
เทคนิคการจำที่ใครๆ ก็ทำได้ของราชาสมองเพชร
เทคนิคการจำ ที่โคโนะ เก็นโตะ ใช้เวลาต้องจำข้อมูลยากๆ เพื่อไปสอบ มีด้วยกันหลากหลายวิธี ซึ่งสามารถเลือกใช้และทำตามได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องมีสมองเทพๆ แบบเก็นโตะก็ทำได้ เทคนิคการจำ โดยโคโนะ เก็นโตะ มีอะไรบ้างมาดูกัน
ทุกวิชาต้องอาศัยการท่องจำ สิ่งสำคัญที่สุดในการท่องจำเพื่อทำคะแนนสอบได้มากๆ คือการทบทวนซ้ำๆ เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ลืมได้ ความทรงจำระยะสั้นของมนุษย์จะถูกลืมไปด้วยความรวดเร็ว ดังนั้นเราต้องรู้จัก เปลี่ยนความทรงจำระยะสั้นให้กลายเป็นความทรงจำระยะยาว โดยการทำให้สมองคิดว่า “ข้อมูลนี้เป็นสิ่งที่สำคัญกับเรา” และการทบทวนซ้ำๆ เป็นวิธีที่ดีผลดีที่สุด เมื่อสมองถูกเชื่อมต่อกับข้อมูลซ้ำๆ ก็จะคิดว่า “สิ่งนี้สำคัญสินะ” ยิ่งเราทบทวนซ้ำมากเท่าไร ข้อมูลนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นความทรงจำระยะยาวได้นานขึ้นเท่านั้น
เมื่อเราเริ่มจดจำได้ครั้งหนึ่งแล้ว ควรรีบทบทวนให้เร็วที่สุด แล้วเราจะใช้เวลาทบทวนสิ่งเหล่านั้นน้อยลง วิธีที่เชื่อกันว่าได้ผลดีที่สุดคือ “การทบทวนและท่องจำหลังจากได้รับข้อมูลนั้นเป็นเวลา 30 นาที 1 ชั่วโมง 1 สัปดาห์ และ 1 เดือน”
การจะทำให้ความทรงจำระยะสั้นกลายเป็นความทรงจำระยะยาวจะต้องทำให้ฮิปโปแคมปัสคิดว่า “มีการดึงข้อมูลนี้ออกจากลิ้นชักในสมอง แสดงว่าต้องเป็นข้อมูลที่สำคัญแน่” ในทางกลับกัน การอ่านคำศัพท์แบบผ่านตา แต่ไม่มีการเรียบเรียบข้อมูลในหัว แล้วทำ Output ออกมาจึงจำไม่ได้ ก็ยากที่จะทำให้ฮิปโปแคมปัสคิดว่าข้อมูลนี้สำคัญ
การสร้าง Output เวลาท่องจำหรือทบทวนยังทำให้เรายืนยันว่าตัวเองจำได้แล้วด้วย การสร้าง Output บ่อยๆ ทำให้เราได้ตรวจสอบสิ่งที่ลืมและทบทวนสิ่งที่จำไม่ได้ ซึ่งจะทำให้สมองคิดว่านี่เป็นข้อมูลสำคัญและเก็บข้อมูลนั้นไว้
วิธีทำคือ เวลาท่องศัพท์หรือต้องการจำข้อมูลนั้นๆ แทนที่จะท่องซ้ำๆ ภายในหนึ่งนาทีแล้วเช็กหนึ่งครั้ง ควรท่องแล้วรีบเช็กซ้ำหกครั้งจะจำได้ดีกว่า เหตุผลนั้นง่ายนิดเดียว เพราะคนที่ทำวิธีแรกจะได้ทำ Output แค่ครั้งเดียว แต่คนที่ทำแบบหลังจะได้ทำ Output ถึงหกครั้งนั่นเอง
การขีดเส้นใต้ส่วนที่สำคัญเฉยๆ โดยไม่คิดตามไม่ช่วยให้เราจำได้เลย เป้าหมายหลักของการทำเครื่องหมายลงในหนังสือคือ “เพื่อให้รู้ว่าตรงไหนเป็นส่วนสำคัญที่ต้องอ่านซ้ำหลายๆ รอบ” ถ้าเราเข้าใจเนื้อหาตรงไหนดีแล้ว ต่อให้เป็นเนื้อหาสำคัญ ก็ไม่จำเป็นที่ต้องขีดเส้นใต้ไว้ หากขีดเส้นใต้ทั้งหมดก็จะไม่รู้ว่าตัวเองไม่เข้าใจตรงไหนบ้าง จึงต้องอ่านซ้ำอีกรอบทำให้ประสิทธิภาพในการทบทวนลดน้อยลง
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ ให้ทำเครื่องหมายไว้ตรงเนื้อหาที่เรายังไม่เข้าใจก็พอ
เวลาอ่านหนังสือเรียน ลองใช้ปากกาไฮไลต์ส่วนที่ยังไม่เข้าใจไว้ แล้วอ่านทบทวนแค่ตรงนั้น เมื่ออ่านซ้ำแล้วยังไม่เข้าใจอีกให้เอาปากกาแดงขีดเส้นใต้ซ้ำลงไปแล้วอ่านเฉพาะส่วนที่ขีดเส้นใต้สีแดง
ประเด็นสำคัญคือ การเปลี่ยนเครื่องหมายใหม่ให้ตอบรับกับความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น เมื่ออ่านทบทวนครั้งต่อไปก็จะใช้เวลาน้อยลงด้วย
การเล่นคำเป็นเทคนิคการท่องจำที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว และสามารถใช้กับการท่องจำสองประเภท คือ ประเภทจำคำจำนวนมาก เช่น ชื่อนายกรัฐมนตรีทั้งหมดของไทย หรือประเภทคำยาวๆ ที่จำได้ยาก เช่น ชื่อบุคคลสำคัญที่ยาวๆ
วิธีคือ การคิดเรื่องราวให้แต่ละคำเมื่อต้องจำคำจำนวนมาก ถ้าเราต้องจำชื่อนายกรัฐมนตรีทั้งหมดของไทยอาจจะเป็นเรื่องนาก จะใช้วิธีอ่านออกเสียงก็ยังคงจำไม่ได้อยู่ดี กรณีนี้ให้เราลองคิดเรื่องราวเพื่อมาเชื่อมคำเหล่านั้นด้วยกัน หรืออาจจะเป็นเนื้อเพลงก็ได้ แค่เราจำเอาไปเข้าห้องสอบได้ก็พอแล้ว
ข้อดีของการใช้เทคนิคเล่นคำ สร้างเรื่องราวขึ้นมาคือ แค่มองปุ๊บเราจะจำคำยาวๆ ยากๆ ที่เรียงเป็นแถบได้ หรือจำตัวอักษรของแร่ธาตุต่างๆ ได้ทันที ยิ่งถ้าเราเล่นคำแล้วนึกภาพในหัวไปด้วย ก็จะช่วยให้จดจำเรื่องราวได้ดีขึ้น โดยปกติแล้วฮิปโปแคมปัสจะไม่คิดว่าสัญลักษณ์หรือตัวหนังสือที่เรียงกันเฉยๆ เป็นสิ่งสำคัญ แต่ข้อมูลที่มีเนื้อหาหรือมีความหมายจะถูกตีความว่าเป็นของสำคัญได้ง่ายกว่า
ข้อมูลจากหนังสือ โคโนะ เก็นโตะ ราชาสมองเพชร
ที่มา; อัมรินทร์บุ๊ค
เกี่ยวข้องกัน
เทคนิคเรียนให้สนุกจาก โคโนะ เก็นโตะ ราชาสมองเพชร
โคโนะ เก็นโตะ เป็นหนุ่มนักศึกษาแพทย์ มหาวิทยาลัยโตเกียว ผู้ที่สามารถสอบเนติบัณฑิตผ่านตั้งแต่ครั้งแรก ในระยะเวลา 8 เดือน ซึ่งคนทั่วไปใช้เวลานานหลายปี
โคโนะ เก็นโตะ โดนสื่อสัมภาษณ์มาหลายครั้งว่า “มีวิธีเรียนหนังสือยังไง” ทุกคนต่างเรียกเขาว่า อัจฉริยะบ้าง มันสมองบ้าง ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเขามีความสามารถพิเศษในการจดจำทุกอย่างได้ในพริบตา อ่านหนังสือตลอดเวลา หรือมีกลไกในสมองที่แตกต่างจากคนทั่วไป
โคโนะ ตอบไปว่า “ผมไม่ได้มีความสามารถหรือความจำดีเป็นพิเศษกว่าคนทั่วไปอย่างที่ทุกคนคิด ผมแค่มีวิธีเรียนหนังสือที่ดี”และเขาก็ได้สอนเทคนิคเรียนหนังสือให้สนุกไว้ในหนังสือเล่มนี้ด้วย
การเรียนอาจเป็นเรื่องที่น่าเบื่อสำหรับเด็กทุกคน แต่สิ่งที่ช่วยเสริมสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนที่ดีที่สุดก็คือ “ความสนุก” หากเราเข้าใจถึงความสนุกนี้ นั่นจะเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่มาก หลายคนอาจสงสัยว่าการเรียนเป็นเรื่องสนุกจริงหรือ โคโนะ เก็นโตะ พูดออกมาทันทีว่า การเรียนเป็นเรื่องสนุกจริงๆ เพียงแต่พวกเราเรียนหนังสือกันโดยไม่รู้ถึงความสนุกของมันเท่านั้นเอง
ตัวอย่างเช่น ภาษาไทย ต่อให้เราไม่มีสมาธิอ่านข้อความยาวๆ ในวิชาภาษาไทยในปัจจุบัน แต่ถ้าเป็นนิยายเล่มหนาและเป็นเรื่องที่เราชอบ เรากลับหยิบมันมาอ่านด้วยตัวเองอย่างสุนกสนาน หรือวิชาคณิตศาสตร์ เราอาจไม่ถนัดแก้สมการยากๆ แค่เห็นโจทย์ก็รู้สึกเอียนแล้ว แต่พอเป็นเกมที่ชอบ เรากลับคำนวณดาเมจและสเตตัสได้เรื่อยๆ
“การอ่านเอาความยาวๆ” กับ “การอ่านนิยายที่ชอบ”
“สมการคณิตศาสตร์” กับ “การคำนวณเกม”
โดยพื้นฐานแล้วสิ่งเหล่านี้แทบไม่ต่างกันเลย พวกเราสนุกกับเรื่องที่ชอบโดยไม่รู้เลยว่านั่นก็เหมือนกับการเรียนนั่นแหละ ในเมื่อต้องทำสิ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรู้สึก “สนุก” กับการเรียนเช่นเดียวกับงานอดิเรกพวกนี้
ลองมาดูเทคนิคเรียนหนังสือให้สนุกจาก โคโนะ เก็นโตะ กันว่า เขาใช้วิธีแบบไหนถึงเรียนเก่งขนาดนี้
อยากสนุกกับการเรียนต้องใช้ วงจรฉันทำได้ คือการที่เราทำบางสิ่งได้จนรู้สึกสนุกกับการเรียนและส่งผลให้เข้าใจเร็วขึ้น “ความสนุกจากการทำได้” ในเรื่องเรียนเกิดขึ้นได้กับทุกคนมานับครั้งไม่ถ้วน เช่น เวลาที่เราทำแบบฝึกหัดได้ เวลาสอบได้คะแนนสูงๆ เวลาทำความเข้าใจโจทย์ยากๆ ได้ หรือเวลาที่คนรอบข้างยอมรับในความพยายามของเราเป็นต้น
หาก “ความสนุกจากการทำได้” สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะเกิดวงจร “เพราะสนุกก็เลยเรียน -> เพราะเรียนเลยยิ่งทาได้มากขึ้น -> เพราะทาได้เลยสนุกมากขึ้น –> เพราะสนุกเลยยิ่งเรียนให้มากขึ้น…” ไปเรื่อย ๆ แบบไม่รู้จบ นี่แหละคือ “วงจรฉันทำได้”
การเรียนในระดับที่เหมาะสมกับตัวเอง นั้นมีความหมายตรงตัวเลย นั่นคือ การเรียนหนังสือตามระดับความยากง่ายให้เหมาะกับความสามารถของตัวเองในขณะนั้น จะทำให้สมองคิดว่าการเรียนเป็นเรื่องสนุก
หากเปรียบเทียบการเล่นเกม ช่วงที่ซื้อเกมมาใหม่ๆ เราอาจยังเล่นได้ไม่ดีนัก แต่เมื่อเล่นไปเรื่อยๆ เราจะพัฒนาขึ้นจนเอาชนะบอสตัวสุดท้าย (เคลียร์ด่านสุดท้าย) ได้ ซึ่งผู้ผลิตเกมก็ได้สร้างกลไกต่างๆ เพื่อช่วยให้คนที่เล่นเกมครั้งแรกก็ยังสนุกได้ เช่น มีระบบให้เราเลือกระดับความยากง่ายตามความเหมาะสม เมื่อเล่นไปเรื่อยๆ จึงเพิ่มระดับความยาก
การเรียนก็เหมือนกับเกม การเรียนภายใต้ “ขอบเขตที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่ยากหรือง่ายเกินไป” ช่วยให้เกิดการ “ทำได้” ซ้ำๆ จนเกิดความรู้สึกสนุกกับการเรียน
การเปลี่ยนการเรียนให้เป็นเกม เป็นวิธีสร้างความรู้สึก “สนุก” กับการเรียนเหมือนว่าเรากำลังเล่นเกมอยู่ วีนี้จะทำให้การเรียนที่ทุกคนคิดว่าน่าเบื่อกลายเป็นเรื่องสนุกจนอยากเรียนต่อไปเรื่อยๆ
ประเด็นหลักของการเปลี่ยนการเรียนเป็นเกมมี 3 ข้อคือ “Time Attack” “Score” และ “Checklist”
“Time Attack” คือ การคิดว่าตัวเองจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จภายในเวลาอันสั้นได้หรือไม่ ลองจำเวลาก่อนทำแบบฝึกหัดแล้วจัดบันทึกไว้ เวลาทำแบบฝึกหัดเดิมก็ให้จับเวลาอีก
เมื่อนำเวลามาเทียบกันแล้วพบว่า “ครั้งก่อนใช้เวลา 10 นาที แต่คราวนี้ใช้เวลาแค่ 8 นาที เร็วขึ้นกว่าเดิม 2 นาทีเลยนะ” บวกกับการที่คิดว่า “ทำได้แล้ว” จะทำให้เรารู้สึกว่ามีพัฒนาการมากขึ้น นอกจากนี้เรายังตั้งเป้าหมายง่ายได้ด้วย เช่น “ครั้งต่อไปต้องพยายามทำให้เร็วกว่านี้อีก 1 นาที!” วิธีนี้จะช่วยให้เรารู้สึก “สนุก” กับการเรียนขึ้นมาได้เอง
ข้อสองคือ “Score” หมายถึง การคิดว่า “เราจะทำคะแนนได้ดีแค่ไหน” วิธีการก็เหมือนกับ “Time Attack” เมื่อทำแบบฝึกหัดเสร็จแล้วให้เราบันทึกคะแนนไว้เพื่อติดตามพัฒนาการของตัวเอง หรือใช้ในการตั้งเป้าหมายง่ายๆ ในครั้งต่อไป
“Checklist” หรือเรียกอีกอย่างว่า To Do List (= รายการสิ่งที่ต้องทำ) หมายถึงการตรวจสอบสิ่งที่ทำไปแล้ว
เช่น ขณะเริ่มต้นวันใหม่ เราวางแผนไว้ว่า “วันนี้จะอ่านหนังสือวิชาเหล่านี้” แล้วทำ To Do List ขึ้นมา เมื่อทำสิ่งใดจบแล้วให้ขีดฆ่าในรายการ To Do List ซึ่งจะทาให้รู้สึกดีมากเหมือนกับได้ยศตำแหน่งหรือเหรียญรางวัลเลย
และเมื่อหมดไปอีกหนึ่งวัน เราจะรู้สึกว่า “วันนี้เราทำอะไรได้มากขนาดนี้เลยนะ!” หรือ “วันนี้ทำทุกอย่างได้ครบตามกำหนดเลย!” เมื่อเราเห็น “ประวัติการต่อสู้” ในแต่ละวันแล้วก็จะส่งผลให้มีแรงทำต่อไปในวันรุ่งขึ้น
ข้อมูลจากหนังสือ โคโนะ เก็นโตะ ราชาสมองเพชร
ที่มา; อัมรินทร์บุ๊ค