สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M511_สพฐ.ออกแนวปฏิบัติ “ 1 ธุรการ ควบ 2 ร..ร.”

นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินการตามนโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคล ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับทราบ โดยเฉพาะการจับคู่ย้ายครูคืนถิ่น ผ่านระบบ TMS หรือ Teacher Matching System 

สืบเนื่องจาก ณ วันนี้ หลายเขตพื้นที่ฯ ได้ดำเนินการย้ายตามความต้องการของครูแล้ว แต่ยังมีปัญหาบางส่วนในทางปฏิบัติ เช่น จับคู่ได้แล้ว แต่ทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ในโรงเรียนที่เกินเกณฑ์ ก็ไม่สามารถย้ายได้ เป็นต้น ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะรวบรวมปัญหาทั้งหมด ที่ผู้อำนวยการ สพท.ได้สะท้อนมา เพื่อนำไปปรับแก้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป 

ส่วนความคืบหน้าการจัดสรรอัตรานักการภารโรงนั้น ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบจัดสรรนักการภารโรงให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนแล้ว 14,210 อัตรา ในปีงบประมาณ 2567 

ส่วนตำแหน่งธุรการ ซึ่งปัจจุบัน สพฐ.มีธุรการอยู่กว่า 21,000 คน แต่มีโรงเรียนอยู่ 29,312 แห่ง เท่ากับยังขาดธุรการอีกกว่า 7,000 โรง สพฐ.ได้มีหนังสือให้ สพท.ไปบริหารจัดการ โดยแจ้งแนวปฏิบัติให้ สพท.จัดสรรธุรการให้กับโรงเรียน 1 คน ไม่เกิน 2 โรงเรียน 

ดังนั้น คิดว่าให้ธุรการ 1 คน ปฏิบัติหน้าที่ไม่เกิน 2 โรงเรียน น่าจะเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันนี้มีระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วยในการทำงาน สามารถลดภาระได้มากขึ้น ซึ่งสมัยก่อน สพฐ.ให้ธุรการ 1 คน ปฏิบัติงาน 3-4 โรงเรียน แต่วันนี้ลดเหลือ 2 โรงเรียนต่อ 1 คน ดังนั้น คิดว่าจะไม่มีปัญหาในการปฏิบัติงาน 

ขณะเดียวกัน สพฐ.และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้หารือว่า จะทำอย่างไรให้ผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ธุรการมีความก้าวหน้าในอาชีพ โดยให้ผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพครูสามารถไปสอบเป็นครูผู้ช่วย ตามหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคล เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ (ว16) และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ว17) ได้ 

แต่หากไม่มี ก็สามารถสอบในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค.(2) ที่ปฏิบัติงานในเขตพื้นที่ฯได้อยู่แล้ว  

กล่าวต่อว่า การบริหารอัตรากำลังนั้น สำรวจพบขณะนี้หลายโรงเรียนและหลายเขตพื้นที่ฯมีทั้งอัตราขาดและเกิน ฉะนั้น หลังจากการย้ายในรอบนี้ ขอให้ผู้อำนวยการ สพท.ปรับอัตรากำลังให้โรงเรียนที่ขาด 

เนื่องจากที่ผ่านมา สพฐ.เป็นจำเลยสังคม ว่า ไม่สามารถจัดสรรอัตรากำลังให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนได้ ส่งผลต่อคะแนนประเมินต่าง ๆ ทั้งผลประเมินโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA และคะแนนการสอบวัดความสามารถพื้นฐานผู้เรียนระดับชาติ หรือ NT ที่ยังไม่ได้ตามเป้าหมาย 

ดังนั้น ฝากให้ผู้อำนวยการ สพท.ช่วยปรับอัตรากำลัง และพยายามเกลี่ยให้แต่ละโรงเรียนใกล้เคียงกับอัตราที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนด เพื่อให้นักเรียนได้รับการจัดการเรียนการสอบอย่างเต็มความสามารถ

ที่มา ; EDUNEWSSIAM 

สรุปสาระสำคัญ 

นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. ชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินนโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับการ ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะการบริหารงานบุคคล เช่น การ ย้ายครูคืนถิ่นผ่านระบบ TMS (Teacher Matching System) ซึ่งแม้ดำเนินการแล้วหลายเขตพื้นที่ แต่ยังมีปัญหาทางปฏิบัติ เช่น โรงเรียนปลายทางเกินอัตรา ทำให้ต้องรวบรวมปัญหาเพื่อปรับแก้กฎระเบียบต่อไป
ด้าน อัตรากำลังสนับสนุน ครม.อนุมัติจัดสรร นักการภารโรง 14,210 อัตรา ปีงบประมาณ 2567 และปรับการบริหาร ธุรการ 1 คนต่อไม่เกิน 2 โรงเรียน จากเดิม 3–4 โรงเรียน เพื่อให้เพียงพอกับภาระงานและสอดคล้องกับการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์
นอกจากนี้ สพฐ.ร่วมกับ ก.ค.ศ. กำหนดแนวทางส่งเสริม ความก้าวหน้าในอาชีพของธุรการ ให้สามารถสอบครูผู้ช่วย (ว16, ว17) หรือสอบเป็นบุคลากรตามมาตรา 38 ค.(2) ได้
สุดท้าย สพฐ.กำชับให้ ผู้อำนวยการ สพท. ปรับเกลี่ยอัตรากำลัง ครูและบุคลากรให้เหมาะสมกับความต้องการ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน เช่น คะแนน PISA และ NT
 

ข้อสอบ 

1. เป้าหมายสำคัญของนโยบาย “ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา” ของ ศธ. คือข้อใด
ก. ลดจำนวนครูในโรงเรียนขนาดเล็กให้เหมาะสม
ข. ทำให้ครูมีเวลาเพิ่มคุณภาพผู้เรียนมากขึ้น
ค. ลดงบประมาณในการจ้างบุคลากรสนับสนุน
ง. เพิ่มภาระงานธุรการให้ครูเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี

2. ปัญหาหลักของการย้ายครูคืนถิ่นผ่านระบบ TMS ที่ สพฐ.ต้องแก้ไขคือข้อใด

ก. การจับคู่ไม่ตรงตามสาขาวิชาเอก
ข. โรงเรียนต้นทางและปลายทางเกินอัตรากำหนด
ค. ข้อมูลในระบบไม่อัปเดตตามจริง
ง. ครูไม่ยินยอมเปลี่ยนโรงเรียน

3. เหตุผลสำคัญที่ สพฐ.ลดการมอบหมายงานธุรการจาก 3–4 โรงเรียน เหลือไม่เกิน 2 โรงเรียนต่อคนคือข้อใด

ก. เพื่อให้ธุรการมีเวลาศึกษาต่อและพัฒนาตนเอง
ข. เพื่อสอดคล้องกับการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยลดภาระงาน
ค. เพราะจำนวนธุรการในประเทศเพิ่มขึ้นเกินความต้องการ
ง. เพื่อให้โรงเรียนมีการจ้างบุคลากรภายนอกเพิ่มเติม

4. การเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ธุรการที่มีใบประกอบวิชาชีพครูสอบครูผู้ช่วย (ว16, ว17) สะท้อนหลักการบริหารทรัพยากรบุคคลแบบใด

ก. การพัฒนาสายงานให้มีความก้าวหน้าและแรงจูงใจ
ข. การจำกัดการเติบโตของบุคลากรสนับสนุน
ค. การเพิ่มการแข่งขันระหว่างครูและธุรการ
ง. การคัดเลือกเฉพาะบุคลากรในเขตพิเศษเท่านั้น

5. การที่ สพฐ.เน้นให้เขตพื้นที่การศึกษา “เกลี่ยอัตรากำลังให้สมดุล” สะท้อนแนวคิดการบริหารใด

ก. การบริหารแบบเน้นผลสัมฤทธิ์และความเท่าเทียม
ข. การบริหารแบบรวมศูนย์เพื่อลดความซ้ำซ้อน
ค. การบริหารแบบลดขั้นตอนและกฎระเบียบ
ง. การบริหารแบบตลาดเสรีเชิงแข่งขัน

คลิกเฉลย >>>