
จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางวินัยและสั่งดำเนินคดีอาญา นางลภาภัทร พลสิทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 3 ในกรณีเบิกงบก่อสร้างห้องน้ำซ้ำซ้อน ทั้ง ที่ได้รับบริจาคมาจากภาคเอกชนอยู่แล้ว เหตุเกิดเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา โดยอัยการได้มีคำสั่งฟ้องในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และล่าสุด ป.ป.ช.ส่งเรื่องให้ต้นสังกัดลงโทษทางวินัยแก่ นางลภาภัทร ตามมติเดิมภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง หลังจากเจ้าตัวพยายามยื่นคำร้องขอให้ทบทวนมตินั้น
หลังมีข่าวมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.เผยแพร่ออกมา ทำให้เกิดคำถามว่า ขณะนี้ นางลภาภัทร รับราชการอยู่ที่ใด ยังอยู่ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 3 (สพป.ปัตตานี เขต 3) อยู่หรือไม่
“ทีมข่าวอิศรา” ได้พยายามติดต่อ นางลภาภัทร พลสิทธิ์ รอง ผอ.สพป.ปัตตานี เขต 3 ตามเบอร์โทรศัพท์ที่เคยติดต่อก่อนหน้านี้ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ จึงได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังนายบุญล้อม โสภาพรม ผอ.สพป.เชียงราย เขต 2 ซึ่งเป็น อดีต ผอ.สพป.ปัตตานี เขต 3 สมัยที่นางลภาภัทร ย้ายมารับตำแหน่ง รอง ผอ.สพป.ปัตตานีเขต 3
นายบุญล้อม เปิดเผยว่า เรื่องของนางลภาภัทร พลสิทธิ์ นั้น ล่าสุดทราบว่าได้มีการย้ายไปอยู่ในตำแหน่ง รอง ผอ.สพป.ปทุมธานี เขต 2 เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา ส่วนตัวมองเรื่องนี้ก็ควรจะย้ายคนที่ทำให้คนในพื้นที่สบายอกสบายใจเข้าไปทำงาน และควรเป็นที่ยอมรับของคนพื้นที่จะดีมาก
“สำหรับพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นมิติของเขตพื้นที่พิเศษ ก็ควรคัดกรองคนลงไปบ้าง คือ ทุกที่ก็ปฏิเสธหมด สำหรับคนไม่ดี ทุกพื้นที่ต้องการคนดี คนบริสุทธิ์ไปทำงาน แต่ระบบข้าราชการห้ามไม่ได้ เพราะถ้าคำสั่งออกไป ก็ต้องยอมรับกัน อย่างเคสที่เป็นอยู่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ แม้ว่าไม่ต้องการ ก็ต้องยอมรับตามคำสั่ง”
ด้านข้าราชการนักการศึกษาระดับ ผอ.รายหนึ่งในพื้นที่ กล่าวว่า พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่บาป เป็นแหล่งของคนบาปไปแล้ว ทำไม่ดีที่อื่นก็ส่งมาที่นี่ ไม่มีใครต้องการ แต่พอคำสั่งมาก็ต้องรับสภาพ ข้างบนไม่เคยฟังข้างล่างเลย ทหาร ตำรวจ หมอ ข้าราชการจากไหนบ้างที่ลงมาพื้นที่นี้ ทุกวงการมีคนไม่ดีแทรกเข้ามา มันจึงยิ่งสร้างเงื่อนไข ทั้งที่ทุกคนที่นี่ตะโกนบอกก็ไม่มีใครได้ยินเสียงพวกเรา ถ้าที่นี่สงบ ปัญหาคงมีมากกว่านี้แน่ เพราะขนาดมีระเบิด แต่ที่นี่ก็ยังมีมหกรรมต่างๆ มากมาย เพราะที่นี่เขามองว่า เป็นแหล่งหากิน แหล่งทำเงินได้
เปิดเส้นทางคดี อดีต ผอ.ทุจริตเงินสร้างส้วม
สำหรับ นางลภาภัทร พลสิทธิ์ อดีตเคยเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ซึ่งในช่วงเดือน เม.ย.61 ทางโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ ได้มีเอกชนบริจาคเงิน 250,000 บาท ในการสร้างห้องส้วม 10 ห้อง หลังสร้างเสร็จ นางลภาภัทร ได้ทำโครงการขอเบิกงบในการสร้างห้องน้ำอีกรอบ เป็นเงิน 129,300 บาท จนเป็นที่มาของชื่อในเพจต้านคอร์รัปชั่นว่า “ผอ.กินส้วม”
หลังเกิดเรื่องถูก ป.ป.ช.เข้าตรวจสอบและชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง และดำเนินคดีอาญากับนางลภาภัทร และผู้เกี่ยวข้องอีก 2 คน ซึ่งเป็นครูที่ดูแลเกี่ยวกับการเงิน โดยโทษทางวินัย กระทรวงศึกษาธิการได้มีคำสั่งปลดครูที่ดูแลการเงินทั้ง 2 คนออกจากราชการในช่วงเดือน เม.ย.65 ส่วนการดำเนินคดีอาญา อัยการได้สั่งฟ้องให้ดำเนินคดีอาญากับ นางลภาภัทร และครูฝ่ายการเงินทั้ง 2 คน ในความผิดฐาน “เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์” ตามประมวลกฎหมายมาตรา 147 และให้นำตัวทั้ง 3 ไปรายงานตัวต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ในวันที่ 6 ต.ค.65
แต่ปรากฎว่า นางลภาภัทร ไม่โดนโทษทางวินัยเหมือนครูทั้ง 2 คน กลับมีการย้ายลงมาอยู่ที่ จ.ปัตตานี ในตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 3 (รอง ผอ.สพป.ปัตตานี เขต 3) ตั้งแต่ในต้นเดือน ต.ค.64 ซึ่งทาง ผ.อ.สพป.ปัตตานี เขต 3 ในฐานะผู้บังคับบัญชาของ นางลภาภัทร ได้ชี้แจงว่า เป็นการสอบเลื่อนตำแหน่งมาไม่ใช่ย้ายหนีความผิดลงใต้
หลังจาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางวินัยแล้ว นางลภาภัทร จึงได้ยื่นอุทธรณ์ให้ทบทวนมติ ตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 99 เพื่อให้พิจารณาทบทวนมติภายใน 30 วัน แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบปล่อยเรื่องค้างมาหลายเดือน ไม่เร่งพิจารณา จนทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ว่า “สำนวนคดีหาย”
จนล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ (ก.พ.66) ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) แจ้งผลการพิจารณาการยื่นอุทธรณ์ให้ทบทวนมติของนางลภาภัทร โดยที่ประชุมมีมติไม่ทบทวนมติเดิม ให้มีหนังสือชี้แจงให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และขอให้พิจารณาสั่งลงโทษทางวินัยนางลภาภัทร ตามมติเดิมภายใน 30 วัน นับตั้งแต่รับแจ้ง และให้ส่งสำเนาคำสั่งลงโทษดังกล่าวให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบว่าดำเนินการได้ผลประการใด
ตามหาตัว อดีต ผอ.โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ อ.วังน้ำเขียว โคราช ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลทุจริตเบิกเงินสร้างห้องน้ำซ้ำซ้อน ก่อนโผล่ปัตตานี พบล่าสุดย้ายไปเป็น รอง ผอ.สพป.ปทุมธานี เขต 2 แล้ว ขณะที่ ป.ป.ช.ไม่ทบทวนมติ ขอให้ลงโทษทางวินัยภายใน 30 วัน
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันจันทร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
ป.ป.ช.ไม่ทบทวนมติเดิม! 'ผอ.รร.คดีทุจริตสร้างห้องน้ำ' พร้อมขอให้สั่งลงโทษทางวินัยภายใน 30 วัน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานความคืบหน้า กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางวินัยและสั่งดำเนินคดีอาญา 'นางลภาภัทร พลสิทธิ์' รองผู้อวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 3 กรณี เบิกงบก่อสร้างห้องน้ำซ้ำซ้อน ทั้ง ๆ ที่ได้รับบริจาคมาจากภาคเอกชนอยู่แล้ว ครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา โดยอัยการได้มีคำสั่งฟ้องในความผิดฐาน 'เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์' ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147

ต่อมา ภายหลังถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางวินัยแล้ว นางลภาภัทร ได้ยื่นอุทธรณ์ให้ทบทวนมติ ตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 99 กฎหมายบัญญัติว่า ในการพิจารณาลงโทษทางวินัยตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หากผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนมีพยานหลักฐานใหม่อันแสดงได้ว่าผู้ถูกกล่าวหามิได้มีการกระทำความผิดตามที่กล่าวหา หรือกระทำความผิดในฐานความผิดที่แตกต่างจากที่ถูกกล่าวหา ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน มีหนังสือพร้อมเอกสารและพยานหลักฐานถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนมตินั้นได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ในการพิจารณาทบทวนตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาพยานหลักฐานโดยละเอียด เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นประการใด ให้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนทราบเพื่อดำเนินการต่อไปตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ล่าสุด เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่องแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ของนางลภาภัทร พลสิทธิ์ โดยอ้างถึง หนังสือสำนักงานคณะกรรมการการศึกาาขั้นพื้นฐาน ลับ ด่วนที่สุด ที่ ศธ.04285/1080 ลงวันที่ 28 มี.ค. 2565 และหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลับ ที่ ศธ. 04285/3461 ลงวันที่ 28 พ.ย. 2565 ระบุว่า
ตามหนังสือที่อ้างถึง 1.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ส่งหนังสือฉบับลงวันที่ 10 มี.ค. 2565 พร้อมสำเนาเอกสารหลักฐานของนางลภาภัทร พลสิทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 3 เพื่อขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาทบทวนมติและตามหนังสือที่อ้างถึง 2.ขอทราบผลการทบทวนมติตามนัยมาตรา 99 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น
คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว ในการประชุมครั้งที่ 134 /2565 เมื่อวันที่ 28 พ.ย 2565 ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามหนังสือของผู้บังคับบัญชาของนางลภาภัทร พลสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ฉบับลงวันที่ 28 มี.ค. 2565 ที่ขอให้พิจารณาทบทวนมติ นั้น มีลักษณะเป็นเพียงการนำส่งหนังสือของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ฉบับลงวันที่ 10 มี.ค. 2565 ที่ขอส่งพยานหลักฐานและเอกสารใหม่ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาเท่านั้น โดยผู้บังคับบัญชามิได้พิจารณาให้ความเห็นหรือระบุว่าพยานหลักฐานใดเป็นพยานหลักฐานใหม่อันแสดงได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มิได้มีการกระทำความผิดตามที่กล่าวหาหรือกระทำความผิดในฐานความผิดที่แตกต่างจากที่ถูกกล่าวหา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 99 ประกอบกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามหนังสือของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ฉบับดังกล่าว เป็นเพียงการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีใช่พยานหลักฐานใหม่อันเป็นสาระสำคัญแก่คดี ซึ่งอาจจะทำให้ผลของคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปลี่ยนแปลงไป จึงห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับหรือยกเรื่องที่ได้วินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดแล้วนี้ขึ้นพิจารณาอีก ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 54 (1) ที่ประชุมจึงมีมติไม่ทบทวนมติเดิม ให้มีหนังสือชี้แจงให้ผู้บังคับบัญชาทราบและขอให้พิจารณาสั่งลงโทษทางวินัย นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ตามมติเดิม ภายใน 30 วันตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 98 วรรคสาม ต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาลงโทษทางวินัยแก่นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งมติที่ได้ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาทบทวนครั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 98 วรรคสาม และขอได้โปรดส่งสำเนาคำสั่งลงโทษดังกล่าวให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบต่อไป เมื่อดำเนินการได้ผลเป็นประการใด โปรดแจ้งให้ทราบด้วย
ป.ป.ช. ไม่ทบทวนมติเดิม 'ลภาภัทร พลสิทธิ์' อดีต ผอ.รร.บ้านศาลเจ้าพ่อ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ทุจริตสร้างห้องน้ำเบิกงบซ้ำซ้อน พร้อมขอให้พิจารณาสั่งลงโทษทางวินัยตามมติเดิม ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งมติ
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันอาทิตย์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
เปิดข้อกล่าวหา ผอ.โรงเรียนคดีทุจริตสร้างส้วม-เหตุฟันวินัยอืด
ความคืบหน้ากรณีมีการแฉข้อมูลเกี่ยวกับอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ถูกกล่าวหาเบิกงบก่อสร้างห้องน้ำซ้ำซ้อน ทั้งๆ ที่ได้รับบริจาคมาจากภาคเอกชนอยู่แล้ว ทำให้ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางวินัย และสั่งดำเนินคดีอาญา แต่อดีต ผอ.โรงเรียนรายนี้กลับได้ย้ายไปเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพิ้นที่การศึกษาประถมศึกษา ปัตตานีเขต 3 หรือ รอง สพป.ปัตตานี เขต 3 ท่ามกลางกระแสเรียกร้อง “ส่งคนดีลงใต้” โดยทาง ผอ.สพป.ปัตตานี เขต 3 ในฐานะผู้บังคับบัญชาคนปัจจุบัน ชี้แจงว่าเป็นการสอบเลื่อนตำแหน่งมาปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่ย้ายหนีความผิดลงใต้นั้น
ล่าสุด ความคืบหน้าในส่วนของคดีอาญา อัยการได้มีคำสั่งฟ้องอดีต ผอ.โรงเรียนรายนี้ ในความผิดฐาน “เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และแจ้งไปยังสำนักงาน ป.ป.ช.เมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ให้นำตัวอดีต ผอ.กับพวกไปฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ในวันที่ 6 ต.ค.ที่จะถึงนี้
ขณะเดียวกันได้มีเอกสารร่างคำฟ้องออกมาแล้ว โดย นายปรีชา พงษ์พานิช อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 3 ได้ส่งหนังสือถึงประธานกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ส่งตัวผู้ถูกกล่าวหาไปฟ้อง
โดยเนื้อหาในหนังสือระบุว่า ตามหนังสือที่อ้างถึงสำนักงาน ป.ป.ช.ส่งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงพร้อมเอกสารประกอบเรื่องกล่าวหา คดีหมายเลขดำที่ 93-1- 001/2563 คดีหมายเลขแดงที่ 1311-1-50/2564 ขอให้อัยการสูงสุดพิจารณาดำเนินคดีอาญากับ นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ผู้ถูกกล่าวหา ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86, 147, 151, 157,162 (1) (4) ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น
อัยการสูงสุดได้พิจารณารายงานการไต่สวนและความเห็นกรณีดังกล่าวข้างต้นแล้ว มีคำสั่งให้ดำเนินคดีอาญาฟ้อง
“นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1” ในข้อหาความผิด
-ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย
-ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น
-ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
-ฐานเป็นเจ้าพนักงานจัดทำเอกสาร หรือรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ
“นางประคอง ธนูปกรณ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2” และ “นางสาวสายสุณีย์ แสงก่ำ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3” ในข้อหาความผิด
-ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดนทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย
-ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น
-ฐานเป็นเจ้าพนักงานจัดทำเอกสาร หรือรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ
-ฐานกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด
เนื่องจากคดีนี้เหตุเกิดที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งต้องฟ้องผู้ถูกกล่าวหาต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 3 และอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 3 เป็นผู้ดำเนินคดี
จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 ไปรายงานตัวต่อพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 3 ในวันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม 2565 เวลา 09.30 น เพื่อดำเนินการฟ้องคดีตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 (พ.ร.บ. ป.ป.ช.) และขอให้ดำเนินการจัดการให้ได้ตัวผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวมาฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความตามกฎหมายต่อไป
ฟันวินัยอืด - สำนวนหาย?
สำหรับการดำเนินการทางวินัย ในส่วนของอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน หรือ “ผอ.กินส้วม” ปรากฏว่าหลังถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางวินัยแล้ว อดีต ผอ.โรงเรียน ได้ยื่นอุทธรณ์ให้ทบทวนมติ ตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 99 บัญญัติว่า ในการพิจารณาลงโทษทางวินัยตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หากผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนมีพยานหลักฐานใหม่อันแสดงได้ว่าผู้ถูกกล่าวหามิได้มีการกระทำความผิดตามที่กล่าวหา หรือกระทำความผิดในฐานความผิดที่แตกต่างจากที่ถูกกล่าวหา ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน มีหนังสือพร้อมเอกสารและพยานหลักฐานถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนมตินั้นได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ในการพิจารณาทบทวนตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาพยานหลักฐานโดยละเอียด เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นประการใด ให้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนทราบเพื่อดำเนินการต่อไปตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
มีรายงานว่า อดีต ผอ.โรงเรียนรายนี้ ได้ยื่นอุทธรณ์ขอทบทวนมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.มานานหลายเดือนแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบปล่อยเรื่องค้าง ไม่เร่งพิจารณา จนผ่านมาหลายเดือนก็ยังไม่ได้ข้อยุติ ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ว่า สำนวนคดีนี้หายไปไหน ส่งผลให้อดีต ผอ.ยังคงอยู่ในราชการ และย้ายลงไปปฏิบัติหน้าที่ที่ จ.ปัตตานี ได้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ในคดีอาญา กำลังจะถูกยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 3 ในเดือนหน้านี้
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน 2565
ฮือฮา “ผอ.กินส้วม” จากอีสานโผล่ปัตตานี
ข่าวเกี่ยวกัน
สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มี 2 ปัญหาใหญ่ คือ
หนึ่ง เหตุรุนแรงที่เกิดต่อเนื่องมานานกว่า 18 ปี หรือเกือบ 2 ทศวรรษ และยังไม่มีทีท่าว่าจะเบาบางลง
สอง ปัญหาข้าราชการในพื้นที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหา พูดง่ายๆ คือ “ส่งคนไม่ดีลงพื้นที่ไปสร้างเงื่อนไข” ทั้งทุจริตคอร์รัปชั่น ละเมิดสิทธิมนุษชน ทำให้ปัญหาวนกลับไปที่ข้อ 1 คือ เกิดความรุนแรงตอบโต้ และแก้ไขไม่ได้ เป็นวงจรอยู่แบบนี้
เรื่องการส่ง “ข้าราชการไม่ดี” หรือ “มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม” ลงไปทำงานในพื้นที่แล้วเกิดปัญหา สะท้อนผ่าน 2 เหตุการณ์สำคัญ คือ
1.การที่ผู้นำศาสนาและผู้นำท้องถิ่นของอำเภอหนึ่งใน จ.นราธิวาส ชุมนุมขับไล่นายอำเภอ โดยอ้างว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เมื่อเดือน เม.ย.65 ที่ผ่านมา สุดท้ายต้องย้ายไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง ต่อมากรมการปกครองจะส่งกลับมาเป็นนายอำเภออีกอำเภอหนึ่งของนราธิวาส ก็เจอแรงต้านจนไม่สามารถย้ายกลับมาได้
2.กรณีผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. โดนออกหมายจับคดีเกี่ยวพันกับบ่อนพนันออนไลน์ และสมัยเป็นนายอำเภอ ก็ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนให้กับบุคคลที่ถูกตั้งข้อสงสัยเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติด กรณีหลังนี้ ศอ.บต.ส่งตัวกลับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
จากปัญหาทั้ง 2 กรณี ทำให้ ศอ.บต.เสนอรัฐบาล ให้เน้นย้ำมาตรการ “ส่งคนดีลงใต้” โดยเพิ่งเสนอรักษาการนายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่เพิ่งลงพื้นที่นราธิวาส เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมานี้เอง
ท่ามกลางกระแสเรียกร้อง “ส่งคนดีลงใต้” ปรากฏว่า เพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ได้โพสต์ข้อมูลว่า “ป.ป.ช.สั่งฟันวินัยร้ายแรง ผอ.กินส้วม แต่ยังลอยนวลได้เป็น รอง ผอ.สพป.ปัตตานี”
คำว่า “ผอ.กินส้วม” เป็นศัพท์ของเพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน หมายถึงเหตุการณ์เมื่อเดือน เม.ย.61 โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา มีเอกชนบริจาคเงิน 250,000 บาท สำหรับสร้างห้องน้ำห้องส้วม 10 ห้อง แต่หลังจากทำพิธีส่งมอบไปแล้ว คล้อยหลังไปไม่กี่เดือน ผอ.โรงเรียนก็ทำโครงการขอเบิกงบ 129,300 บาท สร้างห้องส้วมขึ้นมาอีกรอบ จนเป็นที่มาของการขนานนาม “ผอ.กินส้วม”
เพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ยังระบุอีกว่า หลังเกิดเรื่อง ป.ป.ช.ได้เข้าตรวจสอบและชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงและดำเนินคดีอาญากับผู้เกี่ยวข้องรวม 3 คน ประกอบด้วย ผอ.โรงเรียน และครูอีก 2 คน โดยทางวินัยให้รอคำสั่งจากต้นสังกัด ส่วนทางอาญา อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องในความผิดฐาน “เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และแจ้งไปยัง ป.ป.ช.เมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ให้นำตัว ผอ.กับพวกไปฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ในวันที่ 6 ต.ค.ที่จะถึงนี้
แต่อีกด้านหนึ่ง กระทรวงศึกษาธิการได้มีคำสั่งเมื่อเดือน เม.ย.65 ให้ปลดครูที่ดูแลด้านการเงิน และยังเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินของโรงเรียนออกจากราชการ ส่วน ผอ.ให้ย้ายลงใต้ ปัจจุบันลอยนวลเป็น รอง ผอ.สพป.ปัตตานี เขต 3 หมายถึง รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาปัตตานี เขต 3
หลังมีข่าวในเพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน “ทีมข่าวอิศรา” ได้ตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่ จ.ปัตตานี พบว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกขนานนามว่า “ผอ.กินส้วม” นั้น ดำรงตำแหน่งเป็น รอง ผอ.สพป.ปัตตานี เขต 3 จริง โดยพบการเคลื่อนไหวมีชื่อเข้าร่วมประชุมวาระต่างๆ ตั้งแต่ปี 64 ที่ผ่านมา
ทีมข่าวโทรศัพท์ติดต่อไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาปัตตานี เขต 3 สอบถามเจ้าหน้าที่ที่รับสาย ได้รับคำยืนยันว่า อดีต ผอ.โรงเรียนที่เคยตกเป็นข่าว ได้มาดำรงตำแหน่ง เป็น รอง ผอ.สพป.ปัตตานี เขต 3 จริง ตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค.64 และยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่จนถึงปัจจุบัน
แจงสอบเลื่อนตำแหน่งมา - คดียังไม่จบ
ทางด้านนายบุญล้อม โสภาพรม ผอ.สพป.ปัตตานี เขต 3 กล่าวถึงข่าวอดีต ผอ.ที่ถูกกล่าวหาเรื่องทุจริตงบก่อสร้างส้วม ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานที่ตนรับผิดชอบว่า เจ้าตัวสอบเลื่อนตำแหน่งได้มาบรรจุในพื้นที่นี้ เมื่อเดือน ต.ค.64 กำลังจะครบ 1 ปี
ส่วนเรื่องคดีอาญาและวินัย ได้ดำเนินการมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่สิ้นสุด เมื่อยังไม่สิ้นสุด หน่วยงานของตนในฐานะปลายทาง ก็จะถือว่ายังอยู่ในกระบวนการที่จะต้องพิสูจน์กัน เราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่ใช่ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ
สำหรับการปฏิบัติงานของอดีต ผอ.ที่ตกเป็นข่าว ก็ให้อยู่ในกรอบ ในขอบข่าย ในบทบาทหน้าที่ โดยให้ทำหน้าที่เหมือนคนที่ต้องคดีทั่วไป คือก็ให้ทำงานตามหน้าที่ แต่ก็เฝ้าระวังไม่ให้เกิดความผิดซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก และเมื่อคดีสินสุดเมื่อไหร่ ผลออกมาอย่างไร ก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ช่วงนี้เราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปดำเนินการนอกเหนือจากข้อกฎหมายที่กำหนดไว้
นายบุญล้อม ยังบอกด้วยว่า ขอเตือนสติในเรื่องของการทุจริตการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าเกิดขึ้นแล้ว ใครก็ช่วยไม่ได้ ส่วนจะช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับกระบวนการทางกฎหมาย
สำหรับกรณีอดีต ผอ.โรงเรียนคนนี้ ถือว่าโชคดีที่ไม่ได้ย้ายมา แต่สอบเลื่อนตำแหน่งมา จึงสามารถตอบสังคมได้ ยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การหนีความผิดจากที่หนึ่งมาอยู่อีกที่หนึ่ง ยอมรับว่า ส่วนตัววิตกกับข่าวที่เกิดขึ้น
ทีมข่าวได้พยายามติดต่ออดีต ผอ.โรงเรียนที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาทุจริตเงินสร้างส้วม ปรากฏว่าโทรติด แต่เจ้าตัวไม่รับสาย
รู้ปัญหาร้อยปี ยังมี “ขรก.ไม่ดี” ลงใต้
ด้านความคืบหน้าการออกมาตรการ “ส่งคนดีลงใต้” นายชนธัญ แสงพุ่ม หรือ “ดร.เจ๋ง” รองเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กพต. เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร เป็นประธาน ได้เห็นชอบตามแนวทางที่ ศอ.บต.เสนอแล้ว
ขณะนี้ อนุกรรมการกำลังจัดทำ “หลักเกณฑ์และแนวทางการคัดเลือกข้าราชการ” เพื่อเป็นข้อเสนอให้ทุกส่วนราชการนำไปใช้ปฏิบัติ โดยจะออกเป็นมติครม. ในอีกประมาณ 3 เดือนข้างหน้า
จากการตรวจสอบข้อมูลของ “ทีมข่าวอิศรา” พบว่า นโยบาย “ส่งคนดีลงใต้” เพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขความขัดแย้ง ความรุนแรง และการแบ่งแยกดินแดน มีมาตั้งแต่รัชสมัย “ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6” เมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว เรียกว่า “รัฐประศาสโนบาย” ขณะที่ในรัชสมัยของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 9 ก็ทรงมียุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”
แต่แทบไม่น่าเชื่อว่า ผ่านมากว่า 100 ปี ยังคงมีการส่งข้าราชการที่มีพฤติกรรมไม่ดี หรือถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมไม่ดี ลงไปทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน 2565
เกี่ยวข้องกัน
ไล่ออกราชการแล้ว! เลขาธิการ กพฐ. แจ้ง ป.ป.ช.ลงโทษอดีต ผอ.รร.คดีทุจริตสร้างห้องน้ำ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานความคืบหน้า กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางวินัยและสั่งดำเนินคดีอาญา 'นางลภาภัทร พลสิทธิ์' รองผู้อวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 3 กรณี เบิกงบก่อสร้างห้องน้ำซ้ำซ้อน ทั้ง ๆ ที่ได้รับบริจาคมาจากภาคเอกชนอยู่แล้ว ครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา โดยอัยการได้มีคำสั่งฟ้องในความผิดฐาน 'เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์' ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147
ต่อมา ภายหลังถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางวินัยแล้ว นางลภาภัทร ได้ยื่นอุทธรณ์ให้ทบทวนมติ ตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 99 กฎหมายบัญญัติว่า ในการพิจารณาลงโทษทางวินัยตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หากผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนมีพยานหลักฐานใหม่อันแสดงได้ว่าผู้ถูกกล่าวหามิได้มีการกระทำความผิดตามที่กล่าวหา หรือกระทำความผิดในฐานความผิดที่แตกต่างจากที่ถูกกล่าวหา ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน มีหนังสือพร้อมเอกสารและพยานหลักฐานถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนมตินั้นได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ในการพิจารณาทบทวนตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาพยานหลักฐานโดยละเอียด เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นประการใด ให้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนทราบเพื่อดำเนินการต่อไปตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ล่าสุด เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่องแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ของนางลภาภัทร พลสิทธิ์ โดยอ้างถึง หนังสือสำนักงานคณะกรรมการการศึกาาขั้นพื้นฐาน ลับ ด่วนที่สุด ที่ ศธ.04285/1080 ลงวันที่ 28 มี.ค. 2565 และหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลับ ที่ ศธ. 04285/3461 ลงวันที่ 28 พ.ย. 2565 ระบุว่า
ตามหนังสือที่อ้างถึง 1.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ส่งหนังสือฉบับลงวันที่ 10 มี.ค. 2565 พร้อมสำเนาเอกสารหลักฐานของนางลภาภัทร พลสิทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 3 เพื่อขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาทบทวนมติและตามหนังสือที่อ้างถึง 2.ขอทราบผลการทบทวนมติตามนัยมาตรา 99 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น
คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว ในการประชุมครั้งที่ 134 /2565 เมื่อวันที่ 28 พ.ย 2565 ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามหนังสือของผู้บังคับบัญชาของนางลภาภัทร พลสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ฉบับลงวันที่ 28 มี.ค. 2565 ที่ขอให้พิจารณาทบทวนมติ นั้น มีลักษณะเป็นเพียงการนำส่งหนังสือของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ฉบับลงวันที่ 10 มี.ค. 2565 ที่ขอส่งพยานหลักฐานและเอกสารใหม่ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาเท่านั้น โดยผู้บังคับบัญชามิได้พิจารณาให้ความเห็นหรือระบุว่าพยานหลักฐานใดเป็นพยานหลักฐานใหม่อันแสดงได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มิได้มีการกระทำความผิดตามที่กล่าวหาหรือกระทำความผิดในฐานความผิดที่แตกต่างจากที่ถูกกล่าวหา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 99 ประกอบกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามหนังสือของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ฉบับดังกล่าว เป็นเพียงการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีใช่พยานหลักฐานใหม่อันเป็นสาระสำคัญแก่คดี ซึ่งอาจจะทำให้ผลของคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปลี่ยนแปลงไป จึงห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับหรือยกเรื่องที่ได้วินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดแล้วนี้ขึ้นพิจารณาอีก ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 54 (1) ที่ประชุมจึงมีมติไม่ทบทวนมติเดิม ให้มีหนังสือชี้แจงให้ผู้บังคับบัญชาทราบและขอให้พิจารณาสั่งลงโทษทางวินัย นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ตามมติเดิม ภายใน 30 วันตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 98 วรรคสาม ต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาลงโทษทางวินัยแก่นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งมติที่ได้ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาทบทวนครั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 98 วรรคสาม และขอได้โปรดส่งสำเนาคำสั่งลงโทษดังกล่าวให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบต่อไป เมื่อดำเนินการได้ผลเป็นประการใด โปรดแจ้งให้ทราบด้วย
ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ได้รับการยืนยันข้อมูลว่า นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทำหนังสือถึง ป.ป.ช. เรื่องวินัยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของ นางลภาภัทร พลสิทธิ์ เป็นทางการแล้ว
ระบุว่า ตามหนังสือที่อ้างถึง สำนักงาน ป ป ช. ภาค 3 ได้แจ้งมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมทางวินัย นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ตามมติเดิม ความสะเอียดแจ้งแล้วนั้น
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขอเรียนว่า ได้รายงานการดำเนินการทางวินัยนางลภาภัทร พลสิทธิ์ ไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน ก.ค.ศ. ) เพื่อพิจารณา ตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการรายงานเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยและการออกจากราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2561 ซึ่ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการ (ที่ทำการแทน ก.ค.ศ.) ในคราวประชุมครั้งที่ 12/2565 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565 ได้พิจารณาและมีมติลงโทษไล่นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ออกจากราชการ จึงได้มีคำสั่งลงโทษนางลภาภัทร พลสิทธิ์ ตามมติดังกล่าว
ในหนังสือดังกล่าว ระบุด้วยว่า อนึ่ง ถ้าผู้ถูกลงโทษประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งนี้ ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.ค.ศ. ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง ตามกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการอุทธรณ์ พ.ศ. 2550 หรือจะฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครอง ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ถูกลงโทษโดยไม่ต้องอุทธรณ์ ตามมาตรา 101 แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปรานปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
เลขาธิการ กพฐ. ทำหนังสือแจ้ง ป.ป.ช. มีคำสั่งลงโทษไล่ออกราชการ 'ลภาภัทร พลสิทธิ์' อดีต ผอ.รร.บ้านศาลเจ้าพ่อ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา คดีทุจริตสร้างห้องน้ำเบิกงบซ้ำซ้อนแล้ว
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันอังคาร ที่ 04 กรกฎาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
สพฐ. เร่งแก้ปัญหาพื้นที่สอบครูผู้ช่วยได้น้อย ไม่พอใช้ ชง 2 ทางเลือก เรียกใช้บัญชีข้ามครัสเตอร์-จัดสอบรอบ 2
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ได้มีการหารือ กรณีที่ สพฐ. ได้มีการจัดสอบสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสพฐ. ปี 2566 ไปเมื่อวันที่ 24-25 มิถุนายน และปละกาศผลสอบไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ทุกคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศได้ประกาศผลสอบเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตามยังมีเรื่องที่ต้องวิเคราะห์ในหลายประเด็น อย่างแรก การจัดสอบสัมภาษณ์ ภาค ค ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละเขตพื้นที่ฯ จะกำหนดว่าจะจัดสอบในช่วงใด จำนวนเท่าไร ดังนั้นอยากสื่อสารไปยังผู้ที่สอบผ่าน ให้เตรียมความพร้อมในการสอบ ให้เป็นไปตามที่แต่ละอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯกำหนด รวมถึงเอกสาร อุปกรณ์ข้อตกลงต่าง ๆ ที่อยากให้อ่านเอกสารให้ละเอียด เพราะไม่อยากให้เสียโอกาส ขณะเดียวกัน ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่สอบไม่ผ่าน โดยถ้าดูจากผลการดำเนินการสอบครั้งนี้ คิดว่า ในปี 2567 ก็จะมีการจัดสอบอีกครั้ง เพราะผลการขึ้นบัญชีอาจจะไม่เพียงพอต่อการเรียกใช้บัญชีในปีหน้า แต่เพียงพอเฉพาะเรียกใช้ปี 2566
“จากการวิเคราะห์ การสอบปี2566 ซึ่งแบ่งการจัดสอบเป็นครัสเตอร์ ตามกลุ่มจังหวัด และมีมหาวิทยาลัย มาดำเนินการออกข้อสอบ โดยข้อสอบที่ออกโดยมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) มีผู้ผ่านเกณฑ์ ประมาณ 32.25% ส่วนมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ที่ออกข้อสอบให้กับสํานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) มีผู้สอบผ่าน กว่า 40% ส่วนมหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)อุดรธานี มีผลการสอบผ่านการคัดเลือกอยู่ประมาณ 10% ขณะที่มรภ.อุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยทางภาคใต้ ที่มีผู้ผ่านจำนวนน้อย ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการครู ดังนั้นสพฐ. จะดำเนินการวิเคราะห์และออกแบบวางแผนแก้ไขปัญหา โดยเบื้องต้น จะพิจารณาว่า หากขอใช้บัญชีจากครัสเตอร์ใกล้เคียง หรือแต่ละภาค หรือข้ามภาค จะเพียงพอต่อการบรรจุหรือไม่ หากไม่เพียงพอ ก็อาจจำเป็นต้องจัดสอบอีกรอบ ในครัสเตอร์ที่มีความจำเป็นและขาดแคลน แต่ต้องรอผลการวิเคราะห์อีกครั้ง รวมถึงจะส่งข้อมูลให้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) นำไปวิเคราะห์หลักเกณฑ์และวิธีการว่า สาเหตุที่ทำให้ครูสอบผ่านน้อย เกิดจากปัจจัยหรือสาเหตุใด เช่น ข้อสอบยากเกินไป หรือ บางวิชา ผู้เข้าสอบไม่มีความถนัด ส่งผลให้ผู้เข้าสอบ ทำข้อสอบไม่ได้ เช่น วิชาภาษาอังกฤษ ที่มีการแสวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อได้ผลการวิเคราะห์แล้ว ก็จะเสนอข้อมูลให้ทางก.ค.ศ เพื่อนำไปปรับปรุงในโอกาสต่อไป ” นายอัมพรกล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 5 กรกฎาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
คำสั่ง สพฐ.ไล่ออกราชการ อดีต ผอ.รร. คดีทุจริตเบิกงบสร้างห้องน้ำ
กรณี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางวินัยและสั่งดำเนินคดีอาญา 'นางลภาภัทร พลสิทธิ์' รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 3 กรณี เบิกงบก่อสร้างห้องน้ำซ้ำซ้อน ทั้ง ๆ ที่ได้รับบริจาคมาจากภาคเอกชนอยู่แล้ว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ อ.วังน้ำเขียวจ.นครราชสีมา โดยอัยการได้มีคำสั่งฟ้องในความผิดฐาน 'เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์' ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งหลังจากถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางวินัยแล้ว นางลภาภัทร ได้ยื่นอุทธรณ์ให้ทบทวนมติอีกครั้ง ก่อนที่ ป.ป.ช. มีมติไม่ทบทวนมติเดิม และแจ้งผลไปที่ถึงเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการตามขั้นตอนทางวินัยนั้น
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำหนังสือถึง ป.ป.ช. แจ้งเรื่องวินัยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากรณี นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ว่า ได้พิจารณาและมีมติลงโทษไล่นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ออกจากราชการ เป็นไปแล้ว
ทั้งนี้ เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับกรณีมากขึ้น ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา นำรายละเอียดในคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงโทษไล่ออกจากราชการ นางลภาภัทร พลสิทธิ์ มานำเสนอ ณ ที่นี้
ด้วยนางลภาภัทร พลสิทธิ์ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา วิทยฐานะรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รับเงินเดือนในอันดับ คศ.3 (คศ.4) อัตราเงินเดือน 60,300 บาท ได้กระทำผิดวินัยในเรื่อง คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นางลภาภัทร พลสิทธิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 ว่า
เมื่อประมาณต้นปี 2561 นางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ หรือ คุณไก่ ห้างปืนวังบูรพา ได้ติดต่อประสานโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ ขอก่อสร้างห้องน้ำนักเรียน จำนวน 10 ห้อง พร้อมอุปกรณ์ในโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ โดยในการก่อสร้างห้องน้ำดังกล่าวได้มีการประเมินราคาที่จะใช้ในการก่อสร้าง เป็นเงินทั้งสิ้น 255,157 บาท แบ่งเป็น (1) ค่าอุปกรณ์ก่อสร้างเป็นเงิน 151,582 บาท (2) ค่าแรง 94,340 บาท (3) งานไฟฟ้า 9,250 บาท ในการก่อสร้างห้องน้ำนักเรียน จำนวน 10 ห้อง
นางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ ตกลงจะเป็นผู้หาเงินมาชำระทั้งหมด โดยจะนำเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาวังน้ำเขียว ชื่อบัญชี นายพินิจ ทองคำ และนางลภาภัทร พลสิทธิ์ ซึ่งเปิดบัญชีขึ้นใหม่ ตามความประสงค์ของนางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ ซึ่งในการดังกล่าว นางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ ได้นำเงินเข้าบัญชี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 249,500 บาท
ในการก่อสร้างห้องน้ำนักเรียน จำนวน 10 ห้อง พร้อมอุปกรณ์ นางลภาภัทร พลสิทธิ์ จะดำเนินการในฐานะตัวแทนของนางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ และได้ตกลงว่าจ้างให้ร้านพลอยรับเหมาก่อสร้าง (ร้านพลอยศรีนาค) หรือนางสาวพลอย ศรีนาค ซึ่งมีนายชัยยงค์ มุตตา เป็นช่างผู้ดำเนินงาน เป็นผู้รับเหมา เฉพาะส่วนของค่าแรงเป็นเงินจำนวน 94,340 บาท แบ่งชำระเป็น 4 งวด กำหนดแล้วเสร็จ ภายในวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 ส่วนการจัดหาวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างและงานไฟฟ้า ทางโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อจะเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อและติดตั้งงานไฟฟ้าเอง
วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 นางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ และคณะ ได้เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ โดยโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อได้จัดงานต้อนรับพร้อมทำป้ายรับมอบห้องน้ำนักเรียนจำนวน 10 ห้อง จากห้างปีนวังบูรพา
นอกจากนี้ ในวันดังกล่าวบริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเดินทางมากับคณะของนางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ ยังได้มอบคอมพิวเตอร์ จำนวน 6 เครื่อง ให้แก่โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ โดยนางลภาภัทร พลสิทธิ์ นางประคอง ธนูปกรณ์ นางสาวสายสุณีย์ แสงก่ำ และนายยุทธนา เปาอินทร์ ได้เข้าร่วมพิธีดังกล่าวด้วย
ในการก่อสร้างห้องน้ำนักเรียนดังกล่าว ขณะนั้นได้มีการเบิกเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวน 199,000 บาท แต่ยังไม่ได้จ่ายค่าแรง จำนวน 94,340 บาท ให้กับร้านพลอยรับเหมาก่อสร้าง และยังค้างค่าวัสดุอุปกรณ์ที่สั่งซื้อจากร้านโก้วัสดุและร้านรัตนอุปกรณ์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 129,300 บาท
หลังจากในช่วงต้นปีงบประมาณ 2562 ปรากฏว่า นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ได้อนุมัติให้ดำเนินการจ้างสร้างห้องน้ำนักเรียน จำนวน 10 ห้อง เป็นเงินจำนวน 129,300 บาท และอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินดังกล่าว โดยมีนางประคอง ธนูปกรณ์ ในฐานะหัวหน้างานงบประมาณและเจ้าหน้าที่การเงิน นางสาวสายสุณีย์ แสงก่ำ ในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุ ได้จัดทำบันทึกข้อความที่ 17/2561 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2561 เรื่องรายงานการขอซื้อขอจ้างสร้างห้องน้ำนักเรียนจำนวน 10 ห้อง เป็นเงินจำนวน 129,300 บาท โดยวิธีเฉพาะเจาะจง และขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุประกอบด้วย 1.นายยุทธนา เปาอินทร์ ประธานกรรมการ 2.นางวีระวรรณ กอบัว ประธานกรรมการ 3.นางมนทิรา พัวอมรพงศ์ กรรมการ ผู้ควบคุมงาน 1.นางวีระวรรณ กอบัว ประธานกรรมการ 2.นายมงคล กินกิ่ง กรรมการ เสนอนางลภาภัทร พลสิทธิ์ และได้ลงนามอนุมัติพร้อมทั้งได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง ตามคำสั่งโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ ที่ 98/2561 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2561
ต่อมานางลภาภัทร พลสิทธิ์ ได้จัดทำบันทึกข้อความ ที่ 18/2563 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2561 รายงานการพิจารณาและขออนุมัติสั่งซื้อสั่งจ้างถึงตนเอง และได้แจ้งให้ร้านพลอยรับเหมาก่อสร้างมาลงนามในสัญญา เพื่อจัดทำใบสั่งซื้อ/สั่งจ่ายห้องน้ำนักเรียน จำนวน 10 ห้อง ราคา 129,300 บาท ระหว่างโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ กับร้านพลอยรับเหมาก่อสร้าง ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2561
วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 นางสาวสายสุณีย์ แสงก่ำ ได้จัดทำใบส่งมอบงานสร้างห้องน้ำนักเรียน โดยนำเอาภาพถ่ายการก่อสร้างห้องน้ำนักเรียนที่ได้รับบริจาคมาจากนางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์และคณะ มาประกอบการส่งมอบงานเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่าที่ได้รับบริจาค เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 และแจ้งให้นายยุทธนา เปาอินทร์ ประธานกรรมการตรวจรับงานจ้าง เพื่อให้ทำการตรวจรับงาน โดยมีนางลภาภัทร พลสิทธิ์ รับทราบและเป็นผู้อนุมัติ ซึ่งในใบตรวจรับการจัดการซื้อ/จัดจ้างงานดังกล่าว ปรากฏว่ามีเพียง นายยุทธนา เปาอินทร์ ที่ลงลายมือชื่อรับรองว่างานครบถ้วนตามสัญญา ส่วนกรรมการอีก 2 คน คือนางวีระวรรณ กอบัว และนางมนทิรา พัวอมรพงค์ ไม่ลงลายมือชื่อตรวจรับงาน
หลังจากนั้นนางสาวสายสุณีย์ แสงก่ำ ในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุ ได้จัดทำบันทึกข้อความ ที่ 19/2561 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 เพื่อขอทราบผลการตรวจรับงานจ้าง และขออนุมัติเบิกจ่าย ถึงนางลภาภัทร พลสิทธิ์ โดยนางประคอง ธนูปกรณ์ ในฐานะเจ้าหน้าที่การเงิน ได้ทำความเห็นว่า ได้ตรวจสอบหลักฐานแล้ว มีเอกสารครบถ้วน เห็นควรอนุมัติเงินจำนวน 129,300 บาท ให้แก่ร้านพลอยรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งนางลภาภัทร พลสิทธิ์ ได้รับทราบและ อนุมัติตามเสนอในวันเดียวกันนั้น
หลังจากนั้นนางลภาภัทร พลสิทธิ์ ได้ลงลายมือชื่อร่วมกับนางประคอง ธนูปกรณ์ เบิกถอนเงิน พร้อมมอบฉันทะให้กับนางประคอง ธนูปกรณ์ ไปดำเนินการเบิกถอนเงินสดจำนวน 129,300 บาท จากบัญชีดังกล่าว แล้วนำเงินดังกล่าวไปให้ร้านโก้วัสดุและร้านรัตนอุปกรณ์ทั้งหมด โดยที่โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องชำระหนี้ให้กับร้านโก้วัสดุและร้านรัตนอุปกรณ์แต่อย่างใด
วันที่ 10 มกราคม 2562 นางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ ได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นายพินิจ ทองคำ และนางลภาภัทร พลสิทธิ์ จำนวน 49,500 บาท และนางลภาภัทร พลสิทธิ์ กับนายพินิจ ทองคำ ได้เบิกถอนในวันที่ 14 มกราคม 2562 จำนวน 50,529.82 บาท และปิดบัญชีในวันเดียวกัน ซึ่งนางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ ให้ถ้อยคำว่า เนื่องจาก นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ยังไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดการใช้เงิน จำนวน 200,000 บาท ให้นางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ ทราบว่าขาดเหลือเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่ จึงไม่ทราบว่าทางโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ ยังค้างชำระค่าแรงช่าง
ต่อมาได้โทรศัพท์สอบถามถึงเรื่องดังกล่าว นางลภาภัทร พลสิทธิ์ จึงได้แจ้งรายละเอียดและแจ้งว่า ในการก่อสร้างห้องน้ำดังกล่าวใช้เงินทั้งหมด จำนวน 249,500 บาท จึงได้โอนเงินฝากระบบแอพพลิเคชั่น KPLUS เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2562 จำนวน 49,500 บาท ในวันดังกล่าว นางลภาภัทร ได้โอนเงินค่าจ้างให้กับร้านพลอยรับเหมาก่อสร้าง บัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นางสาวพลอย ศรีนาค จำนวน 40,000 บาท และวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ได้โอนเงินจำนวน 64,000 บาทให้กับร้านพลอยรับเหมาก่อสร้าง
การกระทำของนางลภาภัทร พลสิทธิ์ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) (4)
และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษามติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาลเลินเล่อ หรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 84 วรรคสาม มาตรา 85 วรรคสอง และมาดรา 94 วรรคสอง
อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการ (ที่ทำการแทน ก.ค.ศ.)ในคราวประชุมครั้งที่ 12/2565 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565 พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของนางลภาภัทร พลสิทธิ์ ที่ได้อนุมัติให้ดำเนินการจ้างสร้างห้องน้ำนักเรียน จำนวน 10 ห้อง และอนุมัติเบิกจ่ายเงินดังกล่าวโดยทราบดีอยู่แล้วว่าไม่มีการก่อสร้างห้องน้ำนักเรียนแต่อย่างใด และนำเงินดังกล่าวไปชำระค่าอุปกรณ์กับร้านโกัวัสดุและร้านรัตนอุปกรณ์ทั้งหมด จึงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
กรณีปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมีชอบเพื่อให้ตนเอง หรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ กรณีปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษา มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล ประมาทเลินเล่อ หรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และกรณีกระทำการอื่นใด อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 84 วรรคสาม มาตรา 85 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547
จึงมีมติลงโทษไล่นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ออกจากราชการ
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 98 ประกอบมาตรา 91 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พศ. 2561 มาตรา 98 มาตรา 100 วรรคสี่และวรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติมประกอบระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยวันออกจากราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2548 จึงให้ลงโทษไล่ นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ออกจากราชการ
อนึ่ง ถ้าผู้ถูกลงโทษประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งนี้ ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.ค.ศ. ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง ตามกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการอุทธรณ์ พ.ศ. 2550 หรือจะฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครอง ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ถูกลงโทษโดยไม่ต้องอุทธรณ์ ตามมาตรา 101 แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปรานปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
ปัจจุบันยังไม่มีรายงานข่าวยืนยันว่า นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ได้ยื่นเรื่องขออุทธรณ์ต่อ ก.ค.ศ. ไปแล้วหรือไม่? ผลเป็นอย่างไร? แต่คดีนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างสำคัญ ไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐข้าราชการไทย เดินย้ำซ้ำรอยทำผิดตาม ทั้งในปัจจุบันและอนาคตสืบไป
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันพุธ ที่ 05 กรกฎาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
ตัดสินแล้ว! คุก 5 ปี อดีตผอ.ร.ร.ทุจริตงบสร้างห้องน้ำ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานความคืบหน้ากรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางวินัยและสั่งดำเนินคดีอาญา นางลภาภัทร พลสิทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 3 กรณี เบิกงบก่อสร้างห้องน้ำซ้ำซ้อน ทั้ง ๆ ที่ได้รับบริจาคมาจากภาคเอกชนอยู่แล้ว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ อ.วังน้ำเขียวจ.นครราชสีมา โดยอัยการได้มีคำสั่งฟ้องในความผิดฐาน 'เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์' ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งหลังจากถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางวินัยแล้ว นางลภาภัทร ได้ยื่นอุทธรณ์ให้ทบทวนมติอีกครั้ง ก่อนที่ ป.ป.ช. มีมติไม่ทบทวนมติเดิม และแจ้งผลไปที่ถึงเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการตามขั้นตอนทางวินัยนั้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2566 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษาตัดสินลงโทษ จำคุก นางลภาภัทร พลสิทธิ์ จำเลยที่ 1 เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลยอีก 2 ราย คือ นายประคอง ธนูปกรณ์ ครูชำนาญการพิเศษ เป็นเจ้าหน้าที่การเงินโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ จำเลยที่ 2 พิพากษาลงโทษจำคุก 5 ปี และปรับ 21,000 บาท นางสาวสายสุณีย์ แสงก่ำ ครูชำนาญการพิเศษ เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ จำเลยที่ 3 พิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 14,000 บาท แต่ในส่วนจําเลยที่ 2 และที่ 3 โทษจําคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจําเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้คนละ 1 ปี โดยให้จําเลยที่ 2 และที่ 3 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติคนละ 4 ครั้ง ให้จําเลยที่ 2 และที่ 3 ทํางานบริการสังคมหรือบําเพ็ญสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลาคนละ 18 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจําเลยที่ 2 และที่ไม่ชําระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จําเลยทั้งสาม ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน 129,300 บาท แก่โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ
อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งสาม มีสิทธิต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก
อนึ่งเกี่ยวกับคดีนี้ สำนักข่าวอิศรา รายงานไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำหนังสือถึง ป.ป.ช. แจ้งเรื่องวินัยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากรณี นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ว่า ได้พิจารณาและมีมติลงโทษไล่นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ออกจากราชการ เป็นไปแล้ว
ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 3 ตัดสินแล้ว คดี 'ลภาภัทร พลสิทธิ์' อดีต ผอ.ร.ร.บ้านศาลเจ้าพ่อ โคราช ทุจริตเบิกงบสร้างห้องน้ำ โดนคุก 5 ปี - พวก 2 ราย ครูชำนาญการโดนด้วย แต่ได้รอลงอาญา ร่วมชดใช้เงิน 129,300 บาท
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน 2566
เกี่ยวข้องกัน
ทำเอกสาร-หลักฐานเท็จ ฉบับเต็ม (1) คำพิพากษาคุก 5 ปี อดีตผอ.ร.ร.ทุจริตเงินสร้างส้วม
"...จําเลยที่ 1 ใช้อํานาจในตําแหน่งอนุมัติให้ดําเนินการจัดสร้างห้องส้วมนักเรียน 10 ห้อง เป็นเงิน 129,300 บาท และอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินดังกล่าว โดยมีจําเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทําความผิด ความจริงแล้วโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อไม่ได้มีการสร้างห้องส้วมนักเรียนขึ้นมาใหม่ เนื่องจากนาง ล. และคณะได้รวบรวมเงินสร้างให้แก่โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อแล้ว..."
ตามที่มีคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ที่ตัดสินในคดีกล่าวหา นางลภาภัทร พลสิทธิ์ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 3 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ อ.วังน้ำเขียวจ.นครราชสีมา กับพวก เบิกงบก่อสร้างห้องน้ำซ้ำซ้อน ทั้ง ๆ ที่ได้รับบริจาคมาจากภาคเอกชนอยู่แล้ว ที่สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) นำเสนอให้สาธารณชนได้รับทราบไปแล้ว
ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดคำพิพากษาฉบับเต็มในคดีนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ พฤติการณ์การทำกระทำความผิดของจำเลย และคำวินิจฉัยคดีของศาลฯ
ปรากฏข้อมูลดังต่อไปนี้
คดีนี้ เป็นความอาญาระหว่างโจทก์-อัยการสูงสุด โดยพนักงานอัยการ สํานักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 3 กับ นางลภาภัทร พลสิทธิ์ จำเลยที่ 1 นางประคอง ธนูปกรณ์ จำเลยที่ 2 และนางสาวสายสุณีย์ แสงก่ำ จำเลยที่ 3
อำนาจหน้าที่จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุ จําเลยทั้งสามเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเจ้าพนักงานตามกฎหมาย โดยเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ ตําบลวังน้ำเขียว อําเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 3 นางลภาภัทร พลสิทธิ์ จําเลยที่ 1 ดํารงตําแหน่งผู้อํานวยการโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ มีอํานาจหน้าที่ ควบคุม ดูแลสถานศึกษา ในด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านการบริหารทั่วไป ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และกฎหมายอื่น ตลอดจนดําเนินการอื่น ๆ ที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย รวมทั้ง งานอื่นที่กระทรวงมอบหมาย ตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 อนุมัติยืมหรือจ่ายเงิน ก่อหนี้ผูกพัน สั่งซื้อหรือสั่งจ้าง สั่งจ้าง งานออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้าง และดําเนินการทั้งปวง ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 รวมทั้งกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการพัสดุทุกกรณีของ โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อแทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
โดยมีอํานาจที่อยู่ในความรับผิดชอบภายในวงเงินครั้งหนึ่งไม่เกิน 15 ล้านบาท ตามคําสั่งสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 1341/2560 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2560 เรื่อง มอบอํานาจเกี่ยวกับ เงินรายได้สถานศึกษา ตลอดจนมีอํานาจอนุมัติให้ดําเนินการโครงการจัดสร้างส้วมนักเรียน 10 ห้อง เป็นเงิน 129,300 บาท และมีหน้าที่จัดการ หรือรักษาเงินเหลือจ่ายเงินอุดหนุน (งบเหลือจ่าย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561) จํานวน 236,435,27 บาท ของโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ
นอกจากนี้ จําเลยที่ 1 ยังมีอํานาจในการเบิกถอนเงินจากบัญชีธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) สาขาวังน้ำเขียว บัญชีเลขที่ XXX ชื่อบัญชี เงินอุดหนุนอื่น ร.ร.บ้านศาลเจ้าพ่อ ซึ่งโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อเปิดบัญชีไว้เพื่อรับและเก็บรักษาเงินอุดหนุนร่วมกับ นางประคอง ธนูปกรณ์ จําเลยที่ 2 และ/หรือ นาง ม.(อักษรย่อ)
ส่วน นางประคอง ธนูปกรณ์ จําเลยที่ 2 ดํารงตําแหน่งครูชํานาญการพิเศษ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่การเงินของ โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ มีหน้าที่ในการรับเงิน การเก็บรักษาเงินและการจ่ายเงินที่อยู่ใน ความรับผิดชอบของโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ และยังมีอํานาจในการเบิกถอนเงินจาก บัญชีธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) สาขาวังน้ำเขียว บัญชีเลขที่ XXX ดังกล่าวข้างต้น ร่วมกับจําเลยที่ 1 และ/หรือนาง ม.
นางสาวสายสุณีย์ แสงก่ำ จําเลยที่ 3 ดํารงตําแหน่งครูชํานาญการ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุของโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ มีหน้าที่ในการจัดหาพัสดุ จัดทํารายงานเสนอการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุคุรุภัณฑ์และงานอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย ตามคําสั่ง โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ ที่ 29/2561 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2561 และที่ 93/2561 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2561
จุดเริ่มต้นคดีเจ้าของห้างปืนวังบูรพา- คณะ ติดต่อบริจาคเงินสร้างห้องส้วม
เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2561 นาง ล. (ตัวอักษรย่อ) หรือคุณ ก. ห้างปืนวังบูรพาและคณะติดต่อบริจาคเงินสร้างห้องส้วมนักเรียนให้แก่โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อในนาม “ห้างปืนวังบูรพา” 10 ห้อง ประมาณการก่อสร้างเป็นเงิน 255,172 บาท แบ่งเป็นค่าวัสดุก่อสร้าง 151,582 บาท ค่าแรง 94,340 บาท และงานไฟฟ้า 9,250 บาท
โดยนาง ล. และคณะ จะหาเงินมาเพื่อดําเนินการ และจะนําเงินฝากเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย จํากัด (มหาชน) สาขาวังน้ำเขียว บัญชีเลขที่ XXX ชื่อบัญชี นาย พ. ตัวอักษรย่อ และนาง ส. ซึ่งได้โอนเงินเข้าบัญชีแล้ว 199,000 บาท
ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อจัดงานต้อนรับนาง ล. และคณะ กับทําพิธีรับมอบห้องส้วม 10 ห้องดังกล่าว นอกจากนี้คณะบุคคลที่เดินทางมาด้วยยังได้มอบเครื่องคอมพิวเตอร์ 6 เครื่องให้แก่โรงเรียนอีกด้วย ในการสร้างห้องส้วมดังกล่าวยังคงค้างจ่ายค่าแรงช่างให้แก่ร้านพลอยรับเหมาก่อสร้าง 94,340 บาท และค่าวัสดุก่อสร้างร้านโก้วัสดุกับร้านรัตนอุปกรณ์ อีกรวม 129,300 บาท ทั้งนี้ ในวันที่ 30 กันยายน 2561 โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ มีงบประมาณเหลือจ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 เป็นเงิน 236,435.27 บาท
ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ระหว่างวันที่ 24 กันยายน 2561 ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จําเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าพนักงานและมีหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต
จําเลยที่ 1 ใช้อํานาจในตําแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐและโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ โดยมีจําเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนการกระทําความผิด
กล่าวคือ จําเลยที่ 1 ใช้อํานาจในตําแหน่งอนุมัติให้ดําเนินการจัดสร้างห้องส้วมนักเรียน 10 ห้อง เป็นเงิน 129,300 บาท และอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินดังกล่าว โดยมีจําเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทําความผิด
สร้างหลักฐานเท็จ-ไม่ได้สร้างห้องส้วมใหม่
ความจริงแล้วโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อไม่ได้มีการสร้างห้องส้วมนักเรียนขึ้นมาใหม่ เนื่องจากนาง ล. และคณะได้รวบรวมเงินสร้างให้แก่โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อแล้ว แต่จําเลยทั้งสามร่วมกันทําเอกสารรับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทําการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทําต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ดังนี้
จัดทําเอกสารการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ ครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2561 และเอกสารโครงการสร้างส้วม สําหรับนักเรียนการศึกษาภาคบังคับว่า โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อได้รับบริจาคค่าวัสดุก่อสร้างห้องส้วม ให้กับนักเรียน แต่เกิดปัญหาติดหนี้ค่าวัสดุก่อสร้าง
คณะกรรมการสถานศึกษามีมติเห็นชอบให้จัดทําโครงการสร้างห้องส้วมนักเรียนในงบประมาณ 129,300 บาท และอนุมัติให้ใช้จ่ายเงินได้ตาม วัตถุประสงค์โครงการต่อไปอันเป็นความเท็จ ทั้งที่ ไม่ได้มีการประชุมในเรื่องดังกล่าวจริง
จําเลยที่ 3 ในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุจัดทําบันทึกข้อความ ที่ 17/2561 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2561 เรื่อง รายงานการขอซื้อขอจ้างสร้างห้องส้วมนักเรียน 10 ห้อง วงเงินจ้าง 129,300 บาท (งบเหลือจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ.2561) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง และขออนุมัติ แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับการจ้าง ผู้ควบคุมงาน เสนอจําเลยที่ 1
จากนั้น จําเลยที่ 1 มีคําสั่งอนุมัติตามที่เสนอ กับมีคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกําหนดราคากลางตามคําสั่งโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ ที่ 98/2561 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2561 ประกาศให้ร้านพลอยรับเหมาก่อสร้าง เป็นผู้ชนะการเสนอราคาและอนุมัติให้จ้างร้านพลอยรับเหมาก่อสร้าง ปรากฏตามบันทึกข้อความ ที่ 18/2561 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2561 และแจ้งให้ร้านดังกล่าวมาลงนามในสัญญาเพื่อทําใบสั่งซื้อ/สั่งจ้างลงวันที่ 3 ตุลาคม 2561
จําเลยที่ 3 ทําใบส่งมอบงานสร้างห้องส้วมนักเรียน 10 ห้อง ดังกล่าว โดยนําเอา ภาพถ่ายที่ถ่ายเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นห้องส้วมที่ได้รับบริจาคจากนาง ล. และคณะมาประกอบเป็นหลักฐานในการส่งมอบงาน และแจ้งคณะกรรมการตรวจรับการจ้างเพื่อตรวจรับงาน ซึ่งมีเพียงนาย ย. เท่านั้นที่ลงชื่อรับรองว่างานครบถ้วนตามสัญญา
ส่วนกรรมการอีกสองคน คือ นาง ว. และนาง ม. ไม่ลงซื่อตรวจรับการจ้างแต่อย่างใด
จําเลยที่ 3 ทําบันทึกข้อความ ที่ 19/2561 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 เพื่อขอทราบผลการตรวจรับงานจ้างและขออนุมัติเบิกจ่ายเงินถึงจําเลยที่ 1 โดยจําเลยที่ 2 ในฐานะ เจ้าหน้าที่การเงิน ทําความเห็นว่าตรวจสอบแล้วมีเอกสารครบถ้วน เห็นควรอนุมัติเงิน 129,300 บาท ให้แก่ร้านพลอยรับเหมาก่อสร้าง (ผู้รับจ้าง) ซึ่งจําเลยที่ 1 ได้รับทราบและอนุมัติตามเสนอ ในวันเดียวกัน
การที่จําเลยทั้งสามร่วมกันจัดทําเอกสารดังกล่าวขึ้นนั้น เป็นการร่วมกันทําเอกสารโดยรับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทําการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทําต่อหน้าตน อันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ทั้งที่จําเลยทั้งสามทราบดีอยู่แล้วว่า ร้านพลอยรับเหมาก่อสร้างไม่เคยตกลงรับจ้าง สร้างห้องส้วมนักเรียน 10 ห้อง (งบเหลือจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ.2561) จํานวน 129,300 บาท ของโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ และไม่มีการสร้างห้องส้วมตามโครงการจริงแต่อย่างใด
การกระทํา ของจําเลยทั้งสามจึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต หลังจากนั้นจําเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อร่วมกับจําเลยที่ 2 เพื่อเบิกถอนเงินจากธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) สาขาวังน้ำเขียว บัญชีเลขที่ XXX ชื่อบัญชี เงินอุดหนุนอื่น ร.ร.บ้านศาลเจ้าพ่อ และมอบฉันทะให้จําเลยที่ 2 ไปเบิกถอนเงินสด 129,300 บาท จากบัญชีดังกล่าว
แล้วจําเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันเบียดบังเอาเงิน 129,300 บาท ของโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อไปเป็นของตน หรือของผู้อื่นโดยทุจริต โดยมีจําเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนการ กระทําความผิดดังกล่าว เป็นเหตุให้โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อได้รับความเสียหาย
เหตุเกิดที่ตําบลวังน้ำเขียว อําเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 147, 151, 157, 162 และให้จําเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน 129,300 บาท แก่โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ
จําเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา นวันที่วันเสาร์ ที่ 18 พฤศจิกายน 2566
ภัยร้ายแรงต่อระบบราชการ! ฉบับเต็ม (2) คำพิพากษาคุก 5 ปี อดีตผอ.ร.ร.ทุจริตเงินสร้างส้วม
"...พฤติกรรม ของจําเลยที่ 1 ที่อาศัยโอกาสจากตําแหน่งหน้าที่ราชการในฐานะผู้อํานวยการโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อบริหารเงินของโรงเรียนที่ได้รับบริจาคมาแบบไม่โปร่งใสตรงไปตรงมา และใช้อํานาจในตําแหน่งโดยทุจริตเขียนโครงการทําเอกสารเท็จขึ้นมา โดยรู้อยู่แล้วว่าข้อเท็จจริงที่จําเลยที่ 1 รับรองเป็นเอกสารเท็จ เพื่อเบิกเงินมาจ่ายค่าวัสดุก่อสร้างและค่าแรงที่ค้างชําระโดยไม่มีการสร้างห้องส้วมนักเรียนตามโครงการจริง นับว่าเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อองค์กรและเป็นภัยร้ายแรงต่อระบบราชการ..."
การที่จําเลยทั้งสามร่วมกันจัดทําเอกสารดังกล่าวขึ้นนั้น เป็นการร่วมกันทําเอกสารโดยรับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทําการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทําต่อหน้าตน อันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ทั้งที่จําเลยทั้งสามทราบดีอยู่แล้วว่า ร้านพลอยรับเหมาก่อสร้างไม่เคยตกลงรับจ้าง สร้างห้องส้วมนักเรียน 10 ห้อง (งบเหลือจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ.2561) จํานวน 129,300 บาท ของโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ และไม่มีการสร้างห้องส้วมตามโครงการจริงแต่อย่างใด
คือ เนื้อหาคำสำคัญเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำความผิด ที่ปรากฎอยู่ในคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 คดีกล่าวหา นางลภาภัทร พลสิทธิ์ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 3 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา กับพวก คือ นางประคอง ธนูปกรณ์ และนางสาวสายสุณีย์ แสงก่ำ กรณีเบิกงบก่อสร้างห้องน้ำซ้ำซ้อน ทั้ง ๆ ที่ได้รับบริจาคมาจากภาคเอกชนอยู่แล้ว
พิเคราะห์พยานหลักฐาน
ศาลฯ พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ จําเลยทั้งสาม รายงานและสํานวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว
ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกัน รับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุ จําเลยทั้งสามเป็นข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา
จําเลยที่ 1ดํารงตําแหน่งผู้อํานวยการโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ ตําบลวังน้ำเขียว อําเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา
จําเลยที่ 2 ดํารงตําแหน่งครูชํานาญการพิเศษ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ การเงินของโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ
ส่วนจําเลยที่ 3 ดํารงตําแหน่งครูชํานาญการ ได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ ตามคําสั่งโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ ที่ 29/2561 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2561 และที่ 93/2561 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2561
จําเลยทั้งสามจึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย
เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2561 นาง ล. หรือคุณไก่ ห้างปืนวังบูรพา และคณะ ขอบริจาค เงินสร้างห้องส้วมนักเรียนให้แก่โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อในนาม “ห้างปืนวังบูรพา” 10 ห้อง ประมาณการค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเป็นเงิน 255,172 บาท แยกเป็นค่าวัสดุก่อสร้าง 151,542 บาท ค่าแรง 94,340 บาท และงานไฟฟ้า 9,250 บาท
ต่อมาวันที่ 2 เมษายน 2561 ได้เปิดบัญชีที่ธนาคารกสิกรไทย จํากัด (มหาชน) สาขาวังน้ำเขียว บัญชีเลขที่ XXX ชื่อบัญชี นาย พ. และนางลภาภัทร พลสิทธิ์ (จําเลยที่ 1) เพื่อให้นาง ล. และคณะ โอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าว
โดยในวันเปิดบัญชีนาง ล. ให้เงินฝากเข้าบัญชี 100,000 บาท ต่อมานาง ล. และคณะได้โอนเงินเข้าบัญชีอีก 2 ครั้ง วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 จํานวน 100,000 บาท และวันที่ 10 มกราคม 2562 จํานวน 49,500 บาท รวมเป็นเงิน249,500 บาท
ในการสร้างห้องส้วมดังกล่าว โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อให้นาย ม. นักการภารโรงเป็นผู้เขียนแบบ และจ้างร้านพลอยรับเหมาก่อสร้างเป็นผู้รับจ้าง
ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 นาง ล. และคณะเดินทางไปที่โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ มีการถ่ายรูปมอบห้องส้วมให้โรงเรียน และบริษัท เหล็กแผ่นรีดไทย จํากัด (มหาชน) ได้มอบเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่โรงเรียนอีก 6 เครื่อง
หลังจากนั้นวันที่ 10 ตุลาคม 2561 โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อโดยจําเลยที่ 1 เสนอ และอนุมัติโครงการสร้างส้วมนักเรียนการศึกษาภาคบังคับอีก 10 ห้อง และทําเอกสารว่า ร้านพลอยรับเหมาก่อสร้างเป็นผู้รับจ้าง และมีการเบิกจ่ายค่าจ้างให้แก่ร้านดังกล่าวไป 129,300 บาท
เพจ “ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน” แฉ-ป.ป.ช.ลุยตรวจ
ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 มีการโพสในเฟซบุ๊กในเพจ “ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน”เกี่ยวกับการกระทําของจําเลยที่ 1 และนักสืบสวนทุจริตสํานักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 3 เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว ชี้มูลความผิดอาญา แก่จําเลยทั้งสาม จําเลยทั้งสามจึงถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัย
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จําเลยทั้งสามกระทําความผิดตามฟ้องหรือไม่
โจทก์มี นาง ส. และนาง ม. ครูโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ ซึ่งไม่มีสาเหตุโกรธเคือง กับจําเลยทั้งสามมาก่อน และได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และกรรมการตรวจรับพัสดุ (ที่ถูกคือตรวจรับการจ้าง) ตามลําดับ มาเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกยืนยันข้อเท็จจริง
สรุปได้ว่า ในปี 2561 นาง ล. และคณะ ติดต่อจําเลยที่ 1 ขอบริจาคเงินสร้างห้องส้วมนักเรียน ให้กับโครงการบ้านศาลเจ้าพ่อ 10 ห้อง โดยเริ่มก่อสร้างประมาณเดือนเมษายน 2561 และโรงเรียนสั่งวัสดุ รวมทั้งจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างเอง
ต่อมาเดือน พฤษภาคม 2561 มีการทําพิธีมอบห้องส้วมให้แก่โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ และคณะผู้บริจาคยังได้มอบเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่โรงเรียนอีก 6 เครื่องด้วย
จากนั้นมีการเขียนโครงการ สร้างห้องส้วมสําหรับนักเรียนการศึกษาภาคบังคับขึ้นมาอีก 10 ห้อง อ้างว่าเงินที่โรงเรียนได้รับ บริจาคไม่เพียงพอ และจําเลยที่ 1 ก็มิได้ชี้แจงค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างแต่อย่างใด
พยานทั้งสองไม่ลงชื่อ
กลับสั่งให้จําเลยที่ 3 นําเอกสารโครงการสร้างห้องส้วมนักเรียนดังกล่าวเกี่ยวกับการสั่งซื้อสั่งจ้าง และใบตรวจรับการจ้าง ซึ่งเป็นเอกสารเท็จมาให้พยานลงชื่อ
แต่พยานทั้งสองไม่ลงชื่อ เนื่องจากเห็นว่าห้องส้วมตามโครงการ ที่เขียนไม่มีการสร้างจริง และทราบว่าโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อค้างชําระค่าวัสดุก่อสร้างกับ ร้านโก้วัสดุก่อสร้าง
เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวแม้จะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาจําเลยที่ 1 และเป็นเพื่อนร่วมงาน กับจําเลยที่ 2 และที่ 3 แต่ก็มิได้เบิกความเพื่อช่วยเหลือจําเลยทั้งสาม เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสอง เบิกความไปตามความจริงที่รับรู้มา จึงมีน้ำหนักในการรับฟัง
ประกอบกับคําเบิกความของนาง ส. และ นาง ม. ยังสอดคล้องกับคําเบิกความนาย ย. นทร์ ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา และประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ (ที่ถูกคือตรวจรับการจ้าง) พยานโจทก์อีกปากหนึ่งที่ เบิกความประกอบบันทึกยืนยันข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 ที่มีการทําพิธีส่งมอบ ห้องส้วมให้กับโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อนั้น พยานได้ไปร่วมงานด้วย และเห็นว่าห้องส้วมสร้างเสร็จแล้ว คงเหลือเพียงระบบไฟและอุปกรณ์ที่ใช้ในห้องส้วมบางห้อง รวมทั้งยังมิได้มีการเก็บรายละเอียดของงาน
หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน จําเลยที่ 1 บอกแก่พยานว่าได้รับเงินบริจาคมาเพียง 100,000 บาท และโรงเรียนค้างค่าวัสดุก่อสร้าง รวมทั้งค่าแรงช่าง โดยอ้างว่า ติดต่อนางล. ไม่ได้ เนื่องจากเดินทางไปต่างประเทศ
พยานเชื่อตามที่จําเลยที่ 1 บอก
ต่อมามี การเขียนโครงการสร้างส้วมนักเรียนขึ้นมา 10 ห้อง และจําเลยที่ 1 ให้พยานลงชื่อในรายงานการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา ใบตรวจรับพัสดุ (ที่ถูกคือตรวจรับการจ้าง) กับเอกสาร ที่เกี่ยวข้องของโครงการ ทั้งที่ไม่มีการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาจริง
พยานเห็นว่า หากไม่ลงชื่อจะทําให้โรงเรียนเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงยอมลงชื่อไป
ประกอบกับคดีความที่ได้จากบันทึกถ้อยคําของนาง ล. ผู้บริจาค ที่ให้ถ้อยคําต่อพนักงานไต่สวนเบื้องต้น ของ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า ในการบริจาคเงินสร้างห้องส้วมนักเรียน ตามฟ้อง พยานกับเพื่อนประสงค์จะสร้างห้องส้วม 10 ห้อง หากค่าใช้จ่ายไม่พอ พยานกับเพื่อน ก็ยินดีที่จะบริจาคเพิ่ม
ในการนี้จําเลยที่ 1 บอกแก่พยานว่าใช้เงินไม่เกิน 250,000 บาท
ครั้นเมื่อ เดือนเมษายน 2561 พยานเดินทางไปอําเภอวังน้ำเขียว และมอบเงิน 100,000 บาท ให้จําเลยที่ 1 และ นาย พ. เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาวังน้ำเขียว บัญชีเลขที่ XXX เพื่อโอนเงินเข้าโดยพยานไปด้วย
ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2561 จําเลยที่ 1 โทรศัพท์บอกพยานว่าเงินใกล้จะหมดแล้ว วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 พยานจึงโอนเงินเข้าบัญชี ดังกล่าวอีก 100,000 บาท
หลังจากนั้นโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อแจ้งให้พยานไปทําพิธีมอบห้องส้วมนักเรียนให้แก่โรงเรียน
ครั้นวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 พยานและคณะจึงเดินทางไป เมื่อจําเลยที่ 1 และคณะพาพยานเดินดูห้องส้วม พยานเห็นว่าห้องส้วม 10 ห้องดังกล่าวสร้างเสร็จแล้ว และมีอุปกรณ์พร้อมใช้งาน ยกเว้นระบบไฟฟ้า
ต่อมาเมื่อต้นปี 2562 นาย ป. โทรศัพท์สอบถามพยานว่าเหตุใดจึงยังไม่จ่ายเงินค่าแรงช่าง พยานจึงบอกไปว่าจําเลยที่ 1 ไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดของการใช้เงินให้ทราบ เมื่อพยานโทรศัพท์สอบถามจําเลยที่ 1 จําเลยที่ 1 แจ้งว่า ในการสร้างห้องส้วมนักเรียนดังกล่าวใช้เงินทั้งหมด 249,500 บาท
ในวันที่ 10 มกราคม 2562 พยานจึงโอนเงินเข้าบัญชีอีก 49,500 บาท
เมื่อคํานึงถึงว่าพยานโจทก์ปากนาย ย. และ นาง ล. ต่างมีเจตนาดีต่อโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ และไม่มีเรื่องบาดหมางใจกับจําเลยที่ 1 ย่อมไม่มีเหตุที่จะเบิกความให้ร้ายใส่ความจําเลยที่ 1 เพื่อให้ได้รับโทษโดยปราศจากมูลความจริง
คําเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองย่อมสนับสนุนให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง เกี่ยวกับ การสร้างห้องส้วมนักเรียน นาย ช. ช่างที่ก่อสร้างก็มาเบิกความเป็นพยานจําเลยทั้งสามรับว่า ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 ที่คณะผู้บริจาคมาทําพิธีมอบห้องส้วมนั้น ห้องส้วมสร้าง เสร็จแล้ว และพยานปากนี้ยังได้ให้การต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามอีกว่า เมื่องานเสร็จแล้ว พยานยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างแต่อย่างใด อันเป็นการเจือสมกับคําพยานโจทก์
ยิ่งกว่านั้นเมื่อศาลตรวจดูชื่อโครงการสร้างส้วมสําหรับนักเรียนการศึกษาภาคบังคับของโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อที่จําเลยที่ 1 เป็นผู้เสนอโครงการ ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือมีการเท้าความว่าเหตุที่จัดทําโครงการนี้ขึ้นมา เนื่องจากเงินที่ได้รับจากผู้บริจาคไม่เพียงพอ
นับว่าเป็นพิรุธ และทําให้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ข้อต่อสู้จำเลยทั้งสาม
ที่จําเลยทั้งสามต่อสู้ว่า เงินที่ได้รับบริจาคมาไม่พอจึงเขียนโครงการขึ้นมาเพื่อเบิกเงินไปชําระค่าวัสดุก่อสร้างและค่าแรงช่างที่ค้างชําระ ก็ขัดกับ คําเบิกความของพยานโจทก์ปากนาย ศ. บุตรชายนาย พ. ที่ร่วมเปิดบัญชีกับ จําเลยที่ 1 ที่เบิกความเกี่ยวกับเงินบริจาคว่า ในช่วงเดือนธันวาคม 2562 จําเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ บุตรชายจําเลยที่ 2 นําเงิน 100,000 บาท ไปคืนให้แก่นาย พ. เพื่อให้คืนแก่นาง ล. และคณะผู้บริจาค ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จําเลยทั้งสามอ้างก็ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องนําเงินไปคืนให้แก่ผู้บริจาค
ทั้งจําเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบศาลรับว่า ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 ที่นาง ล. และคณะไปที่โรงเรียนนั้น จําเลยที่ 1 ไม่ได้บอกแก่นาง ล. ว่าค่าใช้จ่ายในการสร้างห้องส้วมไม่พอ นับว่าเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของผู้รับบริจาคที่จะแจ้งให้ผู้บริจาคทราบ ทั้งที่เป็นเรื่องสําคัญ
พยานหลักฐานจําเลยเป็นพิรุธ
พยานหลักฐานของจําเลยทั้งสามจึงเป็นพิรุธ และที่จําเลยทั้งสามต่อสู้ว่า ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 ยังสร้างห้องส้วมไม่เสร็จนั้น ก็ขัดต่อข้อเท็จจริงและเหตุผลดังที่ศาลวินิจฉัย มาแล้วข้างต้น
ส่วนข้อต่อสู้อื่นของจําเลยทั้งสามก็เป็นข้อปลีกย่อย ไม่ทําให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จําต้องวินิจฉัย
พยานหลักฐานของจําเลยทั้งสามไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐาน ของโจทก์ได้
รูปคดีเชื่อว่าหลังจากโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อได้รับเงินบริจาคจากนาง ล. และคณะแล้ว จําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บริหารเงินดังกล่าว และเป็นผู้ดําเนินการจัดหาวัสดุก่อสร้างบริหารเงินไม่โปร่งใส โดยไม่นําเงินไปชําระค่าวัสดุก่อสร้าง ทําให้ค้างชําระ แล้วเขียนโครงการสร้าง ห้องส้วมนักเรียนตามฟ้องขึ้นมา และทําเอกสารเท็จ เพื่อเบิกเงินไปชําระค่าวัสดุก่อสร้างดังกล่าว ทั้งที่เงินที่ได้รับบริจาคเพียงพอแล้ว โดยไม่ได้มีการสร้างห้องส้วมนักเรียนในโครงการจริง
เช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการทุจริตให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
การกระทําของจําเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดตามฟ้อง เมื่อการกระทําของจําเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวล กฎหมายอาญามาตรา 147 ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 151 ซึ่งเป็นบทเฉพาะของบททั่วไป ตามมาตรา 157 แล้ว ย่อมไม่จําต้องปรับบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่ง เป็นบททั่วไปอีก
ส่วนการกระทําของจําเลยที่ 2 ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และการกระทําของจําเลยที่ 3 ซึ่ง เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นบทเฉพาะของบททั่วไปตามมาตรา 157 แล้ว จึงไม่จําต้องปรับบทความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีกเช่นกัน
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี
เมื่อคดีได้ความดังกล่าวมา ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า พฤติกรรม ของจําเลยที่ 1 ที่อาศัยโอกาสจากตําแหน่งหน้าที่ราชการในฐานะผู้อํานวยการโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อบริหารเงินของโรงเรียนที่ได้รับบริจาคมาแบบไม่โปร่งใสตรงไปตรงมา และใช้อํานาจในตําแหน่งโดยทุจริตเขียนโครงการทําเอกสารเท็จขึ้นมา โดยรู้อยู่แล้วว่าข้อเท็จจริงที่จําเลยที่ 1 รับรองเป็นเอกสารเท็จ เพื่อเบิกเงินมาจ่ายค่าวัสดุก่อสร้างและค่าแรงที่ค้างชําระโดยไม่มีการสร้างห้องส้วมนักเรียนตามโครงการจริง
นับว่าเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อองค์กรและเป็นภัยร้ายแรงต่อระบบราชการ
แม้จําเลยที่ 1 จะไม่เคยต้องโทษจําคุกมาก่อน หรือมีคุณความดีมาก่อนก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจําคุกให้แก่จําเลยที่ 1
ส่วนจําเลยที่ 2 และที่ 3 แม้จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้จนนําไปสู่ขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินของทางราชการ แต่ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ไปตามคําสั่งของจําเลยที่ 1 ที่ได้รับมอบหมายในสายงานบังคับบัญชา
ประกอบ กับจําเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ถูกลงโทษทางวินัยโดยถูกปลดออกจากราชการน่าจะหลาบจําบ้างแล้ว
เมื่อไม่ปรากฏว่า จําเลยที่ 2 และที่ 3 โดยต้องโทษจําคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้ความปรานีและ ให้โอกาสแก่จําเลยที่ 2 และที่ 3 ในการกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยรอการลงโทษจําคุกให้แก่ จําเลยที่ 2 และที่ 3
แต่เพื่อให้จําเลยที่ 2 และที่ 3 หลาบจําในการกระทําความผิดของตนจึงเห็นควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติจําเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้ด้วย
อนึ่ง เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ โดยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 162 และมาตรา 3 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 147 และมาตรา 151 แล้วให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่อัตราโทษใหม่ตามกฎหมายที่แก้ไขซึ่งเป็นกฎหมาย ที่ใช้ภายหลังกระทําความผิดไม่เป็นคุณแก่จําเลยทั้งสาม จึงให้ใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทําความผิดบังคับแก่จําเลยทั้งสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3
คำพิพากษา
พิพากษาว่า จําเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม)ประกอบมาตรา 83, มาตรา 151 (เดิม), มาตรา 162 (1) (4) (เดิม) ประกอบมาตรา 43 จําเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 83,มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 46 มาตรา 162(1) (4) (เดิม) ประกอบมาตรา 83 และจําเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม), มาตรา 151 (เดิม) 83
การกระทําของจําเลยทั้งสามประกอบมาตรา 86 มาตรา 162 (1)(4) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
สําหรับจําเลยที่ 1 เนื่องจากความผิด ตามมาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษ หนักที่สุดมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจําเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันยักยอกทรัพย์ ตามมาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เพียงบทเดียว ส่วนจําเลยที่ 2 ให้ลงโทษฐาน เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันยักยอกทรัพย์ ตามมาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็น กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด สําหรับจําเลยที่ 3 เนื่องจากความผิดตามมาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษ หนักที่สุด มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจําเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90
จําคุกจําเลยที่ 1 มีกําหนด 5 ปี
จําคุกจําเลยที่ 2 มีกําหนด 5 ปี และปรับ 21,000 บาท
จําคุกจําเลยที่ 3 มีกําหนด 3 ปี 4 เดือน และปรับ 14,000 บาท
ในส่วนจําเลยที่ 2 และที่ 3 โทษจําคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจําเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้คนละ 1 ปี โดยให้จําเลยที่ 2 และที่ 3 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติคนละ 4 ครั้ง ให้จําเลยที่ 2 และที่ 3 ทํางานบริการสังคมหรือบําเพ็ญสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลาคนละ 18 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
หากจําเลยที่ 2 และที่ไม่ชําระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จําเลยทั้งสาม ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน 129,300 บาท แก่โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ
อนึ่ง คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งสาม มีสิทธิต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก
ขณะที่ ในส่วน นางลภาภัทร พลสิทธิ์ จำเลยที่ 1 นั้น เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำหนังสือถึง ป.ป.ช. แจ้งเรื่องวินัยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากรณี นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ว่า ได้พิจารณาและมีมติลงโทษไล่นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ออกจากราชการ เป็นไปแล้ว
ปัจจุบันยังไม่มีรายงานข่าวยืนยันว่า นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ได้ยื่นเรื่องขออุทธรณ์ต่อ ก.ค.ศ. ไปแล้วหรือไม่? ผลเป็นอย่างไร? แต่ไม่ว่า บทสรุปสุดท้ายผลการตรวจสอบคดีอาญาจะออกมาเป็นอย่างไร
คดีนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างสำคัญ ไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐข้าราชการไทย เดินย้ำซ้ำรอยทำผิดตาม ทั้งในปัจจุบันและอนาคตสืบไป ดังเช่นหลายคดีที่ผ่านมา
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน 2566
เกี่ยวข้องกัน
คำสั่ง สพฐ.ไล่ออกราชการ อดีต ผอ.รร. คดีทุจริตเบิกงบสร้างห้องน้ำ
"...อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการ (ที่ทำการแทน ก.ค.ศ.) พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของ นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ที่ได้อนุมัติให้ดำเนินการจ้างสร้างห้องน้ำนักเรียน จำนวน 10 ห้อง และอนุมัติเบิกจ่ายเงินดังกล่าวโดยทราบดีอยู่แล้วว่าไม่มีการก่อสร้างห้องน้ำนักเรียนแต่อย่างใด และนำเงินดังกล่าวไปชำระค่าอุปกรณ์กับร้านโกัวัสดุและร้านรัตนอุปกรณ์ทั้งหมด จึงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง..."
กรณี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางวินัยและสั่งดำเนินคดีอาญา 'นางลภาภัทร พลสิทธิ์' รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 3 กรณี เบิกงบก่อสร้างห้องน้ำซ้ำซ้อน ทั้ง ๆ ที่ได้รับบริจาคมาจากภาคเอกชนอยู่แล้ว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา โดยอัยการได้มีคำสั่งฟ้องในความผิดฐาน 'เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์' ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งหลังจากถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางวินัยแล้ว นางลภาภัทร ได้ยื่นอุทธรณ์ให้ทบทวนมติอีกครั้ง ก่อนที่ ป.ป.ช. มีมติไม่ทบทวนมติเดิม และแจ้งผลไปที่ถึงเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการตามขั้นตอนทางวินัยนั้น
ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา นำรายละเอียดในคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงโทษไล่ออกจากราชการ นางลภาภัทร พลสิทธิ์ มานำเสนอ ณ ที่นี้
ด้วยนางลภาภัทร พลสิทธิ์ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา วิทยฐานะรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รับเงินเดือนในอันดับ คศ.3 (คศ.4) อัตราเงินเดือน 60,300 บาท ได้กระทำผิดวินัยในเรื่อง คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นางลภาภัทร พลสิทธิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 ว่า เมื่อประมาณต้นปี 2561 นางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ หรือ คุณไก่ ห้างปืนวังบูรพา ได้ติดต่อประสานโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ ขอก่อสร้างห้องน้ำนักเรียน จำนวน 10 ห้อง พร้อมอุปกรณ์ในโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ โดยในการก่อสร้างห้องน้ำดังกล่าวได้มีการประเมินราคาที่จะใช้ในการก่อสร้าง เป็นเงินทั้งสิ้น 255,157 บาท แบ่งเป็น (1) ค่าอุปกรณ์ก่อสร้างเป็นเงิน 151,582 บาท (2) ค่าแรง 94,340 บาท (3) งานไฟฟ้า 9,250 บาท ในการก่อสร้างห้องน้ำนักเรียน จำนวน 10 ห้อง
นางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ ตกลงจะเป็นผู้หาเงินมาชำระทั้งหมด โดยจะนำเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาวังน้ำเขียว ชื่อบัญชี นายพินิจ ทองคำ และนางลภาภัทร พลสิทธิ์ ซึ่งเปิดบัญชีขึ้นใหม่ ตามความประสงค์ของนางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ ซึ่งในการดังกล่าว นางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ ได้นำเงินเข้าบัญชี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 249,500 บาท
ในการก่อสร้างห้องน้ำนักเรียน จำนวน 10 ห้อง พร้อมอุปกรณ์ นางลภาภัทร พลสิทธิ์ จะดำเนินการในฐานะตัวแทนของนางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ และได้ตกลงว่าจ้างให้ร้านพลอยรับเหมาก่อสร้าง (ร้านพลอยศรีนาค) หรือนางสาวพลอย ศรีนาค ซึ่งมีนายชัยยงค์ มุตตา เป็นช่างผู้ดำเนินงาน เป็นผู้รับเหมา เฉพาะส่วนของค่าแรงเป็นเงินจำนวน 94,340 บาท แบ่งชำระเป็น 4 งวด กำหนดแล้วเสร็จ ภายในวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 ส่วนการจัดหาวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างและงานไฟฟ้า ทางโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อจะเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อและติดตั้งงานไฟฟ้าเอง
วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 นางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ และคณะ ได้เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ โดยโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อได้จัดงานต้อนรับพร้อมทำป้ายรับมอบห้องน้ำนักเรียนจำนวน 10 ห้อง จากห้างปีนวังบูรพา
นอกจากนี้ ในวันดังกล่าวบริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเดินทางมากับคณะของนางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ ยังได้มอบคอมพิวเตอร์ จำนวน 6 เครื่อง ให้แก่โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ โดยนางลภาภัทร พลสิทธิ์ นางประคอง ธนูปกรณ์ นางสาวสายสุณีย์ แสงก่ำ และนายยุทธนา เปาอินทร์ ได้เข้าร่วมพิธีดังกล่าวด้วย
ในการก่อสร้างห้องน้ำนักเรียนดังกล่าว ขณะนั้นได้มีการเบิกเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวน 199,000 บาท แต่ยังไม่ได้จ่ายค่าแรง จำนวน 94,340 บาท ให้กับร้านพลอยรับเหมาก่อสร้าง และยังค้างค่าวัสดุอุปกรณ์ที่สั่งซื้อจากร้านโก้วัสดุและร้านรัตนอุปกรณ์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 129,300 บาท
หลังจากในช่วงต้นปีงบประมาณ 2562 ปรากฏว่า นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ได้อนุมัติให้ดำเนินการจ้างสร้างห้องน้ำนักเรียน จำนวน 10 ห้อง เป็นเงินจำนวน 129,300 บาท และอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินดังกล่าว โดยมีนางประคอง ธนูปกรณ์ ในฐานะหัวหน้างานงบประมาณและเจ้าหน้าที่การเงิน นางสาวสายสุณีย์ แสงก่ำ ในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุ ได้จัดทำบันทึกข้อความที่ 17/2561 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2561 เรื่องรายงานการขอซื้อขอจ้างสร้างห้องน้ำนักเรียนจำนวน 10 ห้อง เป็นเงินจำนวน 129,300 บาท โดยวิธีเฉพาะเจาะจง และขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุประกอบด้วย 1.นายยุทธนา เปาอินทร์ ประธานกรรมการ 2.นางวีระวรรณ กอบัว ประธานกรรมการ 3.นางมนทิรา พัวอมรพงศ์ กรรมการ และผู้ควบคุมงาน 1.นางวีระวรรณ กอบัว ประธานกรรมการ 2.นายมงคล กินกิ่ง กรรมการ ได้เสนอนางลภาภัทร พลสิทธิ์ และได้ลงนามอนุมัติพร้อมทั้งได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง ตามคำสั่งโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ ที่ 98/2561 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2561
ต่อมานางลภาภัทร พลสิทธิ์ ได้จัดทำบันทึกข้อความ ที่ 18/2563 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2561 รายงานการพิจารณาและขออนุมัติสั่งซื้อสั่งจ้างถึงตนเอง และได้แจ้งให้ร้านพลอยรับเหมาก่อสร้างมาลงนามในสัญญา เพื่อจัดทำใบสั่งซื้อ/สั่งจ่ายห้องน้ำนักเรียน จำนวน 10 ห้อง ราคา 129,300 บาท ระหว่างโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ กับร้านพลอยรับเหมาก่อสร้าง ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2561
วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 นางสาวสายสุณีย์ แสงก่ำ ได้จัดทำใบส่งมอบงานสร้างห้องน้ำนักเรียน โดยนำเอาภาพถ่ายการก่อสร้างห้องน้ำนักเรียนที่ได้รับบริจาคมาจากนางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์และคณะ มาประกอบการส่งมอบงานเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่าที่ได้รับบริจาค เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 และแจ้งให้นายยุทธนา เปาอินทร์ ประธานกรรมการตรวจรับงานจ้าง เพื่อให้ทำการตรวจรับงาน โดยมีนางลภาภัทร พลสิทธิ์ รับทราบและเป็นผู้อนุมัติ ซึ่งในใบตรวจรับการจัดการซื้อ/จัดจ้างงานดังกล่าว ปรากฏว่ามีเพียง นายยุทธนา เปาอินทร์ ที่ลงลายมือชื่อรับรองว่างานครบถ้วนตามสัญญา ส่วนกรรมการอีก 2 คน คือนางวีระวรรณ กอบัว และนางมนทิรา พัวอมรพงค์ ไม่ลงลายมือชื่อตรวจรับงาน
หลังจากนั้นนางสาวสายสุณีย์ แสงก่ำ ในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุ ได้จัดทำบันทึกข้อความ ที่ 19/2561 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 เพื่อขอทราบผลการตรวจรับงานจ้าง และขออนุมัติเบิกจ่าย ถึงนางลภาภัทร พลสิทธิ์ โดยนางประคอง ธนูปกรณ์ ในฐานะเจ้าหน้าที่การเงิน ได้ทำความเห็นว่า ได้ตรวจสอบหลักฐานแล้ว มีเอกสารครบถ้วน เห็นควรอนุมัติเงินจำนวน 129,300 บาท ให้แก่ร้านพลอยรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งนางลภาภัทร พลสิทธิ์ ได้รับทราบและ อนุมัติตามเสนอในวันเดียวกันนั้น
หลังจากนั้นนางลภาภัทร พลสิทธิ์ ได้ลงลายมือชื่อร่วมกับนางประคอง ธนูปกรณ์ เบิกถอนเงิน พร้อมมอบฉันทะให้กับนางประคอง ธนูปกรณ์ ไปดำเนินการเบิกถอนเงินสดจำนวน 129,300 บาท จากบัญชีดังกล่าว แล้วนำเงินดังกล่าวไปให้ร้านโก้วัสดุและร้านรัตนอุปกรณ์ทั้งหมด โดยที่โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องชำระหนี้ให้กับร้านโก้วัสดุและร้านรัตนอุปกรณ์แต่อย่างใด
วันที่ 10 มกราคม 2562 นางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ ได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นายพินิจ ทองคำ และนางลภาภัทร พลสิทธิ์ จำนวน 49,500 บาท และนางลภาภัทร พลสิทธิ์ กับนายพินิจ ทองคำ ได้เบิกถอนในวันที่ 14 มกราคม 2562 จำนวน 50,529.82 บาท และปิดบัญชีในวันเดียวกัน ซึ่งนางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ ให้ถ้อยคำว่า เนื่องจาก นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ยังไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดการใช้เงิน จำนวน 200,000 บาท ให้นางลมัยมาลย์ หิรัญประดิษฐ์ ทราบว่าขาดเหลือเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่ จึงไม่ทราบว่าทางโรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ ยังค้างชำระค่าแรงช่าง
ต่อมาได้โทรศัพท์สอบถามถึงเรื่องดังกล่าว นางลภาภัทร พลสิทธิ์ จึงได้แจ้งรายละเอียดและแจ้งว่า ในการก่อสร้างห้องน้ำดังกล่าวใช้เงินทั้งหมด จำนวน 249,500 บาท จึงได้โอนเงินฝากระบบแอพพลิเคชั่น KPLUS เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2562 จำนวน 49,500 บาท ในวันดังกล่าว นางลภาภัทร ได้โอนเงินค่าจ้างให้กับร้านพลอยรับเหมาก่อสร้าง บัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นางสาวพลอย ศรีนาค จำนวน 40,000 บาท และวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ได้โอนเงินจำนวน 64,000 บาทให้กับร้านพลอยรับเหมาก่อสร้าง
การกระทำของนางลภาภัทร พลสิทธิ์ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) (4)
และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษามติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาลเลินเล่อ หรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 84 วรรคสาม มาตรา 85 วรรคสอง และมาดรา 94 วรรคสอง
อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการ (ที่ทำการแทน ก.ค.ศ.)ในคราวประชุมครั้งที่ 12/2565 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565 พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของนางลภาภัทร พลสิทธิ์ ที่ได้อนุมัติให้ดำเนินการจ้างสร้างห้องน้ำนักเรียน จำนวน 10 ห้อง และอนุมัติเบิกจ่ายเงินดังกล่าวโดยทราบดีอยู่แล้วว่าไม่มีการก่อสร้างห้องน้ำนักเรียนแต่อย่างใด และนำเงินดังกล่าวไปชำระค่าอุปกรณ์กับร้านโกัวัสดุและร้านรัตนอุปกรณ์ทั้งหมด จึงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
· กรณีปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมีชอบเพื่อให้ตนเอง หรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
· กรณีปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษา มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล ประมาทเลินเล่อ หรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และ
· กรณีกระทำการอื่นใด อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 84 วรรคสาม มาตรา 85 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547
จึงมีมติลงโทษไล่นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ออกจากราชการ
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 98 ประกอบมาตรา 91 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พศ. 2561 มาตรา 98 มาตรา 100 วรรคสี่และวรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติมประกอบระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยวันออกจากราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2548 จึงให้ลงโทษไล่ นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ออกจากราชการ
อนึ่ง ถ้าผู้ถูกลงโทษประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งนี้ ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.ค.ศ. ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง ตามกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการอุทธรณ์ พ.ศ. 2550 หรือจะฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครอง ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ถูกลงโทษโดยไม่ต้องอุทธรณ์ ตามมาตรา 101 แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปรานปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
ปัจจุบันยังไม่มีรายงานข่าวยืนยันว่า นางลภาภัทร พลสิทธิ์ ได้ยื่นเรื่องขออุทธรณ์ต่อ ก.ค.ศ. ไปแล้วหรือไม่? ผลเป็นอย่างไร?
แต่คดีนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างสำคัญ ไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐข้าราชการไทย เดินย้ำซ้ำรอยทำผิดตาม ทั้งในปัจจุบันและอนาคตสืบไป
ที่มา ; FB สุจริตไทย