สมาชิกเข้าสู่ระบบ

Learning Loss ภาวการณ์เรียนรู้ถดถอยของนักเรียนยุค โควิด-19

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และประธานอนุกรรมการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ รายงานข้อค้นพบล่าสุดเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทย ในงานเสวนาออนไลน์ โรงเรียนเปลี่ยนใหม่ ปิด Gap ห้องเรียนยุคโควิด-19 ครั้งที่ 1” 

ข้อค้นพบนี้ นำสู่การป้องกันไว้ดีกว่าแก้ ด้วยการนำเสนอ 5 มาตรการ ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย รับเปิดเทอม โดยนำเสนอให้ครูเป็น ผู้ก่อการ’ ร่วมพัฒนาระบบการศึกษาในทุกระดับ 

สำรวจ Learning Gap ในระบบการศึกษาไทย ปิดช่องว่างอย่างไร การเรียนรู้เด็กไทยถึงจะได้ไปต่อ

จากบทความเรื่อง “GAP การศึกษาไทย ใหญ่กว่า COVID GAP แนะ 5 ข้อฟื้นฟูเรียนรู้ถดถอย รับเปิดเทอม เสนอครูเป็นผู้ก่อการ ร่วมพัฒนาระบบการศึกษาทุกระบบ” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้สรุปสาระสำคัญที่มาจากงานเสวนาออนไลน์ โรงเรียนเปลี่ยนใหม่ ปิด Gap ห้องเรียนยุคโควิด-19 ครั้งที่ 1” ที่ กสศ. ร่วมกับ 11 เครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง โดยเริ่มจากการอภิปรายของ ศ.นพ.วิจารณ์ 

นักเรียนแต่ละคนมีพื้นฐานแตกต่างกัน ถ้าไม่ระวังจะมีเด็กจำนวนหนึ่งที่ไม่บรรลุเป้าหมายการเรียนรู้และไม่ได้รับการดูแล เป็นช่องว่างที่ต้องปิดเพื่อทำให้อย่างน้อยนักเรียนทุกคนต้องบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ขั้นต่ำ นี่เป็นเป้าหมายที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง” 

ประเทศที่คุณภาพการศึกษาดีจะทำได้ แต่ไม่ใช่ที่ประเทศไทยทำอยู่ในปัจจุบัน ต้องเปลี่ยนวิธีคิด ความเชื่อ และเปลี่ยนระบบ เรื่องนี้เป็นเป้าหมายของโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองที่ กสศ.ร่วมกับ สพฐ. ตชด. อปท. สช. และ 11 เครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง” 

เราพบว่า GAP หรือช่องว่างมีมากกว่าและใหญ่กว่า COVID GAP เกิดขึ้นจากวิวัฒนาการของการศึกษาของเรา ไม่ใช่แค่ประเทศไทย อีกกว่าครึ่งโลกก็เป็น แต่หลายประเทศรู้ตัวและหาทางแก้ไข” 

อย่างประเทศฟินแลนด์ใช้เวลากว่า 30 ปี จัดระบบที่ให้นักเรียนไม่ว่าอยู่ห่างไกลแค่ไหน แต่ต้องได้รับการศึกษาที่คุณภาพเท่าเทียมกัน เรื่องนี้สามารถทำได้ในประเทศไทย แต่ต้องเป็นนโยบาย นโยบายของไทยขณะนี้ แม้ว่าต้องการให้เท่าเทียม แต่วิธีปฏิบัติสร้างความแตกต่าง สร้างความไม่เท่าเทียม สร้างความด้อยโอกาสให้แก่โรงเรียนที่อยู่ห่างไกล นี่คือปัญหา” 

เช่น ทุกโรงเรียนได้รับงบประมาณแบบเดียวกัน เหมือนกันหมดทั้งประเทศ นโยบายนี้สร้างช่องว่าง โดยไม่รู้ตัว ในนามของความหวังดี แต่จริงๆ แล้วคือนโยบายที่ไม่ดี” ศ. นพ.วิจารณ์ กล่าวชัดเจน 

ครูต้องก้าวมาเป็น “ผู้ก่อการ” เพื่อปิดช่องว่างการเรียนรู้ของเด็กไทยอย่างได้ผล

ศ.นพ.วิจารณ์ชี้ถึงบุคคลที่จะมาเป็น Key changer นำไปสู่ทางออกของปัญหานี้ นั่นคือ ครู เพราะการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าครูไม่เรียนรู้จากการทำหน้าที่ของตน 

หัวใจในโลกการศึกษาปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าเราอยู่ท่ามกลางการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนมาก ทั้งมุมของเด็กและครู ดังนั้น ถึงครูจะเรียนมาจากสถาบันชื่อดังขนาดไหน พอมาทำงาน ความรู้ประสบการณ์เหล่านั้นไม่พอ ต้องเรียนรู้เพิ่ม ต้องเรียนรู้จากการทำหน้าที่ครู ครูต้องเป็นนักเรียน เรียนจากการทำงานในหน้าที่ครู เรียนร่วมกัน ดังนั้นโรงเรียนต้องเป็นชุมชนการเรียนรู้ (learning community) ทั้งของครูและของศิษย์” 

ผมเชื่อว่าผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็กไม่มีวันเต็ม 100% เด็กแต่ละคนเต็มไม่เท่ากัน เข้าใจว่า ขณะนี้โดยเฉลี่ยของเด็กไทย น่าจะไม่ถึง 30% เด็กเก่งอาจไม่ถึง 80-90% แต่จะมีเด็กบางคนอาจได้แค่ 10-20% ไม่ใช่พูดให้ท้อถอย หรือตำหนิใคร แต่ชี้ให้เห็นว่า ครู โรงเรียน มีโอกาสที่จะพัฒนาอีกมากมาย ช่วยกันหาทางเพื่อให้นักเรียนเรียนรู้เต็มศักยภาพยิ่งขึ้น” 

ศ.นพ.วิจารณ์อธิบายต่อว่าถ้าปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนดี หลายครั้งนักเรียนที่หงอย ไร้แรงบันดาลใจ กลายเป็นคนมีชีวิตชีวา เท่ากับว่าครูได้ชุบชีวิตของนักเรียนขึ้นมา กรณีเด็กเกเร ครูก็สามารถช่วยได้ โดยการใช้ปฏิสัมพันธ์เชิงบวก 

นอกจากนี้ยังมีช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการใช้ปฏิสัมพันธ์แบบนายกับลูกน้องระหว่างครูกับผู้บริหาร ปฏิสัมพันธ์แบบแนวดิ่ง เชิงอำนาจ เป็นตัวบั่นทอนคุณภาพการศึกษา เป็นคำพูดของนักการศึกษาทั่วโลกที่ทำวิจัยมา และชี้ให้เห็นว่าการสร้างเงื่อนไข กติกา ออกข้อบังคับ ออกหลักสูตรให้ดีอย่างไร แต่ถ้าครูไม่เป็น “ครูผู้ก่อการ” ทำงานเพื่อสนองนาย สนองคำสั่ง ระบบการศึกษาไม่มีวันที่มีคุณภาพได้ นี่คือผลการศึกษาวิจัยจากทั่วโลก 

ดังนั้นความเป็นกัลยาณมิตร ระหว่างผู้บริหารกับครูนั้นหมายความว่า ปฏิสัมพันธ์เน้นในแนวราบ ผู้บริหารต้อง Empower ครู ไม่ใช่สั่งการครู ทำให้ครูมีพลังขึ้นมา เพื่อจะทำงานพัฒนา ครูต้องไม่ใช่เป็นเพียงผู้ทำงานเชิงเทคนิคหรือสอนเท่านั้น แต่เป็นผู้ทำงานพัฒนาในทุกระดับ จนถึงระดับจังหวัดระดับประเทศ ครูเป็นผู้ส่วนร่วมพัฒนาระบบการศึกษาในทุกระดับ ไม่ใช่แค่ผู้รอรับคำสั่งจากเบื้องบนเท่านั้น 

สำหรับช่องว่างหรือ GAP ระหว่างต้นสังกัดใหญ่ โรงเรียนและครู นั้นต้องร่วมกันสร้างสัมพันธ์แนวราบในระบบการศึกษา เป็นเครือข่ายสร้างสรรค์ ไม่ใช่สายการบังคับบัญชา เพื่อให้ทุกจุดของระบบมีพลังสร้างสรรค์ เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยไปถูกทาง เป็นระบบที่เรียนรู้และปรับตัว การศึกษาไทยปัจจุบันเป็นระบบที่ไม่มีการเรียนรู้ เพราะสั่งการจากเบื้องบนหมด ข้างล่างปฏิบัติตามคำสั่งและมีการมาตรวจวัด ไม่มีวันที่เราจะทำให้การศึกษามีคุณภาพอย่างแท้จริง 

ถ้าการศึกษาใดครูไม่เป็นผู้ก่อการ หวังยากมากที่จะทำให้การศึกษานั้นมีคุณภาพสูง หัวใจสำคัญคือ อยู่ที่ความเป็นผู้ก่อการ (agency) ในระดับปฏิบัติ แต่แน่นอนว่า ระดับนโยบายมีความสำคัญด้วย นโยบายที่ทำให้เกิดขึ้นได้ คือนโยบายแบบ empowerment ความสัมพันธ์แนวราบ” ศ.นพ.วิจารณ์ แสดงมุมมอง 

ถอดบทเรียน 5 มาตรการ ฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย

ต่อมา ในประเด็นเรื่องการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย จากประสบการณ์เครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร CEO Starfish Education หนึ่งในเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) กล่าวว่า 

โควิด-19 เป็นวิกฤตที่เข้ามาซ้ำซ้อนวิกฤตช่องว่างการเรียนรู้หรือ Learning Gap เดิม ดังนั้น เครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเองจึงพยายามใช้มาตรการที่ลดช่องว่างการเรียนรู้ให้มากที่สุด เพราะสิ่งที่เรากังวลคือการที่เด็กหลุดออกนอกระบบ การฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย หรือ Learning Loss จึงไม่ไช่เพียงด้านวิชาการเท่านั้น แต่ต้องประกอบด้วย 3 เรื่อง ได้แก่ 1. ด้านวิชาการ 2. ด้านพัฒนาการทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ 3. ทักษะทางสังคม ดังนั้นการเปิดเทอมจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่แผนการสอน” 

ในเสวนาครั้งนี้ มีการนำเสนอ 5 มาตรการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย จากเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง ดังนี้ 

·      การประเมินสภาพแวดล้อมเด็กและครอบครัวทั้งระบบ ผู้ปกครองและครูสามารถช่วยกันประเมินความพร้อมของเด็กเป็นรายคน เช่น งานวิชาการบางอย่างเด็กเคยทำได้ แต่วันนี้กลับทำไม่ได้ สภาพชีวิตความเป็นอยู่ เศรษฐกิจของครอบครัว การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 

·      การวางแผนของโรงเรียนทั้งระบบ เพื่อฟื้นฟูการเรียนถดถอย เรื่องนี้ไม่สามารถทำแค่ครูบางคน บางชั้นเรียน เพราะเด็กทุกคนได้รับผลกระทบทั้งหมด ดังนั้นต้องวางแผนระดับโรงเรียน ทั้งระบบงาน มีทีม ทรัพยากรและงบประมาณ 

·      สนับสนุนเครื่องมือและการพัฒนาครู เช่น พัฒนาศักยภาพและสนับสนุนเครื่องมือเพื่อประเมินช่องว่างการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับเด็กรายคน และจัดการเรียนการสอนช่วยเด็กๆ ได้ รวมถึงการสร้างสื่อการเรียนรู้ 

·      ช่วยเหลือนักเรียนรายบุคคล เพราะสถานการณ์ที่บ้านของเด็กมีความต่างกัน ต้องประเมินเพื่อจัดการเรียนการสอนเป็นรายบุคคล หรืออย่างน้อยที่สุดจัดการเรียนการสอนเป็นรายกลุ่ม เพราะเราไม่สามารถใช้แผนเดียวทั้งห้องเรียนได้

·      การติดตามและปรับปรุง ต้องทำในระยะสั้น ทำไปปรับไป เพื่อให้ทันสถานการณ์

 

นวัตกรรมกล่องการเรียนรู้ ตัวช่วยเติมเต็มช่องว่าง เด็กไทยที่เข้าถึงการเรียนออนไลน์ 

ในงานเสวนาออนไลน์ครั้งนี้ยังได้มีตัวแทนของผู้บริหารโรงเรียนในเครือข่ายมาแชร์ประสบการณ์ การร่วมกันเติมเต็มช่องว่างการเรียนรู้ให้เด็กไทย โดยใช้นวัตกรรมการศึกษาเป็นเครื่องมือช่วยในการกระชับช่องว่างการศึกษาไทยให้แคบลง 

มุกดา คำวินิจ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปลาดาว จังหวัดเชียงใหม่ แชร์ประสบการณ์ว่า

โรงเรียนไม่สามารถเปิดเรียนแบบ onsite ได้ คุณครูจะลงพื้นที่ 4 วันต่อสัปดาห์ และอีก 1 วันเป็นการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาให้ทันท่วงที โดยแบ่งเด็กเป็นสีเขียว สีเหลือง สีแดง ตามปัญหาและข้อจำกัดในการเรียนรู้ เพื่อวางแผนการสอนรายคน โดยมีความยืดหยุ่นเรื่องเวลา เพราะแต่ละครอบครัวมีบริบทที่ไม่เหมือนกัน” 

ส่วนการสอนออนไลน์ ไม่จำเป็นต้องสอนเหมือนในห้องเรียน เพราะเด็กๆ จะมีสมาธิเพียง 20-30 นาทีแรกเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องสอนในสิ่งที่เด็กๆต้องรู้ภายใน 20 นาทีแรก อีก 20 นาที มีกิจกรรมให้เด็กๆ ได้ลงมือทำจะเป็นงานกลุ่มหรือเดี่ยว จากนั้นอีก 5 นาทีเป็นการ feedback ถ้ามีเวลาเหลือก็เล่นเกม ผลตอบรับพบว่าเด็กๆ ตอบสนองเนื้อหาที่คุณครูสอนได้ถึง 90% เปิดหน้ากล้องทุกคน” 

สำหรับเด็กที่ไม่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์มีถึง 80% เราจึงได้ออกแบบ “learning box” หรือกล่องการเรียนรู้ ทั้งเรื่องทักษะชีวิต ทักษะความรู้ กิจกรรมการอ่านเขียน คำนวณ พื้นที่นักสร้างสรรค์ ส่วนเด็กอนุบาล ครูจะลงพื้นที่สอนในชุมชนครั้งละ 7-8 คน มีทั้งรถ mobile บางครั้งก็ปูเสื้อใต้ต้นไม้ พยายามหาพื้นที่ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้มากที่สุด” 

อย่างไรก็ดี ในบทสรุป เวทีนี้ยังเน้นย้ำด้วยว่า “ต้องพัฒนาคุณครูด้วย เพราะไม่ใช่แค่เด็กที่มีช่องว่างของการเรียนรู้ แต่ครูก็มีช่องว่าง เราต้องให้ครูเกิดการพัฒนาทั้งเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งครูต้องยอมเหนื่อยปรับตัวเอง กับการสอนที่ไม่ได้เจอตัวเด็ก ที่ยังต้องดำเนินไปในช่วงนี้นั่นเอง” 

“Learning Loss ภาวะการเรียนรู้ถดถอย หรือ Learning Gap ช่องว่างการเรียนรู้เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทยมานานและมากกว่าที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 แต่หลายฝ่ายไม่รู้ตัว เป็นช่องว่างที่ทำให้เด็กไม่ได้รับการพัฒนาโดยใช่เหตุ ไม่บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้เต็มศักยภาพ”

ที่มา ; SALIKA 

ข่าวเกี่ยวกัน

6 แนวทาง ลดความเสี่ยงเด็กหลุดระบบการศึกษา ช่วงโควิด 

วันที่ 17 พ.ย. 64 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ครูและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เข้าร่วมการประชุมชี้แจงการดำเนินโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข หรือ นักเรียนทุนเสมอภาค ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ผ่านระบบ Zoom Meeting เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ การช่วยเหลือเด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้รับการจัดสรรทุนเพื่อให้มีค่าครองชีพ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และไม่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา 

นายสุรินทร์ สว่างอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สถานศึกษาได้เกิดความเข้าใจ ในแนวทางการดำเนินงานคัดกรองเด็กนักเรียนยากจนพิเศษ เพื่อเข้ารับทุนนี้ตามที่ สพฐ. และ กสศ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อดำเนินโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข ในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. การดำเนินงานในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ที่ผ่านมา ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิค-19 ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของครู บุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศนั้น สพฐ. และ กสศ. เล็งเห็นถึงผลกระทบดังกล่าวจึงได้ปรับแนวทางการดำเนินงานโครงการเพื่อลดภาระงานที่ไม่จำเป็น เช่น การปรับเปลี่ยนแนวทางการคัดกรอง ไม่ต้องลงเยี่ยมบ้านนักเรียนสนับสนุนการดำเนินงานผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและช่องทางสอบถามข้อมูลแบบออนไลน์ในการเข้าถึงข้อมูลและเพิ่มโอกาสช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ จากการใช้ข้อมูลจากความร่วมมือของทุกฝ่าย สามารถให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียนผ่านการจัดสรรเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน ของ สพฐ. ได้จำนวน 1,689,641 คน รวมไปถึงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข จาก กสศ.เพิ่มเติมให้กลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษ ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 1,208,367 คน ครอบคลุมโรงเรียน 27,834 แห่ง จากการดำเนินงานโครงการร่วมกันในภาคเรียนที่ ปีการศึกษา 2564 นี้ สพฐ. และ กสศ. ยังคงยึดแนวทางการทำงานที่สำคัญและลดความเสี่ยงต่อไป 

นายทวี เสริมภักดีกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ กสศ. ได้จัดสรรเงินแก่นักเรียนยากจนพิเศษ แบบมีเงื่อนไข ประจำปีการศึกษา 2564 ในการดำเนินงานในช่วงภาคเรียนที่ 1 ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานการปกครองท้องถิ่นจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครูอาจารย์ในท้องถิ่น ระดมความช่วยเหลือแก่เด็กนักเรียนทุนเสมอภาคให้ได้รับการศึกษาไม่หลุดออกนอกระบบการศึกษาและเข้าสู่ในระดับชั้นที่สูงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 และมาตรการควบคุมความปลอดภัยของแต่ละพื้นที่ ซึ่งในภาคเรียนที่ 1/2564 มีนักเรียนทุนเสมอภาคที่ได้รับจัดสรรเงินภายใต้สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวนทั้งหมด 16,463 คน จากสถานศึกษา 659 แห่ง เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า โรงเรียนในสังกัด อปท. มีนักเรียนยากจนที่ประสงค์ขอรับทุนการศึกษาอย่างมาก 

สำหรับการดำเนินงานภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2564 ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ กสศ. ได้วางแนวทางการทำงานเพื่อขับเคลื่อนโครงการให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการส่งต่อข้อมูล มาตรการป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาของนักเรียนกลุ่มช่วงชั้นรอยต่อ เพื่อเข้าถึงข้อมูลนักเรียนที่มีความเสี่ยง พร้อมสนับสนุนฐานข้อมูลและเครื่องมือติดตามนักเรียน มีมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน พัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องผ่านการอบรมในระบบออนไลน์ และสนับสนุนงบประมาณสำหรับการพัฒนากลไก และสนับสนุนการทำงานของหน่วยกำกับติดตามระดับพื้นที่ ทั้งในระดับท้องถิ่นจังหวัด อปท. เพื่อสนับสนุนสร้างความเข้าใจ สนับสนุนการจัดสรรเงินที่มีเงื่อนไข ใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลในระดับสถานศึกษา เพื่อวางแผนชี้เป้าให้มีประสิทธิภาพ 

ขณะที่ พล.ต.ต.พันธุ์พงษ์ สุขศิริมัช รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่มีความเสี่ยงสูงกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของครูและนักเรียน ทาง ตชด. ได้เล็งเห็นผลกระทบและปรับการดำเนินการลดงานที่ไม่จำเป็น เช่น การปรับเปลี่ยนการคัดกรองที่ไม่ต้องลงเยี่ยมบ้านพร้อมสนับสนุนการดำเนินการผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ และช่องทางการสอบถามข้อมูลผ่านออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสการช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความร่วมมือจากกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือนักเรียนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยเทอม 1/2564 โรงเรียนในสังกัด ตชด. สามารถจัดเงินอุดหนุนให้นักเรียน 18,376 คน ในสถานศึกษา 220 แห่ง 

นอกจากนี้ ยังได้วางแนวทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานทั้งพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลสถานศึกษา ใช้สนับสนุนการวางแผนปฏิบัติงาน เชื่อมโยงระบบคัดกรองนักเรียนทุน ทำให้การคัดกรองนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์พร้อมส่งต่อความช่วยเหลือได้อย่างเร่งด่วน ทาง ตชด.หวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับการช่วยเหลือทันเวลา พร้อมทั้งขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นกลไกช่วยเหลือสนับสนุนนักเรียนกลุ่มนี้ให้ได้มีโอกาสศึกษาต่อ 

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า ตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2 ปีนี้ แนวโน้มของรายได้เฉลี่ยต่อสมาชิกของบุคคลในครัวเรือนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจนักเรียนยากจนพิเศษที่เพิ่มสูงขึ้น พบว่า นักเรียนซึ่งอยู่ในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด มีปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนกว่า 200,000 คน ทั้งการขาดโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ จึงได้ส่งข้อมูลไปยังต้นสังกัด เพื่อให้ผู้บริหารนำไปใช้ประโยชน์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากขึ้น ส่วนการกลับมาเรียนของนักเรียนยากจนพิเศษนั้น พบว่า ทุกหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือเด็กที่อยู่ในช่วงชั้นรอยต่อ ตั้งแต่ชั้นอนุบาล 3 ประถมศึกษาปีที่ 3 ประถมศึกษาปีที่ 6 ไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้จัดสรรเงิน พร้อมการสอบถามด้วยว่าจะมีการศึกษาต่อหรือไม่ พบว่า มีเด็กจำนวนกว่า 43,000 คน ยังไม่พบข้อมูลการเรียนต่อ ส่วนใหญ่อยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เนื่องจากต้องช่วยครอบครัวทำงาน เพื่อลดผลกระทบจากโควิด-19 หรือดูแลผู้ปกครองที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งได้ส่งข้อมูลไปยังต้นสังกัดทั้งหมดแล้ว หากผู้บริหารได้พบข้อมูลทั้งหมดนี้หรือมีโอกาสได้ติดตามเด็กกลุ่มนี้ ขอให้นำเด็กกลับมาสู่ระบบการศึกษาต่อไป 

ดังนั้น กสศ. จึงร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้ง สพฐ. สถ. ตชด. หน่วยงานในภาครัฐ และภาคเอกชน ให้เด็กยากจนพิเศษสามารถเข้าถึงการจัดสรรทุนของ กสศ. ด้วยการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มหลักประกันโอกาสทางการเรียนรู้ ให้เกิดการคัดกรองนักเรียนที่มีความยากจนได้รับทุนทางการศึกษา ส่งความช่วยเหลือได้อย่างรอบด้าน โดยการทำงานในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จะต้องดำเนินการภายใต้นโยบายทั้งหมด 6 ข้อ คือ 

1.เฝ้าระวังและติดตามภาวะทุพโภชนาการเป็นรายบุคคล ขอให้ครูช่วยบันทึกข้อมูลเหล่านี้ เข้าสู่ระบบสารสนเทศมาด้วย เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่า เด็กมีผลกระทบอย่างไรหลังจากที่ปิดโรงเรียนไปเป็นเวลานาน 

2.เฝ้าระวังติดตามและส่งต่อเด็กที่มีความเครียดและซึมเศร้าเป็นรายบุคคล เพื่อให้มีความพร้อมทางสภาพจิตใจในการเรียน 

3.เฝ้าระวังติดตามภาวะถดถอยทางการเรียนรู้เป็นรายบุคคล เพราะบางส่วนอาจจะไม่ได้เรียนอย่างเต็มที่ในช่วงที่หยุดเรียนไปแม้จะมีการเรียนออนไลน์ 

4.ติดตาม ค้นหา และส่งต่อเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงรอยต่อ 

5.วางแผนและบริหารจัดการความเสี่ยง จากการเปิดเรียนอย่างปลอดภัย ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ทำงานด้วยกระบวนการจัดการเชิงพื้นที่ บูรณาการทั้งในระดับท้องถิ่น และภาคประชาชน เพื่อดูสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง 

6.การบูรณาการระบบสารสนเทศให้เป็นแบบ ONE Application เชื่อมโยงระบบ CCT ของ กสศ. และ DMC ของ สพฐ. เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อติดตามและให้มีความสะดวกในการให้เด็กยังอยู่ในระบบการศึกษาต่อไป 

ขณะที่ นายจีรศักดิ์ กาสรศิริ นักวิชาการ สำนักบริหารเงินอุดหนุนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ กสศ. กล่าวว่า ปฏิทินการดำเนินโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขโดยให้กับนักเรียนทุนเสมอภาคในครั้งนี้จะเป็นค่าครองชีพ จำนวน 1,500 บาทต่อคน โดยจัดสรรเงินเข้าบัญชีเพียงรอบเดียว ในช่วงวันที่ 20-24 ธันวาคมนี้ ซึ่งจะแจ้งผ่าน SMS ไปยังครูผู้รับผิดชอบ และผู้บริหาร ซึ่งสถานะการเงิน โอนเงินจะตรวจสอบได้ในวันที่ 10 มกราคม 2565 โดยตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม เป็นต้นไป สถานศึกษาต้องเร่งจ่ายเงินไปยังนักเรียนทุนเสมอภาค และบันทึกแบบรายการจ่ายเงิน ภายใน 20 วันทำการ โดยให้ครูประจำชั้นบันทึกแบบรายการจ่ายเงินรายห้องเรียน โดยครูแอดมินสถานศึกษาติดตามตรวจสอบการจ่ายเงินของครูประจำชั้น แล้วบันทึกรายงานส่งมายัง กสศ. โดยหากพบว่า มีเด็กไม่สามารถรับทุนได้ ทั้งลาออก ย้ายออก หรือเสียชีวิตให้คืนเงินในรูปแบบ e-Payment เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น พร้อมกันนี้ กสศ. ขอความร่วมมือสถานศึกษาให้ความสำคัญของ 2 เงื่อนไข การรับเงินทุนเสมอภาค คือ เงื่อนไขการบันทึก น้ำหนัก ส่วนสูง และการมาเรียนของเด็กนักเรียนทุนเสมอภาค 

กสศ. กับ สพฐ. และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ยึด 6 แนวทาง ลดความเสี่ยงเด็กหลุดระบบการศึกษา ช่วงโควิด-19 พร้อมส่งต่อข้อมูล และมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน ผ่านระบบสารสนเทศให้ นร.ยากจนพิเศษรับทุนเพื่อดำรงชีพ 

ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ย. 2564

 

 

สรุปสาระสำคัญ

บทความสะท้อนปัญหา “Learning Gap” ของระบบการศึกษาไทยที่มีขนาดใหญ่และมีมาก่อนโควิด-19 โดยโควิดเป็นเพียงตัวเร่งให้เห็นความเหลื่อมล้ำชัดขึ้น ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ชี้ว่าการศึกษาต้องเปลี่ยนทั้งความคิด ความเชื่อ และโครงสร้างระบบ จากการสั่งการแบบบนลงล่างไปสู่การพัฒนาแบบมีส่วนร่วม โดยครูต้องเป็น “ผู้ก่อการ (agency)” และโรงเรียนต้องเป็น “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” ที่ครูและนักเรียนเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ใช่ระบบสั่งการเชิงอำนาจ

ปัญหาสำคัญคือความไม่เท่าเทียมจากนโยบายแบบเหมารวม เช่น การจัดงบประมาณเท่ากันทุกโรงเรียน ทำให้ช่องว่างยิ่งกว้างขึ้น แนวทางแก้ต้องเน้นการ Empower ครู ลดความสัมพันธ์แนวดิ่ง และสร้างเครือข่ายแนวราบ

ด้านการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยเสนอ 5 มาตรการ ได้แก่ 1) ประเมินเด็กและครอบครัวรายบุคคล 2) วางแผนระดับโรงเรียนทั้งระบบ 3) สนับสนุนเครื่องมือและพัฒนาครู 4) ช่วยเหลือรายบุคคลหรือรายกลุ่ม 5) ติดตามและปรับปรุงต่อเนื่อง

พร้อมนวัตกรรม เช่น “กล่องการเรียนรู้ (Learning Box)” เพื่อช่วยเด็กที่ขาดอุปกรณ์ โดยเน้นการเรียนรู้ทั้งด้านวิชาการ พัฒนาการ และทักษะสังคม เป้าหมายคือทำให้ผู้เรียนทุกคนบรรลุผลลัพธ์ขั้นต่ำและพัฒนาเต็มศักยภาพอย่างแท้จริง

ข้อสอบ

ข้อ 1

แนวคิดสำคัญที่สุดของบทความนี้คือข้อใด
ก. การเพิ่มงบประมาณการศึกษา
ข. การใช้เทคโนโลยีแทนครู
ค. การลดจำนวนนักเรียนต่อห้อง
ง. การปิด Learning Gap ด้วยการเปลี่ยนระบบและบทบาทครู
เฉลย: ง
เหตุผล: บทความเน้นการเปลี่ยนระบบและให้ครูเป็นผู้ก่อการเพื่อปิดช่องว่างการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่เพิ่มทรัพยากร

ข้อ 2

เหตุใด “นโยบายจัดงบเท่ากันทุกโรงเรียน” จึงเป็นปัญหา
ก. ทำให้โรงเรียนขนาดใหญ่ได้เปรียบ
ข. ลดความเหลื่อมล้ำได้ไม่จริงและสร้างความไม่เท่าเทียม
ค. ทำให้ครูมีงานเพิ่ม
ง. ทำให้เด็กสอบตกมากขึ้น
เฉลย: ข
เหตุผล: นโยบายเหมารวมไม่คำนึงบริบท ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นโดยไม่ตั้งใจ

ข้อ 3

บทบาทใหม่ของครูตามบทความควรเป็นอย่างไร
ก. ผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง
ข. ผู้ควบคุมชั้นเรียนอย่างเข้มงวด
ค. ผู้ก่อการและผู้เรียนรู้ร่วม
ง. ผู้วัดผลเพียงอย่างเดียว
เฉลย: ค
เหตุผล: ครูต้องเป็น agent หรือผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้ร่วมกับศิษย์

ข้อ 4

ข้อใดสอดคล้องกับ “ชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Community)”
ก. ครูสอนแบบแยกวิชา
ข. ผู้บริหารสั่งการอย่างเดียว
ค. ครูและนักเรียนเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
ง. การสอบวัดผลเป็นหลัก
เฉลย: ค
เหตุผล: Learning Community เน้นการเรียนรู้ร่วมและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ข้อ 5

มาตรการใดเป็น “ระดับโรงเรียนทั้งระบบ”
ก. การสอนซ่อมเสริมรายคน
ข. การวางแผนฟื้นฟูทั้งโรงเรียน
ค. การให้การบ้านเพิ่ม
ง. การสอบกลางภาค
เฉลย: ข
เหตุผล: การวางแผนทั้งระบบต้องทำระดับองค์กร ไม่ใช่รายบุคคล

ข้อ 6

การประเมินเด็กและครอบครัวมีจุดประสงค์หลักคืออะไร
ก. จัดอันดับนักเรียน
ข. แบ่งกลุ่มแข่งขัน
ค. เข้าใจบริบทเพื่อช่วยเหลือเหมาะสมรายคน
ง. ลดจำนวนผู้เรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อออกแบบการเรียนรู้ตามสภาพจริงของผู้เรียน

ข้อ 7

แนวคิด “Learning Box” ช่วยแก้ปัญหาใดมากที่สุด
ก. ขาดครู
ข. ขาดอุปกรณ์และโอกาสเรียนออนไลน์
ค. ขาดหลักสูตร
ง. ขาดโรงเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้ทดแทนข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และการเข้าถึงการเรียนรู้

ข้อ 8

การฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยต้องครอบคลุมด้านใด
ก. วิชาการเท่านั้น
ข. วิชาการและการสอบ
ค. วิชาการ พัฒนาการ และทักษะสังคม
ง. การอ่านเขียนอย่างเดียว
เฉลย: ค
เหตุผล: Learning Loss เป็นหลายมิติ ไม่ใช่แค่วิชาการ

ข้อ 9

ข้อใดเป็นปัญหาของระบบสั่งการแบบบนลงล่าง
ก. ทำให้ครูมีอิสระมาก
ข. ทำให้ระบบเรียนรู้และปรับตัวได้ดี
ค. ทำให้การศึกษาขาดคุณภาพเพราะขาดการมีส่วนร่วม
ง. ทำให้เด็กเก่งขึ้น
เฉลย: ค
เหตุผล: ระบบสั่งการลดความสร้างสรรค์และการเรียนรู้ของระบบ

ข้อ 10

หัวใจสำคัญที่สุดของการยกระดับการศึกษาไทยตามบทความคืออะไร
ก. เพิ่มข้อสอบมาตรฐาน
ข. เพิ่มจำนวนครู
ค. เพิ่มงบประมาณ
ง. การสร้างพลังครูและความสัมพันธ์แนวราบ
เฉลย: ง
เหตุผล: การ Empower ครูและลดโครงสร้างแนวดิ่งเป็นแกนหลักของการเปลี่ยนระบบ

ความเห็นของผู้ชม