M411_สรุปผลการดำเนินงานเพื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 131 ของหน่วยงานหลัก ศธ.
กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดการประชุมสรุปผลการดำเนินงาน เพื่อก้าวสู่ปีที่ 131 การศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2566 เพื่อรายงานความสำเร็จการขับเคลื่อนงานตามนโยบายและจุดเน้น 7 หน่วยงานหลัก ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 131 รมว.ศธ. “ตรีนุช” ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ช่วยกันขับเคลื่อน สร้างคุณภาพการศึกษาทุกมิติ พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ให้ ศธ.เกิดความเชื่อมั่นไว้วางใจต่อสังคม อย่างต่อเนื่อง
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.)
เริ่มที่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงภาพรวมผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของ ศธ. ภารกิจที่เด่นชัดคือ “การดำเนินการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ของเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา” นอกจากนี้ มีอีกหลายเรื่องที่ประสบผลสำเร็จ ได้รับการตอบรับที่ดี และเป็นที่น่าภูมิใจ เช่น
- อาสาสมัครกระทรวงศึกษาธิการ (อส.ศธ.) ศธ.ได้สร้างเครือข่ายคุณครูหรือบุคลากรทางการศึกษาที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ได้มีโอกาสทำงานให้ความรู้ด้านการศึกษาและช่วยเหลือชุมชน ปัจจุบันมียอดผู้สมัครทำงานเป็นอาสาสมัครมากถึง 43,885 คน
- การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ด้วย 7 มาตรการ ซึ่งได้ทำ MOU กับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงิน ดำเนินการจัดมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย แก้ไขปัญหาหนี้สินครู 4 ภาค ซึ่งช่วยให้ครูมีภาระหนี้สินลดลงกว่า 2,000 ล้านบาท มีการยกระดับปรับโครงสร้างหนี้ ลดอัตราดอกเบี้ย ตัดเงินเดือนและควบคุมยอดหนี้ ชะลอการดำเนินการทางกฎหมาย รวมถึงจัดตั้งสถานีแก้หนี้ครู และติดอาวุธให้ความรู้ทักษะทางการเงิน
- ยูเนสโก (UNESCO) ได้เสนอการเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ประสูติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันที่ 6 พฤษภาคม 2566 ซึ่ง UNESCO ได้มอบรางวัลประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในปี 2565 – 2566 ศธ.ได้ดำเนินการจัดการแสดงดนตรีและนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติเพื่อเฉลิมฉลอง กำหนดจัดระหว่างวันที่ 13 – 17 พฤษภาคม 2566 ณ กรุงปารีส และเมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งในวันดังกล่าว สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานและทอดพระเนตรกิจกรรม
- ทำหนังสือถึงคณะรัฐมนตรี ในการเสนอพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ให้ UNESCO ประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองในวาระ 100 ปีวันพระราชสมภพในปี 2570 เนื่องจากพระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระปณิธานแนวแน่ที่จะทำประโยชน์เพื่อประชาชนชาวไทยและสังคมโลก
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รายงานผลการดำเนินงานในฐานะที่ดูแลนักเรียนระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ทั้งเด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาปกติ กลุ่มเด็กด้อยโอกาส อยู่ในศูนย์อพยพ และเด็กพิเศษโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย โดยกล่าวถึงภาพรวมใน 4 มิติ ที่เน้นด้านคามปลอดภัย คุณภาพ โอกาส และประสิทธิภาพทางการศึกษา มีหลายโครงการที่ดำเนินการ เช่น
- ความปลอดภัยในสถานศึกษา พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครอง โดยจัดตั้งศูนย์ความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ จัดทำคู่มือการดำเนินการ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข สร้างโครงการ 1 โรงเรียน 1 ครูอนามัย เพื่อสร้างการรับรู้การช่วยชีวิตพื้นฐาน และดูแลสุขภาวะร่างกายสุขภาวะจิตใจ ประเมินความเสี่ยงโรคซึมเศร้าในเด็กหลังสถานการณ์ Covid-19
- โครงการพาน้องกลับมาเรียน ให้โอกาสไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตามเด็กที่ออกนอกระบบกลับมาศึกษาต่อ เด็กตกหล่นทุกคนต้องมีที่เรียน
- Active Learning การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ดำเนินการให้โรงเรียนในสังกัดปรับมาตรการการสอนให้เป็นหลักสูตร Active Learning 100% ทุกโรงเรียน
- โรงเรียนคุณภาพ ทำโรงเรียนทุกขนาดให้มีคุณภาพเท่าเทียมกัน ลดความเหลื่อมล้ำได้
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงศ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รายงานการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการสู่การพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง เพื่อการพัฒนาประเทศ ด้วย 4 โครงการหลัก ได้แก่
- โครงการเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษา และมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) มุ่งเน้นการจัดการเรียนหลักสูตรทวิศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ / ศึกษาสงเคราะห์ / โครงการพระราชดำริ มีผู้ประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ จำนวนมากกว่า 5,000 คน จัดแผนการเรียนแบบกลุ่มวิชาอาชีพ (โมดูลอาชีพ) การเรียนรู้แบบบูรณาการงานอาชีพ (Work Based Learning) เพื่อนำไปสู่การฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการ มีการทดสอบสมรรถนะวิชาชีพก่อนจบการศึกษา และมีสมรรถนะตามมาตรฐานการอาชีวศึกษา
- EXCELLENT CENTER เพื่อสร้างความเป็นเลิศเฉพาะทาง ตอบโจทย์กำลังคนสมรรถนะสูง ปัจจุบันมีจำนวน 170 ศูนย์ ดำเนินการพัฒนาความร่วมมือภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถส่งนักเรียน-นักศึกษาเข้าฝึกประสบการณ์จากสถานประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยระยะต่อไปจะมีการพัฒนาหลักสูตรให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับสมรรถนะที่สถานประกอบการต้องการ รวมถึงได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งในประเทศและต่างประเทศ
- ทวิภาคีคุณภาพสูง โดยสถานศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพัฒนาหลักสูตร สนับสนุนการจัดการเรียนการสอน ส่งเสริมสมรรถนะด้านอาชีพ เรียนจบมีงานทำทันที โดยเปิดสาขาใหม่ เช่น สาขาโลจิสติกส์การบิน สาขายานยนต์ไฟฟ้า EV สาขาหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม เป็นต้น ขณะนี้มีสถานศึกษาของรัฐเข้าร่วม 433 แห่ง สถานศึกษาเอกชน 444 แห่ง ทั้งนี้ตั้งเป้าหมายปี 2568 ดึงสถานประกอบการเข้าร่วม 12,388 แห่ง มีจำนวนผู้เรียนทวิภาคี 511,177 คน คิดเป็น 50%
- อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ นำเด็กตกหล่นที่หลุดจากระบบการศึกษา กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ด้วยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาของ สอศ. สพฐ. และ กศน. สามารถสร้างโอกาสให้ผุ้เรียนได้ 3,480 คน ซึ่งในอนาคตจะมีการเพิ่มจำนวนกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ห่างไกล ชายแดน ชายขอบ เขตชนบท และเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีฐานะยากจน รวมถึงเพิ่มจำนวนสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการด้วย
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)
นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการสภาการศึกษา รายงานผลดำเนินงานสำคัญ ดังนี้
- การสรรหาคณะกรรมการสภาการศึกษา ชุดที่ 5 จำนวน 28 รูป/คน
- ประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษา ชุดที่ 5 ซึ่งได้ประชุมไปแล้ว 3 ครั้ง โดยได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสภาการศึกษา 9 คณะ และได้พิจารณาให้ความเห็นชอบประเด็นเชิงนโยบายที่สำคัญ
- ขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กปฐมวัย ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้ขับเคลื่อนและติดตามแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย ติดตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย จัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศด้านเด็กปฐมวัย ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ และนโยบายและผลงานสำคัญต่าง ๆ
- ขับเคลื่อนงานกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) ดำเนินกิจกรรมขับเคลื่อนงานตามมติ ค.ร.ม. และขับเคลื่อนงานภายใต้ความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียน พร้อมลงพื้นที่สถานศึกษาประชุมติดตามการดำเนินการขับเคลื่อน NQF สู่การปฏิบัติ ปี 2566
สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)
นายคมกฤช จันทร์ขจร รองเลขาธิการ กศน. รักษาราชการแทนเลขาธิการ กศน. นำเสนอโครงการที่สำคัญ เช่น
- โครงการสูงวัย ใจสมาร์ท พัฒนาการทางกายจิตและสมองของผู้สูงอายุ พัฒนาทักษะชีวิตผู้สูงวัย 4 มิติ (สุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมและเทคโนโลยี) เพื่อการมีสุขภาวะที่ดี สามารถดูแลสุขภาพช่วยเหลือตนเองได้ มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 247,490 คน
- โครงการพาน้องกลับมาเรียน ในปีการศึกษา 2565 มียอดผู้เรียนหลุดออกจากระบบ 79,396 คน สามารถติดตามกลับเข้าสู่ระบบได้ 47,340 คน รวมถึง โครงการ กศน.เพื่อคนพิการ สร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับคนพิการและผู้ด้อยโอกาส มีการใช้ระบบ CAPER ในการจัดการเรียนรู้ จัดการศึกษาต่อเนื่อง จัดทำคู่มือในการนิเทศติดตามการใช้ระบบ CAPER นิเทศติดตามการใช้ระบบ CAPER จัดประชุมเพื่อนิเทศติดตามประเมินผล และสรุปรายงานผลการใช้ระบบ CAPER ในการจัดการเรียนรู้
- โครงการ กศน. WHITE ZONE (ศูนย์ความปลอดภัยสำนักงาน กศน.) จัดตั้งศูนย์ความปลอดภัยในระดับหน่วยงานจังหวัดสถานศึกษา 77 แห่ง คณะกรรมการศูนย์ความปลอดภัย 1,005 แห่ง และเจ้าหน้าที่ดูแลระบบ MOE Safety Center มีการจัดกิจกรรมประกวดสื่อสร้างสรรค์ “เยาวชนรุ่นใหม่ห่างไกลบุหรี่ไฟฟ้า” สถานศึกษาปลอดแอลกอฮอล์ WHITE ZONE สถานศึกษา กศน. ปลอดยาเสพติด ศูนย์อำนวยการและคณะกรรมการช่วยเหลือภัยพิบัติ ตลอดจนดำเนินการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย
นอกจากนี้ สำนักงาน กศน.ได้เตรียมเข้าสู่การจัดตั้งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มีหน้าที่จัดส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ใช้ระยะเวลาในการจัดตั้ง 60 วัน โดยจะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายในวันที่ 19 พฤษภาคม 2566
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)
นายประพัทธ์ รัตนอรุณ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สรุปผลการดำเนินงาน 3 เรื่อง ได้แก่
- การส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาเอกชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีแนวทางดำเนินงานที่สำคัญ เช่น 1) พัฒนาการนิเทศติดตามส่งเสริมสนับสนุนผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชนในศูนย์ตาดีกา จัดสรรค่าใช้จ่ายในการตรวจติดตามและสัมมนา ฝึกอบรมบุคลากรในศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิดตาดีกาจำนวนทั้งสิ้น 2,144 ศูนย์ ทำให้บุคลากรจำนวน 15,910 คน ได้รับการนิเทศพัฒนาในด้านการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น 2) พัฒนาการนิเทศติดตามและเพิ่มประสิทธิภาพสถานศึกษาให้มีความปลอดภัย จัดหายานพาหนะสำหรับใช้ในการนิเทศ ติดตาม ประเมินผลให้กับ สช.จังหวัด และสช.อำเภอ จำนวน 42 คัน ขณะนี้อยู่ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการเสนอของงบกลางไปยังสำนักงบประมาณ 3) การปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนให้สถาบันศึกษาปอเนาะ ให้สามารถเบิกจ่ายผ่าน สช.อำเภอ สช.จังหวัด (เดิมเบิกจ่ายผ่าน ศธจ.) โดยสถาบันศึกษาปอเนาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบันมีจำนวน 445 แห่ง ได้รับความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
- การอุดหนุนอาหารกลางวัน สำหรับนักเรียนเอกชนในศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิดตาดีกา โดย ครม. มีมติเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 อนุมัติหลักการโครงการอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียน (ตาดีกา) ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ 2566-2570 ซึ่งปีงบประมาณ 2566 มีนักเรียนได้รับจำนวน 172,473 คน ใช้งบประมาณสนับสนุนโครงการดังกล่าว จำนวน 331,148,166 บาท และการปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชนตามขนาดของโรงเรียน โดยปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนระดับชั้นเด็กเล็ก ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามขนาดของโรงเรียน ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียนโรงเรียนเอกชน จำนวน 487,819 คน ใช้งบประมาณทั้งสิ้น จำนวน 2,175,578,200 บาท
- การปรับเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลสำหรับนักเรียนพิการ ในโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษาและอาชีวศึกษา โดยปรับเพิ่มเงินอุดหนุนให้สมทบเงินเดือนครู ผู้ช่วยครู และค่าใช้จ่ายสำหรับนักเรียนพิการประเภทไป-กลับ โดยมีนักเรียนได้รับความช่วยเหลือ 4,762 คน ใช้งบประมาณจำนวน 118,739,045 บาท ซึ่งจะมีผลในปีงบประมาณพ.ศ 2566 เป็นต้นไป
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)
รองศาสตราจารย์ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. สรุป 13 เรื่องเด่น การพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลเพื่อพลิกโฉมวิชาชีพครู ดังนี้
- สร้างขวัญกำลังใจให้ครูที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ยากลำบาก โดยลดระยะเวลาขอวิทยฐานะ จาก 4 ปี เหลือ 3 ปี และเสนอเงินเพิ่มพิเศษจากสภาพการทำงาน เดือนละ 3,000 บาท
- จัดสวัสดิการและเพิ่มกรอบอัตรากำลังบุคลากรทางการศึกษา โดยเพิ่มกรอบอัตรากำลังสายสนับสนุนให้สถานศึกษา และเพิ่มเงินพิเศษเจ้าหน้าที่พัสดุ เดือนละ 2,000 – 6,000 บาท
- สร้างกลไกบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ประกาศใช้หลักเกณฑ์โรงเรียนคุณภาพ “จัดการเรียนการสอน และใช้ทรัพยากรร่วมกันกับโรงเรียนหลัก”
- ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมด้านคุณภาพให้โรงเรียน จัดสรรอัตรากำลังกว่า 20,453 อัตรา ตามเกณฑ์อัตรากำลังในรูปแบบใหม่
- ลดความซ้ำซ้อนในการประเมิน คืนครูสู่ห้องเรียน วางระบบเกณฑ์ประเมินใหม่ โดยใช้เกณฑ์ PA (ประเมินเงินเดือน เลื่อนวิทยฐานะ แลคงวิทยฐานะเป็นเรื่องเดียวกัน)
- ประเมินวิทยฐานะผ่านระบบออนโลน์ [DPA] ลดเอกสาร ระบบทันสมัย รวดเร็ว ยุติธรรม และมีประสิทธิภาพ
- มุ่งคุณภาพผลลัพธ์ที่ผู้เรียน ปรับมาตรฐานตำแหน่ง ให้ ผอ. / รอง ผอ. รร. เข้าถึงห้องเรียนอย่างน้อย 5 ชม. /สัปดาห์ และปรับการประเมินครูผ่าน 8 ตัวชี้วัด สะท้อน SMART TEACHING และ ACTIVE LEARNING
- วางระบบการสรรหาบุคคลเข้าสู่วิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกสายงานใหม่ทั้งหมด โดยกำหนดหลักเกณฑ์คัดเลือก ผอ. / รอง ผอ. เขตพื้นที่ฯ และสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และหลักเกณฑ์การสอบครูผู้ช่วย
- สร้างระบบมาตรฐานทางจริยธรรมในการปฏิบัติงาน ประกาศใช้ประมวลจริยธรรมครูฯ ให้ครอบคลุมคณะกรรมการที่กฎหมายกำหนด และบรรจุเรื่องจริยธรรมไว้ในการสรรหา บรรจุ แต่งตั้ง และการประเมิน
- ปรับระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูใหม่ จัดประเภท แยกระดับคุณภาพ และปลดล็อก ให้ได้คนเก่งเข้าสู่วิชาชีพครู และพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง
- วิจัยและพัฒนานวัตกรรม วางระบบการคัดเลือกผู้บริหารรูปแบบใหม่ / ระบบพัฒนาก่อนการคัดเลือก / ระบบบริหารงานบุคคลสถาบันการอาชีวศึกษา
- พัฒนาความก้าวหน้าและการประเมินในสถาบันอาชีวศึกษา สร้างความเข้มแข็งทางวิชาการในการผลิตกำลังคนด้านอาชีวศึกษาให้กับประเทศ
- แก้ปัญหาอัตรากำลังครู – ผอ. ในโรงเรียนขนาดเล็ก สามารถบรรจุผู้อำนวยการสถานศึกษา ในโรงเรียนที่มีนักเรียน 60 – 120 คน ได้ โดยเกลี่ยอัตราครูที่เกินในโรงเรียนขนาดใหญ่มาเปลี่ยนเป็น ผอ. เพื่อบรรจุในโรงเรียนขนาดเล็ก ปรับเกณฑ์การสอบบรรจุครูในยากลำบากเป็นการเฉพาะ
ภายหลัง 7 หน่วยงานได้รายงานผลสำเร็จการขับเคลื่อนงานตามนโยบาย, นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า นโยบายในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการท้าทายเรื่องโควิด หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมและเศรษฐกิจของโลกฉับพลัน ตลอดจนการสร้างคุณภาพ สร้างโอกาส ในฐานะที่ ศธ.ดูแลระบบการศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่เด็กอนุบาลจนถึงมัธยมฯ และสายอาชีพ ถือเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง
ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ช่วยกันจนประสบความสำเร็จ ทั้งเรื่องระบบการพัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษา ปรับเปลี่ยนระเบียบหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้เหมาะสม ตลอดจนเรื่องการแก้ไขหนี้สินครู เรื่องความปลอดภัยของนักเรียนและสถานศึกษา การสร้างคุณภาพทุกมิติ ซึ่งได้เห็นความคืบหน้าจากการติดตามงานมาโดยตลอด ขอให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะหลายโครงการถือเป็นเรื่องที่ดีมากต่อส่วนรวม ที่สำคัญคือ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ เพื่อบอกข่าวให้ประชาชนได้ทราบผลสำเร็จและความก้าวหน้าของการทำงาน ที่สำคัญผู้ปกครอง ครู และผู้เรียน เกิดความเชื่อมั่นในการทำงานของ ศธ.
นอกจากนี้ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้มีหนังสือชื่นชม ศธ.ในการให้ความสำคัญด้านการศึกษาปฐมวัย เกี่ยวกับความก้าวหน้าในการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่โดดเด่นของไทย ในการประชุมระดับโลกว่าด้วยการศึกษาและการดูแลเด็กปฐมวัย ณ กรุงทาชเคนต์ สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 อีกทั้ง ศธ.ได้เข้าร่วมการรับรองปฏิญญาทาชเคนต์ (Tashkent Declaration) และเจตนารมณ์สู่การปฏิบัติเพื่อการพลิกโฉมการศึกษาและการดูแลเด็กปฐมวัย (Commitments to Action for Transforming Early Childhood Care and Education) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
“ไม่ว่าสถานการณ์ของโลกจะปรับเปลี่ยนเฉียบพลันไปในทิศทางใด การศึกษาของไทยก็ต้องดำเนินต่อไป พร้อมสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจ “TRUST” ให้กับสังคม โดยมีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต เพื่อให้ประเทศมีกำลังคนสมรรถนะสูง มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มีทักษะชีวิต เป็นคนดี มีวินัย และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เพราะเสียงของสังคม ประชาชน ครู นักเรียน ยังคงดังก้อง และเรียกร้องให้พัฒนาและก้าวไปข้างหน้าให้ทัดเทียมสากล และไม่ว่าปัญหาจะมาในรูปแบบใด ศธ.ต้องพร้อมที่จะดำเนินการแก้ไข และร่วมบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เดินหน้าการศึกษาไทยให้เกิดมาตรฐาน ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้มากที่สุด จนหมดไปจากประเทศไทย …”
131 ปี กระทรวงศึกษาธิการพร้อมรับปรับการเปลี่ยนแปลงยกระดับการศึกษาไทยในโลกยุคเปลี่ยนผ่าน

ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยและทุกประเทศทั่วโลกได้เกิดวิกฤตการณ์อย่างรุนแรงจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้โลกเกิดการปรับตัวอย่างรุนแรงและรวดเร็ว นักวิชาการได้นิยามคำศัพท์เรียกโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ว่า “BANI World” ซึ่งประกอบด้วย B – Brittle (ความเปราะบาง) A – Anxious (ความกังวล) N – Nonlinear (ความสับสนต่อการคาดเดา) และ I – Incomprehensible (การเข้าใจได้ยาก)
โลกยุคการเปลี่ยนผ่าน ที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความท้าทายหลากหลายด้าน ล้วนส่งผลกระทบทางกายภาพและสภาวะจิตใจของคนทุกช่วงวัย กระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีหน้าที่หลักในการผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงและพัฒนาวิธีการจัดการศึกษา ให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาปรับตัวได้ สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเรียนการสอนให้ทันยุคทันสมัย พร้อม ๆ กับการฟื้นฟูภาวะความรู้ถดถอยของผู้เรียน จากวิกฤตการแพร่ระบาดของ COVID-19 เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับคนไทยทุกคนให้ได้มากที่สุด
ปี 2566 กระทรวงศึกษาธิการ ได้สร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจ “TRUST” ให้กับสังคม โดยมีหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต เพื่อให้ประเทศมีกำลังคนสมรรถนะสูง มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มีทักษะชีวิต เป็นคนดี มีวินัย และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ผ่านการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี การเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 รวมทั้งแนวโน้มโลกในอนาคต ใน 7 นโยบายและจุดเน้นปี 2566 ได้แก่
- สถานศึกษาปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่
- ยกระดับคุณภาพการศึกษาด้วยหลักสูตรฐานสมรรถนะ เน้นลงมือทำจริง
- ทักษะการอ่าน ทักษะดิจิทัล ทักษะการออม และประวัติศาสตร์
- การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษา ด้วย Big Data รองรับผู้เรียนทุกกลุ่มวัย รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายพิเศษและเปราะบาง
- การพัฒนาทักษะอาชีพ เพื่อการมีงานทำ มีสมรรถนะตามกรอบคุณวุฒิมาตรฐานสากล และสะสมหน่วยการเรียนรู้ได้
- การสนับสนุนวิชาชีพครู บุคลากรทางการศึกษาและบุคลากรสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้มีสมรรถนะดิจิทัล จัดการเรียนรู้ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และวางแผนการเงินได้
- การพัฒนาระบบราชการและการบริการภาครัฐยุคดิจิทัล เพื่อช่วยในการดำเนินงาน เชื่อมโยง และแบ่งปันข้อมูล และการจัดทำกฎหมายการศึกษาและแผนการศึกษาแห่งชาติ พร้อมสร้างการรับรู้สู่สาธารณะอย่างทั่วถึง
ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 131 ปี วันที่ 1 เมษายน 2566 กระทรวงศึกษาธิการขอขอบคุณผู้บริหาร ข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำหน้าที่จัดการศึกษาอย่างเต็มความสามารถในสถานการณ์ท้าทายรอบด้าน เพื่อพัฒนากำลังคนทุกช่วงวัยที่มีคุณภาพให้กับประเทศ
โอกาสนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้จัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 131 ปี เพื่อเฉลิมฉลองในวันครบรอบ และเพื่อเผยแพร่ประวัติความเป็นมา ภารกิจ หน้าที่และอำนาจ ผลการดำเนินงาน รวมถึงบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาของหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้สนใจอ่านในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ที่คลังหนังสือออนไลน์กระทรวงศึกษาธิการ : www.moe.go.th/e-book และหนังสือ 130 ปี กระทรวงศึกษาธิการ
วิสัยทัศน์ กระทรวงศึกษาธิการ : ภายในปี 2570 ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม มีทักษะที่จำเป็น พร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต และปรับตัวสอดคล้องกับวิถีชีวิตโลกยุคใหม่
ดาวน์โหลดเอกสารทั้ง 7 หน่วยงานที่นำเสนอ
ที่มา ; ศธ 360 องศา
สรุปสาระสำคัญ
กระทรวงศึกษาธิการจัดประชุมสรุปผลการดำเนินงานในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 131 เพื่อรายงานผลความสำเร็จของ 7 หน่วยงานหลัก ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยยุคศตวรรษที่ 21 โดย รมว.ศธ. เน้นการสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมผ่านการสื่อสารเชิงรุก สป. รายงานผลเด่นด้านลดความเหลื่อมล้ำ การจัดอาสาสมัคร ศธ. และการแก้ปัญหาหนี้สินครู สพฐ. มุ่งผลลัพธ์ 4 มิติ ได้แก่ ความปลอดภัย คุณภาพ โอกาส และประสิทธิภาพ ผ่านโครงการพาน้องกลับมาเรียน โรงเรียนคุณภาพ และ Active Learning 100% สอศ. ขับเคลื่อนการผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงผ่านทวิศึกษา Excellent Center และทวิภาคีคุณภาพสูง สกศ. ดำเนินภารกิจด้านเด็กปฐมวัยและกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ กศน. ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่น โครงการสูงวัย ใจสมาร์ท และพาน้องกลับมาเรียน พร้อมจัดตั้งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ สช. พัฒนาการศึกษาชายแดนใต้ อาหารกลางวัน และเงินอุดหนุนนักเรียนพิการ ส่วน ก.ค.ศ. เดินหน้า 13 นโยบายยกระดับวิชาชีพครู เช่น เกณฑ์ PA ระบบ DPA การปรับอัตรากำลัง และการคัดเลือกผู้บริหารรูปแบบใหม่ เพื่อพลิกโฉมคุณภาพการศึกษาไทยโดยรวม
ข้อสอบ
1. หากโรงเรียนมีปัญหา “เด็กหลุดออกจากระบบ” มากขึ้น หลังโควิด ผู้บริหารควรใช้แนวทางของหน่วยงานใดเป็นแบบอย่างใกล้เคียงที่สุดในการแก้ปัญหา?
ก. สช. – พัฒนาศูนย์ตาดีกา
ข. สอศ. – Excellent Center
ค. สพฐ. – โครงการพาน้องกลับมาเรียน
ง. ก.ค.ศ. – ลดความซ้ำซ้อนการประเมิน
2. หากต้องการเพิ่มสมรรถนะผู้เรียนให้ทันความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ โรงเรียนควรประสานนโยบายใดเป็นหลัก?
ก. PA ของครู
ข. ทวิศึกษา และทวิภาคีคุณภาพสูง
ค. อส.ศธ.
ง. โครงการสูงวัย ใจสมาร์ท
3. หากเขตพื้นที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำโรงเรียนขนาดเล็กอย่างเป็นระบบ ควรใช้นโยบายใดเป็นเครื่องมือแรกในการบริหารจัดการ?
ก. โรงเรียนคุณภาพ และการใช้ทรัพยากรร่วมกัน
ข. การเพิ่มเงินอุดหนุนปอเนาะ
ค. การจัดตั้งศูนย์ความปลอดภัย
ง. การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ
4. ระบบ DPA ของ ก.ค.ศ. มีประโยชน์ต่อครูมากที่สุดในด้านใดต่อไปนี้?
ก. เพิ่มจำนวนกิจกรรมให้ครูจัดทำ
ข. ลดภาระงานเอกสาร และเพิ่มความโปร่งใสในการประเมิน
ค. ใช้แทนการเรียนการสอน Active Learning
ง. ใช้ประเมินเฉพาะครูอาวุโสเท่านั้น
5. โรงเรียนต้องการยกระดับความปลอดภัยหลังโควิด ควรอ้างอิงแนวทางใดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากที่สุด?
ก. Excellent Center
ข. ศูนย์ความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ และโครงการ 1 โรงเรียน 1 ครูอนามัย
ค. การนิเทศตาดีกา
ง. โครงการอาชีวะอยู่ประจำ
คลิกเฉลย >>>