สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ครูแห่ทิ้งอาชีพ เหตุทนระบบไม่ไหว แบกภาระอื่น

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังเกิดปัญหาครูที่ตั้งใจทำงาน ทยอยลาออกจากระบบจำนวนมาก ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สาเหตุสำคัญเกิดจากระบบการทำงาน ที่ไม่คำนึงถึงเป้าหมายของครู ที่ต้องการเน้นเรื่องงานสอน โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้ต้องจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ เด็กได้รับความรู้ไม่เต็มที่ เกิดปัญหา Learning Loss หรือการเรียนรู้ถดถอย ครูหลายคนคาดหวังว่า เมื่อกลับมาเรียนออนไซต์เหมือนเดิมแล้ว จะเร่งเติมเต็มความรู้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ ระบบราชการกลับดึงครูออกจากงานสอน โดยส่งโครงการต่างๆ ลงไปให้โรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นงานการแข่งขันศิลปะหัตถกรรมนักเรียน และการแข่งขันอื่นๆ ที่ทำให้ครูไม่มีเวลาทุ่มเทกับงานสอนอย่างเพียงพอ 

ผศ.อรรถพลกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ครูส่วนใหญ่ที่ลาออก จะเป็นครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยบางคนทำงานได้ปีเดียวก็ทนกับระบบไม่ไหว ทางแก้ปัญหาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยเฉพาะหน่วยงานต้นสังกัดอย่าง สพฐ.ไม่ควรมองเรื่องการลาออกของครู เป็นเรื่องส่วนบุคคลเช่นที่ผ่านมา แต่ต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาที่ระบบการบริหารจัดการของ สพฐ.ที่โยนโครงการต่างๆ ลงไปที่โรงเรียน เท่ากับเป็นการผลักครูเหล่านี้ให้ลาออก เพราะหมดแพสชั่น ไม่มีความอยาก หรือกระตือรือร้นที่จะเป็นครูต่อไป 

ต้องยอมรับว่าครูเจเนอเรชั่นนี้ ไม่ใช่ว่าเรียนอะไรไม่ได้แล้วมาเป็นครู แต่เป็นคนที่มีความตั้งใจสอบเข้ามา เพื่อตั้งใจเป็นครูอย่างแท้จริง เป็นคนเก่งที่อยากเข้ามาทำงานสอน แต่เมื่อเข้าไปในโรงเรียนจริงๆ ระบบกลับเป็นตัวผลักให้พวกเขาออกจากโรงเรียน ตัดสินใจลาออก เพราะไม่จำเป็นต้องทนกับสภาพดังกล่าว เนื่องจากยิ่งอยู่จะยิ่งหมดความเคารพในตัวเอง อีกทั้ง คนเหล่านี้สามารถหางานอื่นที่ดีทำได้อย่างแน่นอน เพราะคนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนก่ง ที่อยากทำงานสอน ถ้า สพฐ.ไม่ยอมรับความจริง ลอยตัวกับปัญหา ไม่สนใจครูที่ลาออก เพราะสามารถสอบบรรจุใหม่เพื่อทดแทนได้ตลอดเวลา ก็จะเกิดปัญหานี้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่เพราะครูไม่มีความอดทน แต่ต้องกลับไปดูระบบ ที่ผลักครูเก่งๆ ออกมาโรงเรียน ซึ่งควรต้องเร่งแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน” ผศ.อรรถพล กล่าว 

ครูแห่ทิ้งอาชีพ เหตุทนระบบไม่ไหว ต้องแบกภาระอื่น-ไม่มีเวลาทุ่มงานสอน น.ร.ทำหมดแพชชั่น-เลิกเคารพตัวเอง-จี้ สพฐ.แก้ 

ที่มา ; มติชนนออนไลน์ วันที่ 8 มิถุนายน 2566

ข่าวเกี่ยวกัน

งานเข้าสหกรณ์ครูโคราชสมาชิกแห่ถอนเงินตกใจข่าวครูกว่า 2,300 รายถูกฟ้องล้มละลาย 

จากกรณีเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.66 ที่ผ่านมา มีครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสถานศึกษาในพื้นที่ 32 อำเภอของ จ.นครราชสีมาจำนวน 210 คน ประชุมกับเครือข่ายประชาชนแก้หนี้สินแห่งประเทศไทยที่หอประชุมพระบรมราชสมภพ 200 ปี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 วัดสุทธจินดาวรวิหาร อ.เมือง จ.นครราชสีมา และมีข้าราชการครูบำนาญรายหนึ่งให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่า ขณะนี้มีเพื่อนครูในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ประมาณ 2,300 คนอยู่ระหว่างสถาบันการเงินยื่นฟ้องเป็นบุคคลล้มละลายและอยู่ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องชดใช้หนี้สินแทนนั้น 

วันนี้ (8 มิ.ย.66) ที่ห้องประชุมชั้น 2 สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายบุญธรรม เดชบุญ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ จักรสาน รองผู้จัดการสหกรณ์ฯ, นายปริญญา ประจง รองประธานสหกรณ์ฯ, นายสุรชัย แย้มกาญจนวัฒน์ รองประธานสหกรณ์ฯ และ ดร.พจน์ เจริญสันเทียะ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สหกรณ์ เปิดการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเพื่อชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว ภายหลังจากที่มีข่าวดังกล่าวออกไปสู่สาธารณะ ส่งผลทำให้มีสมาชิกของสหกรณ์แห่มาถอนเงินออกไปเป็นจำนวนมาก 

นายบุญธรรม กล่าวว่า ข่าวดังกล่าวที่ออกไปว่ามีครูในพื้นที่ จ.นครราชสีมา จะถูกฟ้องร้องล้มละลายมากถึง 2,300 คน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัดเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีความคลาดเคลื่อนในข้อมูลของผู้ให้ข่าว และทำให้คนที่เสพข่าวดังกล่าวเกิดความหวั่นไหวได้ ทั้งนี้ตนขอชี้แจงว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด ก่อตั้งมาเป็นระยะเวลานานกว่า 66 ปี ถือว่าเป็นสถาบันการเงินที่เป็นที่พึ่งให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษามาโดยตลอด และไม่เคยคิดที่จะไปฟ้องร้องครูให้ล้มละลายเลย 

"ตลอดเวลา 66 ปี เพิ่งฟ้องล้มละลายไปเพียงแค่ 2 รายเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่กว่า 28,000 ราย โดยเหตุที่ฟ้องล้มละลาย 2 รายดังกล่าว ก็เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยรายแรกเป็นข้าราชการครูที่ถูกไล่ออกแล้วไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงมีการฟ้องกันมานานครบ 10 ปีแล้วยังมีหนี้เกิน 1 ล้านบาท จึงได้ดำเนินการฟ้องล้มละลาย ส่วนอีกรายหนึ่งก็เป็นครูที่ไปค้ำประกันให้กับคนอื่นที่ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องล้มละลายมา แต่ทั้ง 2 ราย หลังจากที่ทางสหกรณ์ฯ ฟ้องล้มละลายไปแล้ว ทางสหกรณ์ฯ ก็ยังติดตามไปดูแลตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาชีวิตตามมาในภายหลัง เพราะสหกรณ์ฯ มีนโยบายบริหารจัดการด้วยความเมตตาต่อสมาชิกทุกคน" นายบุญธรรม กล่าว 

นายบุญธรรม กล่าวต่อว่า ข่าวที่ออกไป ทำให้ครูที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ เกิดความวิตกและพากันแห่มาถอนเงินในวันที่ 6 มิ.ย.ซึ่งเป็นวันแรกที่ออกข่าวถึงกว่า 100 ล้านบาท แต่หลังจากนั้นสมาชิกหลายคนได้โทรศัพท์มาสอบถามข้อเท็จจริง และรู้ว่าทางสหกรณ์ฯ ยังมีสถานะทางการเงินเข้มแข็งอยู่มาก จึงมีการถอนเงินออกไปเพียง 5 ล้านบาท ซึ่งการถอนเงิน 4-5 ล้านบาท ถือว่าเป็นสภาวะปกติ ทั้งนี้ ตนขอชี้แจงว่า ปัจจุบันนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด มีสมาชิกอยู่กว่า 28,000 คน มีทุนอยู่กว่า 21,300 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นทุนเรือนหุ้นอยู่กว่า 18,420 ล้านบาท ทุนสำรองอยู่กว่า 2,157 ล้านบาท ทุนสะสมตามข้อบังคับฯ กว่า 190 ล้านบาท และมีเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินอื่นประมาณ 6,880 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับทุนของสหกรณ์ฯ จะเห็นว่ามีความเข้มแข็งมากในระบบการเงิน เพราะมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนเพียง 0.80 เท่านั้น

ทั้งนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบัน สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัดช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับสมาชิกได้จำนวน 364 ราย จำนวน 447 สัญญา  สหกรณ์ฯ ใช้เงินในการแก้ไขปัญหาไปจำนวน 509 ล้านบาท ทำให้สมาชิกได้ประโยชน์ ไม่ถูกฟ้องดำเนินคดี ไม่ถูกอายัดคดี สมาชิกมีเงินได้รายเดือนเหลือเพิ่มขึ้น ได้รับเงินปันผลเฉลี่ยคืน และที่สำคัญคือสมาชิกได้รับการยกเว้นดอกเบี้ยค้างจ่ายและค่าธรรมเนียมจากสถาบันการเงิน เป็นเงินกว่า 38 ล้านบาท

นายบุญธรรม กล่าวอีกว่า ในชีวิตครูหลายคนมีปัญหาแตกต่างกันไป แต่ถ้ามีปัญหาเรื่องเงินจนไม่สามารถมาชำระหนี้ได้ก็ขอให้เข้ามาพูดคุยกัน เพราะทางสหกรณ์ฯ พร้อมที่จะเจรจาเพื่อช่วยเหลือแก้ไขปัญหาร่วมกันอยู่แล้ว ซึ่งตนเชื่อว่าสหกรณ์ฯ เป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดของสมาชิกทุกคน ส่วนปัญหาให้ครูใช้หนี้จากแหล่งเงินกู้ต่างๆ 70% และเหลืออีก 30% เป็นค่าครองชีพนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดกับครูที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว เมื่อเกษียณราชการแล้วเงินเดือนก็ลดลง แต่เพดานการชำระหนี้ยังอยู่ที่ 70% ของฐานเงินเดือนเดิมอยู่ ซึ่งเรื่องนี้ทางสหกรณ์ฯ มีระเบียบปรับโครงสร้างหนี้อยู่แล้ว โดยเป็นระเบียบเงินกู้สามัญแก้ไขปัญหาชำระหนี้ แต่สมาชิกหลายคนก็ไม่มาพูดคุยเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของสมาชิกเพราะอาจจะเป็นเพราะไม่ได้มีปัญหาด้านการเงิน แต่ถ้ามีปัญหาด้านการเงินจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ ก็ขอให้มาพูดคุยเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ทางสหกรณ์ฯ พร้อมช่วยเหลือสมาชิกทุกคนเต็มที่อยู่แล้ว 

ด้านนายชำนาญ กุลงูเหลือม อายุ 65 ปี ข้าราชการบำนาญ อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ปัญหาหนี้สินข้าราชการครูไม่ใช่ปัญหาอยู่ที่ตัวครูอย่างเดียว แต่เกิดจากการไปค้ำประกันให้กับบุคคลอื่นๆ ที่เป็นญาติ พี่ น้อง หรือคนที่รู้จัก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเมื่อเราเป็นหนี้สินแล้วก็ต้องพยายามชำระหนี้ให้ได้ แต่เมื่อเกิดปัญหาครูทั่วประเทศจำนวนมากเป็นหนี้สินแล้ว ก็คงไม่อยากไปซ้ำเติมอะไร ต้องมาหาทางแก้ไข เพราะถ้าปล่อยให้ครูเป็นหนี้อยู่เช่นนี้ต่อไป ก็จะทำให้ครูไม่มีสมาธิในการสอนนักเรียน ทำให้คุณภาพการเรียนการสอนลดลง เป็นปัญหาระดับชาติ จึงต้องขอฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ช่วยหาวิธีแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างจริงจัง เงินช่วยเหลือถึงครูที่เดือดร้อนอย่างทั่วถึง อย่าปล่อยให้ครูต่อสู้กับปัญหาหนี้สินโดยลำพัง 

งานเข้าสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเมืองย่าโมสมาชิกแห่ถอนเงินวันเดียวกว่า 100 ล้านบาท หลังมีข่าวจะฟ้องล้มละลายครูกว่า 2,300 ราย ด้านผู้บริหารสหกรณ์ฯ ดาหน้าเต้นต้องแถลงเป็นข้อมูลเท็จ ยืนยันสถานะทางการเงินยังเข้มแข็ง ระบุมีทุนอยู่กว่า 2.1 หมื่นล้านบาท เผยที่ผ่านมา 66 ปีเพิ่งฟ้องล้มละลายแค่ 2 ราย และมีโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ครูไปได้แล้วถึง 364 ราย 

ที่มา ; แนวหน้า วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566

 

เกี่ยวข้องกัน

ครูสาว พ้อ ถูกบีบให้ออกจากราชการ เหตุไปร้องเพลงกลางคืน ถามทำงานเสริมผิดตรงไหน? 

กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ในโลกออนไลน์อย่างมาก หลังจากที่ผู้ใช้ TikTok รายหนึ่ง เป็นครูในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โพสต์คลิป ที่ตนลาออกจากราชการครู พร้อมระบุข้อความว่า “ครูรับงานเสริมร้องเพลงผิดตรงไหน เป็นครูห้ามร้องเพลงงานนอก ห้ามร้องเพลงกลางคืน อย่างงั้นหรอ โดนบีบจนปวดสมองมาก ตอนนี้ลาออกจากการเป็นครูแล้วอย่างเป็นทางการแล้ว 

ในคลิปนั้น เป็นภาพหนังสือแจ้งความประสงค์ขอลาออกจากการเป็นครู พร้อมกับระบุในคลิปว่า 

โดนบีบให้ลาออกจากครู เพราะผิดจรรยาบรรณ คือ รับงานร้องเพลงกลางคืน #อาชีพนึงที่โดนบูลลี่มาตลอดในชีวิตฉัน” 

หลังจากโพสต์คลิปไปไม่นาน มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า

“อีกคนร้องเพลงจนได้เป็นผู้กอง”

“เป็นกำลังใจให้นะคะ ครูเป็นอาชีพที่กดดันมากๆค่ะ”

“ส่วนตัวคิดว่ามันไม่เกี่ยวเลยค่ะ อาชีพครูเราก็เต็มที่แต่เวลานอกราชการคือรายได้เสริม ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ” 

เป็นต้น 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 10 มิถุนายน 2566

ข่าวเกี่ยวกัน

เปิดใจอดีตครูสาว พ้อโดนดูถูกเป็นพวกเต้นกินรำกิน เผยร.ร.จี้ให้ลาออกตลอดเวลา 

จากกรณีครูสาวรายหนึ่งโพสต์ภาพหนังสือลาออกจากการเป็นครู หลังถูกบีบให้ลาออก เนื่องจากรับงานเสริมร้องเพลงกลางคืน เพราะผิดจรรยาบรรณครูนั้น 

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน คุณเจน อดีตครูสาว เปิดใจกับว่า ขณะนั้นทำงานที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง และนอกจากอาชีพครู ตนได้ไปทำงานร้องเพลงกลางคืนและมีคนแคปรูปตอนไปทำงานส่งไปให้โรงเรียน 

คุณเจน กล่าวต่อว่า ทางโรงเรียนจึงสอบถามมาว่าทำแบบนี้จริงหรือไม่ จึงยอมรับไป แต่บอกว่าไม่ได้ร้องประจำ โดยโรงเรียนจะไม่ชอบให้ไปทำงานกลางคืน ซึ่งตนไม่ได้ร้องเพลงแบบประจำ จะเป็นรับจ็อบร้องวันละ 3 ชั่วโมงเวลาเลิกงานแต่สถานที่เป็นสถานบันเทิง จึงถูกมองไม่ดี 

คุณเจน กล่าวต่อว่า ทางโรงเรียนแจ้งว่าการที่ตนจะร้องเพลงกลางคืนนั้น ผิดจรรยาบรรณการเป็นครูและจะให้ลาออก แต่ตนมองว่าเป็นวิธีการบีบให้ลาออกมากกว่า อีกทั้งก่อนหน้านี้เขาใช้เหตุผลว่าตนนั้นลาป่วยบ่อย ซึ่งใน 1 ปีการศึกษาที่ผ่านมา ตนลาป่วยไปแค่ 3 วัน ระหว่างการสอนก็มีแต่กิจกรรมให้ทำตลอดไม่ได้หยุด ทั้งที่ร่างกายควรจะต้องได้รับการพักผ่อน และมองว่าเหตุผลแบบนี้ฟังไม่ขึ้น 

ที่ผ่านมาเหมือนถูกบีบให้ลาออกตลอด จึงมีใบลาออกไว้บนโต๊ะ แต่ยังไม่ได้เขียน และทางโรงเรียนบอกกับตนว่าถ้าคืนเงินประกัน 30,000 บาท จะลาออกเลยใช่ไหม ตนเลยบอกว่าใช่ เพราะว่าโดยปกติแล้ว ถ้าทำงานไม่ถึง 3 ปี ทางโรงเรียนจะไม่คืนเงินประกัน ก็ยิ่งเห็นชัดว่าเขาอยากให้ลาออก”คุณเจน กล่าว 

คุณเจน กล่าวว่า ตนร้องเพลงมาตั้งแต่ป.5 ประกวด แข่งขัน ออกรายการทีวี มาตั้งแต่เด็กๆ พอถึงช่วงโควิดระบาด จึงมาสอบและอยู่ที่ต่างจังหวัด ซึ่งต้องบอกว่าที่ตนออกไปร้องเพลงถือเป็นการรักษาตัวเองมากกว่า เพราะเป็นโรคซึมเศร้า มักจะมีอาการเวลาอยู่คนเดียว จึงหาเวลาว่างๆ อยากผ่อนคลายไปทำงานร้องเพลงและได้เงินตังด้วย ในตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะมีผลกระทบ 

การทำงานกลางคืน ร้องเพลงกลางคืน เป็นอาชีพที่โดนดูถูกว่าเป็นพวกเต้นกินรำกินมาตลอด โดนมองเป็นอาชีพที่ไม่มีเกียรติ ซึ่งทุกวันนี้โลกเปิดกว้างมากขึ้น แต่ทำไมอาชีพครูถึงทำอาชีพนี้ไม่ได้ ทั้งที่อาชีพนี้เป็นอาชีพที่มอบความสุขให้กับคนอื่น และเวลาไปทำงานคนที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการต่างๆ ก็ไปนั่งฟังเพลง แต่กลายเป็นว่าคนที่ประกอบอาชีพนี้โดนมองด้านลบ ปัจจุบันโลกเปิดกว้างแล้ว ถ้าไม่ได้ส่งผลกระทบที่เยอะแย่ต่ออาชีพอื่น หรือคนอื่น ไม่ควรจะไปตำหนิอะไรเขา”คุณเจน กล่าว

สำหรับการแต่งตัวของตนในการทำงานกลางคืนนั้น คุณเจน มองว่า เป็นปกติ ขึ้นอยู่กับว่าการทำงานของแต่ละสถานที่แตกต่างกัน การแต่งตัวจะแต่งให้เหมาะสมกับแต่ละสถานที่ 

 

ตอนนี้เราไม่ได้เสียใจอะไร แต่แค่คิดว่ามาผิดที่มากกว่า และเสียใจตรงที่อาชีพนี้ถูกโดนดูถูกมาตลอด” 

 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 10 มิถุนายน 2566

ข่าวเกี่ยวกัน

ถกกันต่อ!! เปิด'จรรยาบรรณวิชาชีพครู' รับจ๊อบร้องเพลงกลางคืนเข้าข่ายข้อไหน? 

10 พ.ย. 2566 จากกรณีครูสาวในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ออกมาเปิดเผยว่าได้ตัดสินใจลาออกจากอาชีพครูเพราะถูกกดดันเนื่องจากไปรับงานร้องเพลงตอนกลางคืนซึ่งเข้าข่ายผิดจรรยาบรรณ จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา จากสังคมนั้น

สำหรับ “จรรยาบรรณวิชาชีพครู” ที่ถูกพูดถึงดังกล่าว ชื่อเต็มคือ “ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2556” ออกโดย “คุรุสภา” องค์กรกำกับดูแลผู้ประกอบอาชีพครู มีดังนี้

1.ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยู่เสมอ (ข้อ 7 หมวด 1 จรรยาบรรณต่อตนเอง)

2.ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพ (ข้อ 8 หมวด 2 จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ)

3.ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริมให้กําลังใจแก่ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอหน้า (ข้อ 9 หมวด 3 จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ)

4.ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ และนิสัยที่ถูกต้องดีงามแก่ศิษย์และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ (ข้อ 10 หมวด 3 จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ)

5.ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ (ข้อ 11 หมวด 3 จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ)

6.ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องไม่กระทําตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์ และผู้รับบริการ (ข้อ 12 หมวด 3 จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ)

7.ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค โดยไม่เรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ตําแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ (ข้อ 13 หมวด 3 จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ)

8.ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดมั่นในระบบคุณธรรม สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ (ข้อ 14 หมวด 4 จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ)

9.ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นําในการอนุรักษ์และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ข้อ 15 หมวด 5 จรรยาบรรณต่อสังคม)

ขณะที่นิยามคำว่า “วิชาชีพ” ในข้อบังคับฉบับนี้ หมายถึง วิชาชีพทางการศึกษาที่ทําหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอนและการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ รวมทั้งการรับผิดชอบการบริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาปฐมวัย ขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษาที่ต่ํากว่าปริญญาทั้งของรัฐและเอกชน และการบริหารการศึกษานอกสถานศึกษาในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ตลอดจนการสนับสนุนการศึกษาให้บริการหรือปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศ และการบริหารการศึกษาในหน่วยงานการศึกษาต่าง ๆ 

ส่วนคำว่า “ครู” หมายถึง บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพหลักทางด้านการเรียนการสอนและการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ ในสถานศึกษาปฐมวัย ขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษาที่ต่ํากว่าปริญญาทั้งของรัฐและเอกชน 

และคำว่า “จรรยาบรรณของวิชาชีพ” หมายถึง มาตรฐานการปฏิบัติตนที่กําหนดขึ้นเป็นแบบแผนในการประพฤติตน ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องปฏิบัติตาม เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาแก่ผู้รับบริการและสังคม อันจะนํามาซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ 

ทั้งนี้ เมื่อดูจาก 9 ข้อ ในประเด็นที่ครูสาวที่เป็นข่าวนั้น น่าจะอยู่ในข้อ 5 (หรือข้อ 11 หมวด 3) ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี อย่างไรก็ตาม นิยามของการประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีนั้นคืออะไรบ้าง หรือการรับงานร้องเพลงตอนกลางคืนจะเข้าข่ายขัดเรื่องนี้หรือไม่ นั่นคงเป็นประเด็นที่น่าจะได้ถกเถียงกันต่อไป 

ที่มา ; แนวหน้า วันเสาร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2566

 

 

 

ข่าวเกี่ยวกัน

ผอ.วิทยาลัย ขอชี้แจง ครูสาวลาออกเอง ไม่ได้บีบ เหตุรับจ๊อบ 2 ร้องเพลงกลางคืน

จากกรณี ครูสาวรายหนึ่ง โพสต์ภาพหนังสือลาออกจากการเป็นครู หลังถูกบีบให้ลาออก เนื่องจากรับงานเสริมร้องเพลงกลางคืน เพราะผิดจรรยาบรรณครู เจ้าตัวระบุว่า ขณะนั้นทำงานที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง นอกจากอาชีพครูได้ไปทำงานร้องเพลงกลางคืนและมีคนแคปรูปตอนไปทำงานส่งไปให้โรงเรียน โรงเรียนแจ้งว่าการร้องเพลงกลางคืนผิดจรรยาบรรณการเป็นครูและจะให้ลาออก แต่ตนมองว่าเป็นวิธีการบีบให้ลาออกมากกว่า 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน นางสมพร กิติสาธร ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาผดุงประชายะลา พร้อมด้วย นายซุลกิฟลีย์ สหสันติวรกุล หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ น.ส.วันเพ็ญ สถาวรกวิน รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร และ น.ส.ฐาปนี สุขนิตย์ ครูประจำสาขาวิชาการจัดการธุรกิจค้าปลีก ร่วมกันชี้แจงกรณีดังกล่าวผ่านทาง สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย จ.ยะลา สวนทางกับการเปิดเผยอดีตครู 

นางสมพรระบุว่า กรณีที่เป็นข่าว ผอ.บีบ ให้ครูลาออกเป็นเรื่องไม่จริง วิทยาลัยมีหน้าที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ของครูอยู่แล้ว ในการบริหารจัดการส่วนนี้มีครูอยู่ท่านหนึ่งที่ประกอบอาชีพร้องเพลงเช่นเดียวกัน โรงเรียนก็สนับสนุน ไม่เคยปิดกั้น เราอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เราจะต้องละเอียดอ่อนบางเรื่อง ประกอบอาชีพไม่มีปัญหา แต่ไปดื่มเหล้าและมีนักศึกษาร้องเรียน พร้อมนำภาพมาให้วิทยาลัยดู 

นางสมพรกล่าวว่า วิทยาลัยได้ว่ากล่าวตักเตือนในที่ประชุมว่าการประกอบอาชีพอิสระ ประกอบได้ โรงเรียนส่งเสริม งานหลักคืออาชีพครู งานรองคือการหารายได้พิเศษ นี่เป็นเรื่องส่วนตัว วิทยาลัยไม่ปิดกั้นในเรื่องนี้ ที่ผ่านมาอีกท่านหาลำไพ่พิเศษร้องเพลงอยู่แล้ว ปัจจุบันก็ร้องเพลงอยู่ตามร้านอาหาร ไม่เคยเรียกมาตักเตือน 

ผอ.วิทยาลัยกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการบีบอาจจะเป็นความรู้สึก อาจโดนติง ในการออกสื่อบางครั้งไม่จำเป็นต้องออกสื่อในทุกรูปแบบ เช่น ครูดื่มเหล้า ชนแก้วก็ไม่ดี ซึ่งวิทยาลัยก็ระมัดระวังเรื่องนี้ เนื่องจากอยู่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ นักศึกษามี 700 คน นับถือศาสนาพุทธ 80 คน นอกนั้นนับถือศาสนาอิสลาม ฉะนั้น เรื่องนี้ การแต่งกาย การพูดต่างๆ ต้องระมัดระวัง 

ผอ.วิทยาลัยกล่าวยืนยันว่า วิทยาลัยส่งเสริมให้ทุกคนมีรายได้พิเศษ ทำงานทำได้ถ้าไม่กระทบกับงาน แต่ถ้าเกิดการร้องเรียนเราก็ต้องตักเตือนให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ภาพดื่มเหล้าไม่จำเป็นต้องโพสต์ลงในโซเชียลก็ได้ จรรยาบรรณของครู การเป็นครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดี การเป็นนักร้องไม่ได้เสียหายอะไร ซึ่งวิทยาลัยก็ส่งเสริมการแสดงต่างๆ ของนักเรียนอยู่แล้ว 

ยืนยันว่าไม่ได้บีบให้ครูลาออก เป็นการลาออกของครูเองด้วยความสมัครใจโดยผ่านหัวหน้าธุรการ ซึ่งเป็นรอง ผอ. ส่วนเรื่องจะไปแจ้งความเอาผิดกับช่องข่าวนั้นก็ไม่ได้คิด และไม่เคยปฏิเสธการให้สัมภาษณ์และชี้แจงต่อสื่อ วันนี้ก็ต้องขอบคุณทางสื่อที่ให้เกียรติวิทยาลัยได้ออกมาชี้แจง ไม่งั้นก็จะถูกสังคมโจมตีฝ่ายเดียว” ผอ.วิทยาลัยกล่าว 

ด้าน น.ส.วันเพ็ญเปิดเผยว่า ครูเจน (ผู้โพสต์) มีตำแหน่งหน้าที่งานธุรการ รับผิดชอบเอกสารและกิจกรรม การแต่งกายอยู่ที่วิทยาลัยแต่งตัวสุภาพเรียบร้อยตามกฎระเบียบของวิทยาลัย ส่วนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ วิทยาลัยสนับสนุนเรื่องการหาอาชีพเสริม ไม่ได้ปิดกั้นอาชีพนักร้อง แต่หลังๆ เริ่มกระทบเนื่องจากน้องทำงานกลางคืน น้องลาบ่อย ทั้งลาป่วยและลากิจ น้องเป็นไมเกรน เนื่องจากพักผ่อนน้อย วิทยาลัยได้เรียกมาคุย มาตักเตือน เนื่องจากประสิทธิภาพในการทำงานลดลง น้องชอบเล่นโซเชียล ชิ้นงานที่ออกมาเริ่มถดถอย อาจทำให้น้องมีความอึดอัด กระทั่งน้องยื่นใบลาออกเอง โดยที่วิทยาลัยไม่ได้บังคับ 

น.ส.วันเพ็ญกล่าวว่า ปกติวิทยาลัยส่งเสริมเรื่องรายได้ ซึ่งปัจจุบันนี้เศรษฐกิจ เรื่องรายได้ เงินเดือนวิทยาลัยจ้างเต็มอัตราวุฒิการศึกษา เงินเดือนที่น้องได้รับ จำนวน 16,435 บาท ซึ่งรายได้อาจไม่เพียงพอ ต้องหาอาชีพเสริม วิทยาลัยทราบว่าน้องมีอาชีพเสริมโดยการร้องเพลง ทั้งนี้ ต้องไม่มีผลกระทบต่อทางวิทยาลัย ไม่ผิดกฎระเบียบของวิทยาลัย หรือประพฤติปฏิบัติตัวเองอย่างถูกต้อง ทั้งการแต่งกาย ความเหมาะสม ซึ่งคำว่าครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก ไม่ว่าจะอยู่ที่ในวิทยาลัยและด้านนอก 

ขณะที่ น.ส.ฐาปนีระบุว่า ทำงานที่นี่มา 3 ปี และมีอาชีพเสริมรับจ้างร้องเพลงช่วงกลางคืน ใน จ.ยะลา จากเรื่องที่เกิดขึ้นซึ่งระบุว่าวิทยาลัยบีบไม่ให้ทำงานร้องเพลงช่วงกลางคืนนั้นไม่เป็นความจริง ตนยังปฏิบัติงานสอนตามปกติและยังร้องเพลงเสริมด้วย ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในเรื่องของการแต่งตัว ไม่ล่อแหลมเกินไป 

น.ส.ฐาปนีกล่าวอีกว่า ส่วนการยื่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้นักร้อง นักดนตรีนั้น ต้องรู้จักบ่ายเบี่ยง หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ดื่มพอเป็นพิธี ลูกค้าก็จะเข้าใจ อยากฝากกับสื่อว่าต้องฟังความทั้งสองข้าง ในเรื่องที่เกิดขึ้นวิทยาลัยไม่ได้ห้าม แต่ให้พึงระวังเรื่องของพฤติกรรมความเหมาะสม ทั้งนี้ วิทยาลัยได้สนับสนุนให้บุคลากรที่มีความสามารถด้านการขับร้อง เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ฝึกฝนเด็กนักเรียนในการร้องเพลงทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์สำหรับวิทยาลัยเช่นกัน 

ผอ.วิทยาลัยในยะลา แจงไม่ได้บีบครูสาวลาออก เหตุรับจ๊อบ 2 ร้องเพลงกลางคืน เจ้าตัวไปเองอย่างสมัครใจ ยืนยันสนับสนุนหารายได้พิเศษ รอง ผอ.ย้ำไม่ปิดกั้น ชี้อีกฝ่ายลาบ่อย ประสิทธิภาพการทำงานลดลง 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 11 มิถุนายน 2566

ข่าวเกี่ยวกัน

สั่งการบ้าน 3 ทุ่ม ยัน ครูมีเจตนาดี ตั้งใจดูแลนักเรียน 

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก “หมอแล็บแพนด้า” ได้โพสต์ภาพข้อความในไลน์ คุณครูโรงเรียนดัง จ.ขอนแก่น สั่งการบ้านนักเรียนตอนเวลา 21.24 น. ให้นักเรียนเขียนผังภูมิกลอนสุภาพ 2 บท ให้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ ส่งพรุ่งนี้ 10 คะแนน โดยผู้ปกครองรายหนึ่งได้แคปหน้าจอส่งให้หมอแล็บฯช่วยตรวจสอบ เนื่องจากเวลาที่ครูสั่งการบ้าน มันคือเวลาพักผ่อน เด็กคนไหนจะตื่นมาทำส่งและบอกด้วยว่าครูทำลักษณะนี้หลายครั้งแล้ว โดยหลังโพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ออกไป มีผู้ปกครองเข้ามาแสดงความเห็นเชิงตำหนิว่า การสั่งงานของคุณครูท่านนี้ไม่ถูกเวลา และไม่เหมาะสม 

ล่าสุด นายศักดา ชัยภัย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ขอนแก่น ได้ชี้แจงกับสื่อมวลชนว่า เรื่องที่เกิดขึ้นตนได้มีการตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นเรื่องจริง โดยกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า มีครูที่กระทำตามที่มีการโพสต์ในโลกโซเชียลจริง

นายศักดากล่าวต่อว่า จึงได้มีการประสานไปยังโรงเรียน พร้อมกำชับเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกต่อไป โดยให้ครูได้ออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะสม จะไม่ให้มีการสั่งงานเกินเวลา 

 

นายศักดากล่าวต่อว่า และเมื่อจากการตรวจสอบประวัติของครู รวมทั้งผลงานของครูย้อนหลัง พบว่า มีความทุ่มเทเสียสละในการปฏิบัติงานมีอุดมการณ์ มีความตั้งใจที่จะดูแลนักเรียน โดยขณะนี้ได้มีการทำหนังสือส่งไปยังโรงเรียนในสังกัดทุกโรงเรียน รวมทั้งผู้บริหารโรงเรียน ให้เคสนี้เป็นตัวอย่างในการที่ครูจะสั่งการบ้านนักเรียนว่าจะต้องสั่งงานในเวลาที่เหมาะสม พร้อมกับสั่งการลดตัวชี้วัด จากที่มีมากกว่า 2,000 ตัวชี้วัด ให้เหลือ 771 ตัวชี้วัด 

นายศักดากล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้มีการพูดคุยกับครูคนดังกล่าวแล้ว ซึ่งขณะนี้สภาพจิตใจครูเริ่มดีขึ้นมาแล้ว หลังจากที่ได้พูดคุย พร้อมการให้กำลังใจครู จะได้มีกำลังใจที่จะสอนลูกศิษย์ให้ได้ความรู้มากที่สุด นอกจากนี้ ยังพบว่ามีกรณีลักษณะคล้ายๆ กัน โดยเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ตนต้องขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้นด้วย 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 6 กรกฎาคม 2566

เกี่ยวข้องกัน

ชี้ครูใหม่แห่ลาออกมีหลายสาเหตุ ยัน ‘ม.’ ไม่ใช่ปัจจัยหลัก เหตุปรับหลักสูตรทุก 5 ปี 

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา (มรนม.) เปิดเผยว่า กรณีมีผู้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันผลิตครูว่าไม่ปรับตัวให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป ยังผลิตบัณฑิตครูแบบเดิม ๆ ใช้หลักสูตรผลิตครูแบบเดิม ๆ ทำให้บัณฑิตครูเมื่อได้รับการบรรจุได้ไม่นาน ก็ลาออกไปนั้น ที่วิจารณ์ว่าบัณฑิตครูที่จบออกไป ไม่สามารถประกอบวิชาชีพครู หรือว่าสามารถทำงานในฐานะครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีครูบางส่วนที่ลาออก จึงสมควรที่จะต้องปรับ หรือผลิตครู ทั้งในแง่ของหลักสูตร หรือด้านอื่นๆ หรือไม่ คิดว่าน่าจะยังไม่ตรงประเด็น ถ้ากล่าวถึงเรื่องประสิทธิภาพในการทำงานที่ตอบโจทย์กับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งโลกใบนี้เปลี่ยนไปเยอะมากกับสิ่งที่เรียกว่าวิชาชีพครู 

นายอดิศรกล่าวอีกว่า ประเด็นที่บัณฑิตครูได้รับการบรรจุครู แล้วไม่สามารถประกอบอาชีพครูต่อไปได้ เชื่อว่าไม่ว่ายุคไหน สมัยไหน คนที่เข้าไปสู่วิชาชีพครู หรืออาชีพใดๆ ก็ตาม มักจะมีการลาออก ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และมีปริมาณที่ไม่น่าจะมีนัยสำคัญ แต่บังเอิญว่าในยุคปัจจุบันนี้ มีช่องทางในการนำเสนอข้อมูลที่เป็นช่องทางของตัวเองทางโซเชียลมีเดีย ทำให้สะท้อนสิ่งที่ตัวเองไม่สบายใจ และไม่มีความสุขในการทำงาน ทำให้ฝ่ายผลิตครูต้องมาทบทวนเช่นเดียวกัน แต่ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจากฝ่ายผลิตครูทั้งหมด เป็นเรื่องของกระบวนการในการทำงานที่โรงเรียนเป็นหลัก เช่น งานด้านธุรการที่เกี่ยวกับการประกวดแข่งขัน การทำงานเอกสาร ฯลฯ น่าจะเป็นประเด็นหลักที่ทำให้ครูลาออกกัน 

ผมยืนยันว่าครูที่ลาออกเหล่านี้ ยังมีจำนวนไม่มาก และยังไม่มีนัยสำคัญ ถ้าลองมองมุมกลับ เวลาเปิดสอบบรรจุครูทีไร จะเห็นว่ามีคนสมัครมหาศาล รับนิดเดียวก็ยังแย่งกัน แต่พอเข้าไปเป็นครูแล้ว ก็มีออกบ้าง อยู่ที่ความไม่พึงพอใจของคนบางคน ซึ่งมีน้อย คนๆ นั้น มีช่องทาง หรือมีโอกาสในการที่จะไปประกอบอาชีพอื่น ทั้งอาชีพอิสระ อาชีพส่วนตัว เป็นต้น” นายอดิศร กล่าว 

นายอดิศรกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ต่อให้หลักสูตรดีแค่ไหน ถ้าไม่มีระบบ และกลไก ทั้งกระบวนการนำหลักสูตรไปใช้ และองค์ประกอบการบริหารจัดการ จะไม่ประสบความสำเร็จ และไม่สามารถผลิตครูที่ดีได้ ถ้าถามว่ามหาวิทยาลัยปรับหลักสูตรหรือไม่ โดยโครงสร้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรผลิตครู หรือหลักสูตรอื่นๆ จะต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรครูทุก 5 ปี เป็นไปตามเกณฑ์ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กำหนด และต้องปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานของคุรุสภา

ดังนั้น ผมเชื่อว่ามหาวิทยาลัยทุกแห่งปรับหลักสูตร มหาวิทยาลัยผมก็ปรับ และปรับไปตามเทรนด์ ผมมองว่าเป็นที่ระบบของฝ่ายใช้ครู ระบบ วัฒนธรรม โดยเฉพาะที่โทษกันทุกวันนี้ก็คือ พวกที่ทำให้ครูทำงานอื่นมากกว่าการสอนเยอะจนเกินไป รวมถึง วัฒนธรรมองค์กร โครงสร้างระบบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก่อให้เกิดการทำงานที่มากกว่าการจัดการเรียนการสอน” นายอดิศร กล่าว 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 21 กรกฎาคม 2566

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น