
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายสมพล อัครรุ่งเรืองกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองบริการลูกค้าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กับพวก 2 ราย คือ นายสุริยันต์ วงศ์สุริยา และนายสมโภชน์ พรหมสมบัติ ขออนุมัติเดินทางไปดูงานภายในประเทศ แต่กลับเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศเวียดนาม ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 และมาตรา 11 ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2565
ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2567 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษาว่า นายสมพล อัครรุ่งเรืองกุล ,นายสุริยันต์ วงศ์สุริยา และนายสมโภชน์ พรหมสมบัติ มีความผิดตามกฏหมาย
จำเลยทั้ง 3 รับสารภาพ ลงโทษ นายสมพล อัครรุ่งเรืองกุล จำคุก 2 ปี 7 เดือน 15 วัน และปรับ 19,995 บาท
ลงโทษ นายสุริยันต์ วงศ์สุริยา และนายสมโภชน์ พรหมสมบัติ จำคุกคนละ 1 ปี 9 เดือน และปรับคนละ 13,330 บาท
โทษจำคุกจำเลยทั้งสาม ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 3 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ทำงานบริการสังคม เป็นเวลาคนละ 36 ชั่วโมง ละเว้นการประพฤติที่นำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก หากผิดเงื่อนไขเปลี่ยนโทษจำคุกที่รอไว้เป็นโทษจำคุกทันที
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2567 เห็นชอบตามความเห็นของอัยการสูงสุด (อสส.) ที่จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษา
สำหรับพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 ระบุว่า ผู้ใดเป็นพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การ บริษัทจำกัดห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท
ป.ป.ช.เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา 'สมพล อัครรุ่งเรืองกุล' อดีตผอ.กองบริการลูกค้า กฟภ.เขต 2 ขออนุมัติเดินทางไปดูงานในประเทศ แต่โผล่เที่ยวเวียดนาม ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 7 เดือน 15 วัน พวก 2 รายโดนคนละ 1 ปี 9 เดือน ได้รอลงอาญาทั้งหมด ผิดเงื่อนไขเปลี่ยนให้จำคุกทันที
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม 2568
เกี่ยวข้องกัน
ถึงคุก กรณีอดีตนายกเทศฯจัดทัศนศึกษาแอบแฝงท่องเที่ยว
"... พิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ประกอบรายงานการสืบเสาะและพินิจของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อนุมัติเงินงบประมาณของราชการเพื่อพาผู้เข้าร่วมโครงการไปท่องเที่ยว มิใช่เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ อันทำให้เทศบาลตำบลท่าทองใหม่ต้องเสียหายเป็นเงินจำนวนสูงถึง 1,036,060 บาท ภายหลังก็ไม่มีการชดใช้เงินคืนแก่ส่วนราชการพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่รอการลงโทษ..."
กรณีการจัดทำโครงการทัศนศึกษาดูงานที่มีลักษณะแอบแฝงใช้งบประมาณรัฐพาพวกพ้องไปท่องเที่ยว ของผู้บริหารหน่วยงานรัฐหลายแห่งทั่วประเทศ
ล่าสุด เป็นกรณี นายอำพนธ์ เพชรชู อดีตนายกเทศมนตรีตำบลท่าทองใหม่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดำเนินโครงการฝึกอบรมและทัศนศึกษาดูงานคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล พนักงาน และลูกจ้างเทศบาล อสม.อพปร. ผู้นำชุมชน และผู้สูงอายุ ประจำปีงบประมาณ 2557 ซึ่งมีลักษณะแอบแฝงใช้งบประมาณรัฐพาพวกพ้องไปท่องเที่ยว
ถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา เนื่องจากเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ไม่มีการชดใช้เงินคืนแก่ส่วนราชการ แต่พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ไม่สมควรได้รอการลงโทษ
โดยคดีนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด นายอำพนธ์ เพชรชู อดีตนายกเทศมนตรีตำบลท่าทองใหม่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และพวก 1 ราย คือ นายกมลพันธ์ บรรณราช ฐานความผิดทางอาญา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 , 157 และ 162 (1) (4) และพ.ร.ป.ป.ป.ช.พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพ.ร.ป.ป.ป.ช.พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2567
เมื่อวันที่ 29 ส.ค.2567 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 มีคำพิพากษาดังนี้
1. นายอำพนธ์ เพชรชู จำเลยที่ 1 นายกมลพันธ์ บรรณราช จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และจำเลยทั้งสองยังมีความผิดตาม
พ.ร.ป.ป.ป.ช.พ.ศ. 2542 ม.123/1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ปอ.ม.151 ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามปอ.ม.151 ซึ่งเป็น บทกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด
จำคุก นายอำพนธ์ เพชรชู จำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี จำคุก นายกมลพันธ์ บรรณราช จำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน และปรับ 26,000 บาท
2. จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ปอ.ม. 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มี กำหนด 1 ปี 8 เดือน และปรับ 13,000 บาท
3. พิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ประกอบรายงานการสืบเสาะและพินิจของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อนุมัติเงินงบประมาณ
ของราชการเพื่อพาผู้เข้าร่วมโครงการไปท่องเที่ยว มิใช่เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ อันทำให้เทศบาลตำบลท่าทองใหม่ต้องเสียหายเป็นเงินจำนวนสูงถึง 1,036,060 บาท ภายหลังก็ไม่มีการชดใช้เงินคืนแก่ส่วนราชการพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่รอการลงโทษ
ส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อคำนึงถึงประวัติและความประพฤติ โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 2 ปี ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ภายในเวลา 1 ปี กับให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามปอ.ม. 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามปอ.ม.29, 30
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 2 พ.ย.2567 ได้พิจารณาแล้วมีมติไม่เห็นชอบในการที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8
คดีเป็นอันสิ้นสุด จบลงด้วย บทลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญาของ นายอำพนธ์ เพชรชู อดีตนายกเทศมนตรีตำบลท่าทองใหม่ ส่วนพวกอีก 1 ราย ได้รอลงอาญา แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเครังครัด
นับเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาสำคัญของผู้บริหารหน่วยงานราชการ และเจ้าหน้าที่รัฐทั่วประเทศ ไม่ให้กระทำผิดซ้ำรอย เอาเป็นเยี่ยงอย่างทั้งในปัจจุบัน และอนาคต สืบไป
จากกรณีจัดทำโครงการทัศนศึกษาดูงานที่มีลักษณะแอบแฝงใช้งบประมาณรัฐพาพวกพ้องไปท่องเที่ยว ของผู้บริหารหน่วยงานรัฐ แบบที่เห็นและเป็นไปหลายกรณีในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ที่ไม่รู้จักเข็ด ไม่รู้จักหลาบจำกัน!