
การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่กำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 1)
เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุค "เทคโนโลยีป่วนโลก หรือ Technology Disruption" นั่นคือ เทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีการใช้ชีวิตของคนไทยครั้งใหญ่ จนทำให้วิถีชีวิตและความต้องการของประชาชนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ภาคธุรกิจเอกชนไทยต้องรีบปรับตัว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและเพื่อ "ความอยู่รอด" ทางธุรกิจ แต่ภาครัฐและภาคประชาชนไทยยังไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวปรับตัวมากนักในระยะที่ผ่านมา จนกระทั่งเมื่อต้นปี พ.ศ.2563 ได้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของโรคไวรัสโควิด-19 ขึ้น จนเกิดการปั่นป่วนและส่งผลกระทบไปทั่วทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชนทั่วไป สถานการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้เกือบจะทำให้โลกทั้งโลกต้องหยุดนิ่งและหยุดการเคลื่อนไหว จนกระทั่งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชนไทยต้องรีบปรับตัวครั้งใหญ่ไปพร้อมๆกัน เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้ในเวทีโลกที่ีกำลัง "ปั่นป่วน" เนื่องจากถูกท้าทายจากกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในเวลาที่มีการบรรยายหรือพูดถึงเรื่อง "หลักการบริหารราชการ" ผู้บรรยายหรือผู้พูดส่วนใหญ่มักจะนำ "หลักการบริหารจัดการในภาคธุรกิจเอกชน" มาเปรียบเทียบกับการบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อให้ผู้ฟังเกิดแง่คิดในการนำความสำเร็จของภาคธุรกิจเอกชนไปปรับใช้ในการบริหารจัดการภาครัฐ ในการบรรยายเปรียบเทียบเกือบทุกครั้ง จึงมักจะมีคนที่อยู่ในภาครัฐจำนวนหนึ่งคัดค้านไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่า หลักการบริหารของภาครัฐและภาคเอกชน ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ เนื่องจาก ภาคธุรกิจเอกชนมีเป้าหมายสำคัญคือ การมุ่งแสวงหา "กำไร" แต่ภาคราชการจะคิดถึง "กำไร" ไม่ได้ เพราะภาคราชการต้องทำงานให้กับประชาชน
ในความเห็นของผมนั้น การที่คนในภาครัฐคิดว่า ภาคธุรกิจเอกชนต้องการผลตอบแทนจากการลงทุน คือ "กำไรสูงสุด" นั้น ผมคิดว่าน่าจะยังไม่ถูกต้องเสียทีเดียวนัก โดยเฉพาะในสถานการณ์โลกปัจจุบัน กล่าวคือ
"การบริหารจัดการ" ไม่ว่าในภาคธุรกิจเอกชนหรือภาครัฐล้วนมี "ต้นทุนค่าใช้จ่าย" ทั้งสิ้น แตกต่างกันก็แต่เพียงว่า "ต้นทุนค่าใช้จ่าย" ของภาคธุรกิจเอกชนนั้น เป็นเงินส่วนตัวของเจ้าของธุรกิจหรือหุ้นส่วนในกิจการนั้นๆ ดังนั้นเจ้าของ/หุ้นส่วนจึงต้องคิดหาวิธีการที่จะบริหารจัดการธุรกิจของตน ด้วยความระมัดระวังและรอบคอบเป็นพิเศษ เพื่อมิให้ธุรกิจเกิดการขาดทุน ในขณะเดียวกันเจ้าของ/หุ้นส่วนในกิจการนั้นๆก็ต้องการ "กำไร" ส่วนหนึ่ง เพื่อนำเงินกำไรไปใช้ในการบริหารจัดการ บางส่วนก็นำไปลงทุนขยายกิจการ รวมทั้งการปันผลกำไรให้กับผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งด้วย การบริหารจัดการภาคธุรกิจเอกชนในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง และมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ ทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะต้องปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ธุรกิจใดก็ตามที่ไม่ปรับตัว รอแต่จะเก็บเกี่ยวผลกำไรให้ได้มากๆ แสดงว่า ธุรกิจนั้นกำลังรอวันตายหรือรอการ "ล่มสลาย"
ส่วนการบริหารจัดการภาครัฐนั้น "ต้นทุนค่าใช้จ่าย" ทั้งหมดมาจากเงินงบประมาณของประเทศ หรือก็คือ เงินภาษีอากรของประชาชนนั่นเอง ซึ่งเงินภาษีอากรของประชาชนนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารองค์กรภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้ใช้เงินจะต้องใช้จ่ายบนหลักความ "คุ้มค่า ประหยัด และมีประสิทธิภาพ" แต่จะมีหัวหน้าส่วนราชการสักกี่คนที่จะคิดถึงหลักการดังกล่าว ที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักจะคิดกันว่า รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้มาเท่าไรต้องพยายามใช้ให้หมด เพราะถ้าใช้ไม่หมด ปีงบประมาณต่อไปอาจถูกตัดเงิน หรือไม่ก็ได้รับการจัดสรรเงินน้อยลง นี่คือ "ค่านิยม" ของคนในระบบราชการไทย ถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องเปลี่ยนแปลงความคิดดังกล่าว?
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2534 ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ไว้ว่า "ขาดทุนคือกำไร (Our loss is our gain" การเสียคือการได้ ประเทศชาติก็จะก้าวหน้า และการที่คนอยู่ดีมีสุขนั้น เป็นการนับที่ีเป็นมูลค่าเงินไม่ได้" และ "เงินของรัฐบาลหรืออีกนัยหนึ่งคือเงินของประชาชน ถ้าอยากให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ก็ต้องลงทุน ต้องสร้างโครงสร้าง ต้องใช้เงิน เป็นร้อย พัน หมื่นล้าน ถ้าทำไปเป็นการจ่ายเงินของรัฐบาล แต่ในไม่ช้าประชาชนจะได้รับผล ราษฎรอยู่ดีกินดี ราษฎรได้กำไรไป"
พระราชดำรัสดังกล่าวแสดงว่า การลงทุนภาครัฐนั้น เป็นการลงทุนเพื่อให้ "ประชาชนได้กำไร" นั่นคือ การทำให้ประชาชน "อยู่ดีมีสุข" การทำงานของหน่วยงานภาครัฐจึงควรที่จะมุ่งให้เกิดผล "กำไร" เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติเป็นสำคัญ ดังนั้น การใช้จ่ายเงินงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ จึงต้องคำนึงถึงหลัก "ประหยัด ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า" ให้มากที่สุด แม้ว่ารัฐบาลไทยจะมีข้อกำหนดให้มี "หลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการภาครัฐ" ไว้แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ค่อยได้มีหน่วยงานใดนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารจัดการอย่างจริงจังมากนัก ในช่วงเวลาที่ผ่านมา "ภาครัฐ" ของประเทศไทย จึงถูกมองว่า "ใช้เงินงบประมาณสูง แต่ประสิทธิภาพที่ได้ต่ำ" ไม่คุ้มค่ากับเงินภาษีอากรที่ีใช้ในการลงทุน นอกจากนี้ยังทำให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าได้ช้ากว่าประเทศอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น
สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
1 กรกฎาคม 2564
การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่ีกำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 2)
แนวคิดในการบริหารจัดการธุรกิจของภาคธุรกิจเอกชนปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิม กล่าวได้ว่า "กำไร" ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของภาคธุรกิจเอกชนอีกต่อไปแล้ว เพราะโลกธุรกิจปัจจุบันเป็นโลกที่มีการแข่งขันสูง หากธุรกิจใดคิดแต่จะมุ่งแสวงหา "กำไร" ให้ได้มากที่สุด ธุรกิจนั้นอาจไม่สามารถอยู่รอดปลอดภัยได้ เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ขึ้นในโลกธุรกิจ กล่าวคือ ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีทั้ง "เงินทุน" และ "ห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain" ที่แข็งแกร่ง เช่น เทสโก้โลตัส บิ๊กซี และแม็คโคร เป็นต้น ได้เข้ามาลงหลักปักฐานในประเทศไทย และต่อมาได้เกิด "ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก หรือร้านสะดวกซื้อ (convenience store)" ขึ้น หลังจากนั้นไม่นานเราเริ่มได้ยินคำว่า "ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" นั่นคือ ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่และร้านสะดวกซื้อ เริ่มก้าวเข้ามาแทนที่ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม ที่เรียกกันว่า "ร้านโชห่วย" ทำให้มีร้านค้าโชห่วยจำนวนมากเริ่มล้มหายตายจากไป เพราะไม่สามารถแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่และร้านสะดวกซื้อได้ เหตุผลคือ การเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคต้องการทดลองสิ่งใหม่ๆที่มาพร้อมกับความสะดวกและรวดเร็วในการเลือกสินค้า ร้านโชห่วยจำนวนมากที่ไม่รู้จัก "การปรับตัว" จึงถึงกาลเวลาล่มสลาย
ต่อมาเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ทำให้เกิดการค้าออนไลน์และเกิด "แพลตฟอร์ม" การสั่งซื้อสินค้าผ่านโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มการโอนเงินออนไลน์ โดยที่ผู้โอนเงินและรับเงินไม่ต้องเดินทางไปที่สาขาของธนาคารอีกต่อไป ในโลกธุรกิจจึงเกิดคำว่า "ปลาเร็วกินปลาช้า" ขึ้น นั่นหมายถึงว่า ธุรกิจใดก็ตามที่สามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบธุรกิจหรือการค้าออนไลน์ได้เร็วกว่าผู้ประกอบการรายอื่น ธุรกิจนั้นๆก็จะอยู่รอดปลอดภัย ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราจึงได้เห็นผู้ประกอบธุรกิจการค้า เช่น ศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร ฯลฯ รวมทั้งธุรกิจการเงินได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ต้องรีบปรับตัวเข้าสู่ระบบธุรกิจหรือการค้าออนไลน์อย่างรวดเร็ว ธุรกิจใดที่ีปรับตัวไม่ทันก็จะถูก disrupt
เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ธนาคารพาณิชย์ไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เมื่อมีเทคโนโลยีทางการเงินยุคใหม่ ที่ีเรียกว่า "ฟินเทค (Fin Tech หรือ Financial Technology)" ก้าวเข้ามาเป็นทางเลือกในการทำธุรกรรมทางการเงิน ที่สะดวกและรวดเร็วกว่าการทำธุรกรรมการเงินผ่านธนาคารในรูปแบบเดิมๆ รัฐบาลไทยจึงได้พัฒนาระบบการบริการโอนเงินและรับเงินข้ามธนาคารแบบไม่เสียค่าธรรมเนียม ที่เรียกว่า "พร้อมเพย์ (Prompt Pay)" ขึ้น ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งก็ต้องพัฒนาระบบการบริการทางการเงินของธนาคาร ได้แก่ ระบบ "Internet Banking" และ "Mobile Banking" ซึ่งเป็นระบบการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มาให้บริการลูกค้า เพื่อแข่งขันกับเทคโนโลยีทางเงินที่กำลังจะเข้ามา disrupt และตามมาด้วยนโยบายการปรับลดพนักงาน รวมทั้งการปรับลดขนาดและจำนวนสาขาของธนาคารลง บางธนาคารถึงกับต้อง "ควบรวม" เข้าด้วยกัน เช่น ธนาคารทหารไทยและธนาคารธนชาต เป็นต้น เพราะถ้าธนาคารพาณิชย์ไทยไม่รีบปรับตัวในรูปแบบดังกล่าว อาจถึงกาลเวลา "ล่มสลาย" ก็เป็นได้
การปรับตัวของภาคธุรกิจเอกชนนั้น หมายถึง "ต้นทุนค่าใช้จ่าย" ที่จะต้องลงทุนเพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจเอกชนที่ีไม่ยอมลงทุนเพิ่ม เพราะต้องการ "กำไร" มากๆ ย่อมอยู่ไม่ได้ในสังคมโลกปัจจุบัน ในขณะที่ "ภาครัฐ" ของประเทศไทย แม้ว่าจะปรับตัวได้ช้าและก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลง แต่ประเทศก็ยังสามารถอยู่ได้ไม่ถึงกับล่มสลาย แต่จะกลายเป็นประเทศที่ล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านไปเรื่อยๆ
สังคมประเทศในโลกปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน ถ้าประเทศใดสามารถพัฒนาและผลิตเทคโนโลยี ที่จำเป็นต้องใช้ในโลกปัจจุบันและโลกแห่งอนาคต และสามารถส่งไปจำหน่ายได้ทั่วโลก เช่น Smart Phone, AI (Artificial intelligence), Robot, EV (Electric Vehicle) และ Drone เป็นต้น แสดงว่า ประเทศนั้นมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูงกว่าประเทศอื่น และแสดงว่าประชาชนในประเทศนั้นมีรายได้สูงขึ้น เช่น ประเทศเกาหลีใต้ และสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น ในขณะที่ประเทศไทยยังคงเป็นเพียงประเทศผู้นำเข้าและผู้ใช้เทคโนโลยีเท่านั้น ถ้าจะเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศจีน ประเทศจีนคือ "ปลาเร็ว" ส่วนประเทศไทยคือ "ปลาช้า" ที่กำลังจะถูกกลืนกิน เชื่อหรือไม่ว่า อีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า สินค้าเทคโนโลยีจากจีน เช่น Smart Phone, เครื่องใช้ไฟฟ้า, รถยนต์ Plug-in hybrid รถไฟความเร็วสูง ฯลฯ จะเข้ามาครองตลาดในประเทศไทยแทนเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น
นอกจากการพัฒนาและผลิตสินค้าเทคโนโลยีที่ทันสมัย จนสามารถส่งไปจำหน่ายในตลาดโลกได้แล้ว ประเทศใดก็ตามที่สามารถนำเทคโนโลยีแห่งอนาคตดังกล่าว ไปใช้ในกระบวนการบริหารจัดการผลิตสินค้าและการบริการ ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรมและภาคบริการในประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มมูลค่าของสินค้าให้สูงขึ้น รวมทั้งสามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในการบริหารจัดการภาครัฐได้รวดเร็วกว่าประเทศอื่นๆ ก็จะทำให้ประเทศนั้นๆมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และทำให้รายได้ของคนในประเทศสูงขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย
ยกตัวอย่าง ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา สาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถพัฒนาการผลิตสินค้าที่ีใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจำหน่ายได้ทั่วโลก และสามารถนำเทคโนโลยีแห่งอนาคตมาใช้ได้รวดเร็วกว่าประเทศไทยมาก จึงทำให้เศรษฐกิจของประเทศจีนขยายตัวเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นประเทศที่มีขนาดจีดีพี (GDP) ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เมื่อปี พ.ศ.2553 คนจีนยังมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีตามหลังคนไทย โดยในปีนั้นคนจีนมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 142,744 บาท/ปี เท่านั้น ขณะที่คนไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว ประมาณ 158,857 บาท/ปี แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปแค่ 5 ปีเท่านั้น คือ เมื่อปี พ.ศ.2558 รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนจีนกลับแซงหน้าคนไทยไปแล้ว กล่าวคือ รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนจีนเพิ่มขึ้นเป็น 252,566 บาท/ปี ขณะที่รายได้ต่อหัวของคนไทยยังอยู่ที่ 182,005 บาท/ปี นี่หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า คนไทย/ประเทศไทยก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกยุคเทคโนโลยีดิจิทัลใช่หรือไม่? ถ้ายังเป็นเช่นนี้ เมื่อไรประเทศไทยจึงจะสามารถแข่งขันได้ในสังคมโลก และเมื่อไรประเทศไทยจึงจะเจริญทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้าน?
สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
2 กรกฎาคม 2564
การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่กำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 3)
ภาคธุรกิจเอกชนนั้นนอกจากจะต้องปรับตัวให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกยุคปัจจุบันแล้ว ยังจะต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะยกระดับ "ขีดความสามารถในการแข่งขัน" ของธุรกิจให้สามารถสู้กับคู่แข่งให้ได้ด้วย การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ หมายถึง การพัฒนาสินค้าและบริการให้มีคุณภาพตรงกับ "ความต้องการของลูกค้า" ก่อนหน้านี้การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เช่น เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม กระเป๋าถือ กระเป๋าเดินทาง รองเท้า ฯลฯ เป็นการผลิตแบบ mass production หมายถึง การผลิตเป็นลอตใหญ่ๆ เพื่อให้สินค้ามีต้นทุนการผลิตต่ำ โดยยึด "หลักการประหยัดต่อขนาด หรือ economy of scale" แต่ปัจจุบันการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป เป็นการผลิตแบบ mass customization ซึ่งหมายถึง การผลิตสินค้าที่ยังมีปริมาณมาก แต่สามารถจัดกลุ่มเฉพาะ โดยผู้บริโภคจะยังคงเข้าถึงสินค้าได้ง่าย ในราคาถูก เนื่องจากผลิตในปริมาณที่มาก แต่สามารถตอบสนองต่อรสนิยมและความต้องการเฉพาะของลูกค้าได้ดีกว่าเดิม เหตุที่ีการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจาก "ความต้องการของลูกค้า" เปลี่ยนไป ลูกค้าสมัยใหม่ต้องการซื้อสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งเรื่องของรูปแบบ ขนาด สีสัน ลวดลาย ฯลฯ ที่ตัวเองชอบเท่านั้น ผู้ประกอบการจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตและพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะทำให้ต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการจึงไม่อาจคำนึงถึงการมี "กำไรสูงสุด" ได้เหมือนแต่ก่อน
ตัวอย่างของธุรกิจที่ีมี "การแข่งขันสูง" ในปัจจุบันธุรกิจหนึ่ง คือ ธุรกิจบริการ เช่น ร้านอาหารและร้านกาแฟ เป็นต้น ร้านค้าดังกล่าวปัจจุบันเปิดขึ้นราวดอกเห็ด ทำให้ต้องมีการแข่งขันกันเองสูงมาก เจ้าของร้านต้องงัดกลยุทธ์ทุกรูปแบบมาแข่งขันกัน เพื่อแย่งชิงลูกค้า เช่น การเลือกสถานที่ตั้งร้านค้าที่มีโลเคชั่นสวยงาม มีบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมที่ดี มีการตกแต่งร้านค้าในรูปลักษณะที่แตกต่างกัน มีสถานที่ให้ลูกค้าถ่ายภาพและเช็คอินได้หลายจุด มีอาหารที่เป็น Signature ประจำร้านไว้บริการลูกค้า เป็นต้น นอกจากนี้ ยังจะต้องมีสถานที่จอดรถยนต์ที่ีกว้างขวางอีกด้วย การแข่งขันกันในด้านการบริการลูกค้าดังกล่าว ล้วนมี "ต้นทุนค่าใช้จ่าย" ทั้งสิ้น เรื่องการคิดถึง "กำไร" ต้องเอาไว้ทีหลัง ลูกค้าต้องมาก่อน นี่คือ วิธีคิด วิธีบริหารจัดการของภาคธุรกิจเอกชนในปัจจุบัน แต่ในภาครัฐถ้าหัวหน้าหน่วยงานต่างๆคิดถึง "ประโยชน์สุขของประชาชนและความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ" ก่อนที่ีจะคิดถึงประโยชน์ของหน่วยงานตัวเองก่อน ก็คงจะทำให้ระบบราชการเป็นระบบราชการของประชาชนมากขึ้น
ทำไมร้าน "สตาร์บัคส์" จึงมีลูกค้าเข้าไปใช้บริการเป็นจำนวนมาก? ทั้งที่ราคาค่ากาแฟแต่ละถ้วยสูงมาก นอกจากนี้รสชาติของกาแฟก็ไม่ได้อร่อยมากเท่าใดนัก (ในความเห็นส่วนตัวของผมสู้กาแฟอาราบิก้าของไทยก็ไม่ได้) เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ "เทคนิคการให้บริการ" ของร้านสตาร์บัคส์ ที่เข้าใจบริบทความต้องการของลูกค้าปัจจุบัน ลูกค้าที่เข้าไปกินกาแฟสดในร้าน 1 ถ้วย สามารถนำเครื่องคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ตเข้าไปนั่งทำงานในร้านได้เท่าที่ลูกค้าต้องการ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกพนักงานขายมาเชิญให้ออกจากร้าน โลกปัจจุบันเป็นโลกที่ "คนทำงาน" สามารถที่จะทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน หรือที่ีบ้าน หรือที่ีร้านค้านอกบ้าน (คนที่ทำงานที่บ้าน เมื่อรู้สึกเบื่อก็อยากจะออกจากบ้านไปนั่งจิบกาแฟและนั่งทำงานที่ร้านกาแฟแทน ซึ่งก็จะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในบ้านได้ด้วย) แสดงว่า CEO ของ "สตาร์บัคส์" เข้าใจบริบทของสังคมโลกปัจจุบัน นอกจากนี้ ร้านสตาร์บัคส์ส่วนใหญ่ยังมีสถานที่กว้างขวางให้วัยรุ่นเข้าไปนั่งสังสรรค์พูดคุยกันได้นานๆอีกด้วย เทคนิคการให้บริการจึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการดึงดูดลูกค้า
เมื่อเร็วๆนี้ นาย Albert Bourla CEO ของบริษัท Pfizer ได้สรุปบทเรียน (lesson learned) จากความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ไว้ว่า บริษัทฯได้แจ้งแก่ทีมงานวิจัยและพัฒนาวัคซีนของบริษัท ก่อนลงมือทำการวิจัยและพัฒนาวัคซีนตัวนี้ว่า ขอให้ทีมงานพัฒนาวัคซีนมุ่งเน้นเป้าหมายความสำเร็จเพื่อ "สังคมและมนุษย์ชาติ" โดยมิต้องคำนึงถึง "กำไร" นี่คือ วิธีคิดของ CEO ชั้นนำของโลกที่ีให้ยึดเป้าหมายการทำงาน คือ "ความสำเร็จของงาน" ต้องมาก่อน เมื่อความสำเร็จเกิดขึ้น "กำไร" ก็จะตามมาเอง
การพัฒนา "ขีดความสามารถในการแข่งขัน" ของภาคธุรกิจเอกชน บนโลกที่ีเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านเทคโนโลยีและความต้องการของลูกค้า ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวและพัฒนาสินค้าและบริการให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ภาคธุรกิจเอกชนไทยพัฒนาตัวเองล่วงหน้าไปก่อนแล้ว แต่ปรากฎว่าภาครัฐของไทยกลับปรับตัวได้ช้า ทำให้การบริหารจัดการภาครัฐของไทยยังล้าหลัง กล่าวคือ หน่วยงานราชการหลายหน่วยงานยังคงรูปแบบการบริหารจัดการแบบ Analog จึงทำให้ระบบราชการไทยมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงมาก และมีปัญหาด้านประสิทธิภาพการบริหารจัดการ จนกระทั่งเกิดวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของ "โรคไวรัสโควิด-19" ขึ้นเมื่อต้นปีที่แล้ว เราจึงได้เห็นภาครัฐไทยปรับตัวเข้าสู่โลกของเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น เช่น การทำงานที่บ้าน (work from home) การจัดการประชุมและการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ เป็นต้น การปรับตัวเช่นนี้เห็นได้ชัดว่า ทำให้ประหยัดเงินค่าใช้จ่ายทั้งค่าใช้จ่ายส่วนตัวของข้าราชการ และค่าใช้จ่ายของหน่วยราชการภาครัฐลดลงไปบางส่วน โดยเฉพาะการเดินทางไปตรวจราชการและการประชุมสัมมนาลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็เป็นการปรับตัวเพราะสถานการณ์บังคับ หน่วยราชการจึงยังไม่มีแผนงานและทิศทางการพัฒนาในอนาคตที่ชัดเจน ที่จะทำให้เห็นว่าระบบราชการไทยเป็นระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและมีความทันสมัย มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารและการบริการของภาครัฐอย่างกว้างขวาง เหมือนการบริหารจัดการของภาคธุรกิจเอกชนที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วก่อนหน้านี้
สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
3 กรกฎาคม 2564
การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่ีกำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 4)
การเปลี่ยนแปลงที่ีเกิดขึ้นในสังคมโลกปัจจุบัน ที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อน ทำให้ความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนไป และเกิดการแข่งขันกันอย่างรุนแรงในภาคธุรกิจ ภาคธุรกิจเอกชนจึงต้องแสวงหาวิธีการที่จะปรับตัวอยู่เสมอ เพื่อมิให้ธุรกิจของตนถูก disrupt และเพื่อให้องค์กรอยู่รอดปลอดภัย การบริหารจัดการของภาคธุรกิจเอกชนจึงไม่อาจมอง "กำไร" เป็นเป้าหมายสูงสุดได้อีกต่อไป เป้าหมายที่ภาคธุรกิจเอกชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญสูงสุดในปัจจุบัน คือ การตอบสนอง "ความต้องการของลูกค้า" ดังนั้น ผู้บริหารหรือ CEO ในภาคธุรกิจเอกชนจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการและพัฒนาองค์กรให้ "ทันสมัย" อยู่เสมอ ทั้งเรื่องของการพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า เรื่องการพัฒนาภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร เรื่องการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่พนักงาน เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการคืนกำไรกลับสู่สังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) ซึ่งการบริหารจัดการองค์กรในด้านต่างๆดังกล่าวแล้ว ล้วนแต่มีต้นทุน "ค่าใช้จ่าย" ทั้งสิ้น และเป็น "ค่าใช้จ่าย" ที่ีเจ้าของ/หุ้นส่วนผู้ประกอบการต้องลงทุนเอง ดังนั้น เจ้าของ/หุ้นส่วนภาคธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จึงต้องลงทุนจ้าง "ผู้บริหารมืออาชีพหรือ CEO" มาเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กร เพื่อให้มาทำหน้าที่ในบริหารจัดการองค์กรในยุค "Digital Disrupt" ให้เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพและมีขีดความสามารถในการแข่งขันสู้กับ "คู่แข่ง" ได้้ตลอดเวลา
ในขณะที่การบริหารจัดการภาครัฐของไทย ยังยึดหลักการบริหารจัดการแบบ "การยึดโยงกับองค์กร" ซึ่งหมายถึงการยึด "องค์กร" เป็นศูนย์กลาง มากกว่าการยึดโยงกับ "ความต้องการประชาชน" ซึ่งเป็นลูกค้า หรือก็คือการยึด "ประชาชน" เป็นศูนย์กลางนั่นเอง ในการบริหารจัดการภาครัฐปัจจุบันเราจึงมักจะเห็นหน่วยงานราชการแต่ละหน่วยงาน ต่างก็จะกำหนดเป้าหมายการทำงานของหน่วยงานตนเอง และยึดเป้าหมายของแต่ละ "หน่วยงาน" เป็นหลัก โดยไม่ได้คำนึงถึง "เป้าหมายรวม" คือ การมี "ระบบราชการเพื่อประชาชนและประเทศชาติ" เท่าใดนัก จึงทำให้ระบบราชการไทยไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกได้ทัน ระบบราชการไทยจึงเป็น "ตัวถ่วง" ในการพัฒนาประเทศ
เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2564 ซึ่งตรงกับวันข้าราชการพลเรือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราโชวาท ความว่า "งานราชการนั้น เป็นงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับวิถีชีวิตของประชาชน ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นปรกติ ตามสถานการณ์และกาลเวลาที่ีเปลี่ยนแปลงไป ข้าราชการทุกคนจึงต้องทำความเข้าใจงานในหน้าที่ของตนให้กระจ่างชัด และรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แล้วปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องเหมาะสม โดยยึดมั่นแน่วแน่อยู่ในเป้าหมายของการปฏิบัติราชการ คือ ประโยชน์สุขของประชาชน และความเจริญมั่นคงของประเทศชาติ" พระบรมราโชวาทดังกล่าวเท่ากับทรงชี้ให้เห็นว่า ข้าราชการนั้นต้อง "รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น" ตลอดเวลา และต้องปฏิบัติราชการโดยยึดเป้าหมายสำคัญ คือ "ประโยชน์สุขของประชาชน และความเจริญมั่นคงของประเทศชาติ" ซึ่งมิใช่เป้าหมายความต้องการของแต่ละหน่วยงาน เช่น การจัดการศึกษา เป้าหมายสุดท้ายก็คือ ทำอย่างไรให้เด็กที่ีจบการศึกษาออกไปแล้วมีความรู้ มีความสามารถและมีทักษะ ที่สามารถออกไปทำงานหรือประกอบอาชีพได้ทันที ไม่ใช่จบการศึกษาแล้วยังไม่สามารถทำงานได้ (นายจ้างต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายไปพัฒนาทักษะการทำงานเพิ่มเติม) หรือไม่ก็หางานทำไม่ได้หรือตกงาน เช่นที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้เงิน "ลงทุน" ในการบริหารจัดการภาครัฐสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก เพราะไทยมีจำนวนข้าราชการและพนักงานของรัฐอยู่ถึง 2.2 ล้านคน ปัจจุบันต้องใช้เงินงบประมาณรายจ่ายประจำ (เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่ารักษาพยาบาล เงินบำเหน็จบำนาญ ค่าตอบแทน ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย เป็นต้น) เป็นเงินสูงถึง 2.5 ล้านล้านบาท (เฉพาะค่าจ้างบุคคลากรภาครัฐก็สูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท/ปีแล้ว) แต่การปฏิบัติงานโดยรวมของ "ระบบราชการไทย" ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทั้งเรื่องความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการ และความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ มีคำถามว่า เป็นเพราะอะไร? เพราะการใช้จ่ายเงินลงทุนของภาครัฐยังไม่มีประสิทธิภาพใช่หรือไม่?
ถ้าดูโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2564 ของประเทศไทย จะเห็นความไม่มีประสิทธิภาพของการใช้จ่ายเงินงบประมาณภาครัฐอย่างชัดเจน กล่าวคือ
1.รายจ่าย รวม 3.3 ล้านล้านบาท แยกเป็น:-
- รายจ่ายประจำ 2.5 ล้านล้านบาท (76.5%)
- รายจ่ายงบลงทุน 6.7 แสนล้านบาท (20.5%)
- รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 9.9 หมื่นล้านบาท(3%)
2.รายรับ รวม 3.3 ล้านล้านบาท แยกเป็น:-
- รายได้(จากภาษีอากร) 2.67 ล้านล้านบาท
- เงินกู้ 6.23 แสนล้านบาท
รัฐบาลไทยตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2564 ไว้เป็นเงิน 3.3 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลคาดว่าจะเก็บเงินภาษีอากรได้เพียง 2.67 ล้านล้านบาทเท่านั้น ส่วนเงินที่ยังขาดอยู่อีก 6.23 แสนล้านบาท รัฐบาลต้องไปกู้เงินมาปิดหีบงบประมาณ (รัฐบาลต้องกู้เงินมาใช้จ่ายเป็นงบประมาณเพื่อการลงทุนพัฒนาประเทศ เฉลี่ยปีละประมาณ 5-6 แสนล้านบาท เป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2550 เป็นต้นมา) นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องกู้เงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการที่ีจำเป็นเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ได้แก่ รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง รวมทั้งการก่อสร้างสนามบินและท่าเรือพาณิชย์อีกด้วย ต่อมาเมื่อเกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของโรคไวรัสโควิด-19 ในช่วงเวลา 2 ปีนี้ รัฐบาลต้องกู้เงินมาใช้ในการป้องกันและควบคุมโรค รวมทั้งการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ อีกประมาณ 7 แสนล้านบาท
โครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2564 ดังกล่าว เห็นได้ชัดว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าจะจัดเก็บภาษีอากรให้ได้รวม 2.67 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลมีรายจ่ายประจำ (ทั้งงบบุคลากรภาครัฐและรายจ่ายประจำอื่นๆ) เป็นเงินสูงถึง 2.5 ล้านล้านบาท นี่แปลว่าอะไร? แปลว่า รัฐบาลเก็บเงินภาษีอากรได้มาเท่าไร ต้องนำไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการเลี้ยงดูบุคคลากรภาครัฐจำนวน 2.2 ล้านคน เกือบหมดทุกบาททุกสตางค์ จนแทบจะไม่มีเงินเหลือไปพัฒนาประเทศเลย แล้วอย่างนี้จะไม่ให้รัฐบาลต้องกู้เงินเป็นประจำทุกปีได้อย่างไร ภาระงบประมาณรายจ่ายประจำของภาครัฐที่สูงเช่นนี้ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยพัฒนาประเทศได้ช้ากว่าประเทศอื่นๆ
ผมไม่ค่อยได้เห็นผู้บริหารนโยบายภาครัฐไทยออกมาบอกให้ข้าราชการและประชาชนได้ทราบ เพื่อให้ช่วยกันหาทางแก้ไขแต่อย่างใด แล้วเมื่อไรประเทศไทยจึงจะพัฒนาประเทศให้กลายเป็น "ประเทศพัฒนาแล้ว" เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เกาหลีใต้และสิงคโปร์ ได้ก็ไม่รู้
สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
4 กรกฎาคม 2564
ที่มา ; LINE สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
บทความนี้ กล่าวถึง การพัฒนา ระบบ การบริหาร จัดการ ศึกษา และ ภาครัฐ ใน ยุค เทคโนโลยี ดิจิทัล ที่ กำลัง ปั่นป่วน จาก การเปลี่ยนแปลง อย่าง รวดเร็ว (Digital Disruption) ซึ่ง ส่งผล ต่อ ทั้ง ภาค ธุรกิจ และ ภาครัฐ อย่าง มาก ภาคธุรกิจ ต้อง ปรับตัว เพื่อ ความอยู่รอด จาก การแข่งขัน ที่ เข้มข้น และ การเปลี่ยน พฤติกรรม ผู้บริโภค โดย จาก แนวคิด เดิม ที่ มุ่ง กำไร สูงสุด ไป สู่ การ สร้าง คุณค่า และ ตอบสนอง ลูกค้า เป็น สำคัญ ขณะ ที่ ภาครัฐ ของ ไทย ยัง มี ปัญหา ด้าน ประสิทธิภาพ การ ใช้ งบประมาณ และ การ บริหาร ที่ ยัง ยึด ตนเอง เป็น ศูนย์กลาง มากกว่า ประชาชน ทำให้ เกิด ความ ล่าช้า ใน การ พัฒนา ประเทศ และ ภาระ งบประมาณ สูง รวม ทั้ง แนวคิด การ บริหาร แบบ ธรรมาภิบาล และ พระราชดำรัส รัชกาล ที่ 9 เรื่อง ขาดทุน คือ กำไร ที่ เน้น การ ลงทุน เพื่อ ประโยชน์ สุข ของ ประชาชน รวม ทั้ง ผล กระทบ จาก โควิด 19 ที่ เร่ง ให้ ทุก ภาค ส่วน ต้อง ปรับ ตัว สู่ ดิจิทัล การ สอน การ ทำงาน ออนไลน์ และ การ บริหาร แบบ Work From Home ชี้ ให้ เห็น ว่า ภาครัฐ ต้อง เปลี่ยน จาก การ ทำงาน แบบ แยก ส่วน ไป สู่ การ ทำงาน ที่ ยึด ประชาชน เป็น ศูนย์กลาง ใช้ งบประมาณ อย่าง คุ้มค่า มี ประสิทธิภาพ ลด ความ สูญเปล่า และ พัฒนา ขีด ความสามารถ การ แข่งขัน ของ ประเทศ โดย เฉพาะ ระบบ การ ศึกษา ต้อง ผลิต
แนวคิดสำคัญของ “Digital Disruption” ตามบทความคือข้อใด
ก. การลดงบประมาณภาครัฐ
ข. การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีที่กระทบทุกภาคส่วน
ค. การเพิ่มจำนวนข้าราชการ
ง. การพัฒนาการศึกษาแบบดั้งเดิม
เฉลย: ข
เหตุผล: Digital Disruption คือการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วที่กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม
เหตุใดภาคธุรกิจจึงไม่สามารถยึด “กำไรสูงสุด” เป็นเป้าหมายหลักได้ในปัจจุบัน
ก. เพราะรัฐบาลควบคุมธุรกิจ
ข. เพราะลูกค้าไม่สำคัญ
ค. เพราะการแข่งขันสูงและต้องตอบสนองลูกค้า
ง. เพราะเทคโนโลยีลดลง
เฉลย: ค
เหตุผล: ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและตอบสนองลูกค้าในตลาดแข่งขันสูง
แนวคิด “ปลาเร็ว กินปลาช้า” หมายถึงข้อใด
ก. ขนาดธุรกิจ
ข. การแข่งขันด้านราคา
ค. การปรับตัวเร็วอยู่รอดในยุคดิจิทัล
ง. การผลิตจำนวนมาก
เฉลย: ค
เหตุผล: ผู้ที่ปรับตัวเร็วต่อเทคโนโลยีจะอยู่รอดและได้เปรียบทางธุรกิจ
ปัญหาหลักของภาครัฐไทยตามบทความคือข้อใด
ก. ขาดเทคโนโลยีทั้งหมด
ข. ใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพสูง
ค. ยึดองค์กรมากกว่าประชาชน
ง. ไม่มีบุคลากร
เฉลย: ค
เหตุผล: ภาครัฐยังยึดองค์กรเป็นศูนย์กลาง ไม่ยึดประชาชน
พระราชดำรัส “ขาดทุนคือกำไร” สื่อความหมายสำคัญอย่างไร
ก. การขาดทุนเป็นสิ่งไม่ดี
ข. การลงทุนภาครัฐเพื่อประโยชน์ประชาชนคือกำไรที่แท้จริง
ค. รัฐต้องลดการใช้เงิน
ง. ธุรกิจต้องไม่ลงทุน
เฉลย: ข
เหตุผล: การลงทุนของรัฐเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนถือเป็นกำไรเชิงสังคม
ผลกระทบของโควิด-19 ต่อการบริหารจัดการคือข้อใด
ก. ลดการใช้เทคโนโลยี
ข. ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับสู่ดิจิทัล
ค. ทำให้ธุรกิจหยุดถาวร
ง. ทำให้ภาครัฐไม่เปลี่ยนแปลง
เฉลย: ข
เหตุผล: โควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เกิดการทำงานดิจิทัลและออนไลน์
แนวคิดการบริหารภาครัฐที่ควรปรับตามบทความคือข้อใด
ก. เน้นองค์กรเป็นหลัก
ข. เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ค. เน้นกำไรสูงสุด
ง. เน้นการแข่งขันธุรกิจ
เฉลย: ข
เหตุผล: ภาครัฐควรยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-centric)
ปัญหางบประมาณภาครัฐไทยสำคัญคือข้อใด
ก. งบลงทุนสูงเกินไป
ข. รายจ่ายประจำสูงมากจนจำกัดการพัฒนา
ค. ไม่มีรายได้
ง. ไม่มีการกู้เงิน
เฉลย: ข
เหตุผล: งบประจำสูง ทำให้เหลืองบพัฒนาน้อย ต้องพึ่งเงินกู้
แนวคิด “Mass Customization” ในบทความหมายถึงข้อใด
ก. ผลิตจำนวนมากแบบเดียวกัน
ข. ผลิตเฉพาะลูกค้าแบบไม่ซ้ำแต่ยังต้นทุนต่ำ
ค. ผลิตลดลง
ง. ไม่ผลิตสินค้า
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นการผลิตจำนวนมากแต่ปรับให้ตรงความต้องการเฉพาะบุคคล
แนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาในอนาคตคือข้อใด
ก. เน้นท่องจำ
ข. เน้นสอบแข่งขันอย่างเดียว
ค. ผลิตผู้เรียนให้พร้อมทำงานจริง
ง. ลดการใช้เทคโนโลยี
เฉลย: ค
เหตุผล: การศึกษาต้องพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะทำงานได้จริงในโลกอนาคต