
เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) แสดงวิสัยทัศน์ How to Reshape Thailand’s Education for the Future ปฏิรูปการศึกษาไทยอย่างไรให้ก้าวทันโลก ภายในงาน The Standard Economic Forum 2024 : Brave New Word จัดโดยสำนักข่าว The Standard ที่พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน กรุงเทพฯ โดยซีอีโอเครือซีพี ได้เน้นย้ำถึงการศึกษาไทยต้องเร่งปรับจาก 2.0 เป็น 5.0 เพื่อให้ทันยุคสมัยในการเพาะบ่มปัญญาที่เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน พร้อมเสนอ 14 แนวทางสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาไทยให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
นายศุภชัย เปิดเผยถึงผลการจัดอันดับความสามารถของบุคลากรของไทยจากข้อมูลของ IMD โดยในปีนี้ไทยอยู่อันดับที่ 47 จาก 67 ประเทศ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ต่ำ สะท้อนให้เห็นว่าเราต้องปรับตัวให้ทัน และต้องให้ความสำคัญกับการผลักดันนโยบายด้านการศึกษา และสังคมดิจิทัลมากขึ้น เพราะทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศคือ “มนุษย์” แต่หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางระบบการศึกษา โดยเทียบจากการประเมินทักษะของเด็กในด้านต่างๆ รวมไปถึงสัดส่วนของครูและนักเรียน ประเทศไทยยังตามหลังอยู่มาก
ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องมีการ “ปฏิรูปการศึกษา” เพื่อให้เกิดการพัฒนา “คน” ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้วัดการแข่งขันในตลาดโลก แม้ว่าในตอนนี้เราจะยังอยู่ในยุค 4.0 ซึ่งเป็นยุคของการเข้าถึงข้อมูล อย่างไรก็ตาม เรากำลังจะก้าวเข้าสู่ยุค 5.0 ซึ่งเป็นยุคที่คนและเทคโนโลยีเป็นหนึ่งเดียวกัน ในขณะเดียวกันโลกมีความท้าทายในหลายด้าน เราจะต้องปรับตัวรับความท้าทาย ซึ่งกุญแจสำคัญที่จะทำให้คนในประเทศปรับตัวได้ คือการปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพ เด็กทุกคนควรเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ระบบการศึกษาจำเป็นต้องเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการสร้างความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทย
ซีอีโอเครือซีพี มองว่า “การศึกษาคือการสร้างปัญญา” โดยกระบวนการที่จะพลิกโฉมการศึกษาจาก 2.0 เป็น 5.0 ได้ต้องเกิดการปรับเปลี่ยนกรอบความคิด พร้อมทั้งเสนอ SI Transformation Model ที่ประกอบด้วย 5 ฐานสำคัญ คือ
1.Transparency โรงเรียนต้องมีตัวชี้วัด School Grading พร้อมตัวชี้วัดใหม่ที่มีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง โดยมีเป้าหมายว่าเด็กทุกคนต้องมีปัญญา เพื่อสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น
2. Market Mechanism การสร้างกลไกตลาดผ่านการให้ความสำคัญและสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมไปถึงการส่งเสริมสื่อคุณธรรมในช่วงเวลาทอง หรือ Primetime ของการออกอากาศ เพราะโรงเรียนที่ใหญ่ที่สุดในสังคมคือสื่อ
3. Leadership &Talents ครูต้องเป็นโค้ช และระบบการศึกษาต้องไม่จำกัดวิทยฐานะผู้อำนวยการ พร้อมทั้งควรมีการปรับเงินเดือนของบุคลากรทางการศึกษาให้สูงขึ้น
4. Child Centric/Empowerment เน้นการเรียนผ่านการลงมือทำในแบบ Action Based Learning ต้องปรับให้เด็กเป็นนักค้นคว้า ตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบ ลงมือทำร่วมกัน อภิปรายด้วยเหตุผล” และควรต้องมีวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นวิชาหลักครอบคลุมดิจิทัลกับเอไอ และ
5. Technology เสนอให้นักเรียนทุกคนมีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต พร้อมส่งเสริมการสร้างสตาร์ทอัพและดันให้ประเทศไทยเป็นฮับด้านนวัตกรรม
นายศุภชัย ได้เสนอ 14 แนวทางในการขับเคลื่อนการศึกษาสู่ปี 2030 ประกอบด้วย
1.มีระบบบริหารจัดการโรงเรียนที่โปร่งใส
2.วิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ควรเป็นวิชาบังคับในหลักสูตร
3.เด็กทุกคนควรมีคอมพิวเตอร์สะอาดใช้งานได้ครบถ้วน
4. ทุกโรงเรียนควรเปลี่ยนเป็น Learning Center
5.ตัวชี้วัดของบุคลากรทางการศึกษา ปรับเปลี่ยนเป็นผลสัมฤทธิ์ด้านศักยภาพและคุณธรรมของเด็ก
6. รัฐต้องมี Incentive Content แก่ผู้ผลิต Content ในช่วง Prime Time
7. สนับสนุน 3,000,000 คน เป็นผู้มีทักษะดิจิทัล
8. สร้างสตาร์ทอัพ เพิ่มเป็น 20,000 ราย ภายในปี 2027
9. วิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ต้องไม่ใช่แค่เรื่องการคำนวณ แต่เป็นเรื่องการค้นคว้า วิจัย และพัฒนา
10. ผลักดันมหาวิทยาลัยให้มุ่งเน้นวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม
11. ต้องเร่งสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ด้านบุคลากร ICT TALENT เพื่อให้ทุกโรงเรียนมีบุคลากรด้าน ICT
12.ควรให้ผลตอบแทนของผู้ที่เรียนจบมาเป็นครู สูงเทียบได้กับแพทย์ วิศวกร
13.ผู้อำนวยการ หรือครูใหญ่ 30,000 คน เป็นบุคลากรที่สำคัญที่สุดด้านการศึกษา ต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ เป็นเสมือนพ่อแม่คนที่สองของเด็ก
14. สร้างโรงเรียนให้เป็น Smart School เพื่อความปลอดภัยของเด็ก และการใช้เอไอช่วยพัฒนาศักยภาพของเด็ก ซึ่งข้อเสนอเหล่านี้จะทำให้ประเทศไทยสามารถปรับระบบการศึกษาฝ่าพายุการเปลี่ยนแปลงรับความท้าทายโลกได้อย่างเท่าทัน
“การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบของพวกเราทุกคน ไม่ว่าภาครัฐ เอกชน เราต้องช่วยกัน” ซีอีโอเครือซีพี กล่าวย้ำปิดท้าย
ศุภชัย เจียรวนนท์ ซีอีโอเครือซีพี ชง 14 ข้อเสนอสำคัญ “ปฏิรูปการศึกษาไทย” ก้าวทันโลก ย้ำชัดต้อง “พัฒนาคน” หนุน 3 ล้านคนมีทักษะดิจิทัล-เอไอ ปรับทุกโรงเรียนเป็น Smart School – Learning Center หวังดันไทยเป็นฮับนวัตกรรม...
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2567
เกี่ยวข้องกัน
ผนึกกำลัง ภาครัฐ -55 องค์กรเอกชนพัฒนาการศึกษาไทย ขับเคลื่อนนวัตกรรมการศึกษา
เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พลเอก ดาว์พงษ์ องคมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์รัตนสุวรรณ จัดการประชุม “ความร่วมมือ 3 ภาคส่วน รวมพลังสานอนาคตการศึกษาไทยที่ยั่งยืน” ประจำปี 2567 ณ ห้องประชุมบุณยเกต หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี พร้อมด้วยซีอีโอ ตลอดจนเครือข่ายพันธมิตร 55 องค์กร ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หารือและวางแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป อันได้แก่ การใช้ระบบ School Management System ครอบคลุมทุกโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การระดมทุนในโครงการ “โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา” ให้ครบตามเป้าหมาย 88 ล้านบาท อีกทั้งจัดตั้งศูนย์ Learning Center นำร่องในโรงเรียนคุณภาพทั่วประเทศ รวมถึงพัฒนาผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ICT Talent) ให้ครอบคลุมทุกโรงเรียนในสังกัดสพฐ. ภายในปี 2570 ควบคู่กับการจัดหลักสูตรอบรมเพิ่มพูนทักษะการบริหารและการสอนร่วมกับสพฐ. และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
ปัจจุบัน มีโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีที่อยู่ในสังกัดสพฐ. เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 6,949 แห่งทั่วประเทศ มีนักเรียนที่ได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาสะสมแล้วกว่า 2.31 ล้านคน ขณะที่มีผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) จำนวน 1,900 คน พร้อมด้วย ICT Talent อีก 2,400 คน เพื่อติดตามและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาให้ครอบคลุมทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ อีกทั้ง ยังพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษา 82,000 คน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ รวม 3,757.59 ล้านบาทในระยะดำเนินงานที่ผ่านมา โดยผลการดำเนินงานของมูลนิธิฯ มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับ 5 ยุทธศาสตร์หลัก ผ่านความร่วมมือในการดำเนินงานของ 5 คณะทำงาน ภาครัฐ-เอกชน ให้เป็นไปตามเป้าหมายของมูลนิธิฯ
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2567
เกี่ยวของกัน
อีโอเครือซีพี เสนอ SI Model เร่งปฏิรูปการศึกษาไทย
เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2567 – นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี) แสดงวิสัยทัศน์ How to Reshape Thailand’s Education for the Future ปฏิรูปการศึกษาไทยอย่างไรให้ก้าวทันโลก ภายในงาน The Standard Economic Forum 2024 : Brave New Word จัดโดยสำนักข่าว The Standard ที่พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน กรุงเทพฯ โดยซีอีโอเครือซีพี ได้เน้นย้ำถึงการศึกษาไทยต้องเร่งปรับจาก 2.0 เป็น 5.0 เพื่อให้ทันยุคสมัยในการเพาะบ่มปัญญาที่เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน พร้อมเสนอ 14 แนวทางสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาไทยให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
นายศุภชัย เปิดเผยถึงผลการจัดอันดับความสามารถของบุคลากรของไทยจากข้อมูลของ IMD โดยในปีนี้ไทยอยู่อันดับที่ 47 จาก 67 ประเทศ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ต่ำ สะท้อนให้เห็นว่าเราต้องปรับตัวให้ทัน และต้องให้ความสำคัญกับการผลักดันนโยบายด้านการศึกษา และสังคมดิจิทัลมากขึ้น เพราะทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศคือ “มนุษย์” แต่หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางระบบการศึกษา โดยเทียบจากการประเมินทักษะของเด็กในด้านต่างๆ รวมไปถึงสัดส่วนของครูและนักเรียน ประเทศไทยยังตามหลังอยู่มาก
ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องมีการ “ปฏิรูปการศึกษา” เพื่อให้เกิดการพัฒนา “คน” ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้วัดการแข่งขันในตลาดโลก แม้ว่าในตอนนี้เราจะยังอยู่ในยุค 4.0 ซึ่งเป็นยุคของการเข้าถึงข้อมูล อย่างไรก็ตาม เรากำลังจะก้าวเข้าสู่ยุค 5.0 ซึ่งเป็นยุคที่คนและเทคโนโลยีเป็นหนึ่งเดียวกัน ในขณะเดียวกันโลกมีความท้าทายในหลายด้าน เราจะต้องปรับตัวรับความท้าทาย ซึ่งกุญแจสำคัญที่จะทำให้คนในประเทศปรับตัวได้ คือการปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพ เด็กทุกคนควรเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ระบบการศึกษาจำเป็นต้องเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการสร้างความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทย
ซีอีโอเครือซีพี มองว่า “การศึกษาคือการสร้างปัญญา” โดยกระบวนการที่จะพลิกโฉมการศึกษาจาก 2.0 เป็น 5.0 ได้ต้องเกิดการปรับเปลี่ยนกรอบความคิด พร้อมทั้งเสนอ SI Transformation Model ที่ประกอบด้วย 5 ฐานสำคัญ คือ
1.Transparency โรงเรียนต้องมีตัวชี้วัด School Grading พร้อมตัวชี้วัดใหม่ที่มีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง โดยมีเป้าหมายว่าเด็กทุกคนต้องมีปัญญา เพื่อสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น
2. Market Mechanism การสร้างกลไกตลาดผ่านการให้ความสำคัญและสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมไปถึงการส่งเสริมสื่อคุณธรรมในช่วงเวลาทอง หรือ Primetime ของการออกอากาศ เพราะโรงเรียนที่ใหญ่ที่สุดในสังคมคือสื่อ
๓.Leadership &Talents ครูต้องเป็นโค้ช และระบบการศึกษาต้องไม่จำกัดวิทยฐานะผู้อำนวยการ พร้อมทั้งควรมีการปรับเงินเดือนของบุคลากรการศึกษาให้สูงขึ้น
4. Child Centric/Empowerment เน้นการเรียนผ่านการลงมือทำในแบบ Action Based Learning ต้องปรับให้เด็กเป็นนักค้นคว้า ตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบ ลงมือทำร่วมกัน อภิปรายด้วยเหตุผล” และควรต้องมีวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นวิชาหลักครอบคลุมดิจิทัลกับเอไอ และ
5. Technology เสนอให้นักเรียนทุกคนมีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต พร้อมส่งเสริมการสร้างสตาร์ทอัพและดันให้ประเทศไทยเป็นฮับด้านนวัตกรรม
นายศุภชัย ได้เสนอ 14 แนวทางในการขับเคลื่อนการศึกษาสู่ปี 2030 ประกอบด้วย
1.มีระบบบริหารจัดการโรงเรียนที่โปร่งใส
2.วิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ควรเป็นวิชาบังคับในหลักสูตร
3.เด็กทุกคนควรมีคอมพิวเตอร์สะอาดใช้งานได้ครบถ้วน
4. ทุกโรงเรียนควรเปลี่ยนเป็น Learning Center
5.ตัวชี้วัดของบุคลากรทางการศึกษา ปรับเปลี่ยนเป็นผลสัมฤทธิ์ด้านศักยภาพและคุณธรรมของเด็ก
6. รัฐต้องมี Incentive Content แก่ผู้ผลิต Content ในช่วง Prime Time
7. สนับสนุน 3,000,000 คน เป็นผู้มีทักษะดิจิทัล
8. สร้างสตาร์ทอัพ เพิ่มเป็น 20,000 ราย ภายในปี 2027
9. วิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ต้องไม่ใช่แค่เรื่องการคำนวณ แต่เป็นเรื่องการค้นคว้า วิจัย และพัฒนา
10. ผลักดันมหาวิทยาลัยให้มุ่งเน้นวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม
11. ต้องเร่งสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ด้านบุคลากร ICT TALENT เพื่อให้ทุกโรงเรียนมีบุคลากรด้าน ICT
12.ควรให้ผลตอบแทนของผู้ที่เรียนจบมาเป็นครู สูงเทียบได้กับแพทย์ วิศวกร
13.ผู้อำนวยการ หรือครูใหญ่ 30,000 คน เป็นบุคลากรที่สำคัญที่สุดด้านการศึกษา ต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ เป็นเสมือนพ่อแม่คนที่สองของเด็ก และ
14. สร้างโรงเรียนให้เป็น Smart School เพื่อความปลอดภัยของเด็ก และการใช้เอไอช่วยพัฒนาศักยภาพของเด็ก ซึ่งข้อเสนอเหล่านี้จะทำให้ประเทศไทยสามารถปรับระบบการศึกษาฝ่าพายุการเปลี่ยนแปลงรับความท้าทายโลกได้อย่างเท่าทัน
“การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบของพวกเราทุกคน ไม่ว่าภาครัฐ เอกชน เราต้องช่วยกัน” ซีอีโอเครือซีพี กล่าวย้ำปิดท้าย
”การปฏิรูปการศึกษา ควรสร้างให้เด็กเป็นนักสำรวจ ตั้งคำถาม ค้นคว้า หาคำตอบ ครูต้องเปลี่ยนจากศูนย์กลางความรู้ กลายเป็นผู้อำนวยความสะดวก เพื่อดึงศักยภาพ ความมั่นใจ ตลอดจนความสนใจเฉพาะด้านของเด็กแต่ละคนออกมา โดยทำงานร่วมกันเป็นทีมกับผู้ปกครอง“
คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวในงาน The Standard Economic Forum 2024
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567
เกี่ยวของกัน
รวมพลังระดับชาติ...ทั้ง ภาครัฐ ประชาสังคม และ 55 องค์กรเอกชน เร่งขับเคลื่อนภารกิจปฏิวัติการศึกษาไทย ผ่านความร่วมมือ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี จัดประชุมเข้ม เดินหน้าวางโรดแม็ป ปี 2568
ผนึกความร่วมมือ รวมพลังระดับประเทศ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 มุ่งขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่ความยั่งยืน…มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี นำโดย องคมนตรี พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ในฐานะประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ จัดการประชุม “ความร่วมมือ 3 ภาคส่วน รวมพลังสานอนาคตการศึกษาไทยที่ยั่งยืน” ประจำปี 2567ณ ห้องประชุมบุณยเกต หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีคณะที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบภาคประชาสังคม และภาคเอกชน โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ พร้อมด้วยซีอีโอ คณะผู้บริหารจากองค์กรผู้ร่วมก่อตั้ง อาทิ นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ นายอาทิตย์นันทวิทยาประธานเจ้าหน้าที่บริหารบมจ. เอสซีบีเอกซ์นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมผู้จัดการใหม่ บมจ. เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท ทรูดิจิทัล กรุ๊ป จำกัดและนายมนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ตลอดจนเครือข่ายพันธมิตร 55 องค์กร ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หารือและวางแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป อันได้แก่ การใช้ระบบ School Management System ครอบคลุมทุกโรงเรียนในสังกัดสพฐ. เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การระดมทุนในโครงการ “โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา” ให้ครบตามเป้าหมาย 88 ล้านบาท อีกทั้งจัดตั้งศูนย์ Learning Center นำร่องในโรงเรียนคุณภาพทั่วประเทศ รวมถึงพัฒนาผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ICT Talent) ให้ครอบคลุมทุกโรงเรียนในสังกัดสพฐ. ภายในปี 2570 ควบคู่กับการจัดหลักสูตรอบรมเพิ่มพูนทักษะการบริหารและการสอนร่วมกับสพฐ. และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
ภายใต้ความร่วมมืออันเข้มแข็งต่อเนื่องของทุกภาคส่วน ปัจจุบัน มีโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีที่อยู่ในสังกัดสพฐ. เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 6,949 แห่งทั่วประเทศ มีนักเรียนที่ได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาสะสมแล้วกว่า 2.31 ล้านคน ขณะที่มีผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) จำนวน 1,900 คน พร้อมด้วย ICT Talent อีก 2,400 คน เพื่อติดตามและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาให้ครอบคลุมทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ อีกทั้ง ยังพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษา 82,000 คน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ รวม 3,757.59 ล้านบาทในระยะดำเนินงานที่ผ่านมา โดยผลการดำเนินงานของมูลนิธิฯ มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับ 5 ยุทธศาสตร์หลัก ผ่านความร่วมมือในการดำเนินงานของ 5 คณะทำงาน ภาครัฐ-เอกชน ที่มาช่วยเสริมแกร่งให้เป็นไปตามเป้าหมายของมูลนิธิฯ ได้แก่
ยุทธศาสตร์ที่ 1 : การเปิดเผยข้อมูลสถานศึกษาสู่สาธารณะอย่างโปร่งใส (Transparency)มุ่งเน้นให้มีการนำระบบ School Management System (SMS) มาใช้กับโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารจัดการ พร้อมสร้างมาตรฐานการประเมินเชิงคุณภาพด้วย Chula Model และการปรับตัวชี้วัดตามบริบทโรงเรียน ทั้งนี้ ยังวางแผนถอดบทเรียนโรงเรียนต้นแบบเพื่อขยายผลสู่โรงเรียนอื่นๆ ต่อไป
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : กลไกตลาดและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม (Market Mechanisms) ส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยเปิดโอกาสให้ร่วมระดมทุนในโครงการ “โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา” โดยมีเป้าหมายจัดหาโน้ตบุ๊กให้โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ระดมทุนได้แล้วกว่า 23 ล้านบาท ทั้งนี้ ยังพัฒนาศักยภาพ School Partner พนักงานจิตอาสา ให้มีส่วนร่วมวิเคราะห์และประเมินโรงเรียนตามหลักยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
ยุทธศาสตร์ที่ 3 : การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน (High Quality Principals & Teachers) มูลนิธิฯ มีนโยบายพัฒนา “ICT Talent ภาครัฐ” ให้ครอบคลุมทุกโรงเรียนภายในปี 2570 รวมถึงการปรับหลักเกณฑ์การโอนย้าย การประเมินวิทยฐานะ และการปรับเงินเดือนให้กับครูและผู้บริหาร นอกจากนี้ ยังมีโครงการอบรมเข้มข้นเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้สอนสู่การเป็นครูผู้ส่งเสริมให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
ยุทธศาสตร์ที่ 4 : เด็กเป็นศูนย์กลาง เสริมสร้างคุณธรรมและความมั่นใจ (Child Centric & Curriculum) สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ Learning Center ในโรงเรียนคุณภาพ 1 โรงเรียนต่อ 1 เขตพื้นที่เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาหลักสูตรที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้เด็กได้เรียนตามความสนใจ พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ในด้านทักษะสำคัญในยุคดิจิทัล
ยุทธศาสตร์ที่ 5 : การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา (Digital Infrastructures) มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในโรงเรียน เพื่อรองรับการเรียนรู้แห่งอนาคต รวมถึงการติดตั้งการคัดกรองข้อมูล (Filtering Software) เพื่อให้เยาวชนเข้าถึงแหล่งข้อมูลอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย พร้อมส่งเสริมหลักสูตรด้านเทคโนโลยี AI และทักษะดิจิทัล
แนวทางยุทธศาสตร์ 5 หลักนี้ ได้นำมาประยุกต์ใช้ในโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี จนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และกลายเป็นโรงเรียนต้นแบบคอนเน็กซ์อีดีสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังเช่น โรงเรียนบ้านตำหรุ (วิงประชาสงเคราะห์) จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ ตัวแทนคณะครูและนักเรียน ได้มาร่วมนำเสนอแนวทางความสำเร็จในการพัฒนาโรงเรียนตามแนวทางดังกล่าว ทั้งนี้ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ยังคงยืนหยัดในการพัฒนาการศึกษาไทย ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ทั้งในเชิงนโยบาย การสนับสนุนโรงเรียนและบุคลากร ตลอดจนการมอบโอกาสให้เยาวชนทุกคนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองเพื่อสร้างสรรค์สังคมและประเทศให้ก้าวไกล

สำหรับองค์กรที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-858-1881-2 หรืออีเมล : Partners.connexted@gmail.com รวมถึงสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิฯ ได้ที่ connexted.org
ที่มา ; เดลินิวส์