
นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา มีหลายมิติ บางเรื่องเป็นปัญหาที่ซ่อนอยู่ข้างล่าง และเป็นผลมาจากภาวะความรู้ถดถอย หรือ Learning Loss ที่เกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ส่งผลให้เด็กต้องปรับรูปแบบการเรียนรู้ จากเรียนออนไซต์ในห้องเรียน มาเป็นเรียนออนไลน์ที่บ้าน ขณะที่บางครอบครัวประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทำให้เด็กต้องเอาตัวรอด ทั้งนี้ ช่วงเรียนออนไลน์ เด็กสามารถทำได้หลายอย่าง ทั้งเปิดจอคอมพิวเตอร์เรียนกับครู เล่นเกม และโทรศัพท์คุยกับเพื่อน เพราะฉะนั้น การเรียนรู้จึงถดถอยอย่างรุนแรง ดังนั้น จึงต้องเร่งฟื้นฟู เรื่องดังกล่าวอย่างเร่งด่วน
หลังกลับมาเปิดเรียนออนไซต์ตามปกติ หลายคนเข้าใจว่า ปัญหาเหล่านี้จบแล้ว หรือเบาแล้ว แต่จริงๆ ไม่ใช่ สถานการณ์ยังหนักหน่วง รุนแรงมากกว่าที่คิด เพราะเด็กไปเรียนรู้ผิดๆ มาเยอะ ไปเล่มเกมที่มีความรุนแรง โดยปัญหาทั้งหมดเหล่านี้รอออกดอก ออกผลในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ดังนั้นผมจึงพยายามเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง ดึงเด็กกลับเข้ามาเรียน เพราะหากเด็กหลุดออกนอกระบบเพิ่มมากขึ้น การดึงกลับเข้ามาจะเป็นเรื่องยากเข้าไปอีก ผมมองว่าเป็นภารกิจที่รัฐบาลเองควรให้ความสำคัญอย่างจริงจัง กระบวนการทั้งหมดต้องวางแผนให้ครูมีองค์ความรู้ และมีวิธีการจัดการกับเด็กกลุ่มนี้ รวมถึงต้องตระหนักและมีความเข้าใจอย่างแท้จริงว่าสถานการณ์รุนแรงมากขึ้น ไม่ได้เบาอย่างที่คิด และคงต้องใช้กำลังคนและความเสียสละอีกมาก นายธีร์กล่าว
รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า แนวทางการแก้ปัญหา คือครูต้องปรับการสอน ใช้แอ๊กทีฟเลิร์นนิ่งเป็นตัวช่วยสำคัญ ทำให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ กระบวนการเหล่านี้จะทำให้เด็กเป็นส่วนหนึ่งกับการเรียนรู้ มีความสุขมากกว่าการเรียนออนไลน์ ส่วนเด็กกลุ่มที่ทำผิดพลาด และอยู่ระหว่างการดำเนินคดีนั้น หากทุกคนเข้าใจกระบวนการในส่วนนี้แล้ว จะไม่มองเด็กเป็นเหยื่อหรือเป็นผู้ร้าย เพียงแต่เขากำลังช่วยตัวเองไม่เป็น เพราะฉะนั้นแต่ละหน่วยงานต้องบูรณาการความร่วมมือ เพื่อวางแนวทางการช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ร่วมกัน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สถานพินิจ กระทรวงสาธารณสุข ที่ดูแลสุขภาพจิต เป็นต้น เพื่อวางแผนทำงานร่วมกันในระยะยาว ซึ่ง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. พยายามดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแก้ปัญหาภาวะซึมเศร้า ภาวะการเรียนรู้ถดถอย ฯลฯ
การศึกษาต้องฟื้นฟูเรื่องนี้ ขณะเดียวกันต้องทำงานร่วมกับจังหวัด ฟื้นฟูครอบครัวให้กลับมาเข้มแข็ง ครูต้องมีความเข้าใจ และเป็นกำลังสำคัญในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งปี 2566 ผมตั้งใจจะเร่งดำเนินการ และต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องนี้ไม่สามารถแก้ไขให้แล้วเสร็จได้ภายในปีเดียวแต่การแก้ปัญหาจะเห็นผลในอีกหลายปีข้างหน้า รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 26 ธันวาคม 2565
สรุปสาระสำคัญ
บทความสะท้อน สถานการณ์ความรุนแรงในสถานศึกษา ที่ทวีความซับซ้อนและรุนแรงขึ้นภายหลังวิกฤตโควิด-19 โดยมีรากเหง้าสำคัญจาก ภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) เมื่อเด็กต้องเปลี่ยนจากการเรียนออนไซต์เป็นออนไลน์ ขาดสมาธิ วินัย และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ขณะเดียวกันหลายครอบครัวเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้เด็กต้องเอาตัวรอดและซึมซับพฤติกรรมรุนแรงจากสื่อและเกม ปัญหาเหล่านี้มิได้สิ้นสุดเมื่อกลับมาเรียนปกติ แต่กำลังสะสมและอาจแสดงผลรุนแรงในระยะ 5–10 ปีข้างหน้า
หลักการสำคัญคือการ ไม่ตีตราเด็กเป็นผู้ร้ายหรือเหยื่อ แต่เข้าใจว่าเด็ก “ช่วยตัวเองไม่เป็น” จึงต้องฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ แนวคิดการจัดการศึกษามุ่งเน้น Active Learning เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ ความเป็นส่วนหนึ่ง และความสุขในการเรียนรู้ พร้อมเร่งดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา
ในเชิงแนวปฏิบัติ จำเป็นต้อง บูรณาการความร่วมมือข้ามหน่วยงาน ได้แก่ ศธ. สาธารณสุข สถานพินิจ และจังหวัด เพื่อดูแลเด็กแบบองค์รวม ฟื้นฟูครอบครัว และวางแผนช่วยเหลือระยะยาว โดยครูเป็นกำลังหลัก และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่มาตรการระยะสั้น
ข้อสอบ
ข้อ 1 จากบทความ ปัจจัยใดเป็น “ต้นตอเชิงระบบ” ที่เชื่อมโยงไปสู่ความรุนแรงในสถานศึกษา
ก. หลักสูตรไม่ทันสมัย
ข. ภาวะ Learning Loss ร่วมกับบริบทครอบครัวที่เปราะบาง
ค. การขาดมาตรการลงโทษที่เข้มงวด
ง. การใช้เทคโนโลยีในการเรียนมากเกินไป
ข้อ 2 แนวคิด “ไม่มองเด็กเป็นผู้ร้ายหรือเหยื่อ” สอดคล้องกับหลักการจัดการศึกษาใดมากที่สุด
ก. การควบคุมเชิงอำนาจ
ข. การคัดกรองและแยกเด็กออกจากระบบ
ค. การฟื้นฟูเชิงพัฒนาและความเข้าใจผู้เรียนรายบุคคล
ง. การลงโทษเพื่อปรามพฤติกรรม
ข้อ 3 หากท่านเป็นผู้บริหารโรงเรียน แนวทางใดสอดคล้องกับข้อเสนอของรองเลขาธิการ กพฐ. มากที่สุด
ก. เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและบทลงโทษ
ข. ปรับกระบวนการสอนเป็น Active Learning และพัฒนาครูเชิงระบบ
ค. ลดกิจกรรมกลุ่มเพื่อลดความเสี่ยง
ง. ส่งต่อปัญหาให้หน่วยงานภายนอกเป็นหลัก
ข้อ 4 เหตุใดการแก้ปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษาจึงต้องดำเนินการระยะยาว
ก. ต้องรอการปรับเปลี่ยนนโยบายรัฐบาล
ข. ขาดงบประมาณและบุคลากร
ค. ปัญหามีลักษณะสะสมและจะแสดงผลในอนาคตหลายปี
ง. ระบบกฎหมายยังไม่เอื้อ
ข้อ 5 การบูรณาการความร่วมมือระหว่าง ศธ. สาธารณสุข สถานพินิจ และจังหวัด มีเป้าหมายสำคัญข้อใด
ก. เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมพฤติกรรมเด็ก
ข. ลดภาระงานของโรงเรียน
ค. ดูแลเด็กแบบองค์รวมทั้งการเรียนรู้และสุขภาพจิต
ง. สร้างภาพลักษณ์ความมั่นคงของระบบการศึกษา
คลิกเฉลย >>>
