
บทความโดย นพพร โสวรรณะ (หนุ่ย)
ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกระลอก ทำให้การเรียนออนไลน์ มีความจำเป็นมากขึ้นในองค์กร เพราะพนักงานส่วนใหญ่จะต้องทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ในขณะเดียวกันการเรียนรู้ก็ไม่สามารถหยุดนิ่งได้ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจึงต้องหาวิธีการจัดการเรียนการสอนผ่าน Zoom MS Meeting, FB Live, Line ฯลฯ รวมถึงการเรียนออนไลน์ที่หลายองค์กร พยายามหาหลักสูตรออนไลน์เพื่อให้พนักงานได้เรียนด้วยตัวเองระหว่างที่ยังไม่สามารถกลับไปเรียนในห้องเรียนได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามฝ่ายทรัพยากรบุคคลอาจจะพบว่าบางหลักสูตรไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรม ค่านิยม สมรรถนะ ฯลฯ ที่ต้องการขององค์กร จึงมีความคิดว่าถ้าเราทำหลักสูตรเองก็น่าจะตอบโจทย์มากกว่า คำถามคือว่า แล้วจะเริ่มอย่างไรดี? ทฤษฎีของบลูมช่วยนำทางได้ครับ

ทฤษฎีของบลูม (Bloom’s Taxaonomy) โดย เบนจามิน บลูม (Benjamin Bloom) นักจิตวิทยาการศึกษาชาวอเมริกา ได้ศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของมนุษย์ และกำหนดฤติกรรมเกี่ยวกับสติปัญญา (Cognitive Domain) ขึ้นในปี 2499 และได้ปรับแก้ไขในปี 2544 ซึ่งพฤติกรรมการเรียนรู้แบ่งเป็น 6 ระดับ คือ
1. การจดจำ (Remembering) ใช้ความจำเพื่อสร้างหรือค้นหานิยาม ข้อเท็จจริง หรือทบทวนข้อมูลที่เรียนมาก่อนหน้านี้ ซึ่งผู้เรียนสามารถตอบได้ว่าสิ่งที่เรียนมาจากไหน เพราะเกิดจากการจดจำ
2. การทำความเข้าใจ (Understanding) สร้างความหมายจากรูปแบบการใช้หลายประเภท อาจจะเป็นข้อความ ภาพ หรือกิจกรรม เช่น การแปลความ การสร้างตัวอย่าง การจำแนก การสรุป ซึ่งผู้เรียนเข้าใจความสัมพันธ์ของสิ่งที่ได้เรียนมา สามารถอธิบายตามความเข้าใจของตัวเองได้
3. การประยุกต์ใช้ (Applying) สามารถใช้เนื้อหาที่เรียนมาเพื่อนำไปปฏิบัติผ่านสื่อ เช่น แบบจำลอง การนำเสนอ การสัมภาษณ์ และการเลียนแบบ ซึ่งผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาใช้ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้
4. การวิเคราะห์ (Analyzing) แบ่งเนื้อหาหรือแนวคิดออกเป็นส่วนย่อย ระบุความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันของแต่ละส่วน และความเชื่อมโยงต่อโครงสร้างในภาพรวม ซึ่งผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้เรียนมาคิดอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งเเยกเเยะหาความสัมพันธ์เเละเหตุผลได้
5. การประเมิน (Evaluating) ใช้กฎเกณฑ์และมาตรฐานเพื่อพิจารณาผ่านการตรวจสอบและการวิจารณ์ ซึ่งผู้เรียนสามารถตั้งเกณฑ์ตัดสิน เปรียบเทียบคุณภาพหรือประสิทธิภาพของการเรียนรู้ได้
6. การสร้างสรรค์ (Creating) รวบรวมองค์ประกอบและสร้างให้เป็นสิ่งที่สมบูรณ์ เรียบเรียงให้เกิดรูปแบบหรือโครงสร้างใหม่ผ่านการสร้าง วางแผน และการผลิต ซึ่งผู้เรียนสามารถคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ ได้ด้วยตนเอง หรือสามารถปรับปรุงแก้ไขออกแบบ ตั้งสมมุติฐานใหม่ ๆ ได้
จากทฤษฎีข้างต้นผู้สอนสามารถนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการออกแบบหลักสูตรได้ ด้วยการกำหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ว่าต้องการให้พนักงานมีพฤติกรรมเรื่องนั้น ๆ ในระดับใด เมื่อกำหนดวัตถุประสงค์ได้แล้ว จะทำให้ง่ายขึ้นในการออกแบบหลักสูตรสำหรับการเรียนออนไลน์และการเรียนการสอนในห้องเรียน ซึ่งผู้สอนจะได้ประโยชน์จากทฤษฎี ดังนี้
> วางแผนและจัดการเรียนการสอนได้เหมาะสม
> มีกลยุทธ์ในการออกแบบบทเรียน และการประเมินที่ถูกต้อง
> มีความมั่นใจว่าการเรียนการสอนและการประเมินสอดคล้องกับวัตถุประสงค์
จากประสบการณ์การใช้ทฤษฎีนี้ ผมได้นำมาใช้กับการออกแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ให้กับองค์กร คือการผสมผสานการเรียนแบบออนไลน์ (online learning) และการเรียนในห้องเรียน (face-to-face learning) เข้าด้วยกัน โดยนำแนวคิดนี้มาใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดวัตถุประสงค์ซึ่งสามารถช่วยแบ่งเนื้อหาว่าส่วนใดสามารถออกแบบเป็นการเรียนแบบออนไลน์ และ ส่วนใดจำเป็นต้องเป็นการเรียนในห้องเรียน ดังนั้นเรามาดูตัวอย่างคำที่สื่อถึงพฤติกรรมซึ่งนำมาเป็นแนวทางในการตั้งวัตถุประสงค์ครับ
การจดจำ (Remembering) ผู้เรียนสามารถ ระบุรายการ ท่องจำ อธิบาย บอกเค้าโครง กําหนด บอกชื่อ จับคู่ อ้างอิง จดจำ ระบุ บอกสัญลักษณ์ นึกได้ เป็นต้น
การทำความเข้าใจ (Understanding) ผู้เรียนสามารถ อธิบาย ถอดความ กล่าวซ้ำ ยกตัวอย่าง สรุปประเด็น เปรียบเทียบ แปลความ อภิปราย เป็นต้น
การประยุกต์ใช้ (Applying) ผู้เรียนสามารถ คำนวณ คาดการณ์ ประยุกต์ แก้ปัญหา ใช้ สาธิตให้ดู ตัดสินใจ ดำเนินการ นำเสนอ เป็นต้น
การวิเคราะห์ (Analyzing) ผู้เรียนสามารถ จัดประเภท แยกย่อย จำแนกประเภท วิเคราะห์ เขียนไดอะแกรม อธิบายให้เห็นภาพ วิพากษ์วิจารณ์ ทำให้ง่ายขึ้น เชื่อมโยง เป็นต้น
การประเมิน (Evaluating) ผู้เรียนสามารถ เลือก สนับสนุน เชื่อมโยง ตัดสินใจ แก้ต่าง ตัดสิน ให้คะแนน เปรียบเทียบ โต้แย้ง อธิบายเหตุผล โน้มน้าว ประเมิน เป็นต้น
การสร้างสรรค์ (Creating) ผู้เรียนสามารถ ออกแบบ กําหนดเกณฑ์ สร้าง คิดค้น แต่ง ผลิตปรับเปลี่ยน พัฒนา เป็นต้น
เมื่อเราได้ทราบรายละเอียดของทฤษฎีนี้แล้ว เราเริ่มเห็นทางสว่างว่าเนื้อหาใดก็ตามที่เป็นลักษณะของการให้พนักงานได้เรียนรู้ทฤษฎีเพื่อการจดจำ (Remembering) เพื่อการทำความเข้าใจ (Understanding) และการประยุกต์ใช้ (Applying) (บางส่วน) ซึ่งอาจรวมถึงเพื่อการวิเคราะห์ (Analyzing) ในบางเนื้อหา เราสามารถจะนำมาจัดการเรียนการสอนที่เป็นลักษณะของการเรียนแบบออนไลน์ได้ โดยผู้สอนจะต้องออกแบบการประเมินพฤติกรรมในระดับที่ต้องการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้
References
ที่มา ; https://www.khonatwork.com/
Bloom’s Digital Taxonomy ยุคสมัยเปลี่ยน วิธีการเรียนรู้ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย
Bloom คือนักการศึกษาชาวอเมริกันที่เชื่อว่าการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยพฤติกรรมการเรียนรู้และจิตวิทยาพื้นฐาน

ซึ่งหนึ่งในนั้นคือพฤติกรรมด้านสติปัญญานั่นก็คือ
การเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) ที่มีจุดมุ่งหมายในการเป็นแนวทางตั้งคำถามให้แก่ผู้เรียน ให้เกิดการเรียนรู้ การคิดที่มีระดับขั้นสูงขึ้นไป ซึ่งตามทฤษฎีของ Bloom ในด้านพุทธิพิสัยแบ่งออกเป็น 6 ระดับได้แก่
1. ระดับความรู้ความจำ (Remembering) คือ การที่ผู้เรียนสามารถตอบได้ว่าสิ่งที่เรียนมาจากไหน เพราะเกิดจากการจดจำ
2. ระดับความเข้าใจ (Understanding) คือ การที่ผู้เรียนเข้าใจความสัมพันธ์ของสิ่งที่ได้เรียนมา สามารถอธิบายตามความเข้าใจของตัวเองได้
3. ระดับการประยุกต์ใช้ (Applying) คือ การที่ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาใช้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้
4. ระดับการวิเคราะห์ (Analyzing) คือ การที่ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้เรียนมาคิดอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งเเยกเเยะ หาความสัมพันธ์เเละเหตุผลได้
5. ระดับการประเมินผล (Evaluating) คือ การที่ผู้เรียนสามารถตั้งเกณฑ์ตัดสิน เปรียบเทียบคุณภาพหรือประสิทธิภาพของการเรียนรู้ได้
6. ระดับการสร้างสรรค์ (Creating) คือการที่ผู้เรียนสามารถคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ได้ด้วยตนเอง หรือสามารถปรับปรุงแก้ไขออกแบบ ตั้งสมมุติฐานใหม่ๆ ได้
แล้ว Bloom’s Digital Taxonomy มันคืออะไร? ต่างจาก Bloom’s Taxonomy เเบบเดิมอย่างไร?
Bloom’s Digital Taxonomy คือ ความรู้ของ Bloom ที่ถูกปรับปรุงขึ้นใหม่เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนไปของโลกยุคดิจิตอล ซึ่งการเรียนรู้จะไม่ได้อยู่แค่กับผู้สอนและ ผู้เรียน เเต่ยังมีสื่อและเครื่องมือดิจิตอลมาเป็นหนึ่งในการเรียนรู้อีกด้วย
โดยการจัดระดับนั้นยังคงเดิมเพิ่มเติมคือ แถวแสดง Lower Order Thinking Skills (ทักษะการคิดขั้นต่ำ) ไปยัง Higher Order Thinking Skills (ทักษะการคิดขั้นสูง) ดังนี้
1. ระดับความรู้ความจำ (Remembering) ใช้เครื่องมือเทคโนโลยี เช่น, document, presentation, Microsoft word ในการช่วยบันทึกและจดจำสิ่งต่าง ๆ
2. ระดับความเข้าใจ (Understanding) ใช้เครื่องมือค้นหาบนเว็บหรือการสร้าง Blog การเลือก Subscribe บน YouTube เพื่อรับข้อมูลพัฒนาความเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้น หรือสรุปความเพื่อเขียนลงทวิตเตอร์
3. ระดับการประยุกต์ใช้ (Applying) ใช้แอปพลิเคชันหรือโปรเเกรมที่ช่วยในการตกเเต่ง ปรับเเต่ง ตัดต่อเนื้อเรื่องผลงาน เช่น Adobe illustrator เป็นต้น
4. ระดับการวิเคราะห์ (Analyzing) ใช้โปรเเกรม Microsoft Excel Google Doc หรือ Spreadsheet ในการเก็บเเละวิเคราะห์ข้อมูลและรายงานออกมาเป็นกราฟ รูปภาพ เป็นต้น
5. ระดับการประเมินผล (Evaluating) การควบคุมข้อมูลบนเว็บบอร์ด การใช้ Google Doc, discussion board, chat room ในการกลั่นกรองข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
6. ระดับการสร้างสรรค์ (Creating) การสร้างหรือประดิษฐ์เครื่องมือ/โปรแกรมใหม่ๆ ที่ช่วยในการเรียนรู้ เช่น การพัฒนาโปรแกรม แอปพลิเคชัน เว็บไซต์ เกม เป็นต้น
อ้างอิง
ที่มา ; KnowAre
บทความกล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้การเรียนออนไลน์และการทำงานจากที่บ้านมีความจำเป็นมากขึ้น องค์กรจึงต้องปรับรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เครื่องมือดิจิทัล เช่น Zoom, MS Meeting, Facebook Live และ Line รวมถึงการจัดหลักสูตรออนไลน์ให้พนักงานเรียนรู้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม หลายหลักสูตรอาจไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรม ค่านิยม และสมรรถนะขององค์กร จึงเสนอแนวทางการพัฒนาหลักสูตรภายในองค์กร โดยใช้ทฤษฎีของบลูม (Bloom’s Taxonomy) เป็นกรอบในการออกแบบการเรียนรู้ ซึ่งแบ่งพฤติกรรมทางสติปัญญาออกเป็น 6 ระดับ ได้แก่ การจดจำ ความเข้าใจ การประยุกต์ใช้ การวิเคราะห์ การประเมิน และการสร้างสรรค์ แนวคิดนี้ช่วยให้ผู้สอนกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ได้ชัดเจน ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และการประเมินผลได้สอดคล้องกัน อีกทั้งยังสนับสนุนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ที่รวมการเรียนออนไลน์และการเรียนในห้องเรียน โดยเนื้อหาพื้นฐานเหมาะกับการเรียนออนไลน์ ส่วนทักษะขั้นสูงเหมาะกับการฝึกปฏิบัติในห้องเรียน ส่งผลให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอบโจทย์องค์กร และพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
จุดประสงค์สำคัญของการนำ Bloom’s Taxonomy มาใช้ในการออกแบบหลักสูตรคือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนผู้เรียนออนไลน์
ข. ใช้เทคโนโลยีแทนผู้สอนทั้งหมด
ค. กำหนดวัตถุประสงค์และออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกัน
ง. ลดระยะเวลาการเรียนการสอน
เฉลย: ค
เหตุผล: Bloom ใช้เพื่อกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้และออกแบบการสอน-ประเมินให้สอดคล้องกัน
ระดับ “การจดจำ (Remembering)” สอดคล้องกับพฤติกรรมใดมากที่สุด
ก. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก
ข. ท่องจำและระบุข้อเท็จจริง
ค. สร้างผลงานใหม่
ง. ประเมินคุณภาพข้อมูล
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นระดับพื้นฐานที่เน้นการจำข้อมูล
ข้อใดเป็นตัวอย่างของ “การประยุกต์ใช้ (Applying)”
ก. อธิบายแนวคิด
ข. สรุปบทเรียน
ค. แก้ปัญหาโดยใช้ความรู้ที่เรียน
ง. วิจารณ์ผลงาน
เฉลย: ค
เหตุผล: Applying คือการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา
การเรียนรู้แบบ Blended Learning คืออะไร
ก. เรียนเฉพาะออนไลน์
ข. เรียนเฉพาะในห้องเรียน
ค. ผสมผสานออนไลน์และในห้องเรียน
ง. เรียนด้วยตนเองเท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นการผสมผสานรูปแบบการเรียนรู้
เหตุผลที่องค์กรต้องพัฒนาหลักสูตรเองคือข้อใด
ก. ลดค่าใช้จ่ายเท่านั้น
ข. ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและสมรรถนะองค์กร
ค. เพื่อใช้เทคโนโลยีใหม่
ง. เพื่อเพิ่มจำนวนพนักงาน
เฉลย: ข
เหตุผล: หลักสูตรภายนอกอาจไม่ตรงบริบทองค์กร
ระดับ “การวิเคราะห์ (Analyzing)” เน้นอะไร
ก. จำข้อมูล
ข. แยกส่วนและหาความสัมพันธ์
ค. สร้างสิ่งใหม่
ง. อ่านทบทวน
เฉลย: ข
เหตุผล: วิเคราะห์คือแยกองค์ประกอบและความสัมพันธ์
ข้อใดเป็นเครื่องมือที่เหมาะกับการเรียนรู้ระดับความเข้าใจ
ก. YouTube / Blog
ข. เครื่องคิดเลข
ค. เครื่องมือผลิตหุ่นยนต์
ง. เครื่องพิมพ์ 3 มิติ
เฉลย: ก
เหตุผล: ใช้เพื่อค้นหาและสรุปความเข้าใจ
การประเมินผล (Evaluating) คืออะไร
ก. ท่องจำข้อมูล
ข. ใช้เกณฑ์ตัดสินคุณภาพ
ค. เขียนรายงาน
ง. คัดลอกข้อมูล
เฉลย: ข
เหตุผล: การประเมินคือการตัดสินโดยใช้เกณฑ์
เหตุใดการจัดวัตถุประสงค์ตาม Bloom จึงสำคัญ
ก. ทำให้ผู้เรียนสอบผ่านง่ายขึ้น
ข. ทำให้การสอนมีทิศทางชัดเจน
ค. ลดงานครู
ง. ใช้แทนหลักสูตรทั้งหมด
เฉลย: ข
เหตุผล: ช่วยให้การออกแบบการเรียนรู้เป็นระบบ
ระดับสูงสุดของ Bloom’s Taxonomy คือข้อใด
ก. การจำ
ข. การเข้าใจ
ค. การประยุกต์ใช้
ง. การสร้างสรรค์
เฉลย: ง
เหตุผล: Creating คือการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่