง ปล่อยเกรดให้เกรดสูงจะได้จบปัญหาจนไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง

7.เวลาสอนของครูถูกดึงออกนอกห้องเรียนไปทำสิ่งต่าง ๆ เดินขบวน อบรมตรวจเยี่ยมร่วมถ่ายรูป ต้อนรับ ปฏิคม บริการ

8.ความเหลื่อมล้ำและแตกต่างกันของโรงเรียนราวฟ้ากับเหวจำนวนนักเรียนต่อห้องที่มากกว่า 25 คน คุมคุณภาพไม่ได้ ครูไม่มีเวลาตรวจงานหรือตรวจได้ไม่ละเอียดเพราะจำนวนที่มาก

9.จำนวนวิชาที่มากมายแต่ไม่มีครูผู้สอน นึกอยากให้สอนให้เสริมอะไรก็สั่งก็เน้นมาแต่ไม่ส่งคนมาให้ เพิ่มงานไม่เพิ่มคน

10.การเร่งเรียนความยากของวิชา ป.1 เจอข้อสอบที่อ่านแล้วตีความหมายวนไปวนมาจนออกเป็นข่าว แบบเรียนที่ยากบทแรก

ใบโบก ใบบัว” แทนที่จะสอนให้อ่านแบบไม่มีตัวสะกดก่อนเช่น

ตา มา นา” ส่งผลให้เด็กเกิดความเครียด บางคนร้องไห้หากไม่มีผู้ปกครองสอนการบ้าน

11.ครูอนุบาลบางแห่งคนเดียวเลี้ยงเด็ก 3 ระดับ 1-3 ทั้งที่เด็กมีพัฒนาการต่างกันเพราะครูไม่ครบชั้น ลองจินตนาการว่าเด็ก 3 ขวบ 5 ขวบอยู่ในห้องเดียวกันจะสอนยังไงเอาแค่ลูกหลานตัวเองเป็นอย่างไร แต่ครูต้องรับทั้งหมด

12.ครูป.1 จะเป็นใครก็ได้ ไม่มีระบบฝึกหัดมีแต่ระบบจับยัดและคาดหวังว่าครูจะสอนได้ บรรจุใหม่ ย้ายมา จับลงป.1 ให้หมดโดยไม่มีครูพี่เลี้ยง

13.ไม่มีระบบฝึกงานที่ดี การเงิน พัสดุ ต้องทำแต่มหาลัยไม่มีสอน เรียนอีกอย่างทำงานอีกแบบ ลองผิดลองถูกเองงมเอง จนเกิดความเครียดทำให้ครูย้ายมากกว่าจะอดทนต่อสู้กับความบิดเบี้ยวเพราะเปลี่ยนมันไม่ได้

14.ความก้าวหน้าในวิชาชีพที่ไม่ได้ผูกติดกับการสอน สอนดีไม่สู้รายงานดีประเมินเด่น ไม่สอนไม่ติดคุก ไม่ทำเอกสารตามระเบียบติดคุก ไม่มีคนช่วยถนนทุกสายวิ่งมาที่ครู 

 

15.กิจกรรมดึงครูออกนอกห้องเรียนมีมหาศาลมีแต่เพิ่มไม่มีลด ทุกอย่างสำคัญหมด ยกเว้นการเรียนในห้องเดี๋ยวหยุดครึ่งวันเต็มวัน รับนโยบายใหม่แต่ไม่ได้ปล่อยนโยบายเก่า

16.ภาระงานอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการสอนเช่น เวรยามไม่เคยยกเลิกได้ ไม่เคยคิดว่ามันเป็นปัญหา ไม่สนว่าประเทศอื่นเป็นอย่างไรวันหยุดครูต้องมาทำสิ่งพวกนี้ยิ่งโรงเรียนเล็กจับหารวันเวรแล้วได้มากเพราะไม่มีคนมาแบ่ง คิดว่าราชการอื่นก็ต้องทำแบบเดียวกันทั้งที่เนื้องานเวรของครูไม่มีนักเรียนเป็นเพียงแค่ยาม สนับสนุนถึงการอยู่เวร แต่เมื่อพูดถึงค่าตอบแทนไม่ให้

17.อาหารกลางวันให้ครูทำ ไม่ทำก็ต้องมีส่วนร่วมไม่ทางหนึ่งก็ทางใด ไม่เตรียมหั่นประกอบก็ต้องทำเอกสาร ไม่เคยตั้งคำถามว่าเมื่อครูต้องไปทำงานข้างนอกครูบางคนต้องไปเบิกเงินที่ธนาคารเวลานั้นใครสอนแทน

18.เด็กพิเศษที่ไม่มีการช่วยเหลือที่ทั่วถึง ครูพี่เลี้ยงเด็กพิการก็สอนเหมือนครูปกติเพราะครูไม่พอจะเอาไปลงแค่เด็กพิเศษไม่ได้เกิดเป็นปัญหาไม่ได้รับการพัฒนาเฉพาะด้านเป็นปัญหาสังคม ก่อกวนและอยู่ร่วมเด็กปกติไม่ได้

19.ไม่มีบุคลากรสายสนับสนุน รัฐไม่กล้าลงทุน ภารโรงธุรการเกษียณตัดตำแหน่ง เมื่อไม่มีคนทำครูก็ต้องมาจัดการ การสอนเอาไว้ทีหลัง ครูสอนควบชั้น ผอ.ควบโรงเรียน ธุรการควบโรงเรียน ภารโรงรอวันตัดตำแหน่ง

20.ครูไม่ได้ต่อสู้แค่กับความไม่รู้ของเด็ก แต่ต่อสู้กับระเบียบ ระบบ เอกสารการประเมิน สำรวจ รายงาน โครงการต่าง ๆ ที่ลงมาโรงเรียนต้องให้เด็กใส่เสื้อสีนั่นนี่เพื่อสร้างภาพเพื่อรายงานตามตัวชี้วัด

21.เทคโนโลยีสนับสนุนการสอนไม่มี ครูใช้เงินส่วนตัวซื้อคอมพิวเตอร์ ไอแพดมาช่วยสอน ปากกาปลั๊กพ่วง ไมโครโฟนอยากสบายหาเองแอพตรวจข้อสอบ เครื่องถ่ายเอกสารดีดี ไม่ได้มีทุกโรงครูต้องหาเครื่องปริ้นเองปริ้นจนเครื่องพัง

22.หวังพึ่งแต่ความเสียสละของครู ครูต้องใช้รถส่วนตัวมาวิ่งรับส่งนักเรียนตามงาน อุทิศเวลาให้ราชการ ไม่ได้มองครูในฐานะมนุษย์

23.การโยกย้าย หล่นหายก่อนได้เติบโต ไม่มีสวัสดิการบ้านพักหลายคนต้องเช่าบ้านอยู่ในโรงเรียนเล็ก ไม่มีแรงจูงใจให้พัฒนา ภาระงานที่หนักเมื่อเจอปัญหาทำได้เพียงอย่างเดียวคือถึงเวลาก็โยกย้าย โรงเรียนเผชิญการเปลี่ยนแปลงทุก 2 ปีขาดความต่อเนื่อง

ใครมีตรงไหนเพิ่มได้เลยครับ ไม่รู้ว่าจะต้องส่งเสียงอีกกี่ครั้งจึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือเราต้องยอมรับสภาพจริง ๆ ว่าการศึกษาบ้านเรามาได้เท่านี้

หลังจากโพสต์ไปไม่นานมีครูเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ทางเพจวิเคราะห์มา และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขโดยด่วน  

 

มติชนออนไลน์ วันที่ 6 ธันวาคม 2566

เกี่ยวข้องกัน

แนะวิธีเพิ่มแต้ม PISA ปรับวิธีออกข้อสอบ

จากกรณีที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้รายงานผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA ปี 2022 ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD มีนักเรียนเข้าร่วมการประเมินประมาณ 690,000 คน ถือว่าเป็นตัวแทนของนักเรียนอายุ 15 ปี ประมาณ 29 ล้านคน จาก 81 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ สำหรับผลการประเมิน PISA 2022 ของไทย พบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์ 394 คะแนน ด้านวิทยาศาสตร์ 409 คะแนน และด้านการอ่าน 379 คะแนน ซึ่งทุกวิชามีผลคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD โดยคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์ 472 คะแนน ด้านวิทยาศาสตร์ 485 คะแนน และการอ่าน 476 คะแนน ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วง และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแล ขณะที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ตั้งนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ.เป็นประธานคณะทำงานหาแนวทางแก้ปัญหา และยกระดับผลการสอบ PISA 2025 โดยตั้งเป้าว่าจะต้องได้คะแนนอย่างน้อยเท่ากับผลการสอบ PISA 2018 นั้น 

 

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม นายสุเทพ เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับหนังสือแต่งตั้งเป็นคณะทำงานวิเคราะห์และแก้ปัญหาผลสอบ PISA อย่างเป็นทางการ โดยที่ประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน เป็นประธาน เมื่อเร็วๆ นี้ ได้หารือเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเสนอปัญหา และหาแนวทางแก้ไข โดยย้ำว่าการสอบ PISA รอบต่อไปที่จะมีขึ้นในปี 2025 ผลการประเมินจะต้องดีขึ้น ดังนั้น คงต้องเร่งวางแนวทางแก้ปัญหา ซึ่งเร็วๆ นี้ น่าจะมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป 

อย่างไรก็ตาม ผลประเมินภาพรวมทุกประเทศถือว่าต่ำลงเช่นกัน ไม่ใช่แค่ไทย ส่วนหนึ่งเพราะผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ดังนั้น หากจะให้ผลการประเมิน PISA ในรอบต่อไปดีขึ้น ต้องเริ่มพัฒนาการจัดการเรียนการสอน เน้นการอ่าน และการคิดวิเคราะห์ให้มากขึ้น” นายสุเทพ กล่าว 

 

รศ.ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท.กล่าวว่า เรื่องแรกคือไม่ได้มีเพียงไทยประเทศเดียวที่ผลการประเมิน PISA ต่ำสุดในรอบ 20 ปี แต่เกิดขึ้นกับทุกประเทศทั่วโลก รวมถึง ประเทศสมาชิกของ OECD จำนวน 37 ประเทศด้วย เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งแม้แต่สาธารณรัฐประชาชนจีนเอง ไม่ปรากฎข้อมูลเพราะไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ อย่างไรก็ตาม ประเทศที่ผลการประเมินอยู่ในอันดับต้นๆ เช่น สิงคโปร์ มาเก๊า เป็นต้น ที่ยังทำคะแนนได้ดีเพราะเด็กสิงคโปร์มีทักษะการเรียนรู้ด้วยตัวเองดี ครูปรับตัวได้เร็ว สามารถเชื่อมต่อกับนักเรียนได้ และปรับการเรียนการสอนผ่านออนไลน์ได้ ฉะนั้น ถ้าต้องการให้เด็กไทยมีผลประเมินสูงขึ้น จะต้องทำให้เด็กไทยเข้าถึงสื่อการเรียนรู้จากที่ไหนก็ได้ ซึ่ง สสวท.ทำไว้จำนวนมาก แต่จะต้องทำให้เด็กไทยมีอุปกรณ์ หรือเครื่องสื่อสารสำหรับเด็กต้องมีพร้อม ซึ่งที่ผ่านมาเด็กบางกลุ่มไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ 

ถ้าเราสังเกตดูผลการประเมิน PISA เมื่อปี 2009 และ 2012 จะเห็นว่าคะแนนกระดกหัวขึ้น เพราะชินกับข้อสอบกระดาษ เข้าใจข้อสอบ โดยข้อสอบจะเน้นทักษะการแก้ปัญหา มีคำตอบแบบตัวเลือก เขียนตอบ และอธิบายคำตอบ ซึ่งเด็กไทยไม่คุ้นกับการอธิบายคำตอบ แต่การประเมิน PISA 2015 เปลี่ยนสอบผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งเด็กไทยไม่คุ้น จึงต้องจัดอบรมให้เด็กทำข้อสอบผ่านคอมพิวเตอร์ แต่บางโรงเรียนที่คะแนนดีอย่างโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย 12 แห่ง และโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ที่นักเรียนทำข้อสอบผ่านคอมพิวเตอร์ จึงคุ้นชิน ดังนั้น สิ่งที่กำลังร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คือจัดทำระบบข้อสอบออนไลน์คล้ายข้อสอบ PISA เพื่อให้นักเรียน และครู ลงทะเบียน และทดลองใช้ได้” รศ.ดร.ธีระเดช กล่าว 

รศ.ดร.ธีระเดชกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาพบว่าเด็กไทยมีความรู้ความสามารถ แต่ไม่คุ้นการทำข้อสอบผ่านคอมพิวเตอร์ ต้องทำข้อสอบแบบ Interactive คือข้อสอบที่ให้ทดลองทำเหมือนการทดลองวิทยาศาสตร์ ซึ่งขณะนี้ได้ขอให้โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยทั้ง 12 แห่ง เป็นเครือข่ายในการขยายผลให้กับโรงเรียนเครือข่ายในพื้นที่ จัดอบรมครู และนักเรียน ให้คุ้นชินกับข้อสอบ PISA ที่เน้นทักษะการแก้ปัญหา 

นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ยังพบว่า นักเรียน และครู ไม่ทราบผล PISA เพราะการรายงานผลจะรายงานเป็นสังกัด ทำให้บางคนไม่ให้ความสำคัญกับการทำข้อสอบ รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องซีเรียส ตอบๆ ไป จึงต้องพยายามสื่อสาร และอธิบายกับเด็กๆ ว่าการประเมินคือภาพลักษณ์ของประเทศ ประเทศน่าลงทุนหรือไม่ มีศักยภาพในการลงทุนหรือไม่ จึงต้องสร้างจิตสำนึกในการสอบ PISA” รศ.ดร.ธีระเดช กล่าว 

รศ.ดร.ธีระเดชกล่าวอีกว่า สำหรับครูถือว่ามีส่วนสำคัญมากๆ ในการช่วยนักเรียน โดยเฉพาะนักเรียนกลุ่มช้างเผือก ที่มีมากถึง 15% เป็นนักเรียนที่เก่ง แต่ฐานะทางบ้านไม่ดี ซึ่งฐานะจะไม่ใช่อุปสรรคเลยถ้าได้ครูดี เพราะข้อสอบ PISA จะเน้นการแก้ปัญหา คิด วิเคราะห์ ดังนั้น ครูต้องใช้คำถามเป็นตัวนำให้เด็กได้คิด จึงต้องอบรมให้ครูเป็นโค้ช แทนการให้ความรู้ แนะนำเด็กได้ ให้สนุกกับการเรียน และเรียนรู้ต่อด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ในพื้นที่ห่างไกลที่ครูขาดแคลน เด็กได้เรียนบ้าง ไม่ได้เรียนบ้าง จะทำให้เด็กเข้าถึงสื่อได้อย่างไร ทั้งที่มีเนื้อหาเยอะมาก ซึ่ง สสวท.ก็มีในรูปแบบดิจิทัล 

รศ.ดร.ธีระเดชกล่าวว่า สำหรับหลักสูตร มองว่าไม่ใช่ปัญหา สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนวิธีกระบวนการวัดและประเมินผลมากกว่า แทนที่จะตั้งคำถามแบบท่องจำคำตอบ ต้องตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใด ต้องถาม WHY? และ HOW? แต่ถ้าอยากปรับหลักสูตรใหม่ ผู้เกี่ยวข้องจะต้องคุยกันจริงๆ เพราะหลายวิชามีเนื้อหาซ้ำซ้อนกัน สามารถบูรณาการได้ และนำเวลาที่เหลือไปเพิ่มกิจกรรมเสริม นอกจากนี้ ยังต้องปรับวิธีวัดและประเมินผลระดับชาติ ทั้งโอเน็ต และเอเน็ต ที่เดิมการออกข้อสอบจะเน้นความรวดเร็ว และตรวจข้อสอบง่าย แต่ไม่ได้สะท้อนทักษะ และสมรรถภาพของเด็กจริงๆ ต้องปรับเป็นข้อสอบที่ให้เด็กเขียนอธิบาย คือต้องอ่าน คิด วิเคราะห์ และวิพากษ์ ถึงจะประเมินได้จริงๆ ว่าเด็กมีทักษะคิดวิเคราะห์หรือไม่ 

กรณีที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ตั้งเป้าว่าในการสอบ PISA 2025 ผลการประเมินของเด็กไทยจะต้องดีขึ้น อย่างน้อยเท่ากับปี 2018 นั้น จะทำได้หรือไม่ ผมไม่แน่ใจ แต่จะทำเต็มที่ ผมคาดหวังแค่ได้เท่ากับค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD ซึ่งมี 37 ประเทศ ก็ดีแล้ว ซึ่งไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของประเทศทั้งหมดที่เข้าร่วมประเมินในปีนั้นๆ เพราะแม้แต่ประเทศสมาชิก OECD เอง มีที่ได้คะแนนเกินค่าเฉลี่ยไม่ถึง 20 ประเทศ” รศ.ดร.ธีระเดช กล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไทยไม่ได้เป็นสมาชิก OECD ในอนาคตจะผลักดันให้ไทยเข้าเป็นประเทศสมาชิกหรือไม่ และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร รศ.ดร.ธีระเดช กล่าวว่า ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้เข้าพบนายกฯ และกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) รับลูก เพราะมองว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้มีผลแค่กับการศึกษาของประเทศเท่านั้น แต่จะช่วยด้านเศรษฐกิจ และการลงทุน แต่จะต้องมีมาตรฐานบังคับที่ประเทศสมาชิกต้องทำ เพื่อให้นักลงทุนเชื่อมั่น และรัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณอัดฉีด ซึ่งดูเหมือนนายกฯ สนใจ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป 

 

ผู้บริหาร สสวท.แนะยกผลคะแนน PISA 2025 ต้องปรับกระบวนการออกข้อสอบใน ร.ร.-ระดับชาติ เน้นตั้งคำถามให้คิด-วิเคราะห์-สังเคราะห์ หนุนเด็กไทยเข้าถึงอุปกรณ์-สื่อ ใช้เรียนรู้ตลอดเวลา ดึง ร.ร.จุฬาภรณ์ฯ ช่วยอบรม น.ร.เครือข่ายทำข้อสอบผ่านคอมพ์ให้ชิน เปลี่ยนครูเป็นโค้ช สร้างจิตสำนึกเด็กไทยเห็นความสำคัญการทำข้อสอบ PISA 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 8 ธันวาคม 2566

เกี่ยวกัน

 

ศธ.ลุยยกระดับคะแนนพิซาเด็กไทยปี 2025 เน้นสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะโฆษกศธ. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานยกระดับผลประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ พิซา  (Programme for International Student Assessment) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการยกระดับการสอบพิซาของนักเรียนในปี 2025  ซึ่งต้องยอมรับว่าการประเมินพิซาที่มีคะแนนต่ำลงกว่า 2 ปีที่ผ่านมานั้นมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อผู้เรียนทำให้ประสบการณ์การเรียนในห้องเรียนของลดลง เพราะต้องปรับไปจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์แทน ทั้งนี้ผลการศึกษา Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ  OECD มองว่า การที่เด็กมีเวลาเรียนมากหรือน้อยอาจไม่ได้ส่งผลกับการประเมินโดยตรง แต่การที่เด็กมีสมาธิระหว่างเรียนจะส่งผลกับคะแนนประเมิน เช่น เด็กใช้สมาร์ทโฟนมากเกินไปในเวลาเรียน เป็นต้น รวมถึงทักษะการอ่านและการคิดวิเคราะห์ของเด็กไทยลดลง 

โฆษกศธ.กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ในการประเมินพิซาจะพบว่า นักเรียนจากกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ทำคะแนนได้สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนประเทศสิงคโปร์ แต่กลุ่มนักเรียนที่ทำคะแนนได้ต่ำคือกลุ่มโรงเรียนขยายโอกาส ดังนั้นเมื่อวิเคราะห์ปัญหาเชิงลึกจากข้อมูล OECD แล้ว ศธ.ได้วางแผนมุ่งกระบวนสร้างการเรียนรู้แบบใหม่ด้วยการเสริมความรู้ไปในกลุ่มโรงเรียนขยายโอกาส โดยใช้โมเดลโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยเข้ามาช่วยสนับสนุน  นอกจากนี้ยังปรับระบการเข้าถึงบรรยากาศการสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เพราะขณะนี้เรารับทราบข้อมูลว่าการเข้าถึงการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนกลุ่มขยายโอกาสยังอยู่ในวงจำกัด โดยจากนี้ไปจะวางแผนให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการใช้งานคอมพิวเตอร์ให้มากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงการให้ผู้เรียนได้คุ้นชินกับข้อสอบพิซาด้วย อีกทั้งจะเร่งนโยบายส่งเสริมกาอ่านและการคิดวิเคราะห์ให้มากขึ้น โดยเฉพาะการออกข้อสอบจะต้องเน้นไปในทิศทางวิเคราะห์ เพื่อให้เด็กคุ้นชินเนื้อหาข้อสอบ พร้อมกับการจัดทำคู่มือแบบเรียนและเนื้อหาข้อสอบที่คิดวิเคราะห์ตามแนวทางการประเมินของพิซา และเท่าที่ทราบข้อสอบพิซาในปี 2025 จะประเมินเรื่องความสุขของผู้เรียนด้วย ซึ่งเท่ากับว่าสอดคล้องกับนโยบายเรียนดีมีความสุขของพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ดังนั้นการทำงานตามนโยบายนี้ถือว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว 

 

โฆษกศธ. เผย "เพิ่มพูน" กำชับเร่งเดินหน้ายกระดับผลประเมินพิซา 2025 ถกคณะทำงานวางแผนมุ่งพัฒนาคุณภาพกลุ่มรร.ขยายโอกาส 

ที่มา ; เดลินิวส์ 7 ธันวาคม 2566

เกี่ยวกัน

จะเกิดอะไร? ขึ้นกับ “เศรษฐกิจ” เมื่อเด็กไทย ทักษะร่วงทุกวิชา อนาคตเสี่ยงตกงาน-สะเทือนสร้างประเทศ 

เป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษแล้ว ที่ “ประเทศไทย” ยังคงติดกับดัก อยู่ในกลุ่มประเทศ รายได้ปานกลางนิ่งสนิท ก็เพราะ “แรงงาน” ส่วนใหญ่ ยังคงเป็น “แรงงานทักษะขั้นต่ำ”

ขณะข่าวใหญ่ของประเทศไทยวันนี้ หากแต่เป็น รายงานของ PISA Score ที่เป็นการสอบวัดผลทักษะทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ของคนทั้งโลกพบ 10 ปีที่ผ่านมา คะแนนของเด็กไทยร่วงในทุกวิชา แย่ลงเรื่อยๆ หล่นมาอยู่อันดับที่ 63 ของโลก ส่วนสิงคโปร์ ล้ำหน้าขึ้นอันดับ 1 ของโลก

เด็กไทยเกือบทั้งหมดมีทักษะวิชาคณิตศาสตร์อ่อนแอลง ราว 32% อยู่ในชั้นคะแนนที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ย

เด็กไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีทักษะการอ่าน ระดับ 2-4 เท่านั้น

เด็กไทยราวแค่ 1% ที่มีทักษะวิชาวิทยาศาสตร์ อยู่ในขั้นเชี่ยวชาญ (ระดับ 5-6) เท่านั้น 

ทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่า ไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติทางการศึกษา อย่างน่าเป็นห่วงมากที่สุด หากการอยู่รอดของประเทศในยุคใหม่ เดิมพันการพัฒนาประเทศด้วย “การศึกษา” ของคนในชาติ 

คะแนนเด็กไทย “ทรุดหนัก” ปัญหาเศรษฐกิจ

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาการศึกษาแห่งชาติ และ อดีตประธานอนุกรรมการจัดทำแผนการศึกษาชาติฯ ให้ความเห็นว่า ผลประเมิน PISA สะท้อนวิกฤติระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานไทย และคุณภาพการศึกษาของไทย กำลังเดินทางเข้าสู่ภาวะ “ทรุดหนัก”

ซึ่งความ “อ่อนแอ” ในวิชาพื้นฐานต่างๆ ที่ทำให้กลุ่มเด็กดังกล่าว อาจไม่สามารถเรียนต่อในขั้นสูงได้เลย และประเทศไทยก็จะขาดกำลังทั้งที่มีความรู้พื้นฐานและความรู้ขั้นสูง และการวิจัยด้านต่างๆ ในการพัฒนาประเทศ 

สะท้อนว่า ปัญหาวิกฤติการศึกษานั้น แก้ไขได้ยาก แต่จะมีผลต่อเศรษฐกิจและสังคมยาวนาน ส่งผลต่อผลิตภาพแรงงานอย่างมาก และลดทอนความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว และอาจทำให้ “เศรษฐกิจไทย” ประสบปัญหาความถดถอยของส่วนแบ่งตลาดของสินค้าไทยในตลาดโลกในอนาคตอีกด้วย 

โรงเรียนเอกชนปิดตัว-ครูหนี้ท่วม ปัญหาเชิงซ้อน

นักวิชาการคนเดิม ยังเผยว่า นอกจากปัญหาวิกฤติคุณภาพการศึกษาแล้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากขณะนี้ คือ การปิดตัวลงของสถานศึกษาเอกชนขนาดเล็กและขนาดกลางจากปัญหาสภาพคล่องจำนวนมาก

ปัญหาประชากรเด็กลดลงอย่างมาก เกิดการเลิกจ้างบุคลากรการศึกษาในโรงเรียนระดับปฐมวัย ประถมและมัธยมในสถานศึกษาเอกชน สถานศึกษาเอกชนที่ยังประคับประคองตัวเองไปได้ก็ใช้วิธีลดเงินเดือนบุคลากรลงมาก 

ทำให้ครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานประสบปัญหาทางการเงินและมีหนี้ส่วนบุคคลจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ จึงทำให้มีบุคลากรทางการศึกษาจำนวนไม่น้อยขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อโรงเรียนและบุคลากรทางการศึกษาอ่อนแอลงอย่างมาก ประเทศย่อมอ่อนแอลงและผลกระทบจะยาวนานกว่า วิกฤติเศรษฐกิจหรือวิกฤติการเมืองใดๆ 

“ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในไทยนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” 

ทั้งนี้ เมื่อการศึกษา เป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจที่สำคัญปัจจัยหนึ่งที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ควรเร่งแก้ปัญหาใน 3 มิติ คือ การพัฒนาความสามารถในการเข้าถึงการศึกษา, คุณภาพการเรียน การสอน ที่ทำให้เด็กมีทักษะที่เข้มข้น และสอดคล้องกับการที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ในอนาคต และมิติด้านความเหลื่อมล้ำ ปัจจัยทางด้านครอบครัว ไปจนถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษา ต้องถูกแก้ไข 

อนาคตเด็กไทย เสี่ยง “ตกงาน” มากขึ้น

ด้าน ผศ.นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ (หมอวิน) กุมารแพทย์ ผู้ก่อตั้งแฟนเพจ “เลี้ยงลูกตามใจหมอ” ชี้ว่า จากรายงาน PISA Score ดังกล่าว กำลังบ่งบอกว่า อนาคตเด็กไทย ในตลาดแรงงานไม่สู้ดี  ซึ่งโทษสิ่งใดไม่ได้เลย นอกจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาที่เน้นท่องจำ เน้นการสอบแบบคัดออก ไม่เน้นความเข้าใจ

อะไรที่บอกว่า อนาคตของเด็กไทย ในตลาดแรงงานอาจไม่สู้ดี นั้น ก็เพราะว่า โลกทุกวันนี้ ผู้คนเคลื่อนที่ได้ง่ายขึ้น ตลาดแรงงานขณะนี้ ไม่ได้แข่งขันกันแค่ในประเทศเท่านั้น ถ้าบริษัทหนึ่ง ต้องการจ้างงานสักตำแหน่ง เขาก็ต้องการคนที่เก่งพอสำหรับตำแหน่งนั้น 

อาจเห็นภาพ การไปจ้างคนมาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ มากกว่าคนไทย เพราะต้องการ คนเก่ง และคนที่มีความพร้อมกว่า นั่นอาจหมายถึง เด็กไทยในอนาคตอาจตกงานมากขึ้น เพราะระบบการศึกษาของไทย ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้นายจ้างเลยว่าเราเก่งพอ 

ขณะฝั่งประเทศตะวันตกหลายประเทศก็เริ่มเห็นการถดถอยของ PISA Score เช่นกัน ขณะที่ประเทศฝั่งเอเชียทำได้โดดเด่นมาก เช่น สิงค์โปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเก๊า โดยบางประเทศอย่าง เกาหลีใต้ ก็ต้องแลกมาด้วยระบบการศึกษาที่เครียดมาก แข่งขันมากเช่นกัน แต่ได้ผลลัพธ์ที่คนมีคุณภาพสูง ประเด็นนี้ก็ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน 

“ตลกร้ายอีกอย่างก็คือ ค่า SD หรือค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของความสามารถทางคณิศาสตร์ของเด็กไทยอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของคะแนนคณิศาสตร์ก็ต่ำด้วย นั่นแสดงว่า ไม่มีใครถูกทิ้งอยู่ข้างหลังเลย … คือ คะแนนแย่ไปพร้อมๆ กันทั้งประเทศ เกาะกลุ่มกันดี ในขณะที่มาเก๊า เกาหลี คะแนนดีมาก แต่มี SD สูง แสดงว่า เป็นสังคมที่มีคนที่มีความสามารถสูงเยอะ โดดเด่น คงถึงเวลาที่การศึกษาไทยต้องปฏิรูปได้แล้ว เพราะถ้าคุณภาพคนไม่ดีพอ ไม่พร้อม อนาคตชาติคงลำบาก” 

ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์

เกี่ยวข้องกัน

สกศ.เร่งวิเคราะห์แนวทาง OECD จัดทำข้อเสนอปฏิรูปฯ กำหนดเข็มทิศเรียนรู้ ‘ฉีกความเชื่อ กรอบสอนเดิม’ 

 

ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) และคณะ เข้าร่วมประชุมการศึกษาและทักษะแห่งอนาคตในปี 2030 ครั้งที่ 5 (5th Global Forum of Future of Education and Skills 2030) ในฐานะผู้แทนด้านการศึกษาภาครัฐของประเทศไทย ที่กรุงบูคาเรสต์ สาธารณรัฐโรมาเนีย โดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD และกระทรวงศึกษาธิการโรมาเนีย เป็นเจ้าภาพ เพื่อให้ประเทศต่างๆ ร่วมกันวิเคราะห์ความท้าทายด้านการศึกษาในระยะยาว ที่ผู้เรียนจำเป็นต้องพัฒนาทักษะ และมีเข็มทิศเพื่อกำหนดทิศทางการเรียนรู้ที่รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของนักเรียน ครู และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง หรือ เรียนดี มีความสุข 

เป้าหมายของการจัดประชุมครั้งนี้ คือการสร้างวิสัยทัศน์ และพัฒนารายละเอียดของเข็มทิศการเรียนรู้ (Learning Compass 2030) ของ OECD ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงภายหลังการระบาดของโรคโควิด-19 ให้ครอบคลุม และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเน้นประเด็นการใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) เพื่อส่งเสริมการศึกษาในโลกยุคใหม่ที่มีความซับซ้อน นอกจากนี้ เข็มทิศการเรียนรู้จะเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่นักเรียนจะต้องเรียนรู้ และพัฒนาทักษะ เพื่อให้ใช้นำทางในโลกที่ซับซ้อน และไม่แน่นอนได้ อย่างมีความหมาย และรับผิดชอบ ซึ่งฉีกออกจากความเชื่อ และกรอบแนวทางเดิมเกี่ยวกับการเรียนการสอนที่มีลักษณะการสื่อสารทางเดียว โดย OECD มองว่าการเรียนรู้ที่มีความหมาย และแท้จริงนั้น เกิดขึ้นผ่านกระบวนการเรียนรู้ซ้ำๆ ซึ่งช่วยให้เยาวชนพัฒนาความคิด และการกระทำของตนเองได้อย่างเหมาะสม ต่อเนื่อง ผ่านวงจรการเรียนรู้ 3 ขั้นตอน ได้แก่

       1.ความคาดหวัง

        2.การกระทำ และ

        3.การสะท้อนความคิด โดยมีครู และครอบครัว เป็นผู้ช่วยประคับประคอง ให้คำปรึกษา และเรียนรู้ไปด้วยกันได้” 

ดร.อรรถพลกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สกศ.ในฐานะหน่วยงานด้านการศึกษาไทย และเข็มทิศการศึกษาของประเทศไทย ได้ร่วมรับฟัง และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางการศึกษาของประเทศในประเด็นต่างๆ อาทิ

1.วิธีสร้างการ Critical Thinking ในสาระวิชา และหลักสูตรวิทยาศาสตร์ และศิลปะ

2.ทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21

3.หลักสูตรการเรียนแบบ STEM/STEAM

4.การใช้ Generative AI ในห้องเรียน

5.การพัฒนาทักษะทางอารมณ์ และสังคม และ

6.การกำหนดเข็มทิศการศึกษาเพื่อการสอนที่มีคุณภาพในโลกแห่งความผันผวน

 

ข้อสังเกตสำคัญจากการประชุม ที่นำมาปรับใช้ในการดำเนินงานตามนโยบายการปฏิรูปการศึกษา และการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพในโลกที่ซับซ้อนผันผวนได้นั้น จะต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาในมิติต่างๆ ได้แก่

          1.มิติคุณค่า

          2.ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิต และพัฒนาครู รวมถึง การแก้ปัญหาต่างๆ ของครูด้วย

          3.การสร้างความร่วมมือ และเสริมพลังให้กับบุคคลแวดล้อมที่สำคัญ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเรียนรู้

          4.ผลการศึกษา ข้อค้นพบ ข้อมูลใหม่ๆ และตัวเลขสถิติขององค์กรระหว่างประเทศที่นำเสนอในช่วงของการประชุม 

รวมถึง ผลการทดสอบ PISA ที่ประกาศผล และเชื่อมโยงในบางประเด็นเข้ากับสาระสำคัญในการประชุมในครั้งนี้ มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้เหตุผล การตีความการอธิบาย และการนำผลการศึกษา และการทดสอบเหล่านั้น ไปใช้ปรับปรุงแก้ไข และปฏิรูปการศึกษาในเชิงสร้างสรรค์ต่อไปได้ โดยระดับนโยบายอาจต้องทบทวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศ เพื่อได้ทราบข้อมูลที่สำคัญ ความก้าวหน้า แนวโน้ม หรือการสนับสนุนด้านการปฏิรูปการศึกษา และการพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเท่าทันอีกด้วย” ดร.อรรถพล กล่าว 

ดร.อรรถพลกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ สกศ.จะศึกษาประเด็นเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ OECD เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายทางการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย เพื่อช่วยให้นักเรียนได้รับคำแนะนำด้านเนื้อหาของวิชาการ และการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาทั้งทางร่างกาย และจิตใจต่อไป 

สกศ.เร่งวิเคราะห์แนวทาง OECD จัดทำข้อเสนอปฏิรูปฯ-กำหนดเข็มทิศเรียนรู้ ‘ฉีกความเชื่อ-กรอบสอนเดิม’ รองรับโลกใหม่ 

 

มติชนออนไลน์ วันที่ 12 ธันวาคม 2566

เกี่ยวข้องกัน

สกศ.จัดทำข้อเสนอการยกระดับผลการทดสอบ PISA 

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ที่โรงแรมริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ข้อเสนอการยกระดับผลการทดสอบ PISA” โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานการจัดการศึกษา สนับสนุนการจัดการศึกษาทุกภาคส่วน เข้าร่วมกว่า 200 คน โดยดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวเปิดการประชุม ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำแผนระดับ 3 ด้านการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายให้ สกศ.วางแผนยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนในโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA (Programme for International Student Assessment ) ซึ่งดำเนินการโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ที่ผลการประเมิน PISA ของเด็กไทยในปี 2022 มีคะแนนที่ตกลง ทั้งด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ 

เลขาธิการสกศ. กล่าวต่อไปว่า ประเด็นที่สกศ.มอง ขณะนี้ พบว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในการจัดการศึกษาของประเทศไทย คือ

1.ประเทศไทยมีการกำหนดแผนเป็น 3 ระดับ ซึ่งนโยบายด้านการศึกษา และแผนการศึกษาแห่งชาติ เป็นแผน 20 ปีที่ต้องผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่การให้ความสำคัญอยู่แค่แผนระดับที่ 3 เท่ากับแผนหน่วยงาน ดังนั้น การขับเคลื่อนจึงเกิดปัญหาในการขับเคลื่อน ซึ่งต้องผลักดันให้ยกระดับไปอยู่ในแผนระดับที่ 2

2. การพัฒนาการเรียนการสอนครู จะประเมินผู้เรียนตามสภาพจริง ประเมินจากการสอน ไม่ได้ประเมินจากหลักสูตร และ

3.ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ที่ผ่านมา นักเรียนมีความเครียด มีประเด็นดราม่าเรื่องการทดสอบต่างๆเยอะ เรื่องการทดสอบระดับชาติและการทดสอบนานาชาติก็เป็นเรื่องความสมัครใจ ทำให้ PISA ถูกลดความสำคัญลง และเด็กก็ไม่คุ้นชินกับรูปแบบการทดสอบ 

ดร.อรรถพล กล่าวด้วยว่า การยกระดับผลการทดสอบ PISA แน่นอนว่าในภาพรวมของการจัดการศึกษาเราต้องไปพัฒนาเรื่องรูปแบบการจัดการศึกษา และเพิ่มความเข้มข้น แต่สิ่งหนึ่งที่ละเลยไม่ได้ คือ หน่วยงานที่ประเมินการศึกษาของโลก ซึ่งก็คือ OECD ที่เป็นหน่วยงานที่วิเคราะห์วิจัยการศึกษาของโลก และมีสมาชิกอยู่มากมาย ขณะที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นสมาชิกหลัก เราเป็นเพียงแค่สมาชิกสมทบในคณะกรรมการนโยบายด้านการศึกษาเท่านั้น เราจึงขาดโอกาสในการเข้าถึงรูปแบบของการศึกษา รูปแบบการทดสอบ และโอกาสที่ OECD จะเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมการพัฒนาการเรียนการสอน ดังนั้น สิ่งสำคัญในการประชุมวันนี้เราจึงเสนอให้ยกระดับไทยเข้าไปมีบทบาท มีสถานะเป็นสมาชิกหลักของ OECD ซึ่งจะทำให้รู้แนวทางการพัฒนาหลักสูตร รู้ข้อสอบการประเมิน สามารถต่อลองเรื่องวิธีการประเมินได้ ซึ่งการเสนอไทยเข้าเป็นสมาชิกนี้ ศธ.ไม่ใช่เจ้าภาพหลัก แต่เป็นกระทรวงต่างประเทศ และสภาพัฒนาเศฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดังนั้น สกศ.จะรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการประชุมในวันนี้เสนอรมว.ศธ. และนำเข้าครม. เพื่อเป็นแนวทางที่จะให้เกิดการขับเคลื่อนการยกระดับการศึกษาของประเทศได้อย่างแท้จริง 

ด้าน รศ.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผอ.สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวว่า แนวทางการยกระดับผลการทดสอบ PISA ที่ได้จากการวิเคราะห์ผลการทดสอบของประเทศที่ทำคะแนนได้ดี ประประกอบกับบริบทของประเทศไทย มี 3 ประเด็นหลักที่ประเทศไทยสามารถดำเนินการได้ ซึ่งจะไม่ได้ขับเคลื่อนเฉพาะคะแนน PISA เท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาเด็กได้แบบยั่งยืนและต่อเนื่องด้วย คือ

1.พัฒนาครูให้มีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้ ปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียน การตั้งคำถาม รวมทั้งการประเมินและวัดผล ซึ่งครูต้องร่วมด้วยช่วยกันฝึกและพัฒนานักเรียนให้มีทักษะที่จำเป็นในการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง มีทักษะในการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา ให้เด็กคุ้นชินกับข้อสอบที่เน้นการแก้ปัญหา มากกว่าเน้นแค่ความรู้ที่เด็กจะต้องทำได้

2.ส่งเสริมและสนับสนุนทรัพยากรและสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ สื่อในและต่างประเทศ เพื่อให้นักเรียน ได้ใช้ประโยชน์ เข้าถึงตามความสนใจ และ

3.พัฒนาสถานศึกษาให้เป็นสถานที่มีบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ มีความสุข สนุกสนาน และผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ต้องให้ความสำคัญกับการสอบ PISA ว่าเป็นการทดสอบที่วัดสมรรนะของเด็กไทยจริงๆ 

ที่มา ; เดลินิวส์ 25 ธันวาคม 2566

เกี่ยวข้องกัน

ทีดีอาร์ไอ-สสวท.’ เสนอ 4 ข้อแก้ปัญหาPISA ต่ำ ลดภาระครู ยกเครื่องหลักสูตร เพิ่มงบร.ร.เล็ก

นายอรรถพล  สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ผลการการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA 2022 ของประเทศไทยมีคะแนนเฉลี่ยต่ำลงมากที่สุดในรอบ 20 ปี ในทุกด้าน ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน นั้น สะท้อนถึงวิกฤตทางการศึกษาที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนและตรงจุด ซึ่งหากไม่มีการแก้ไขครั้งใหญ่ ประเทศไทยจะไม่สามารถก้าวไปเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้เสนอแนวทางการแก้ไขและยกระดับคุณภาพการการเรียนด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน โดยสรุปได้ดังนี้ 

1. ลดภาระงานอื่นของครู เพื่อให้ครูสอนได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งพัฒนาครูให้มีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาให้นักเรียนมีทักษะที่จำเป็นในการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง และมีทักษะในการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา

2. ส่งเสริมและสนับสนุนทรัพยากรและสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพในหลากหลายรูปแบบทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้กับสถานศึกษาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำในการจัดการเรียนรู้

          3.ยกเครื่องหลักสูตรให้อิงสมรรถนะมากยิ่งขึ้น และส่งเสริมการวิเคราะห์ การประเมิน และความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งออกแบบระบบอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับหลักสูตรดังกล่าว เช่น การผลิต/การพัฒนาครู การประกันคุณภาพ การสอบ

4. พัฒนาสถานศึกษาในทุกสังกัดทั่วประเทศให้มีคุณภาพและครอบคลุม และบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กและพัฒนาเครือข่ายโรงเรียนที่อยู่ใกล้กันและสร้างแรงจูงใจให้ครูไปอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กที่ห่างไกล รวมทั้งนำงบประมาณที่ได้จากการบริหารจัดการอย่างประหยัดมาเพิ่มให้กับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล”นายอรรถพล กล่าว 

 

มติชนออนไลน์ วันที่ 4 มกราคม 2567 

เกี่ยวข้องกัน

ข้อสอบ PISA ยาขมหม้อใหญ่การศึกษาไทย สภาการศึกษา ยังอ่านโจทย์ไม่จบ  

วิชเทพ ฦาชาฤทธิ์ บรรณาธิการ 

...การนำรูปแบบการทดสอบ PISA เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการวัดประเมินผลในโรงเรียน ควรพิจารณาให้รอบคอบ ควรคำนึงถึงการปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการสอนและการเรียนรู้  ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้แบบองค์รวม และ เสริมสร้างทักษะการใช้ความรู้ในชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงเพื่อการทำคะแนนทดสอบ การประเมินผล มีความยืดหยุ่นและหลากหลายเพื่อรองรับความต้องการและศักยภาพของนักเรียนทุกคน... 

จากผลจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงลึก ล่าสุด ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา นำคณะฯ รับฟังความคิดเห็น ครู ศึกษานิเทศก์ นักเรียน และ บุคลากร  เพื่อเป็นแนวทางยกระดับผลการทดสอบ PISA ของเด็กไทย ในปีที่จะถึงรอบการประเมินถัดไป คือ PISA 2025 ทราบมาว่า เน้นการประเมินความฉลาดรู้ด้านการอ่านเป็นหลัก 

แปลกใจว่า สภาการศึกษา เพิ่งรู้จากนักเรียนสะท้อนปัญหาโจทย์ข้อสอบ PISA “ค่อนข้างยาว-ซับซ้อน-ยาก” เหนือกว่าเนื้อหาในชั้นเรียน 

นักเรียนตัวแทน บอกว่า “ข้อสอบ PISA มีความยากมากกว่าเนื้อหาในชั้นเรียน นอกจากจะต้องประยุกต์ใช้องค์ความรู้ ด้านวิชาวิทยาศาสตร์  และ คณิตศาสตร์แล้ว ยังต้องใช้การแก้ปัญหาซับซ้อนด้านการอ่านโจทย์ ที่มีบทความที่ค่อนข้างยาว ขณะที่นักเรียนบางส่วนทำข้อสอบไม่ทัน 

ตัวแทนครู บอกว่า “ข้อสอบนั้น ไม่ได้ใช้ความรู้ขั้นสูง แต่เน้นการใช้ความรู้พื้นฐานมาประยุกต์ใช้” แต่ที่นักเรียนทำข้อสอบยาว ๆ ได้ เกิดจากครูฝึกฝนการอ่านและสรุปความ 

กลุ่มที่น่าสนใจไม่น้อย ศึกษานิเทศก์ ให้นำเสนอความเห็นการสอบ PISA ที่ผ่านมาที่น่าสนใจ ว่า กระทรวงศึกษาธิการ ควรยกระดับผลการทดสอบ PISA หลายประเด็น   

 ควรนำรูปแบบการทดสอบ PISA มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการวัดประเมินผล เพื่อยกระดับการทดสอบโรงเรียนทั่วไทย แต่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ และ ต้องการการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การปรับใช้นั้นสอดคล้องกับบริบทการศึกษาและวัฒนธรรมของไทย สามารถนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ยั่งยืน

 ควรเร่งดำเนินการ ด้านการประชาสัมพันธ์ ให้ทั่วถึงอย่างเร่งด่วนที่สุด ควรให้โรงเรียนทุกแห่งในประเทศได้มีภูมิความรู้เกี่ยวกับการสอบ PISA ความสำคัญของการวัดทักษะนักเรียนผ่าน PISA ทั้งรูปแบบข้อสอบ ระบบการสอบ วิธีการสอบ และเนื้อหาข้อสอบ

 ควรปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา ให้สอดคล้องกับทักษะและความสามารถที่ PISA วัด เช่น เน้นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา

 นำข้อสอบตัวอย่างจาก PISA เป็นเครื่องมือเสริมมาใช้ในห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝนและคุ้นเคยกับรูปแบบข้อสอบและวิธีการคิดที่ต้องใช้ 

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นมุมมองที่น่าคิด หวังอยู่ในใจว่า สภาการศึกษา ป่านนี้คงนำเรียน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.และคณะ สู่การแก้ปัญหาเพื่อสั่งการหรือเป็นนโยบาย สร้างผลงานให้สมกับที่เคยประกาศว่า PISA เป็นวาระแห่งชาติ โดยพลัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองถึงหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักของ PISA คือ ต้องการเปรียบเทียบความสามารถทางการศึกษาของนักเรียนของแต่ละประเทศในระดับนานาชาติ ให้มองเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนในระบบการศึกษาของตน เพื่อสามารถนำผลประเมินไปปรับปรุงระบบการศึกษา ทะยานสู่ระดับสากลได้ดียิ่งขึ้น   

เนื่องจาก ข้อสอบ PISA ถูกออกแบบมา เพื่อวัดความสามารถของนักเรียน ในการใช้ความรู้และทักษะทางการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ในบริบทของชีวิตจริง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความรู้ทางวิชาการเท่านั้น 

ดังนั้น นักเรียนที่เข้าทดสอบ จึงต้องใช้ความรู้และการคิดวิเคราะห์ เพื่อแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง ที่ผู้เรียนอาจพบเจอในชีวิตประจำวัน หรือ คาดหมายในอนาคต โดยนำทฤษฎีหรือความรู้จากการเรียนรู้มา ใช้ตัดสินใจได้อย่างมีเหตุมีผล มากกว่าการท่องจำ 

เช่น การใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ในการวางแผนการเงิน หรือ การคำนวณ เพื่อหาค่าใช้จ่ายในการทำโครงการ หรือใช้ความรู้และข้อมูลที่ได้เรียนรู้มาประกอบการตัดสินใจ ในสถานการณ์ที่ต้องการการวิเคราะห์ข้อมูลหรือสถิติ เลือกที่จะทำหรือไม่ทำ โดยพิจารณาจากข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ  

ดังนั้น การอ่านยังต้องทำความเข้าใจในข้อมูลจากแหล่งที่มาหลากหลายประเภทในข้อสอบ เช่น ตัวอักษร ภาพ และกราฟิก ย่อมมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์กับทักษะการอ่าน ย่อมช่วยให้นักเรียนไทยเข้าใจและวิเคราะห์ข้อมูลได้ดี เช่นกัน 

หากมองในมุมนักเรียนไทยดังกล่าว อาจเป็นทักษะที่ไม่คุ้นเคย หรือ แทบไม่ได้รับการเน้นย้ำในระบบการศึกษาปกติ จึงมิแปลกที่ยากทำข้อสอบให้ดีได้ 

เมื่อมองจากการที่นักเรียนสะท้อนว่า ข้อสอบ PISA มีการใช้ข้อความยาว จึงทำข้อสอบไม่ทัน  

อีกทั้ง การเตรียมตัวก่อนสอบด้วยการทำโจทย์ประเภทที่คาดว่า อาจจะพบในข้อสอบ รวมทั้งการอ่านเอกสารหรือบทความที่มีความยาวและความซับซ้อนเพิ่มขึ้น ก็มีผลมิใช่น้อย จึงมีคำตอบแล้วว่า ต้องเกิดจากครูฝึกฝนการอ่านและสรุปความ  

จะเห็นว่า การสกัดข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อความ หรือ กราฟิกเป็นสิ่งที่จำเป็น นักเรียนไทย อาจพบว่า ท้าทาย

ดังนั้น การปรับปรุงหลักสูตร เพื่อให้มีการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์การเรียนรู้อย่างมีวิจารณญาณและการใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาจริง อาจช่วยให้คะแนน PISA ดีขึ้น.และสอดคล้อง กับ การเน้นทักษะในศตวรรษที่ 21 จึงเป็นเหตุเป็นผลที่ไม่อาจละเลยได้ 

อย่างไรก็ตาม การมีข้อแนะนำให้ใช้ข้อสอบ PISA ที่ผ่านมาเพื่อเตรียมตัว หรือในลักษณะ การเปิดติว” หรือ"กวดวิชา" เพื่อเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับการทดสอบในอนาคต จึงเป็นเรื่องที่ มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรพิจารณา 

ในมุมบวก คือ การเพิ่มความคุ้นเคยกับรูปแบบของข้อสอบ และ ประเภทของโจทย์ สามารถช่วยให้นักเรียนรู้สึกมั่นใจมากขึ้นในการทดสอบ อีกทั้งการฝึกทำโจทย์ที่ต้องใช้ความคิดวิเคราะห์และการประยุกต์ สามารถช่วยพัฒนาทักษะเหล่านี้ได้ ก็จริง 

แต่ผลเสียที่ตามมา การเน้นการเตรียมตัวเพื่อการทดสอบ อาจจำกัดโอกาสในการเรียนรู้และการพัฒนาความสามารถอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ และหากมุ่งเพิื่อการเตรียมตัวเน้นไปที่การท่องจำแบบข้อสอบ โดยไม่เข้าใจหลักการและการนำไปประยุกต์ใช้จริง 

อาจทำให้ผลสอบไม่สะท้อนความสามารถจริง และเสี่ยงต่อการจำกัดการเรียนรู้ 

จะดีกว่าไหม หากสภาการศึกษา และ องค์กรที่รับผิดชอบ ควรมีการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างความตระหนักและความเข้าใจในหมู่นักเรียน ครู ผู้บริหาร รวมถึงนักวิชาการ เกี่ยวกับวัตถุประสงค์และวิธีการของ PISA ในเชิงรุกอย่างเป็นระบบที่ต่อเนื่อง 

ซึ่งจะนำไปสู่การยอมรับและความเชื่อมั่นในการทดสอบ PISA จะเพิ่มขึ้น เมื่อมีการจัดการกับข้อจำกัดและความท้าทายเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นต้องมีการร่วมมือและการพัฒนาอย่างจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 

ส่วนเสียงสะท้อนให้นำรูปแบบการทดสอบ PISA เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการวัดประเมินผลในโรงเรียน ควรพิจารณาให้รอบคอบ 

ที่สำคัญ ควรคำนึงถึงการปรับปรุง พัฒนารูปแบบการสอนและการเรียนรู้  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้แบบองค์รวมและทักษะการใช้ความรู้ในชีวิตจริง 

ไม่ใช่เพียง เพื่อการทำคะแนนทดสอบ การประเมินผลควรมีความยืดหยุ่นและหลากหลายเพื่อรองรับความต้องการและศักยภาพของนักเรียนทุกคน 

รวมถึง การระดมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อสร้างความตระหนักและการสนับสนุนจากชุมชนจากทุกภาคส่วน เข้ามาช่วยพัฒนาและสนับสนุนทรัพยากรเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ อย่างจริงจัง   

ทั้งหลายทั้งปวง หวังว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ควรได้มีส่วนได้รับรู้ ในฐานะผู้ร่วมทางต้องรับรับผิดชอบโดยเร็ว เช่นกัน 

ที่มา ; edunewssiam

สรุปสาระสำคัญ 

ผลการประเมิน PISA 2022 สะท้อนวิกฤตคุณภาพการศึกษาของไทยอย่างชัดเจน โดยคะแนนด้านคณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์ของนักเรียนไทยลดลงทุกด้าน และอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD รวมทั้งอยู่ลำดับท้าย ๆ ของกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะคณิตศาสตร์อยู่ที่ 394 คะแนน การอ่าน 379 คะแนน และวิทยาศาสตร์ 409 คะแนน ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 20 ปี และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

PISA เป็นการประเมินสมรรถนะนักเรียนอายุ 15 ปี เน้นการใช้ความรู้ในชีวิตจริงมากกว่าการท่องจำ พบว่าหลายประเทศในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีคะแนนสูงมาก ขณะที่ไทยยังมีช่องว่างคุณภาพระหว่างนักเรียนกลุ่มเก่งและอ่อนสูงมาก สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

สาเหตุสำคัญของปัญหาเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น ผลกระทบโควิด-19 การขาดแคลนครู ภาระงานครูสูง หลักสูตรและการสอนที่ยังเน้นท่องจำ การวัดผลที่ไม่สะท้อนทักษะจริง รวมถึงความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรและอุปกรณ์การเรียน

ภาครัฐจึงเร่งปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นพัฒนาครู ปรับวิธีสอนและการวัดผล ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ใช้เทคโนโลยี และลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ PISA ในอนาคต โดยตั้งเป้าปรับปรุงให้ดีขึ้นในปี 2025

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

PISA 2022 สะท้อนปัญหาหลักของการศึกษาไทยในด้านใดมากที่สุด
ก. การขาดงบประมาณด้านการศึกษา
ข. คุณภาพผู้เรียนและทักษะการคิดวิเคราะห์
ค. จำนวนโรงเรียนไม่เพียงพอ
ง. การสอบเข้ามหาวิทยาลัยยากเกินไป
เฉลย: ข
เหตุผล: PISA เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์และการใช้ความรู้ ซึ่งไทยมีผลคะแนนต่ำ

 

ข้อ 2

ข้อใดเป็นจุดเด่นของประเทศที่มีคะแนน PISA สูง เช่น สิงคโปร์
ก. เน้นการท่องจำ
ข. ลดการใช้เทคโนโลยี
ค. ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา
ง. ลดเวลาเรียนวิทยาศาสตร์
เฉลย: ค
เหตุผล: ประเทศคะแนนสูงเน้น problem solving และ critical thinking

 

ข้อ 3

สาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อคะแนน PISA ของไทยในช่วงโควิด-19 คืออะไร
ก. เด็กไม่อยากเรียน
ข. การเรียนออนไลน์ลดประสิทธิภาพการคิดวิเคราะห์
ค. ข้อสอบง่ายเกินไป
ง. ครูไม่ออกข้อสอบ
เฉลย: ข
เหตุผล: การเรียนออนไลน์ทำให้ทักษะคิดวิเคราะห์จากห้องเรียนลดลง

 

ข้อ 4

PISA ประเมินนักเรียนกลุ่มใด
ก. อายุ 12 ปี
ข. อายุ 15 ปี
ค. นักศึกษามหาวิทยาลัย
ง. ครูผู้สอน
เฉลย: ข
เหตุผล: PISA ประเมินนักเรียนอายุประมาณ 15 ปี

 

ข้อ 5

ข้อใดเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของการศึกษาไทย
ก. นักเรียนไม่ทำการบ้าน
ข. ครูขาดทักษะเฉพาะทางและภาระงานมาก
ค. โรงเรียนมีมากเกินไป
ง. หนังสือเรียนมีสีไม่สวย
เฉลย: ข
เหตุผล: ครูมีภาระงานนอกสอนสูงและไม่ตรงสาย

 

ข้อ 6

ผลคะแนน PISA ไทยเมื่อเทียบกับอาเซียนอยู่ในระดับใด
ก. อันดับ 1
ข. อันดับกลาง
ค. อันดับต้น
ง. อันดับท้าย
เฉลย: ง
เหตุผล: ไทยอยู่ต่ำกว่าสิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย

 

ข้อ 7

แนวทางสำคัญในการยกระดับ PISA ของไทยคือข้อใด
ก. เพิ่มการท่องจำ
ข. ลดวิชาวิทยาศาสตร์
ค. พัฒนาการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน
ง. เพิ่มการสอบย่อย
เฉลย: ค
เหตุผล: PISA เน้นการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา

 

ข้อ 8

ข้อใดสะท้อน “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา”
ก. เด็กทุกคนใช้หนังสือเล่มเดียวกัน
ข. คะแนนนักเรียนแตกต่างกันมากระหว่างกลุ่มเก่งและอ่อน
ค. โรงเรียนมีสนามกีฬา
ง. ครูสอนเหมือนกันทุกคน
เฉลย: ข
เหตุผล: ช่องว่างคะแนนสะท้อนความเหลื่อมล้ำ

 

ข้อ 9

PISA ใช้วิธีวัดผลแบบใดเป็นหลัก
ก. ท่องจำ
ข. เขียนตามตำรา
ค. การใช้ความรู้แก้ปัญหาจริง
ง. การคัดลายมือ
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้น literacy และการประยุกต์ใช้จริง

 

ข้อ 10

เป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาตามบทความคือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนข้อสอบ
ข. ลดจำนวนนักเรียน
ค. ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และทักษะผู้เรียน
ง. เพิ่มเวลาสอบ
เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและลดความเหลื่อมล้ำ

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น