สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M382_‘ครู’ แต่งดำ บุก รัฐสภา ประกาศจุดยืนค้าน พ.ร.บ.การศึกษาฯ

เมื่อวันที่ 23 มกราคม นายธนชน มุทาพร ผู้แทนเครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูไทย (ค.อ.ท.) เปิดเผยว่า ค.อ.ท. พร้อมด้วยผู้แทนสมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (สคท.), สมาคมพิทักษ์สิทธิ์ผู้บริหาร ครู ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา (ส.พ.บ.ค.) และเครือข่ายองค์กรครูทั่วประเทศกว่า 200 คน ร่วมกันแต่งชุดดำ เดินทางมาที่รัฐสภา เพื่อประกาศจุดยืนคัดค้าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … เนื่องจากที่ผ่านมา องค์กรครูทั่วประเทศ ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐสภา หยุดร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ไว้ เพื่อต้องการให้ไปแก้ไขปรับปรุงในรัฐบาลและรัฐสภาในสมัยหน้า โดยให้คงส่วนที่ดีไว้และไปปรับปรุงส่วนที่ไม่ดี ให้มีความสมบูรณ์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาที่ดีที่สุด แต่กลับมีพรรคการเมือง บางพรรค มีความพยายามรวบหัว รวบหาง เพื่อผลักดันให้พ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้โดยเร็ว

เชื่อว่าถ้าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านไปโดยไม่มีการแก้ไข จะเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำ ของรัฐบาลและรัฐสภาแน่นอน ค.อ.ท. พร้อมองค์กรครูทั่วประเทศ จึงมาประกาศจุดยืนเรียกร้องไปยังผู้ประกอบวิชาชีพครูทุกคนไม่ลงคะแนนเสียง ให้กับพรรคการเมืองทุกพรรคในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ เชื่อว่าพรรคการเมืองสนับสนุนให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่าน จะเสียคะแนนเสียงจากครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 1.2 ล้านคน” นายธนชนกล่าว

แหล่งข่าวจากองค์กรครูกล่าวว่า ขณะนี้ทราบว่า มีความพยายามที่จะล็อบบี้ ส.ส. และ ส.ว. โหวตสนับสนุนเพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวผ่าน และประกาศใช้เป็นกฎหมาย สาเหตุมาจากรัฐบาลใกล้หมดวาระในปี 2566 แต่ยังไม่มีผลงานที่ชัดเจน จึงต้องการผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาเป็นผลงานของตน ทั้งยังมีเป้าหมายที่จะรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง (Single command) การกระทำเช่นนี้ ถือเป็นการวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง และเป็นการแทรกแซงอำนาจของรัฐสภา องค์กรครูจึงออกมาคัดค้าน และจะติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด 

นายตวง อันทะไชย ประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า กมธ.วิสามัญได้ทำหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาราจักรไทย พ.ศ.2560 เสร็จแล้ว และเสนอร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวให้รัฐสภาพิจารณาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตนไม่สามารถประเมินได้ว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวจะผ่านการพิจารณาของรัฐสภาหรือไม่ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับรัฐสภาจะพิจารณา อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายตั้งต้นในการปฏิรูปการศึกษา ทั้งนี้ ไม่มีกฎหมายฉบับใดที่ดีที่สุดในโลก เราต้องทำไป ปรับแก้กันไป ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่จุดสำคัญ คือ เราต้องมีจุดตั้งต้น ถ้าไม่มีจุดเริ่มต้น เราไม่สามารถปฏิรูปการศึกษาได้

ในกฎหมายฉบับนี้มี 3 เรื่องใหญ่ ที่เปลี่ยนการศึกษาไทย คือ

1.กำหนดเป้าหมายผู้เรียนว่า ผู้เรียนแต่ละช่วงวัยควรจะได้รับการพัฒนอะไรบ้าง

2.ในกฎหมายพูดถึงโรงเรียน ที่ถือเป็นคานงัดสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา ให้โรงเรียนมีอำนาจในการบริหารจัดการตนเอง และสามารถบริหารงบประมาณของตนได้ และ

3.กำหนดให้มีการผลิตครูรูปแบบใหม่ขึ้นมา หลังจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ทำให้เราเห็นว่าห้องเรียนไม่ได้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยม หรือหน้ากระดานอีกต่อไป ห้องเรียนได้เปลี่ยนอยู่ในโลกออนไลน์และแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างรอคอยกฎหมายฉบับนี้ เพื่อเปลี่ยนหลักสูตรการผลิตครูใหม่ ผมว่าทั้ง 3 ประเด็น เป็นเรื่องสำคัญที่สามารถเปลี่ยนแปลงการศึกษาในประเทศได้ เรื่องเหล่านี้ครูควรจะดีใจ ไม่ใช่มาต่อต้าน” นายตวงกล่าว

นายตวงกล่าวต่อว่า ส่วนที่ครูที่มาคัดค้านนั้น ตนอยากให้ครูเอาประโยชน์ของตนวางไว้ก่อน และอยากให้เอาประโยชน์ของประเทศมาเป็นตัวตั้งว่าประเทศจะได้อะไรบ้างหากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน เพราะถ้ากฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่าน จะกลายเป็นกฎหมายค้างท่อ ซึ่งต้องเสียเวลาประมาณ 1 ปี ที่จะนำกฎหมายมาพิจารณาใหม่ เพราะต้องรอเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาล นำกฎหมายนี้เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อจะพิจารณณาว่าควรดำเนินการต่อหรือไม่ 

ครู’ แต่งดำ บุก รัฐสภา ประกาศจุดยืนค้าน พ.ร.บ.การศึกษาฯ ขู่พรรคการเมืองไหนหนุน เสียคะแนนเสียงจากแม่พิมพ์แน่! 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 23 มกราคม 2566

ข่าวเกี่ยวกัน

เครือข่ายครูอาชีวะ-ประถมยื่น ภท.ชะลอพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ แก้ให้สมบูรณ์ก่อน

 

และ “การจัดการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ต้องมุ่งเน้นให้เกิดทักษะ และความชำนาญในการประกอบอาชีพ และต้องจัดให้มีอุปกรณ์ในการฝึกทักษะ และฝีมืออย่างพอเพียงหรือสถานศึกษาที่จัดการศึกษา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตาม ม.8 (6) (ก) (7) ต้องมีความเป็นอิสระโดยการบริหารสถานศึกษาดังกล่าวให้เป็นไปตามกฎหมาย” 

นายเศรษฐศิษฏ์กล่าวต่อว่า ทางเครือข่ายจึงขอความอนุเคราะห์พรรคภูมิใจไทยได้ให้การสนับสนุนในการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในมาตราดังกล่าว เพื่อให้อาชีวศึกษามีบรรจุในมาตราดังกล่าว เพื่อจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งของประเทศต่อไป 

จากนั้น ชมรมครูประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ นำโดย นายสุนทร กุมรีจิตร ประธานชมรม ยื่นหนังสือถึงพรรค ภท.เช่นกัน นายสุนทรกล่าวว่า วันนี้ครูต่างพร้อมใจกันสวมใส่ชุดดำเพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประเทศด้วยการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับนี้ เพราะมีหลายประเด็นที่แตกต่างจาก พ.ร.บ.การศึกษา ปี 2542 ดังนั้น หากผ่านออกไปบังคับใช้จะก่อให้เกิดความไม่สงบสุข ขาดความสามัคคี เพราะในร่างดังกล่าวมีการระบุว่า “ให้ใครก็ได้สามารถจัดการศึกษาได้” ทำให้วิชาชีพครูไม่ใช่วิชาชีพควบคุม ใครๆ ก็สามารถเป็นครูได้ 

นายสุนทรกล่าวว่า ประเทศไทยจะขาดครูที่มีคุณภาพมาตรฐาน ไม่ต่างอะไรกับการเอาใครก็ได้ไปผ่าตัดคนป่วยซึ่งเป็นอันตราย ทำให้นักเรียนไม่ได้เรียนรู้ในวิชาชีพที่ตนถนัด นอกจากนี้ ใน ม.8 ยังบล็อกนักเรียนเป็นชั้นๆ ไม่ส่งเสริมผู้เรียนตามยุคใหม่ และโรงเรียนขนาดเล็กตาม ม.14(9) จะถูกยุบ เด็กต้องอพยพไปเรียนที่อื่นจำนวนมาก ก่อให้เกิดความเดือดร้อน ตลอดจนรัฐไม่จัดการศึกษาตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วให้คณะบุคคลจัดการศึกษาได้ ซึ่งเราเป็นห่วงมาก เพราะถ้าต่างคนต่างจัด ใครก็จัดได้ จะส่งผลถึงความแตกต่างของบุคคล และนำไปสู่บ่อนทำลายความมั่นคงสงบสุขของประเทศชาติ สถาบันของชาติ นอกจากนี้ ยังมีในระบบการบริหารยังมีการรวมศูนย์อำนาจ ไม่มีผู้แทนครูเข้ามาตามระบบประชาธิปไตย 

นายสุนทรกล่าวต่อว่า ดังนั้น ขอให้มีการชะลอไว้ก่อนแล้วให้มาปรับแก้ร่าง พ.ร.บ. โดยยืนบนฐานของ พ.ร.บ.การศึกษา ปี 2542 โดยปรับเพียงจุดบอดที่ไม่ดี ให้มันดีขึ้น แล้วพี่น้องจะเกิดความสุขทั้งประเทศ ประชาชนจะอยู่ได้ทั้งประเทศ 

ด้านนายสรอรรถกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการศึกษามาตลอด และทราบว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีปัญหา มีประเด็นถกเถียงมากมาย ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยจะรับเรื่องและนำไปหารือเพื่อหาแนวทางตอบสนองความต้องการของต่อไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนของข้อเรียกร้องอาชีวศึกษานั้นเห็นว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรที่เป็นสาระสำคัญ เพราะเป็นการเพิ่มเพื่อให้เกิดความชัดเจน เนื่องจากใน ม.71 ตกหล่นคำว่า “อาชีวะ” หากเพิ่มคำนี้เข้าไปก็คิดว่าน่าจะครบ 

นายสรอรรถกล่าวว่า ยืนยันว่ากฎหมายที่จะผ่านสภาต้องได้รับการยอมรับจากผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับนี้มีข้อท้วงติงข้อเรียกร้องจากหลายหน่วยงานการศึกษาทุกระดับ จะเห็นว่ามีข้อบกพร่องอยู่ในกฎหมายค่อนข้างเยอะ แต่การทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรจำเป็นจะต้องเคารพความคิดเห็นของคณะ กมธ. เมื่อมีการเสนอเข้ามาสิ่งที่เราจะพิจารณาคือความถูกต้อง ประเด็นไหนที่มีปัญหา ไม่มีความเป็นธรรม หรือไม่เสมอภาคในทางปฏิบัติมีความเหลื่อมล้ำ เราคงให้มาตรานั้นผ่านไปไม่ได้ 

ดูแล้วร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่น่าจะพิจารณาได้ทัน ทำให้ร่างกฎหมายคงจะพักไปโดยปริยาย แต่น่าจะมีการเสนอเข้ามาใหม่ ซึ่งทีมงานของภูมิใจไทยมีคนมีความรู้ทางด้านการศึกษามากมาย คงมีประเด็นที่จะนำไปสู่การแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาฯให้เกิดความสมบูรณ์ และอาจจะเสนอเข้ามาใหม่ในนามของพรรคภูมิใจไทยในโอกาสต่อไป” นายสรอรรถกล่าว  

เครือข่ายครูอาชีวะ-ประถม ยื่น ‘ภูมิใจไทย’ ชะลอพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ เพื่อแก้ไขให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อน ด้าน ‘สรอรรถ’ ระบุประเด็นไหนมีปัญหาคงให้ผ่านไม่ได้ เชื่อไม่ทันสมัยประชุมนี้  

ข่าวเกี่ยวข้อง

ตรีนุช’ หวั่น พ.ร.บ.การศึกษาชาติฯ คลอดไม่ทันรัฐบาลชุดนี้

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ ที่ประชุมรัฐสภาจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … อีกครั้ง ซึ่งตนทราบว่าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังเหลืออีกหลายมาตรา เพราะจากการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา พิจารณาได้ 14 มาตราเท่านั้น จากที่มีทั้งหมด 110 มาตรา ส่วนจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวเสร็จทันรัฐบาลนี้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับรัฐสภาว่าจะวางแผนพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อย่างไร เพราะขณะนี้เวลาเหลือน้อย และใกล้ที่จะปิดสมัยประชุมสภาแล้ว ในส่วนของ ศธ. มีหน้าที่สะท้อนให้เห็นว่าในฐานะที่เป็นหน่วยปฏิบัติ มีมุมมองแต่ละมาตราอย่างไร และพยายามที่จะให้ข้อมูลกับสมาชิกรัฐสภาอย่างรอบด้าน เพื่อให้สมาชิกตัดสินโหวต 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีองค์กรครู ออกมาคัดค้านไม่อยากให้ร่าง พ...ฉบับนี้ผ่าน เพราะมีหลายมาตราที่อาจจะส่งผลกระทบกับการศึกษาในอนาคต น..ตรีนุชกล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ ศธได้ให้ข้อสังเกต 4 ประเด็น ให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณา ดังนี้ 

          1.การจัดการศึกษาโดยผู้ปกครอง (Home School) ในมาตรา 13 ควรให้ ศธ.ส่งเสริม สนับสนุน กำกับ ติดตาม ประเมินผล ตามที่คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติกำหนด เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เรียนให้ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ 

          2.ให้สถานศึกษาเป็นนิติบุคคล ในมาตรา 20 ควรให้สถานศึกษาเฉพาะสังกัด ศธ.เป็นนิติบุคคล เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาของรัฐในแต่ละสังกัด

          3.การสรรหาและคุณสมบัติของผู้บริหารสถานศึกษา ในมาตรา 40 นั้น ผู้บริหารสถานศึกษานอกจากเคยเป็นครูและรองผู้บริหารแล้ว ต้องมีความรู้เรื่องบริหารการศึกษา และให้คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ เป็นผู้กำหนดแนวทางการสรรหาและพัฒนาผู้บริหาร เพื่อให้ได้ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีศักยภาพและไม่ทำให้เกิดภาระแก่คณะกรรมการสถานศึกษาเกินสมควร และ 

          4.ให้บุคลากรทางการศึกษาอื่นที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาได้รับเงินวิทยฐานะ ควรกำหนดให้ชัดเจนในมาตรา 41 เพื่อมีความชัดเจนว่าบุคลากรทางการศึกษาอื่นที่เคยได้รับเงินวิทยฐานะอยู่แล้วในปัจจุบันยังคงได้เงินวิทยฐานะเช่นเดิม 

และที่ผ่านมา ศธ.ได้ประชุมรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น แกนนำครู องค์กรครูต่างๆ ซึ่ง ศธ.ก็ได้รวบรวมข้อมูลที่รับฟังมาสะท้อนให้รัฐสภารับทราบ ทั้งนี้ ส่วนร่าง พ...ฉบับดังกล่าว จะเสร็จทันรัฐบาลชุดนี้หรือไม่  ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐสภา 

ข่าวเกี่ยวกัน

ตรีนุช’ ยอมรับ พ.ร.บ.การศึกษาฯ คลอดไม่ทันรัฐบาลนี้

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า รัฐสภาจะปิดสมัยการประชุมในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ ทำให้การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …ไม่สามารถดำเนินการได้ทันในรัฐบาลนี้ เนื่องจากเวลาที่ค่อนข้างจำกัด ขณะที่ตัวกฎหมายมีหลายมาตราที่ต้องพิจารณาให้ละเอียด หากมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ กฎหมายฉบับดังกล่าวก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้  ขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ ว่าจะยืนยันกฎหมายนี้ให้เข้าสู่การพิจารณาหรือไม่ หากยืนยันก็สามารถพิจารณาต่อไปทันที 

นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า หากว่าโดยหลักการกฎหมายยังไม่ตก เพราะยังไม่ยุบสภาฯ แต่ทางเทคนิคยอมรับว่าไม่สามารถพิจารณาต่อไป ถือเป็นกฎหมายค้างทอรัฐสภา โดยมีการพิจารณาไปแล้ว 16 มาตรา จากทั้งหมด 110 มาตรา เหตุที่ไม่สามารถพิจารณาได้ทันเพราะองค์ประชุมไม่ครบทั้ง 3 ครั้งที่กฎหมายฉบับเข้าสู่วาระการประชุมของรัฐสภา ทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ 

นายตวงกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อมีรัฐบาลใหม่ สามารถเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายฝน 60 วัน หลังมีรัฐบาลใหม่ หาก ครม.ยืนยันพิจารณาต่อ ก็เสนอให้รัฐสภาดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ส่วนตัวมั่นใจ ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลจะเดินหน้าพิจารณากฎหมายฉบับนี้ต่ออย่างแน่นอน เพราะกฎหมายฉบับนี้ ทุกพรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาในชั้น กมธ.วิสามัญฯ และเห็นตรงกันในเรื่องสำคัญๆ ที่ต้องกำหนดไว้ในกฎหมาย โดยเฉพาะการกำหนดคุณลักษณะของผู้เรียนแต่ละช่วงวัย ว่าต้องมีสมรรถนะให้บ้าง มีห้องเรียนแบบใหม่ ผ่านช่องทางออนไลน์ในยุคไซเบอร์ มีสถานศึกษาแบบใหม่ ที่ไม่ใช่ของผู้อำนวยการโรงเรียน แต่จะต้องแปลงสภาพเป็นห้องทดลองของผู้เรียน โดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และสุดท้าย มีครูแบบใหม่ ที่ไม่ได้สอนหน้ากระดานดำเหมือนเดิม แต่ต้องเป็นครูที่ครบเครื่องสอนได้ทั้งออนไลน์ ออนไซต์ เป็นนักบริหารจัดการการศึกษาที่ดี 

ผมมั่นใจว่า รัฐบาลใหม่จะเร่งผลักดันกฎหมายการศึกษา เพราะเป็นเรื่องของส่วนร่วม หากต้องการให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ก็ต้องหันมาร่วมมือกัน จะหมกมุ่นอยู่กับตำแหน่งหรือผลประโยชน์ส่วนบุคคลไม่ได้ ส่วนกลุ่มที่ยังออกมาคัดค้านและขอให้ปรับแก้นั้น ก็อยากให้มองที่ประโยชน์ส่วนรวมและร่วมมือกันมากกว่า” นายตวงกล่าว 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566  

ข่าวเกี่ยวกัน

ตรีนุช’ ห่วงงานการศึกษา หลัง ‘นายกฯ’ ประกาศยุบสภา ชี้มีหลายเรื่องที่ต้องติดตาม

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดยุบสภาจะมีภายในเดือนมีนาคม 2566 ว่า ในส่วนของงานการศึกษา ยังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องติดตามงาน เช่น การดำเนินโครงการโรงเรียนคุณภาพ ที่ต้องสร้างโรงเรียนที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นเครือข่ายให้โรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่บริเวณใกล้เคียง มาใช้ทรัพยากรร่วมกัน รวมถึงการพัฒนาเด็กสู่ศตวรรษที่ 21 ที่เราต้องการเปลี่ยนวิธีจัดการเรียนการสอน แม้ปัจจุบันครูยังสอนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 อยู่ แต่วิธีการสอนต้องเปลี่ยนไปให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน โดยจะต้องพัฒนาครูให้ใช้สื่อที่น่าสนใจ สามารถสอนให้เด็กได้คิดเป็น ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ได้ทำการอบรมครูอยู่แล้ว ก็จะต้องดำเนินการต่อเนื่อง เรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา เป็นเรื่องสำคัญ ที่เราต้องทำให้สถานศึกษามีความปลอดภัยในทุกมิติ เพราะปัจจุบันสังคมเปิดกว้างมากขึ้น ทำให้ปัญหาต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ช่วยเหลือนักเรียนทั้งร่างกายและจิตใจ 

นอกจากนี้ ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปกำกับ ติดตาม ดูแลให้ผู้บริหารโรงเรียนใช้งบประมาณต่างๆให้ดี เพราะที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันตามขนาดของโรงเรียน ให้นักเรียนชั้นเด็กเล็ก-ป.6 และอนุมัติเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัว แบบขั้นบันได 4 ปี ด้วย ดังนั้น จะต้องมีการกำกับดูแล ว่า ผู้บริหารโรงเรียนใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ นักเรียนได้รับประโยชน์สูดสุดหรือไม่” น.ส.ตรีนุช กล่าว  

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 

สรุปสาระสำคัญ 

บทความสะท้อนสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงนโยบายด้านการศึกษา จากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … โดยเครือข่ายองค์กรครูทั่วประเทศออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน เนื่องจากกังวลว่าร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวจะนำไปสู่การรวมศูนย์อำนาจ การลดสถานะวิชาชีพครู เปิดช่องให้ใครก็สามารถจัดการศึกษาได้ และส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา ความเสมอภาค และความมั่นคงของประเทศ ขณะที่ฝ่ายกรรมาธิการและฝ่ายบริหารมองว่ากฎหมายฉบับนี้เป็น “กฎหมายตั้งต้น” เพื่อปฏิรูปการศึกษาในระยะยาว

หลักการสำคัญของร่างกฎหมาย คือ การกำหนดเป้าหมายผู้เรียนตามช่วงวัย การกระจายอำนาจให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการงบประมาณ การพัฒนารูปแบบโรงเรียนและห้องเรียนใหม่ รวมถึงการผลิตครูยุคใหม่ที่รองรับการเรียนรู้แบบออนไลน์และสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 

อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวเผชิญข้อถกเถียงด้านแนวปฏิบัติ เช่น การเป็นนิติบุคคลของสถานศึกษา คุณสมบัติผู้บริหาร การกำกับ Home School บทบาทอาชีวศึกษา และการมีส่วนร่วมของครูในระบบประชาธิปไตยทางการศึกษา สะท้อนความท้าทายของการปฏิรูปการศึกษาที่ต้องสร้างสมดุลระหว่าง “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” กับ “การยอมรับของผู้ปฏิบัติจริง” 

ข้อสอบ

ข้อที่ 1 สถานการณ์การคัดค้านร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติขององค์กรครู สะท้อนปัญหาเชิงระบบด้านใดมากที่สุด
ก. ความล่าช้าของกระบวนการนิติบัญญัติ
ข. ความไม่พร้อมด้านงบประมาณ
ค. ความไม่สอดคล้องระหว่างนโยบายกับผู้ปฏิบัติ
ง. ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐ

ข้อที่ 2 แนวคิด “กฎหมายตั้งต้น” ที่กรรมาธิการเสนอ สอดคล้องกับหลักการบริหารการศึกษาใด
ก. การบริหารแบบรวมศูนย์
ข. การบริหารเชิงทดลองและปรับปรุงต่อเนื่อง
ค. การควบคุมคุณภาพจากส่วนกลาง
ง. การบริหารตามระเบียบแบบแผนตายตัว

ข้อที่ 3 หากผู้บริหารสถานศึกษานำแนวคิดร่าง พ.ร.บ.ไปใช้เชิงปฏิบัติ ควรให้ความสำคัญกับเรื่องใดเป็นลำดับแรก
ก. การเพิ่มการแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ข. การใช้อำนาจบริหารอย่างเด็ดขาด
ค. การสร้างความเข้าใจกับครูและชุมชน
ง. การเร่งปรับโครงสร้างองค์กร

ข้อที่ 4 ประเด็นที่องค์กรครูมองว่าอาจกระทบ “มาตรฐานวิชาชีพครู” โดยตรงคือข้อใด
ก. การให้โรงเรียนบริหารงบประมาณเอง
ข. การจัด Home School
ค. การเปิดให้ใครก็สามารถจัดการศึกษาได้
ง. การปรับหลักสูตรการผลิตครู

ข้อที่ 5 หากร่าง พ.ร.บ.ถูกชะลอและเสนอใหม่ในรัฐบาลถัดไป แนวทางใดเหมาะสมที่สุดเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งเดิม
ก. ยึดร่างเดิมทั้งหมดเพื่อความต่อเนื่อง
ข. ยกเลิกร่างทั้งหมดและเริ่มใหม่
ค. ปรับปรุงบนฐาน พ.ร.บ.การศึกษา 2542 พร้อมรับฟังทุกฝ่าย
ง. โอนอำนาจการศึกษาให้เอกชนทั้งหมด
 

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น