
นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว อยู่ระหว่างรอการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งพ้นจากอำนาจการพิจารณาของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จากนี้ขึ้นอยู่กับครม.ว่าจะเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว หรือส่งกลับให้คณะกรรมการกฤษฎีกาปรับแก้ ทั้งนี้กรณีไม่ส่งกลับให้คณะกรรมการกฤษฎีกาปรับแก้สามารถพิจารณาแก้ไขได้ในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) สภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง
นายอำนาจ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่ครู ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาไม่เห็นด้วย โดยเห็นว่าร่างพร.บ.ที่กำลังจะเข้าสู่สภาฯ ลดคุณภาพของการจัดการศึกษา โดยมีการปรับเปลี่ยนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของครูเป็นใบรับรองการประกอบวิชาชีพ และผู้บริหารสถานศึกษาเปลี่ยนเป็นตำแหน่งหัวหน้าสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษาระดับเขตไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งถือว่าเป็นการลดคุณภาพของครู ลดคุณภาพของสถานศึกษา และลดคุณภาพของสำนักงานเขตพื้นที่ ส่งผลต่อการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ นั้น ในส่วนของสกศ.รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่ผู้เกี่ยว โดยเฉพาะครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่การจะปรับแก้หรือไม่ขณะนี้ อยู่ที่การพิจารณาของครม. ส่วนสกศ.ทำหน้าที่วิเคราะห์และเสนอความเห็นเพิ่มเติมไปให้พิจารณา ดังนั้นจึงต้องรอว่า ครม.จะมีมติไปในทิศทางใด
“ในส่วนของสกศ. ได้มีการหารือข้อกังวลของครูและบุคลากรทางการศึกษา และเห็นด้วยที่จะแก้ไขทั้ง 3 ข้อเบื้องต้น ทั้งการปรับแก้ชื่อ ผู้บริหารสถานศึกษา เป็นหัวหน้าสถานศึกษา สกศ.เห็นว่าควรกลับมาใช้ ชื่อตำแหน่ง ผู้บริหารสถานศึกษา หรือใบรับรองความเป็นครู ก็ควรกลับมาใช้ใบอนุญาตฯ ตามเดิม เพราะแม้จะเปลี่ยนชื่อทั้งสองอย่าง ทางกฎหมายอาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ภาษาที่ใช้อาจทำให้ครู และบุคาลกรทางการศึกษาเกิดความกังวล ไม่มั่นใจ ลดทอนศักดิ์ศรีวิชาชีพครู ดังนั้นหากเป็นเช่นนี้ก็ไม่ควรปรับแก้ หรือกำหนดไว้ในกฎหมาย ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องการกระจายอำนาจทั้งระดับจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และโรงเรียนที่เห็นว่า ควรต้องเขียนรายละเอียดให้มีความชัดเจนมายิ่งขึ้น แต่ขณะนี้ทุกอย่างพ้นจากอำนาจหน้าที่ของสกศ.แล้ว ดังนั้นจึงต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของครม. โดยร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ เกิดขึ้น จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯให้สอดคล้อง มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปรูปการศึกษา (กอปศ.) ขึ้นมาดำเนินการยกร่าง และร่างฉบับกอปศ. เสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาตั้งแต่ปี 2562 แต่ถูกส่งกลับมาสอบถามความคิดเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใหม่อีกครั้ง จึงถือว่า การยกร่างกฎหมายฉบับนี้มีความล่าช้าไปมากแล้ว “นายอำนาจกล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 24 พฤษภาคม 2564
ข่าวเกี่ยวกัน
‘องค์กรครู’ พบ ‘ตรีนุช’ ค้าน พ.ร.บ.การศึกษาฯ ชี้กระทบคุณภาพต้องยกเครื่องใหม่
นายรัชชัยย์ ศรสุวรรณ ประธานชมรมพิทักษ์สิทธิผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูไทย (ค.อ.ท.) และ 247 องค์กรครูทั่วประเทศ ร่วมกันคัดค้านร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ซึ่งขณะนี้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐสภา ตามลำดับ โดยองค์กรครูทั่วประเทศ เห็นว่า
ร่าง พ.ร.บ.ศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … มีประเด็นที่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษาและกระทบต่อคุณภาพการศึกษา ดังนี้
1.คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่เคยนำเสนอปัญหาด้านการศึกษาให้สังคมทราบว่ามีปัญหาอะไร และมาตราใดของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เป็นต้นเหตุของปัญหา รวมถึงแนวทางในการแก้ปัญหาและการดำเนินการเพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพ การศึกษาแต่อย่างใด
2.ครูไม่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในการร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ
3.ขณะนี้ไม่มี กอปศ.แล้ว และร่างกฎหมายนี้ ก็ไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชนและบุคลากรในวงการศึกษา ดังนั้น ควรตั้งคณะกรรมการร่างกฎหมายขึ้นใหม่และดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
4.ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ลดทอนคุณค่าของผู้ประกอบวิชาชีพครูที่เคยได้รับการยกย่องและคาดหวังจากสังคมมาเป็นเวลานานว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูง เพื่อเป็นหลักประกันให้สังคมมีความมั่นใจ และเป็นการกำหนดเพื่อให้ครูได้ตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบต่อนักเรียนเสมือนเป็นพ่อแม่คนที่สอง แต่ร่างกฎหมายได้ตัดความสำคัญนี้ออกไปทั้งที่ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้มีบัญญัติไว้ในมาตรา 52
5.ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ กำหนดให้ใช้ “หัวหน้าสถานศึกษา”แทนคำว่า “ผู้อำนวยการสถานศึกษา” โดยไม่มีเหตุผลอันควรและไม่เป็นที่ยอมรับของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นอกจากนี้ ยังกำหนดให้เปลี่ยน “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” เป็น “ใบรับรองความเป็นครู” โดยไม่มีเหตุผลในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาแต่อย่างใด และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลให้ครูเสียสิทธิในเรื่องการได้รับเงินวิทยฐานะ
6.ไม่มีการกำหนดตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา เช่น ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นต้น ทำให้เห็นแนวโน้มว่าจะมีการยุบเขตพื้นที่ฯ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาที่ต้องแก้ไขต่อไป
7.ในมาตรา 11 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ กำหนดให้รัฐสามารถมอบหมายให้เอกชนเข้าบริหารจัดการศึกษาโดยใช้ทรัพยากรของรัฐได้ การบัญญัติไว้เช่นนี้สุ่มเสี่ยงต่อการให้เอกชน และผู้มีอำนาจแสวงหาผลประโยชน์ได้
8.ร่างกฎหมายนี้มีเจตนารมณ์ไม่ให้มีข้าราชการครูอีกต่อไป โดยครูที่เข้าปฏิบัติหน้าที่หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะไม่ได้เป็นข้าราชการ แต่จะเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ของรัฐ เหมือนพนักงานมหาวิทยาลัยเท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่เป็นการจูงใจให้คนดีและคนเก่งมาทำหน้าที่ครู
นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ยังมีประเด็นที่น่าจะขัดกับหลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 เช่น
ดังนั้น เครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูทั้ง 247 องค์กร ขอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการศึกษาของชาติ ดำเนินการให้มีการถอนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ก่อนเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มีการแก้ไขประเด็นที่เป็นปัญหา หรืออาจจะให้มีการยกร่างใหม่ทั้งหมดโดยทุกภาคส่วนจะต้องมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายฉบับใหม่ด้วย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ.รับทราบเรื่องแล้ว และจะนำเรื่องนี้ไปหารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ต่อไป” นายรัชชัยย์กล่าว
ด้านนายไพศาล ปันแสน นายกสมาคมนักบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่ประธาน ค.อ.ท. กล่าวว่า เครือข่ายองค์กรครูทั่วประเทศได้รวมตัวกันเพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … โดยร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลัษณ์ พร้อมกับกระจายตัวยื่นข้อเสนอของเครือข่ายผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในแต่ละพื้นที่ให้ครบ 77 จังหวัด
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 24 พฤษภาคม 2564
ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และอยู่ระหว่างรอการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีอำนาจตัดสินใจว่าจะเห็นชอบหรือส่งกลับแก้ไข โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ทำหน้าที่เพียงวิเคราะห์และเสนอความเห็นเพิ่มเติมเท่านั้น
ประเด็นสำคัญที่ก่อให้เกิดข้อกังวลในหมู่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้แก่ การเปลี่ยน “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” เป็น “ใบรับรองความเป็นครู” การเปลี่ยนตำแหน่ง “ผู้อำนวยการสถานศึกษา” เป็น “หัวหน้าสถานศึกษา” และการไม่กำหนดให้ผู้บริหารระดับเขตต้องมีใบอนุญาต ซึ่งถูกมองว่าอาจลดทอนคุณภาพและศักดิ์ศรีวิชาชีพ
องค์กรครูทั่วประเทศกว่า 247 องค์กรคัดค้านร่างกฎหมาย โดยชี้ว่าขาดการมีส่วนร่วม ไม่ชัดเจนในการแก้ปัญหาการศึกษา และอาจเปิดช่องให้เอกชนเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรของรัฐ อีกทั้งยังกังวลเรื่องการยกเลิกสถานะข้าราชการครูในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่าบางมาตราอาจขัดรัฐธรรมนูญ เช่น การกำหนดให้รัฐจัดการศึกษาฟรี 18 ปี ขณะที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ 12 ปี จึงมีข้อเสนอให้ถอนร่างหรือยกร่างใหม่โดยเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงและมีคุณภาพ
ข้อ 1 ข้อใดสะท้อนบทบาทของ สกศ. ตามบทความได้ถูกต้องที่สุด
ก. เป็นผู้อนุมัติร่างกฎหมาย
ข. เป็นผู้ร่างกฎหมายขั้นสุดท้าย
ค. วิเคราะห์และเสนอความเห็นต่อร่างกฎหมาย
ง. มีอำนาจแก้ไขกฎหมายในชั้นสภา
ข้อ 2 หาก ครม. ไม่เห็นชอบร่างกฎหมาย จะเกิดอะไรขึ้น
ก. ยกเลิกทันที
ข. ส่งกลับให้กฤษฎีกาปรับแก้
ค. ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ
ง. ประกาศใช้ชั่วคราว
ข้อ 3 ประเด็นใด “ไม่ใช่” ข้อกังวลหลักของครู
ก. เปลี่ยนชื่อผู้บริหาร
ข. เปลี่ยนใบอนุญาตเป็นใบรับรอง
ค. เพิ่มเงินเดือนครู
ง. ลดมาตรฐานวิชาชีพ
ข้อ 4 การเปลี่ยนใบอนุญาตเป็นใบรับรอง อาจส่งผลอย่างไร
ก. เพิ่มความเข้มงวด
ข. ลดศักดิ์ศรีวิชาชีพ
ค. เพิ่มจำนวนครู
ง. ลดภาระงาน
ข้อ 5 หากผู้บริหารเขตไม่ต้องมีใบอนุญาต จะส่งผลเชิงระบบอย่างไร
ก. เพิ่มคุณภาพทันที
ข. ลดมาตรฐานการบริหาร
ค. เพิ่มงบประมาณ
ง. ลดจำนวนนักเรียน
ข้อ 6 ข้อใดสะท้อนปัญหาการมีส่วนร่วม
ก. มีการรับฟังทุกฝ่าย
ข. ครูมีบทบาทนำ
ค. ครูไม่ได้มีส่วนร่วม
ง. ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
ข้อ 7 ข้อใดเป็นความเสี่ยงจากมาตรา 11
ก. งบประมาณลดลง
ข. เอกชนแสวงหาประโยชน์
ค. ครูเกษียณเร็ว
ง. นักเรียนลดลง
ข้อ 8 ข้อขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญคือเรื่องใด
ก. การสอบครู
ข. ระยะเวลาการศึกษาฟรี
ค. เงินเดือนครู
ง. โครงสร้างโรงเรียน
ข้อ 9 หากต้องการปฏิรูปอย่างมีส่วนร่วม ควรดำเนินการอย่างไร
ก. ใช้ร่างเดิมทันที
ข. ให้เฉพาะนักการเมืองตัดสิน
ค. เปิดให้ทุกภาคส่วนร่วมร่าง
ง. ยกเลิกกฎหมายทั้งหมด
ข้อ 10 แนวโน้มผลกระทบระยะยาวต่อวิชาชีพครูคืออะไร
ก. มีผู้สมัครเพิ่มขึ้น
ข. คุณภาพสูงขึ้น
ค. ขาดแรงจูงใจคนเก่ง
ง. ครูมีอำนาจมากขึ้น
คลิกเฉลย >>>