สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ChatGPT…อย่าให้ “ปัญญาประดิษฐ์” ทำให้เรากลายเป็น “ปัญญาประดับ”

บทความโดย สุทธิ สุนทรานุรักษ์

นับตั้งแต่ ChatGPT เปิดตัวมาเมื่อปลายปีที่แล้ว จนถึงวันนี้ ChatGPT กำลังกลายเป็น AI ที่ทรงอิทธิพลและเป็นคู่ต่อกรที่สมน้ำสมเนื้อกับ Google ที่ครองโลก Search engine มานานกว่าสองทศวรรษ

ปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ ชนิดที่ “ถามอะไร” ตอบได้หมด กระชับ ชัดเจน สร้างกรอบความคิด แถมออกแบบชุดความรู้ให้ได้ด้วย คุณสมบัติเหล่านี้ ChatGPT ได้กลายเป็นเครื่องมือดิจิทัลที่ทรงอานุภาพในวันหน้า

อย่างไรก็ดี AI ประเภทนี้คงไม่ได้มีแค่ข้อดีอย่างเดียว หากแต่ทุกอย่างมี”ข้อพึงระวัง”เช่นกัน

ผู้เขียนติดตาม ChatGPT มาตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เปิดตัวประมาณเดือน พ.ย. จนถึงวันที่ผู้เขียน Subscribe GPT เป็น ChatGPT Plus เสียค่าสมาชิกรายเดือน ๆ ละ 20 เหรียญ และเพิ่งใช้ ChatGPT 4.0 เมื่อวันอังคารที่ 16 มี.ค.2566

ประโยชน์ของ GPT นั้นมีมากมาย จนผู้เขียนเรียกชื่อ GPT ภาษาไทยว่า “จิปาถะ” เพราะถามหรือคุยอะไรกับ Chatbot ตัวนี้ เราแทบจะได้คำตอบที่ดีเกือบทุกเรื่องจิปาถะ

ด้วยความเป็นปัญญาประดิษฐ์…สิ่งที่เราคิดต่อจากนี้ คือ เราควรหาวิธีทำงานร่วมกับ AI อย่างไร ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยยังหลงเหลือภูมิปัญญาความเป็นมนุษย์อยู่

สำหรับผู้เขียนแล้ว การใช้ข้อมูลจาก GPT ควรสอบทานความถูกต้องข้อมูลอีกครั้ง ก่อนนำไปใช้งาน…ด้วยเหตุที่ว่า “อย่าเชื่อ” เพราะเป็นปัญญาประดิษฐ์

GPT สามารถให้ข้อมูลที่สมบูรณ์ กระชับ ชัดเจน ถึงขนาดวันนี้ เราสามารถใช้ ChatGPT ควบคู่ไปกับ Google Chrome extention เวลาเราค้นหาข้อมูล

เราต้องการข้อมูลที่กระชับ เข้าใจง่าย ชัดเจน โดยไม่ต้องการข้อมูลปริมาณมหาศาลอย่างที่ Search engine พยายามค้นให้เรา

GPT สามารถประหยัดเวลา ลดต้นทุนการสืบค้น ขณะเดียวกันสามารถออกแบบ สร้างสรรค์สิ่งที่มนุษย์ยังคิดไม่ได้

 

ปัญญาประดิษฐ์ตัวนี้ หากเราต้องพึ่งพามันตลอดเวลา …ท้ายที่สุด วันหนึ่งปัญญามนุษย์เราจะเหลือเพียง “ปัญญาประดับ”

ความหมายของปัญญาประดับ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Superficial Intelligent อาจทำให้เรากลายเป็น Pseudo Intellectual หรือปราชญ์จอมปลอมแบบไม่รู้ตัว

ChatGPT ได้ฉีกกฎขั้นตอนการพัฒนาภูมิปัญญามนุษย์ กล่าวคือ แทนที่มนุษย์เริ่มต้นจากการสงสัย ใคร่รู้ และตั้งคำถาม…จากนั้นจึงค้นคว้า ทดลอง ใช้เวลาศึกษาวิจัย จนกระทั่งได้แนวคิด ต่อยอดสู่ทฤษฎี สร้างกฎ ทดลองซ้ำ… เพื่อยืนยันสิ่งที่ตนเองพบ และต่อยอดใหม่ จนสร้างภูมิปัญญามนุษย์ หรือ Wisdom

โจทย์ที่ท้าทายเรื่องการใช้ GPT คือ เราจะใช้ GPT อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยที่ทำให้เราฉลาดขึ้นและพัฒนาไปพร้อมกับเจ้าปัญญาประดิษฐ์

ผู้เขียนสนับสนุนการใช้งาน GPT จิปาถะอย่างสร้างสรรค์ และเชื่อเสมอว่า เราสามารถพัฒนา เก่งขึ้นได้ หากใช้งานมันเป็น

Bernard Marr นักอนาคตศาสตร์ (Futurist) และ Influencer คนสำคัญในวงการเทคโนโลยีและ Foresight ได้เขียนหนังสือชื่อ Future Skills : The 20th Skills and Competencies Everyone Needs to Succed in a Digital World

 

หนังสือเล่มนี้ถูกแปลเป็นไทยแล้วในชื่อ “ทักษะอนาคตที่ AI ทำแทนคุณไม่ได้” แปลโดย พรรษรัตน์ พลสุวรรณา พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Nanmeebooks

ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้อยู่ตรงที่มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกับสังคมที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีตั้งแต่เกิดจนตาย…ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน 

เราควรมีทักษะอะไรบ้างที่ทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกับ AI อย่างเข้าใจและมีความสุข

เราสามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์มาประดับปัญญา ความสามารถเรา ไม่ใช่ AI ทำให้เราเป็นเพียงแค่ปัญญาประดับ

 

ทักษะที่ Marr เสนอมีอยู่ยี่สิบทักษะ ไล่ตั้งแต่เรื่องของการดูแลสุขภาพกายและใจของเราเองในฐานะที่เป็น Health and Mental literacy

 

ทักษะที่อยู่ร่วมกับผู้คนในสังคมอย่างมีความสุข โดยเฉพาะการยอมรับ ชื่นชมกับความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เราปรับตัว สงสัยใคร่รู้และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง หรือ Life long learning

ทักษะในการบริหารเวลา (Time Management) จัดระเบียบชีวิตตัวเอง ลำดับความสำคัญเป็น

ทักษะความเป็นผู้นำที่ไม่ได้แค่สอนในห้องเรียน MBA แต่หมายถึงทักษะที่เป็นผู้นำที่เริ่มจากเป็นผู้ตาม Follower ที่ดีด้วย

ทักษะเรื่องความฉลาดทางวัฒนธรรมและยอมรับความหลากหลายแตกต่าง (Cultural Intelligent & DEI หรือ Diversity-Equity-Inclusion)

ทักษะอื่น ๆ  เช่น Digital literacy , Data Analytic, Data Visualization, Creativity, Critical thinking, Agile & Flexibility

คำใหม่ ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นมาในโลกที่ท่วมท้นไปด้วยข้อมูลข่าวสาร จนแทบไม่มีวันหยุดพัก

 

การเติบโตของข้อมูลข่าวสารแบบทับทวีคูณทำให้เราจำเป็นต้อง “กรอง” ข้อมูลเป็นด้วยสติปัญญาที่แท้จริงของเราเอง

 กาลามสูตร” ข้อที่เก้าที่พระพุทธองค์บัญญัติไว้ คือ มา ภพฺพรูปตา – อย่าเพิ่งเชื่อเพราะดูน่าเชื่อถือ…แน่นอนว่า AI ทุกประเภทไม่เว้นแม้แต่ ChatGPT จัดเป็นความเชื่อประเภทนี้ เพราะเต็มไปด้วยความน่าเชื่อถือ หากเราเชื่อ AI โดยไม่คัดกรอง ใช้วิจารณญาและสติปัญญาเราพิสูจน์อีกหลายครั้ง…กระบวนการสร้างปัญญาของมนุษย์ในอนาคตจะถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่แก้โจทย์ปัญหา หาคำตอบ ออกแบบให้เราภายในไม่ถึง 1 นาที

 

มิพักต้องเอ่ยถึงภูมิปัญญามนุษย์ที่สั่งสมกันมานับพันปี เพราะมันจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและทำให้ภูมิปัญญาเรากลายเป็นเพียง “ปัญญาประดับ” ที่แนบมากับปัญญาประดิษฐ์ 

ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา 30 มีนาคม 2566

 

ข่าวเกี่ยวกัน

ChatGPT และผองเพื่อน : ครูไทยใช้ AI ตัวไหนดี?

บทความโดย สุรศักดิ์ แซ่ลิ้ม

         ในปัจจุบันที่ AI เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกและใช้กันทั่วไปในชีวิตประจำวันแล้ว ยังมี AI อีกหลายรูปแบบที่ผลิตออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการมนุษย์ และมีไม่น้อยที่อาจเป็นประโยชน์กับครูแต่ว่ายังไม่ได้ลองใช้ ดังนั้น EDUCA จึงขอถือโอกาสนี้ เชิญชวนคุณครูทำความรู้จักและทดลอง AI ที่ออกแบบตามความต้องการของครู เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้และการทำงานต่อไป 

 

AI สำหรับการเปลี่ยนข้อความเป็นเสียง (Text-to-Speech)
         เริ่มต้นด้วย AI ประเภทเปลี่ยนข้อความเป็นเสียง การเปลี่ยนข้อความเป็นเสียงทำให้ได้เสียงที่เป็นสำเนียงของเจ้าของภาษา เหมือนกับได้พานักเรียนไปฝึกพูดกับครูเจ้าของภาษาจริง ๆ AI ประเภทนี้ค่อนข้างแพร่หลายและมีหลายตัวเลือกให้ครูได้ทดลองใช้ เช่น
 Typecast.ai เป็น Text-to-Speech AI ที่ผู้ใช้สามารถเลือกตัวละครให้เหมาะกับสื่อที่เราต้องการนำเสนอได้ เพราะว่าแต่ละตัวละครมีน้ำเสียงต่างกัน เช่น น้ำเสียงสำหรับการบรรยายสารคดี น้ำเสียงสำหรับการบรรยายผ่านวิทยุ ผู้ใช้ยังสามารถเลือกอารมณ์ของน้ำเสียงได้ เช่น เศร้า โมโห หงุดหงิด รวมถึงยังรองรับภาษาเกาหลี ญี่ปุ่น และสเปนอีกด้วย
• 
Play.ht เป็น Text-to-Speech AI ที่ผู้ใช้สามารถนำบทพูดมาแปลงเป็นเสียง เหมือนกับให้เจ้าของภาษามาบรรยายในชั้นเรียนจริง ๆ จุดเด่นของ AI ตัวนี้คือสามารถเลือกเสียงได้มากกว่า 100 ภาษารวมถึงภาษาไทยด้วย AI เปิดให้ทดลองใช้โดยจำกัดจำนวนคำที่ใช้แปลงเป็นเสียงที่ 5,000 คำ และสามารถดาวน์โหลดเสียงได้ทั้งหมด 3 ครั้ง
นอกจากนี้ ยังมี 
Murf.ai ที่สร้างวิดีโอนำเสนอได้ Lovo.ai ที่มีเสียงให้เลือกมากกว่า 400 เสียง และ AI ตัวอื่นอีกมากมายให้ครูได้ลองเลือกเล่นตามต้องการ

 

 

AI สำหรับการเปลี่ยนข้อความเป็นรูป (Text – to – image)
         การเขียนรายละเอียดรูปแล้วให้ AI ออกแบบรูปที่ต้องการภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว AI ประเภทนี้เหมาะกับการสร้างรูปประกอบการบรรยายเพื่อให้นักเรียนเห็นภาพของตัวเนื้อหามากขึ้น ทั้งนี้ หลักการใช้ Text-to-Image AI มีเพียงข้อเดียวคือ ยิ่งป้อนข้อมูลให้ AI มากเท่าใด AI ก็จะวาดรูปได้ตรงตามความต้องการเรามากเท่านั้น Text-to-Image AI ที่น่าสนใจมีดังนี้
• 
Shutterstock AI เป็น Text-to-Image AI ของคลังภาพยักษ์ใหญ่อย่าง Shutterstock ที่มีรูปภาพสต็อกไว้ทั้งหมดถึง 433 ล้านรูปในปี 2022 ด้วยคลังภาพขนาดใหญ่มหึมา ทำให้เมื่อเราป้อนรายละเอียดของรูปที่เราต้องการให้กับ AI แล้ว AI ก็จะดึงรูปภาพในคลังมาประมวลผลและปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการของเราให้มากที่สุด ทั้งนี้ Shutterstock มอบสิทธิให้ทดลองใช้โดยเราสามารถดาวน์โหลดรูปภาพได้ฟรี 10 รูป หรือ 1 คลิป และหากต้องการดาวน์โหลดเพิ่มเติม ผู้ใช้จำเป็นต้องสมัครสมาชิก
• 
Canva เว็บไซต์ผลิตสื่อนำเสนอยอดนิยมระดับโลกเปิดตัว Text-to-Image AI ให้บุคคลทั่วไปได้ลองใช้กันด้วยโดยตัวคำสั่งของ Text-to-Image AI อยู่ในรูปของ App  ทั้งนี้ข้อจำกัดของ AI ตัวนี้ยังมีบ้างเล็กน้อย เช่น รูปของมนุษย์ยังไม่สมจริงมากนัก AI ตัวนี้จึงเหมาะกับการประมวลผลรูปภาพที่เป็นสิ่งของ หรือทิวทัศน์มากกว่า อย่างไรก็ดี จุดเด่นของ AI ตัวนี้คือเราสามารถนำรูปที่สร้างไปแปะใน presentation ของเราได้เลยทำให้สะดวกแก่การใช้งานและนำไปใช้ได้จริง

นอกจาก Text-to-Speech AI และ Text-to-Image AI แล้วยังมี AI อีกมากมายหลายประเภทที่เป็นประโยชน์อย่างมากกับครูและนักเรียน ดังนี้
• 
ChatPDF เป็น Chatbot ของ ChatGPT ที่ช่วยย่อยข้อมูลในเอกสาร pdf แล้วให้เราถาม – ตอบเสมือนกับเรานั่งคุยกับผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ แถมยังเปิดให้ใช้ฟรีโดยจำกัดให้ใส่ข้อมูลได้ 3 ไฟล์ต่อวัน ถามได้ 50 คำถามต่อวัน ขนาดไฟล์ไม่เกิน 10 MB และไม่เกิน 120 หน้า
• 
Simplified เป็นเว็บไซต์ที่ช่วยสร้าง Presentation ได้ภายในหนึ่งคลิก เพียงผู้ใช้กรอกหัวข้อและจำนวนประเด็นที่ต้องการนำเสนอ AI ตัวนี้ก็จะผลิต Presentation ออกมาทันที เรียกได้ว่าประหยัดเวลาทำสื่อไปได้มากทีเดียว นอกจากนี้ Simplified เปิดให้ใช้ฟรีตามเงื่อนไขที่เว็บไซต์กำหนด

         สุดท้ายนี้ แม้ว่าบริษัททั่วโลกเริ่มหันมาพัฒนา AI เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทำให้ครูและนักเรียนมี AI ใช้เป็นจำนวนมากแล้ว สิ่งที่ครูและนักเรียนขาดไม่ได้คือทักษะการใช้เทคโนโลยี และการรู้เท่าทันเรื่องเทคโนโลยี (Digital Awareness) เพราะการใช้ AI อย่างคล่องแคล่วเป็นสิ่งดี แต่การใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ดีที่สุด 

ที่มา ; EDUCA

เกี่ยวข้องกัน

ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เปลี่ยนโลก 

CHAT GPT เป็นโมเดลปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกพัฒนาโดย OpenAI มีความสามารถในการเข้าใจและสร้างข้อความภาษาธรรมชาติได้ในลักษณะที่คล้ายมนุษย์ เพราะฉะนั้น มันเหมาะสำหรับการใช้ในการสนทนาและการสร้างเนื้อหาที่มีความหลากหลายและน่าสนใจ การใช้ CHAT GPT สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ 

ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มีการพูดถึงมานาน แต่ที่พูดถึงมากที่สุดก็คือตั้งแต่ 30 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นมา ที่บริษัท OpenAI มีการเปิดตัว CHAT GPT ซึ่งเป็นแชทบอทที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ซึ่งมีพลังในการคิด และโต้ตอบไปมาคล้ายมนุษย์ แถมตอนนี้ยังสามารถป้อนข้อมูล (input) ที่เป็นภาพและเสียงได้  

จำได้ว่าสมัยแชทบอทออกมาใช้งานใหม่ๆ ดิฉันเคยเข้าไปใช้ของสายการบินแล้วหงุดหงิดมาก เพราะมันไม่ฉลาด ไม่เข้าใจที่เราถาม ต้องปรับปรุงคำถามไปมาหลายรอบ มันก็ตอบซ้ำๆ ไม่ได้เรื่อง จนเราเหนื่อย เลิกใช้ไปเอง 

แต่รุ่นใหม่ ไม่เหมือนเดิม มันสามารถเขียนบทความ แปลเอกสาร ให้คำแนะนำ และยังเขียนโค้ด ได้เก่งอย่างน่าทึ่ง 

GPT ย่อมาจาก General Pre-trained Transformer แปลง่ายๆก็คือ มันถูกฝึกได้ และฝึกแล้วก็เก่ง แบบเดียวกับที่เราฝึกคน เพราะคนสามารถนำไปคิดต่อได้ แต่ที่มีมากกว่าคนคือ มันถูกป้อนข้อมูลเข้าไปเยอะมาก มากกว่ามนุษย์คนใดในโลกจะมีอยู่ในสมองแน่นอน ดังนั้น มันจึงมีข้อมูลมากมายที่จะสามารถดึงและประมวลมาตอบ ในสัปดาห์นี้ ดิฉันจึงถือโอกาสให้มันลองช่วยเขียนบทความให้ท่านอ่านนะคะ 

ยกตัวอย่าง ดิฉันเขียนสั่งไปว่า เขียนบทความอธิบายเกี่ยวกับ CHAT GPT และตัวอย่างการใช้งาน”

คำตอบต่อไปนี้ เป็นคำตอบของ CHAT GPT ค่ะ (ตัวพิมพ์หนา CHAT GPT ก็ทำมาให้) 

“CHAT GPT เป็นโมเดลปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกพัฒนาโดย OpenAI ซึ่งมีความสามารถในการเข้าใจและสร้างข้อความภาษาธรรมชาติได้ในลักษณะที่คล้ายมนุษย์ เพราะฉะนั้น มันเหมาะสำหรับการใช้ในการสนทนาและการสร้างเนื้อหาที่มีความหลากหลายและน่าสนใจ 

การใช้ CHAT GPT สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ เช่น:

1. การสนทนากับบอท: CHAT GPT สามารถใช้เป็นบอทในการสนทนากับผู้ใช้ เช่น ในการตอบคำถามทั่วไป, การให้คำแนะนำ, การแนะนำผลิตภัณฑ์, และอื่น ๆ

2. การสนทนาที่ปรับปรุง: ผู้ใช้สามารถใช้ CHAT GPT เพื่อสนทนาและปรับปรุงความเข้าใจของการสนทนา โดยการให้ข้อมูลเพิ่มเติม และช่วยให้ CHAT GPT สามารถตอบคำถามหรือให้คำแนะนำได้ดียิ่งขึ้น

3. การสร้างเนื้อหา: CHAT GPT สามารถใช้ในการสร้างเนื้อหาต่าง ๆ เช่น บทความ, บทวิจารณ์หนังหรือหนังสือ, บทสนทนา และอื่น ๆ โดยสามารถปรับรูปแบบและระดับความซับซ้อนของเนื้อหาได้ตามต้องการ

4. การศึกษาและการวิจัย: นักวิจัยและนักศึกษาสามารถใช้ CHAT GPT เพื่อการศึกษาและการวิจัย เช่น ในการทดสอบความสามารถในการเข้าใจและการสร้างข้อความของโมเดล 

การใช้ CHAT GPT มีข้อดีมากมาย เช่น

ความสามารถในการเรียนรู้และปรับปรุงตัวเองจากข้อมูลที่รับมา, ความสามารถในการให้คำตอบที่ค่อนข้างถูกต้องและครอบคลุม, การสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ, และความสามารถในการทำงานต่อเนื่องโดยไม่ต้องการพักผ่อนหรือการพัฒนาเชิงลึกจากภายนอกเป็นต้น 

การพัฒนา CHAT GPT ยังคงเป็นที่น่าสนใจในวงการปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง และมีศักยภาพที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในวิถีการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีในอนาคต” 

เป็นอย่างไรคะ น่าทึ่งไหมคะ เพราะความสามารถนี้เอง ทำให้องค์กรและธุรกิจต่างๆ มองเห็นว่า สามารถนำมาทดแทนคนทำงานได้ และจากการสำรวจที่ทำโดย IBM ในปีที่แล้ว (2023) พบว่า องค์กรและบริษัทต่างๆนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้แล้ว 42% และกำลังพิจารณาใช้อีก 40% ค่ะ 

หลายท่านคงอยากถามว่า ในอนาคต AI จะสามารถทดแทนการทำงานของคนได้อย่างสมบูรณ์แบบหรือไม่ คำตอบจาก CHAT GPT 3.5 คือ 

การใช้งาน AI ในอนาคตมีทัศนคติที่หลากหลาย ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของ AI และการนำมาใช้งานในสถานการณ์ต่าง ๆ ต่อไปนี้คือภาพรวมของทิศทางที่อาจเกิดขึ้น:

1. การช่วยเสริมและเสริมสร้าง: AI จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมและเสริมสร้างศักยภาพของมนุษย์ โดยใช้ในการช่วยในงานที่ซับซ้อนและเชี่ยวชาญ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนการพัฒนายาใหม่หรือการวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ

2. การทำงานร่วมกับมนุษย์: AI จะใช้เพื่อช่วยในการทำงานร่วมกับมนุษย์ในหลายภาคส่วน แบ่งแยกงานที่ซับซ้อนและเชี่ยวชาญให้กับ AI และปล่อยให้มนุษย์มาทำงานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการตัดสินใจ

3. การช่วยเหลือในการตัดสินใจ: AI จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจ โดยการวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างโมเดลที่สามารถทำนายผลลัพธ์หรือแนะนำตัวเลือกที่ดีที่สุดให้กับมนุษย์

4. การเปลี่ยนแปลงในการทำงานและอุตสาหกรรม: AI อาจเป็นเครื่องมือที่ทำให้การทำงานและอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เช่น การใช้งานหุ่นยนต์ในการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นการทำงานที่ไม่ต้องการมนุษย์ในสภาพแวดล้อมที่ต้องการความปลอดภัยสูง

5. ความเสี่ยงและความสะดวกในการใช้งาน: AI อาจเพิ่มความเสี่ยงในบางด้านเช่น ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความสะดวกในการทำงานและการดำเนินการในองค์กร

ดังนั้น AI จะไม่ได้ทำให้มนุษย์ไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่จะเป็นเครื่องมือที่สามารถเสริมสร้างและเสริมความสามารถของมนุษย์ในการทำงานและชีวิตประจำวัน” 

ถามว่ามีองค์กรใช้ AI ในการทำงานแล้วมากไหม คำตอบคือ 

ในปัจจุบันองค์กรหลายแห่งใช้งาน AI เพื่อช่วยในการทำงานและการดำเนินธุรกิจอย่างแพร่หลาย ตัวอย่างที่พบได้บ่อย ๆ ได้แก่:

1. บริษัทเทคโนโลยี: บริษัทที่มีการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีมากมาย เช่น บริษัทด้านเทคโนโลยีใหญ่ๆ เช่น Google, Amazon, Microsoft ซึ่งใช้ AI ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ รวมถึงระบบคลังข้อมูลและบริการคลาวด์

2. ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ: บริษัทออนไลน์ที่ใช้ AI เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า และการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า เช่น บริษัทด้านการค้าปลีกออนไลน์และการบริการท่องเที่ยว

3. ธุรกิจการเงิน: บริษัทในภาคการเงินใช้ AI ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงการจัดการพอร์ตการตรวจสอบทางกฎหมายและการป้องกันการฉ้อโกง เพื่อช่วยลูกค้าให้มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่ดีขึ้น

4. สุขภาพและยา: ในอุตสาหกรรมยาและดูแลสุขภาพ มีการใช้ AI เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ภาพเคลื่อนไหวการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์และการพัฒนายาใหม่

5. การผลิตและการจัดการภายในภาคอุตสาหกรรมใช้ AI เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตการวิเคราะห์และการจัดการภายในเช่น การทำนายการต้องการของสินค้าและบริการการควบคุมคุณภาพและการจัดการคลังสินค้า

การใช้งาน AI ในองค์กรไม่เฉพาะเพียงแค่การทำนายและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเดียว แต่ยังเริ่มเห็นการใช้งานในการตัดสินใจทางกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และการพัฒนาบริการที่ดูเป็นประโยชน์ต่อลูกค้ามากขึ้น” 

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 15 ก.ค. 2024

สรุปสาระสำคัญ

บทความกล่าวถึงบทบาทของ ChatGPT และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเข้ามามีอิทธิพลต่อโลกการเรียนรู้และการทำงานอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถให้คำตอบได้อย่างกระชับ ชัดเจน และช่วยสร้างองค์ความรู้ได้หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า AI แม้จะมีประโยชน์ด้านการประหยัดเวลา ลดต้นทุน และช่วยสร้างสรรค์งาน แต่ก็มีข้อควรระวัง โดยเฉพาะการเชื่อโดยไม่ตรวจสอบข้อมูล เพราะอาจนำไปสู่ “ปัญญาประดับ” หรือการคิดแบบผิวเผินแทนการพัฒนาปัญญาที่แท้จริงของมนุษย์

บทความเน้นว่ามนุษย์ควรใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 เช่น การรู้เท่าทันดิจิทัล การคิดเชิงวิพากษ์ การบริหารเวลา ความเป็นผู้นำ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม แนวคิด “กาลามสูตร” ถูกนำมาเปรียบเทียบเพื่อเตือนให้ไม่เชื่อข้อมูลเพียงเพราะดูน่าเชื่อถือ แม้จะมาจาก AI ก็ตาม

ท้ายที่สุด บทความเสนอว่า AI ควรเป็นเครื่องมือเสริมปัญญามนุษย์ ไม่ใช่แทนที่ และมนุษย์ต้องพัฒนา “ทักษะอนาคต” เพื่ออยู่ร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างสมดุล ฉลาด และยั่งยืน

 

ข้อสอบ

ข้อที่ 1

ข้อใดสะท้อนแนวคิดสำคัญที่สุดของบทความนี้
ก. AI สามารถแทนที่ครูได้ทั้งหมด
ข. AI เป็นเครื่องมือที่ต้องใช้ร่วมกับมนุษย์อย่างมีวิจารณญาณ
ค. ควรหลีกเลี่ยงการใช้ AI เพราะทำให้คนขี้เกียจ
ง. AI มีประโยชน์เฉพาะด้านการศึกษาเท่านั้น

เฉลย: ข้อ ข
เหตุผล: บทความเน้นการใช้ AI ร่วมกับมนุษย์อย่างมีสติและวิจารณญาณ ไม่ใช่การแทนที่หรือหลีกเลี่ยง

 

ข้อที่ 2

“ปัญญาประดับ” ในบทความหมายถึงข้อใด
ก. ปัญญาที่เกิดจากการเรียนรู้เชิงลึก
ข. ความรู้ที่ผ่านการทดลองและวิจัย
ค. ความรู้ผิวเผินจากการพึ่ง AI มากเกินไป
ง. ความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์สูง

เฉลย: ข้อ ค
เหตุผล: ปัญญาประดับหมายถึงความรู้ที่ไม่ลึกซึ้ง เกิดจากการพึ่งพา AI จนขาดการคิดเอง

 

ข้อที่ 3

ข้อใดเป็นความเสี่ยงของการใช้ AI ตามบทความ
ก. ทำให้ข้อมูลมีความหลากหลายมากขึ้น
ข. ลดเวลาในการค้นหาข้อมูล
ค. ทำให้มนุษย์ตรวจสอบข้อมูลน้อยลง
ง. ช่วยสร้างสรรค์งานใหม่ได้เร็วขึ้น

เฉลย: ข้อ ค
เหตุผล: ความเสี่ยงคือการเชื่อ AI โดยไม่ตรวจสอบ ทำให้การคิดวิเคราะห์ลดลง

 

ข้อที่ 4

แนวคิด “กาลามสูตร” ถูกนำมาใช้เพื่ออะไร
ก. สนับสนุนการใช้ AI อย่างเต็มรูปแบบ
ข. เตือนให้เชื่อข้อมูลอย่างมีเหตุผลและตรวจสอบได้
ค. แสดงว่า AI มีความน่าเชื่อถือสูงสุด
ง. ยืนยันว่าเทคโนโลยีแทนที่มนุษย์ได้

เฉลย: ข้อ ข
เหตุผล: กาลามสูตรเน้นการไม่เชื่อโดยปราศจากการไตร่ตรองและพิสูจน์

 

ข้อที่ 5

ข้อใดเป็นทักษะสำคัญที่บทความกล่าวถึง
ก. การท่องจำข้อมูลจำนวนมาก
ข. การใช้ AI แทนการคิด
ค. การคิดเชิงวิพากษ์และเรียนรู้ตลอดชีวิต
ง. การลดการใช้เทคโนโลยีทั้งหมด

เฉลย: ข้อ ค
เหตุผล: ทักษะสำคัญคือการคิดวิเคราะห์และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

 

ข้อที่ 6

เหตุผลสำคัญที่ควรใช้ AI อย่างเหมาะสมคือข้อใด
ก. เพื่อให้มนุษย์หยุดคิด
ข. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยยังคงปัญญามนุษย์
ค. เพื่อให้ AI ทำงานแทนทุกอย่าง
ง. เพื่อหลีกเลี่ยงการเรียนรู้

เฉลย: ข้อ ข
เหตุผล: AI ควรเสริมมนุษย์ ไม่ใช่แทนที่กระบวนการคิด

 

ข้อที่ 7

ข้อใดเป็นผลดีของ ChatGPT ตามบทความ
ก. ทำให้มนุษย์ไม่ต้องเรียนรู้
ข. ลดคุณค่าของการศึกษา
ค. ช่วยประหยัดเวลาและสร้างสรรค์งาน
ง. ทำให้ข้อมูลผิดพลาดเสมอ

เฉลย: ข้อ ค
เหตุผล: ChatGPT ช่วยลดเวลาและเพิ่มความสามารถในการสร้างงาน

 

ข้อที่ 8

ทักษะใดสำคัญต่อการอยู่ร่วมกับ AI ในอนาคต
ก. การพึ่งพา AI 100%
ข. การหลีกเลี่ยงข้อมูลดิจิทัล
ค. Digital literacy และ Critical thinking
ง. การลดการสื่อสาร

เฉลย: ข้อ ค
เหตุผล: การรู้เท่าทันดิจิทัลและคิดวิเคราะห์เป็นทักษะสำคัญ

 

ข้อที่ 9

ความหมายของ “Superficial Intelligent” คืออะไร
ก. ปัญญาที่ลึกซึ้ง
ข. ปัญญาที่พัฒนาเชิงวิทยาศาสตร์
ค. ปัญญาแบบผิวเผินจากการใช้เทคโนโลยี
ง. ปัญญาที่เกิดจากประสบการณ์จริงเท่านั้น

เฉลย: ข้อ ค
เหตุผล: หมายถึงความฉลาดแบบตื้นเขินจากการพึ่งพาเทคโนโลยี

 

ข้อที่ 10

บทบาทที่เหมาะสมของครูต่อ AI คือข้อใด
ก. ห้ามนักเรียนใช้ AI
ข. ใช้ AI แทนการสอนทั้งหมด
ค. ใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
ง. ใช้ AI เฉพาะงานเอกสารเท่านั้น

เฉลย: ข้อ ค
เหตุผล: ครูควรใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมการเรียนรู้ ไม่ใช่แทนบทบาทครู

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น